Back to Home

เฮเดส รายละเอียดหนังสือ และตัวอย่างนิยาย

HDS

เฮเดส

ผู้แต่ง : ชุนภุศ
ISBN : 978-616-7936-25-3
ประเภทหนังสือ : นิยายไทย
ราคา : 339 บาท
จำนวนหน้า : 304 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ 1 :  2559
อายุสิบหกปี เจ้าชายเฮเดสทรงซื้อตัวเด็กชายอายุแปดขวบมาจากลานประมูลทาส
อายุยี่สิบสองปี องค์รัชทายาทหนุ่มโปรดให้เขาในวัยสิบสี่เข้าถวายตัว
สิบปีต่อมา พระองค์จะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงต่างแคว้น
ทว่าสิ่งที่ธามถวายให้ไปไม่ใช่แค่ร่างกาย เจ้าชายเฮเดสไม่เคยรับสั่งบอกว่าพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรกับเขา
แต่ในฐานะมหาดเล็กที่ถวายงานใกล้ชิด ธามรู้ว่าพระองค์ทรงมีเขาเพียงคนเดียวมาตลอดสิบปี
ประโยคเดียวที่เขาอยากทูลถามก่อนวันอภิเษกสมรสจะมาถึงก็คือ
…ฝ่าบาท ‘เคยรัก’ กระหม่อมบ้างรึเปล่า…

ตัวอย่างนิยาย

 

ตอนที่ ๑

เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนกำลังจะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงรัชทายาทอันดับสามแห่งจินนีเวียร์ แม้จะยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแต่ทั่วทั้งพระราชวังหลวงก็มีข่าวเล่าลือกันหนาหู

“องค์รัชทายาทจะอภิเษกสมรสจริงรึเปล่า”

คนถามคือมหาดเล็กนายหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าธามสี่ห้าปี แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ได้ยินมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่คนถูกถามก็ยังรู้สึกปวดแปลบในใจทุกครั้งที่ได้ยิน ซ้ำยังเป็นความเจ็บปวดที่ไม่เคยลดน้อยลงเลย

“ข้าไม่ทราบครับ” ทุกครั้งที่ถูกถาม ธามได้แต่ตอบประโยคนั้น

“ข้ารู้ว่าเจ้าปวดใจ แต่บอกให้ข้าหายอยากรู้หน่อยเถอะ ถึงยังไงความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ” คนที่มีหน้าที่เก็บผ้าคลุมพระที่ไปซักยังคงซักไซ้

“ข้าไม่ทราบจริงๆ ครับ” เขาได้แต่โทษตัวเองที่วันนี้ตื่นสาย จึงยังไม่ทันได้กลับไปห้องของตัวเองก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้ามาทำหน้าที่ แถมซ้ำเขาเองยังออกปากอนุญาตให้เข้ามาได้เลยอีก แม้จะภาวนาให้ฝ่ายนั้นออกจากห้องไปเร็วๆ ก็คงจะไม่เป็นผล เพราะมหาดเล็กหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะพับผ้าคลุมพระที่ผืนนั้นเสียที

“ถึงเจ้าไม่บอกตอนนี้อีกไม่นานข้าก็ต้องรู้ เจ้าบอกตอนนี้เถอะ ข้ารับรองว่าจะไม่บอกใคร”

แค่มองสีหน้าและสายตาใคร่รู้อย่างยิ่งของคนคะยั้นคะยอ ธามก็รู้ว่าความจริงน่าจะเป็นตรงกันข้ามเสียมากกว่า

“ข้าไม่ทราบครับ องค์รัชทายาทไม่เคยรับสั่งบอกข้า”

“จริงหรือ”

“ครับ”

“ทำไมเจ้าไม่ทูลถาม” สีหน้าของมหาดเล็กหนุ่มบอกความคลางแคลงสงสัย

คราวนี้คนถูกถามนิ่งเงียบ คนที่รู้ตัวว่าออกจะละลาบละล้วงมากเกินไปจึงทำหน้าเกรงใจแล้วรีบเก็บของในมือ

“ข้าว่าข้าไปดีกว่า เจ้าอย่ากราบทูลองค์รัชทายาทล่ะว่าข้ามาถามเจ้า”

ธามพยักหน้าเบาๆ ครั้นอีกฝ่ายออกจากห้องบรรทมไป ชายหนุ่มจึงเดินไปเปิดประตูซึ่งเชื่อมต่อกับห้องของเขาบ้าง

 

หลังจากเข้ามาอยู่ในห้องอาบน้ำของตนเองแล้ว ชายหนุ่มก็เปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมด ผนังห้องด้านหนึ่งซึ่งติดกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานตลอดแนวสะท้อนภาพผู้ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง ผมสีดำสนิทยาวลงมาจรดบั้นเอวสอบเพรียว บริเวณแผ่นอกขาวสะอาดลงมาจนถึงหน้าท้องแบนเรียบปรากฏรอยจ้ำแดงๆ อยู่หลายแห่ง หลายรอยกลายเป็นสีม่วงจางๆ ไปแล้ว และคนมองก็รู้ดีว่าบริเวณแผ่นหลัง รวมทั้งซอกขาด้านในของเขาก็มีรอยเช่นนี้อยู่

เมื่อก่อนนี้เขาอาจจะกลัว ไม่อยากให้รอยเหล่านี้ปรากฏอยู่บนร่างกาย ทว่าเวลานี้…อะไรๆ ก็ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ตัวของเขา…ใจของเขาเปลี่ยนไปนานแล้ว

ส่วนคนที่ทำรอยไว้บนตัวเขา…ก็กำลังจะทรงเปลี่ยนบ้างแล้ว…ใช่ไหม

 

ชายหนุ่มก้าวลงไปแช่ตัวในอ่างอาบน้ำซึ่งฝังลงไปในพื้นห้องและสร้างจากหินอ่อน สายน้ำเย็นจัดยังเย็นเยียบไม่เท่าความรู้สึกภายในหัวใจของเขา ธามเงยศีรษะขึ้นวางบนพื้นเหนือขอบอ่างซึ่งมีเบาะนุ่มๆ รองรับอยู่ ก่อนจะหลับตาลงพลางนึกถึงอดีต

ตั้งแต่จำความได้ ครอบครัวของเขาก็มีเพียงตัวเขากับแม่เท่านั้น รายได้จากการประกอบอาชีพรับจ้างซักผ้าไม่เพียงพอที่จะนำมาซื้อยารักษาอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ของแม่ได้ นางจึงจากเขาไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียงแปดขวบโดยไม่มีเงินเหลือติดบ้านไว้ให้เขาเลย แต่ตอนนั้นการประกอบพิธีทางศาสนาและการฝังศพไว้ในสุสานหลังวิหารจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงยอมขายตัวเองให้พ่อค้าทาสที่เสนอทางเลือกนี้มาให้ เพื่อทำให้ร่างของแม่ได้ถูกกลบฝังอย่างถูกต้อง

แม้ว่าทาสที่สามารถ ‘ใช้งานได้’ ควรจะต้องมีอายุประมาณสิบห้าปีขึ้นไป แต่ทาสเด็กก็พอจะมีคนซื้อเพื่อนำไปเป็นเด็กรับใช้ของลูกๆ ของพวกเขาอยู่บ้าง และพ่อค้าทาสก็ไม่อยากจะเลี้ยงดูเขาไว้อีกหลายปี เขาจึงถูกขายตั้งแต่อายุได้เพียงแปดขวบ

คนที่ประมูลตัวเขาไปได้ด้วยราคาที่ไม่สูงนักคือเจ้าชายเฮเดส…เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนซึ่งทรงปลอมพระองค์ออกมาเสด็จประพาสนอกพระราชวัง ตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุประมาณสิบหกพรรษา แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็มีพระวรกายสูงใหญ่กว่าเด็กหนุ่มคนอื่นในวัยเดียวกัน

เจ้าชายรัชทายาทโปรดให้เขาถวายงานเล็กๆ น้อยๆ ในห้องทรงพระอักษร และทรงให้เขาเรียนหนังสือกับคนจากกรมอาลักษณ์ที่พระองค์ทรงจัดหามาให้ บรรดามหาดเล็กและนางพระกำนัลทั้งพระตำหนักต่างมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เมื่อโตขึ้นมาอีกประมาณสามสี่ปีเขาจึงเข้าใจว่าสายตาของคนเหล่านั้นหมายถึงอะไร

…รสนิยมของเจ้าชายเฮเดสช่างแปลกประหลาด…

ลีนัส พ่อบ้านประจำพระตำหนักซึ่งอายุมากกว่าเขายี่สิบปีเป็นผู้อบรมเรื่องกิริยามารยาทให้แก่เขาด้วยตนเอง และสั่งสอนให้เขาทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ธามไม่เคยหลับขณะถวายงานในห้องทรงพระอักษร เพราะเมื่อใดที่เขารู้สึกว่าง่วงจนตาแทบจะปิด เจ้าชายเฮเดสก็จะรับสั่งให้เขากลับไปพักผ่อนอย่างประจวบเหมาะทุกครั้งไป

การถวายงานจนดึกเกือบทุกคืนทำให้เขาได้รู้ ได้เห็น อย่างที่คนในพระตำหนักรู้เห็นกันมานานพอสมควรแล้ว นั่นคือ บางคืนเจ้าชายเฮเดสจะโปรดให้เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ไม่ใช่มหาดเล็กในพระตำหนักเข้าไปถวายงานในห้องบรรทม

บางคืนธามก็เห็นตอนที่เด็กหนุ่มเข้าไปในห้องบรรทม บางวันเขาก็เห็นตอนที่อีกฝ่ายออกมาจากห้องบรรทมในตอนเช้าตรู่ บางครั้งก็เป็นคนที่เคยเห็นหน้ามาก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนใหม่ๆ

“มหาดเล็กคนใหม่หรือครับ คุณลีนัส เขามาทำหน้าที่อะไร”

ธามถามคำถามนั้นตอนที่เขาอายุประมาณสิบขวบ และได้คำตอบเป็นการอบรมสั่งสอนว่าทาสไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องส่วนพระองค์ แม้แต่การแสดงความอยากรู้อยากเห็นก็ไม่ควรทำ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ

ธามไม่เคยถูกลีนัสลงโทษ ไม่เคยถูกเจ้าชายรัชทายาทลงพระอาญา

…แต่เขาก็ไม่เคยพ้นจากความเป็นทาส…

ทว่าไม่นานนัก เขาก็รู้ว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าชายหนุ่มบ้าง แก่กว่าบ้าง และอ่อนกว่าบ้างเหล่านั้นมีหน้าที่ทำอะไร

แม้ว่าเจ้าชายเฮเดสจะทรงเข้มงวดเคร่งครัด แต่การซุบซิบนินทาย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกที่

เมื่อแรกรู้ ธามกลัว แต่คุณลีนัสบอกเขาว่าเจ้าชายรัชทายาทไม่เคยมีรับสั่งเรียกให้คนในพระตำหนักเข้าไปถวายงานเลยสักครั้ง เขาจึงค่อยๆ คลายความรู้สึกหวาดกลัวลงทีละน้อย ถึงกระนั้นตอนที่พระองค์ทรงแตะถูกมือของเขาโดยบังเอิญเพราะกำลังสนพระทัยแต่รายงานตรงเบื้องพระพักตร์ เขาก็เผลอสะดุ้งจนทำให้ถ้วยชาร้อนกรุ่นตกลงไปบนพระเพลา

“ขะ…ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ”

เวลานั้นเขาได้แต่ลนลานคุกเข่า กราบทูลปากสั่นด้วยความกลัว

“ช่างเถอะ”

ธามเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์อย่างลืมตัว นานทีเดียว กว่าเขาจะนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกไม่ใช่การคุกเข่าแล้วขอประทานอภัย

พระมังสาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกแดงเป็นปื้นและพอง เขาพยายามทายาถวายอย่างเบามือที่สุด แต่ก็ไม่รู้ว่ายังทำให้พระองค์ทรงเจ็บอยู่หรือไม่ เพราะเขาไม่ได้ยินรับสั่งอะไรเลยสักคำ

หลังจากนั้นเขาก็ลืมความกลัว ‘เรื่องนั้น’ ไป และมองภาพเด็กหนุ่มแปลกหน้าเดินเข้าออกห้องบรรทมด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ

 

ธามถูกซื้อตัวมาตั้งแต่อายุแปดขวบ…และถูกเจ้านายข่มขืนตอนอายุสิบสี่

วันนั้นเป็นวันที่เขาอายุครบสิบสี่ปีพอดี เจ้าชายเฮเดสไม่ทรงมีงานต้องทำในห้องทรงพระอักษร ธามจึงได้กลับมาพักผ่อนที่ตึกพักของมหาดเล็กเร็วกว่าทุกวัน ทว่าเมื่อถึงเวลาประมาณสามทุ่ม ลีนัสก็มาบอกเขาด้วยตนเองว่าเจ้าชายรัชทายาทตรัสเรียกให้ไปถวายงานที่ห้องบรรทม

ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดถึง ‘งาน’ อย่างอื่นเลย นอกจากงานที่เคยทำอยู่เป็นประจำ

“เข้ามาได้”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ธามได้เห็นห้องบรรทม แต่นอกจากสังเกตเห็นว่าค่อนข้างกว้างและตกแต่งด้วยสีเทาฟ้าเสียเป็นส่วนใหญ่แล้วเขาก็ไม่มีเวลาสังเกตสิ่งอื่นอีก

เจ้าชายเฮเดสเพิ่งจะเสด็จออกมาจากห้องสรงจึงทรงสวมเพียงฉลองพระองค์คลุมสีเทาเท่านั้น ธามคุกเข่าและก้มหน้าลงจนเห็นเพียงพระบาท พระชงฆ์ และชายฉลองพระองค์คลุมเพียงเล็กน้อย

ในความเงียบงัน ทาสหนุ่มได้ยินเพียงเสียงเช็ดพระเกศาเบาๆ ก่อนที่เสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุจะดังขึ้นในอก กลบเสียงเช็ดพระเกศานั้นไป

“มานี่สิ”

เมื่อธามเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เขาก็เห็นว่าเจ้าชายรัชทายาทประทับอยู่บนพระที่แล้ว ผ้าคลุมพระบรรทมสีเทาเข้มถูกตวัดเปิดออกไปอีกด้านหนึ่ง

เนื่องจากพระองค์ประทับอยู่ เขาจึงต้องหมอบคลานเข้าไปใกล้…หัวใจเต้นแรงขึ้นอีก แต่เขาไม่มีสมาธิพอที่จะหาเหตุผล

“ใกล้อีก”

ใกล้…จนกระทั่งเจ้าชายหนุ่มทรงก้มลงจับปลายคางของเขาเชยขึ้นได้ พระพักตร์หล่อเหลาคมคายของพระองค์อยู่ใกล้กับหน้าของเขามากกว่าครั้งไหนๆ ตลอดหกปีที่ผ่านมา

“ยืนขึ้น”

ธามลังเล การยืนค้ำพระเศียรเป็นเรื่องไม่บังควรอย่างยิ่ง แต่การขัดรับสั่งยิ่งไม่อาจทำ เขาจึงปฏิบัติตามรับสั่ง และพบว่าแม้จะยืนขึ้นแล้ว ศีรษะของเขาก็ยังไม่สูงไปกว่าพระเศียรของพระองค์

“ฝ่าบาท…”

ทาสหนุ่มทูลเรียก หางเสียงสั่นนิดๆ เมื่อกระดุมเสื้อของเขาถูกปลดออกหมดทุกเม็ดแล้ว เจ้าชายเฮเดสทรงสบตาเขา ธามไม่รู้ว่าเขามองสบสายพระเนตรด้วยสายตาแบบไหน แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นฝ่ายหลบสายพระเนตร แล้วยอมโอนอ่อน ยกแขนออกจากเสื้อทีละข้าง

อากาศวันนั้นไม่หนาว ทว่าเมื่อเสื้อสีฟ้าซึ่งเป็นเครื่องแบบของมหาดเล็กตกลงไปบนพื้น ธามก็รู้สึกเย็นยะเยือก

ทาสหนุ่มตบฝ่ามือทั้งคู่ทับลงไปบนพระหัตถ์ที่กำลังแกะกระดุมกางเกงของเขา เจ้าชายเฮเดสทรงเลิกพระขนงขึ้นนิดหนึ่ง…นิดเดียวเท่านั้น ธามกลืนน้ำลายไม่ลงคอ แต่ยังไม่ยอมดึงมือออก

“กะ…กระหม่อมทำเองพระเจ้าค่ะ”

ไม่นานนักกางเกงก็ลงไปกองรวมอยู่กับเสื้อ และเมื่อเจ้าชายรัชทายาททอดพระเนตรเขานิ่งๆ อีกครั้งโดยไม่ต้องรับสั่งอะไร ทาสหนุ่มก็ก้มตัวลงเปลื้องอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายออกจากตัวด้วยมือสั่นๆ แล้วใช้สองมือปิดสัดส่วนที่น่าอายเอาไว้แทน ทว่าเมื่อเจ้าชายหนุ่มทรงปัดมือทั้งคู่ของเขาออกเบาๆ มือของเขาก็ต้องเลื่อนไปอยู่ข้างลำตัว

“ฮึก!”

ยอดอกของเขาถูกพระองค์ทรงบีบบี้ ขยี้เบาๆ ธามสะท้านวาบไปทั้งกาย ขณะที่กำลังจะก้าวถอยหลัง พระหัตถ์ใหญ่ก็ทาบลงกลางหลังแล้วดันให้เขาขยับเข้ามาใกล้เสียก่อน คราวนี้ยอดอกข้างที่ว่างอยู่ก็ถูกองค์รัชทายาทหนุ่มทรงกลืนเข้าไปในพระโอษฐ์ ธามขาสั่น ทว่าก่อนที่จะทรุดลงไปกองกับพื้น เจ้าชายเฮเดสก็ทรงแยกขาของเขาออก แล้วกดให้นั่งลงบนพระเพลาข้างหนึ่งแทน

ไม่ใช่เพื่อไม่ให้เขาทรุดลงบนพื้น แต่เพื่อจะได้ทรงดูดกลืนและบดคลึงยอดอกของเขาได้ถนัดขึ้น เรือนร่างเปลือยเปล่าของธามถูกพระหัตถ์ใหญ่สัมผัสจนถ้วนทั่ว พระโอษฐ์อุ่นจัดแวะเวียนและเล็มผิวกายของเขาตรงนั้นตรงนี้ ความรู้สึกแสนประหลาดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของธาม ทาสหนุ่มสะดุ้งเฮือกเมื่อเจ้าชายหนุ่มทรงกอบกุมร่างกายส่วนที่น่าอายของเขาไว้

“ฝะ…ฝ่าบาท”

ธามจับพระหัตถ์ไว้อย่างตกใจ แต่ไม่อาจทำให้พระองค์หยุดขยับพระหัตถ์ได้ ความเสียวปลาบแล่นวาบ อารมณ์ของธามพลุ่งพล่านขึ้นทุกทีทุกครั้งที่เจ้าชายเฮเดสทรงขยับรูดรั้งสัดส่วนที่แสนอ่อนไหวตรงกึ่งกลางกาย ทาสหนุ่มสะท้านเมื่อพระองค์ทรงใช้พระองคุลีบดคลึงส่วนยอด

ก่อนที่ธามจะอ่อนแรงจนหงายหลัง องค์รัชทายาทหนุ่มก็ทรงกดให้เขาก้มหน้าลงมาซบกับพระอังสากว้างเสียก่อน

“อะ…ฮึก…ฮ้า…”

ทาสหนุ่มกลั้นเสียงครางเครือไว้ไม่อยู่ เสียงครางครั้งสุดท้ายค่อนข้างดัง ธามกระตุกกายอยู่สามสี่ครั้งหลังจากหยาดอารมณ์อันร้อนจัดพวยพุ่งออกมาจากลำกายแข็งขึง

เมื่อความเสียววาบระคนสุขสมค่อยบางเบาลง ธามก็พบว่าเขานอนอยู่บนพระที่โดยมีเจ้าของพระที่ทรงคร่อมอยู่เหนือร่าง และเจ้าชายหนุ่มก็ทรงเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเขาแล้ว พระวรกายใหญ่โตของพระองค์แทรกอยู่ตรงกลางระหว่างขาของเขาพอดี

สายพระเนตรคมปลาบแสดงพระอารมณ์ปรารถนาอันเข้มข้นออกมาอย่างชัดเจน ธามถูกจูบก่อนที่จะทันได้กราบทูลเรียก จุมพิตของพระองค์อ่อนโยน ไม่ร้อนแรงเท่ากับสายพระเนตร ถึงกระนั้นทาสหนุ่มก็ยังเงอะงะ ตั้งตัวไม่ทันและหายใจขัด

เจ้าชายเฮเดสทรงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นติ่งหูนิ่มและซอกคอของเขาแทน ขณะที่พระหัตถ์ยังหยอกเอินและเคล้าคลึงยอดอกของเขาเล่นอยู่ เมื่อธามถูกจูบอีกครั้ง และมึนเมาอยู่กับรสจูบ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่นิ้วพระหัตถ์ชุ่มน้ำมันหอมถูกสอดเข้ามาในร่างกายส่วนที่ต้องรองรับความปรารถนาของเจ้าชายหนุ่ม

“ฮึก!”

ทาสหนุ่มสะดุ้งด้วยความเจ็บแปลบและดิ้นรนหนีทันที ทว่าเจ้าชายหนุ่มทรงยึดตัวเขาไว้อย่างแน่นหนา ทั้งยังทรงชันเข่าทั้งคู่ของเขาขึ้นแล้วแยกออกกว้างกว่าเดิม

“ถ่างออกให้กว้างๆ จะได้ไม่เจ็บมาก”

ธามเชื่อฟังพระองค์เสมอ ทว่าไม่ใช่ครั้งนี้ ทาสหนุ่มส่ายหน้า สีหน้าของเขาบอกความแตกตื่นเมื่อผู้เป็นนายทรงขยับนิ้วพระหัตถ์เข้าออกในร่างกายของเขาอย่างถือวิสาสะ

…ร่างกายส่วนที่เขาไม่เคยคิดว่าจะใช้ทำ ‘ประโยชน์’ อย่างอื่นได้

ทาสหนุ่มพยายามชิดขา ทว่าถึงกับอ่อนเปลี้ยไร้แรงขึ้นมาทันทีที่เจ้าชายหนุ่มทรงงอนิ้วพระหัตถ์และขยับครูดถูกบางจุดภายในกาย

“ฮึก! ฮ้า…”

นิ้วพระหัตถ์นิ้วที่สองตามติดเข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว การขยับเข้าออกและพยายามขยายช่องทางให้กว้างขึ้นทำให้ทั้งเจ็บปวดและเสียวซ่าน ขณะเดียวกันก็ระคนด้วยความรู้สึกสุขสมอย่างประหลาด ธามขยำผ้าคลุมพระบรรทมไว้แน่น และดึงทึ้งเพื่อระบายความรู้สึก

เมื่อได้รับจูบอีกครั้ง เขาก็เผยอริมฝีปากรับแต่โดยดี ความเจ็บปวดถูกลืมเลือนไปบ้าง ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดคับแน่นยิ่งกว่าเดิม

“อย่าเกร็ง”

พระองค์รับสั่งง่าย แต่เขาทำไม่ได้ ทาสหนุ่มพยายามดิ้นรนหนี ทว่า…

“ธาม”

แค่พระองค์รับสั่งเรียกชื่อ เขาก็ต้องยอมหยุดนิ่ง ครั้นความใหญ่โตที่ทั้งแข็งแกร่งและร้อนระอุถูกสอดแทรกเข้ามาในร่างกายมากขึ้นอีกนิด ธามก็ดิ้นรนอีกครั้ง

“มะ…ไม่เอาพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท ทรงเอาออกไปเถิดพระเจ้าค่ะ ได้โปรด”

ทาสหนุ่มน้ำตาร่วง

“กระหม่อมเจ็บพระเจ้าค่ะ”

องค์รัชทายาทหนุ่มไม่ได้ปลอบโยนเขา เพียงแต่ทรงจับมือทั้งคู่ของเขาขึ้นไปยึดพระขนองกว้างของพระองค์ไว้ ในม่านน้ำตาที่พร่ามัว ธามไม่เห็นว่าสีพระพักตร์ของพระองค์เป็นเช่นไร เขารู้แต่ว่าเมื่อพระองค์ทรงดันพระวรกายเข้ามาอีก ร่างกายของเขาก็เหมือนใกล้จะฉีกขาดเป็นสองส่วนมากขึ้นทุกที

“เจ็บ…กระหม่อมเจ็บจริงๆ พระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท…ทรงเอาออก…”

“ก็ได้”

ทาสหนุ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่ออีกฝ่ายทรงยอม ทว่าขณะที่ร่างกายของเขาผ่อนคลายขึ้นด้วยความรู้สึกวางใจ เจ้าชายเฮเดสก็ทรงดันพระวรกายส่วนที่เหลืออยู่เข้ามาในร่างกายของเขาพรวดเดียว

“อ๊าาาาา!”

หยดน้ำตาทะลักทลายออกมาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนใกล้จะตาย ธามหอบหายใจหนักหน่วงขณะที่จิกเล็บลงบนพระขนองกว้างอย่างเต็มที่

“ทำไม…”

คำถามของทาสหนุ่มมีเพียงเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าจะทูลถามว่าอะไร ขณะที่เจ้าชายเฮเดสก็ไม่ได้รับสั่งอะไรเลยสักคำ หลังจากทรงปล่อยให้ร่างกายของธามได้ปรับตัวอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็ทรงขยับเบาๆ

“ฮึก!”

ความเสียวสะท้านแล่นวาบ แปลบปลาบไปทั้งสะโพก เจ้าชายรัชทายาททรงขยับอีกครั้งอย่างช้าๆ ก่อนจะเร่งจังหวะเร็วขึ้น ธามไม่อาจห้ามเสียงครางของเขาไว้ได้เลย แม้จะเจ็บปวดจนแทบขาดใจ แต่กระแสความรู้สึกสุขสมก็เกิดขึ้น และซ่านซึม ผสมผสานไปกับความรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เสียงครางของเขาจึงถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างเด่นชัด

ทาสหนุ่มจิกเล็บสั้นๆ ของเขาครูดพระขนองกว้างครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อระบายความเจ็บปวด จังหวะการเคลื่อนไหวของเจ้าชายเฮเดสกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อย ขณะที่ธามรู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มด้านชาต่อความรู้สึกเจ็บปวด ความสุขสมกลับทวีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแตกกระจายพร่างพราย และต้องกระตุกกายหลายครั้งหลายหน ไม่นานนักกระแสธารร้อนจัดจากพระวรกายของเจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนก็ฉีดซ่านเข้ามาในช่องทางที่โอบรัดพระองค์ไว้

ธามอ่อนแรงและเพลียจัดจนสลบไป ความทรงจำสุดท้ายคือเจ้าชายเฮเดสทรงจูบขมับเขาเบาๆ

 

เช้าวันรุ่งขึ้นธามเป็นไข้ ลีนัสจัดการหาหมอมารักษาเขา ทาสหนุ่มนอนพักฟื้นร่างกายอยู่ที่ตึกพักของมหาดเล็กจนกระทั่งหายดี ระหว่างนี้หน้าที่ถวายงานในห้องทรงพระอักษรตกเป็นของมหาดเล็กคนอื่นชั่วคราว

ธามเลียบเคียงถามพ่อบ้านประจำพระตำหนักว่ารู้มาก่อนหรือไม่ว่าเขาถูกเรียกให้ไป ‘ถวายงาน’ แบบไหน ทว่าลีนัสตอบเขาว่าไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

“ถ้าเจ้ารู้ล่วงหน้า เจ้าจะทำยังไง”

ได้รับคำถามตอบกลับมาแบบนั้น ธามจึงเงียบ เพราะคำตอบเดียวที่เขาสามารถตอบได้นั้นเป็นคำตอบที่อีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว

หนีหรือ ขัดขืนหรือ…ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปเข้าเฝ้าตามพระบัญชาอยู่ดี

ธามไม่แปลกใจที่ทุกคนในพระตำหนักดูจะรู้เรื่องการถวายตัวของเขากันแล้วทั้งนั้น แต่กลับไม่มีใครมองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

“ใครๆ ก็เดาได้ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าองค์รัชทายาททรงซื้อตัวเจ้ามาแล้ว”

เทรส มหาดเล็กนายหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าธามประมาณห้าปีและค่อนข้างสนิทกับทาสหนุ่มบอกเช่นนั้น ธามนึกอยากจะถามว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เคย ‘เตือน’ เขาเลย แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป

เพราะต่อให้เขารู้ตัวมาก่อน ก็คงไม่ทำให้เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

 

ธามเคยคิดอยากจะถ่วงเวลาการถวายงานตามปกติออกไปอีกสักวันสองวัน แต่จิตสำนึกของการเป็นทาสที่ดีทำให้เขากลับไปทำหน้าที่เดิมทันทีที่หายไข้ เขากลัวเจ้าชายรัชทายาทมากยิ่งกว่าเดิม แต่เจ้าชายเฮเดสไม่รับสั่งถึงเรื่องราวในคืนนั้นเลย

ปกติพระองค์ก็ไม่ค่อยรับสั่งอยู่แล้ว

ขณะที่เขาเริ่มจะโล่งใจและคิดว่า ‘เรื่องแบบนั้น’ คงไม่เกิดขึ้นกับเขาเป็นครั้งที่สอง เจ้าชายเฮเดสก็โปรดให้เขาถวายตัวอีกครั้ง…และบ่อยครั้ง เท่าที่สภาพร่างกายของเขาจะอำนวย

สี่ปีต่อมา เมื่อเขาอายุได้สิบแปดปีพอดี เจ้าชายหนุ่มก็โปรดให้เขาย้ายขึ้นมานอนในห้องนอนซึ่งมีประตูเชื่อมกับห้องบรรทม

นับตั้งแต่วันที่เขาได้ถวายตัวครั้งแรก วันเวลาก็ล่วงเลยมาถึงสิบปีแล้ว

 

ธามไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร แต่เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงเล็กๆ ที่ใช้สำหรับนั่งเอนหลังอ่านหนังสือในห้องทรงพระอักษร ทาสหนุ่มก็เห็นว่าเจ้าของวรองค์สูงใหญ่ประทับทรงงานอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษรแล้ว

ธามใจหาย…เย็นย่ำป่านนี้แล้วหรือ…

“ฝ่าบาท…”

แม้จะเป็นเพียงการหลุดปากออกไปเบาๆ แต่เจ้าชายเฮเดสก็ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ทาสหนุ่มจึงต้องเดินเข้าไปหา เมื่อเขาอ้อมโต๊ะทรงพระอักษรไป เจ้าชายหนุ่มก็ทรงยืนขึ้น พระวรกายของพระองค์หนากว่าเขาประมาณครึ่งเท่า สูงกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ เมื่อทรงก้มพระเศียรลงมา พระปัสสาสะอุ่นๆ จึงรินรดหน้าผากพอให้ใจสั่น

ธามปลดกระดุมฉลองพระองค์ออกอย่างคล่องแคล่วนุ่มนวล เจ้าชายหนุ่มทรงยื่นพระหัตถ์ให้เขาปลดกระดุมข้อพระหัตถ์ถวายจนครบทั้งสองข้าง หลังจากถอดฉลองพระองค์ตัวนอกออกเรียบร้อยแล้ว ทาสหนุ่มจึงทูลถาม ขณะที่พับแขนฉลองพระองค์ตัวในขึ้นจนถึงพระกัประ

“จะทรงรับเครื่องว่างไหมพระเจ้าค่ะ วันนี้ห้องเครื่องเตรียมปาปัวร์ไส้เค็มกับตีรัวล์กรอบไว้ถวาย”

“หิวไหม”

ธามส่ายหน้า

“งั้นก็ไม่ล่ะ เอาไว้รวบเป็นมื้อค่ำทีเดียว”

เจ้าชายหนุ่มประทับลงดังเดิมแล้ว ธามจึงนำฉลองพระองค์ตัวนอกไปแขวนไว้บนที่แขวนซึ่งอยู่หน้าตู้ไม้กรุกระจกสำหรับเก็บเอกสาร

วันเวลาสิบปีไม่ทำให้เขามีความกล้ามากขึ้นเท่าใดนัก เขาดูไม่ออกว่าเจ้าชายเฮเดสทรงหิวหรือไม่ และไม่กล้ากราบทูลคะยั้นคะยอให้พระองค์เสวย แม้ว่าบางครั้งจะเคยถือวิสาสะนำเครื่องว่างมาถวายโดยไม่ทูลถาม แต่ในเมื่อพระองค์รับสั่งว่า ‘ไม่’ เขาก็ไม่ขัด

ตรงกันข้าม บางครั้งเขากราบทูลว่าไม่หิว พระองค์กลับทรงดูออกว่าเขาหิว จึงตรัสสั่งให้มหาดเล็กนำเครื่องว่างชุดใหญ่มาถวายและโปรดให้เขาทานพร้อมกับพระองค์ด้วย

ธามหันกลับไปมองคนที่ทรงงานอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่าพระองค์คงยังไม่ตรัสถามถึงบรรดาจดหมาย บัตรเชิญ หรือเอกสารต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่เขาต้องทำถวายในวันนี้ และคงยังไม่สรงน้ำในเร็วๆ นี้ ทาสหนุ่มจึงค้อมศีรษะถวายคำนับแล้วออกจากห้องไป

ไม่นานนักธามก็กลับมาพร้อมกับพระสุธารสและน้ำผลไม้ เขาวางมันไว้บนโต๊ะตัวเล็กใกล้ๆ กับโต๊ะทรงพระอักษร

“ส่งมาเลย”

ทาสหนุ่มยื่นแก้วใส่เครื่องดื่มสีชมพูสวยถวาย เจ้าชายเฮเดสทรงรับโดยไม่ละสายพระเนตรจากเอกสารตรงเบื้องพระพักตร์ พระหัตถ์ใหญ่ซ้อนทับลงบนมือของทาสหนุ่มก่อนจะทรงดึงแก้วไป

ธามคลี่ยิ้มเล็กน้อย สัมผัสอุ่นยังทิ้งรอยไว้บนหลังมือ เขารอรับน้ำผลไม้ที่หมดไปค่อนแก้วกลับมาแล้วยื่นพระสุธารสใสสะอาดถวายต่อ

เมื่อธามออกจากห้องไปและกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับอ่างแก้วใส่น้ำกับผ้าสะอาดสองผืน เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนก็ทรงวางงานก่อนจะรับผ้าสะอาดหมาดชื้นที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากทาสหนุ่มมาเช็ดพระพักตร์และพระศอ ธามเปลี่ยนผ้าผืนใหม่ให้พระองค์ทรงเช็ดพระหัตถ์และพระกร

ทาสหนุ่มรับผ้าจากเจ้าชายหนุ่มไปไว้ในถาดซึ่งวางอยู่บนโต๊ะวางหนังสือ ก่อนจะเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับพระองค์ตามการพยักพเยิดพระพักตร์เป็นเชิงประทานพระอนุญาต

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือ”

แม้จะเป็นรับสั่งถามตามปกติ แต่คนถูกถามก็อดรู้สึกละอายขึ้นมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงว่าเขาเผลอหลับจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเสด็จกลับมาตั้งแต่ตอนไหน

“ไม่เหนื่อยพระเจ้าค่ะ กระหม่อมเพิ่งคัดลอกตำราเก่าเล่มที่สิบห้าจบก็เลย…เผลอหลับพระเจ้าค่ะ ขอประทานอภัย”

“ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องขอโทษ”

แค่พระองค์รับสั่งเรียบๆ ทาสหนุ่มก็โล่งใจ ทว่าเขายังได้เห็นคนยิ้มยากแย้มพระโอษฐ์จางๆ ประทานให้ด้วย

“เจ้าชายห้าโปรดให้คนส่งบัตรเชิญมาถวายพระเจ้าค่ะ…”

หลังจากนั้นธามก็กราบทูลเรื่องต่างๆ ที่เขารับไว้และเจ้าชายหนุ่มจำเป็นต้องทรงทราบจนครบทุกเรื่อง

 

“วันนี้อาบน้ำพร้อมกันนะ”

“พระเจ้าค่ะ”

ปกติแล้วมหาดเล็กที่มีหน้าที่ในห้องสรงจะเป็นผู้เตรียมน้ำถวายและถวายงานขณะเจ้าชายหนุ่มสรงน้ำด้วย บางครั้งก็โปรดสรงด้วยพระองค์เอง บางครั้งก็โปรดให้ธามถวายงานแทน และบางครั้ง…ก็โปรดให้ทาสหนุ่มอาบน้ำพร้อมกับพระองค์เลย

มหาดเล็กเตรียมน้ำสำหรับสรงไว้เรียบร้อยแล้ว ธามเปลื้องฉลองพระองค์ถวาย และขัดถูพระวรกายอย่างชำนาญงาน ทาสหนุ่มดูแลพระวรกายขาวสะอาดอย่างเอาใจใส่ สระพระเกศาสีน้ำตาลเข้มที่ตัดสั้นนั้นถวาย ถูสบู่ลูบไล้ตั้งแต่พระศอลงมาจนถึงปลายพระบาท และพยายามข่มอารมณ์ไว้อย่างยิ่งยวดเมื่อเห็นส่วนกึ่งกลางพระวรกายที่อยู่ในสภาพกึ่งๆ แข็งตัว

“นอนลง ข้าจะสระผมให้”

“กระหม่อม…”

ธามไม่อยากให้ผู้เป็นนายทรงเป็นฝ่ายปรนนิบัติเขา แต่เขาไม่อาจขัดรับสั่งได้ และใช่ว่าจะไม่รู้สึกชื่นชอบ ผมของเขายาวมากจึงสระยากและต้องใช้เวลาสระนานกว่าผมของคนอื่น เจ้าชายเฮเดสทรงสระประทานให้เขาได้ดียิ่งกว่าที่เขาสระให้ตัวเองเสียอีก นิ้วพระหัตถ์แข็งแรงที่แทรกเข้ามาในกลุ่มผมและเคลื่อนไหวอยู่บนศีรษะให้ความรู้สึกที่แสนนุ่มนวลชวนหลับ แต่ธามก็ไม่เคยหลับเลยสักครั้ง

ทาสหนุ่มยิ่งลำบากใจเมื่ออีกฝ่ายทรงทำความสะอาดร่างกายประทานให้เขา เช่นเดียวกับที่เขาทำถวายเมื่อครู่นี้ แม้จะเคยได้รับพระเมตตาเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกชิน อวัยวะส่วนที่อยู่กึ่งกลางกายนั่นแหละที่มักจะประจานให้เขาได้อาย เพราะอยู่ในสภาพแข็งขึงยิ่งกว่าของพระองค์เสียอีก

เจ้าชายเฮเดสไม่ได้ทรงทำอะไรกับมันจนกระทั่งทั้งเขาและพระองค์ก้าวลงไปอยู่ในอ่างอาบน้ำด้วยกัน พระอุระหนาแกร่งรองรับแผ่นหลังของเขาไว้ เนื้อตัวด้านหลังของเขาแนบชิดกับพระวรกายของพระองค์ตลอดแนว แม้กระทั่งร่องผิวเนื้อด้านหลังก็กดแนบอยู่กับส่วนกึ่งกลางพระวรกายที่กำลังผงาดง้ำ สองขาของเขาถูกพระองค์ทรงแยกออกกว้าง พระหัตถ์ข้างหนึ่งกอบกุมปรนเปรอร่างกายส่วนเดียวของเขาที่แสนเอาแต่ใจ ส่วนอีกข้างก็ลูบคลึงแผ่นอกแบนเรียบและวนเวียนหยอกเอินปุ่มเนื้อนูนแข็งของเขาอยู่เนิ่นนาน

ธามลูบไล้พระวรกายของพระองค์ตอบอย่างเผลอไผล และยิ่งลูบหนักหน่วงเมื่ออารมณ์ปรารถนาถูกปลุกปั่นให้ทะยานขึ้นสูง

ทาสหนุ่มจวนจะเสร็จสมเต็มทีแล้วขณะที่องค์รัชทายาทหนุ่มทรงละพระหัตถ์จากแก่นกาย เมื่อทรงเลื่อนพระหัตถ์ลงไปจับสะโพกของเขาเป็นสัญญาณ ธามก็ลุกขึ้นแล้วหมุนตัวกลับมาเป็นฝ่ายคร่อมพระวรกายส่วนล่างของพระองค์ไว้แทน ยึดพระอังสาไว้เป็นหลักประคองตัว จับลำกายแข็งแกร่งของพระองค์ให้อยู่ตรงกับช่องทางที่ปรารถนาจะได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่ของเขา แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลงมา ความอึดอัดคับแน่นนำพาความรู้สึกปลาบปลื้มใจมาด้วย ธามผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อสัดส่วนที่ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยนในขณะเดียวกันของเจ้าชายหนุ่มแทรกผ่านเข้าไปในกายของเขาจนสุดความยาว

ทาสหนุ่มเริ่มขยับเข้าออกเบาๆ ก่อนจะเร่งจังหวะ ความรู้สึกเสียวซ่านทะยานขึ้นอีกเมื่อเจ้าชายเฮเดสทรงขยับพระวรกายสวนกลับขึ้นมาเป็นระยะ แต่สิ่งที่เขาปรารถนาไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ธามเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้พระพักตร์ แต่ยังรั้งรออยู่ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของเขาเป็นแบบไหน รู้แต่เพียงว่า…อยากได้

เจ้าชายเฮเดสทรงรั้งศีรษะของเขาเข้าไปหาพระพักตร์ ก่อนจะประทานจุมพิตให้ ในความรุ่มร้อนมีความอ่อนโยน พระโอษฐ์งามแทบจะดูดกลืนปากทั้งปากของเขาเข้าไป พระชิวหาเกี่ยวกระหวัดพัวพันกับเรียวลิ้นของเขาอย่างเร่าร้อน ขณะเดียวกันช่องทางแสนหวานของทาสหนุ่มก็ถูกกระแทกกระทั้น สอดใส่อย่างหนักหน่วงจนเรียวขาของคนอยู่บนสั่นสะท้าน โยกไหวไปทั้งตัว น้ำในอ่างกระฉอกออกข้างนอก ผิวเนื้อต่อผิวเนื้อเสียดสีกันครั้งแล้วครั้งเล่า  ธามเหนี่ยวรั้งพระศอหนาเอาไว้ ขณะที่พระองค์ทรงดูดกลืนยอดอกของเขาไว้ในอุ้งพระโอษฐ์อุ่น

สองกายต่างขยับสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกัน เมื่ออารมณ์รัญจวนทะยานขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว กามกิจก็ดำเนินมาจนสุดปลายทาง หยาดน้ำขาวขุ่นอุ่นร้อนทะลักทลายออกมาจากปลายลำกายของธาม พร้อมๆ กับที่ทาสหนุ่มรู้สึกว่าสายธารแห่งชีวิตสาดพุ่งเข้ามาในกายจนอิ่มเอม

“กระหม่อมขะ…ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ”

คนอยู่บนลนลานเช็ดหยาดหยดแห่งความปรารถนาของเขาที่กระเซ็นเปื้อนพระพักตร์ออกด้วยความรู้สึกผิด ทว่าเจ้าชายหนุ่มกลับแย้มพระสรวลแล้วรั้งศีรษะของเขาเข้าไปจูบอีกครั้ง

 

ภายในห้องเสวยเล็กไม่มีใครอื่นนอกจากเจ้าของห้องและทาสหนุ่มคนโปรด ธามต้องปรนนิบัติถวายงานเองทุกอย่าง แต่เขาชอบ โต๊ะเสวยเป็นโต๊ะกลมขนาดสี่คนนั่งและมีเก้าอี้เพียงสองตัว แต่ธามก็ชอบมากกว่าโต๊ะตัวใหญ่ขนาดสิบสองคนนั่งในห้องเสวยใหญ่

ทาสหนุ่มเป็นทั้งผู้ร่วมโต๊ะเสวยและมหาดเล็กถวายงาน เขาเลื่อนอาหารต่างๆ จากโต๊ะพักอาหารมาวางถวาย เลื่อนเครื่องปรุง รินพระสุธารส คอยดูแลทุกอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

หลังจากจบมื้อพระกระยาหารคาว องค์รัชทายาทหนุ่มก็โปรดให้มหาดเล็กจัดเครื่องหวานและผลไม้ตามไปที่ระเบียงห้องทรงพระสำราญ

ระเบียงห้องนั้นค่อนข้างกว้าง มุมหนึ่งประดับรูปปั้นนางฟ้าโอบช่อดอกไม้ ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็นมุมสำหรับประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ จัดวางโต๊ะกลมสีขาวโปร่งไว้ตัวหนึ่ง เก้าอี้สองตัว กับเก้าอี้กึ่งเตียงบุผ้านุ่มไว้สำหรับเอนหลังนั่งกึ่งนอนอีกสองตัว

เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนประทับบนเก้าอี้กึ่งเตียง ชันพระชานุขึ้นข้างหนึ่งและมีพระขนนใบใหญ่วางไว้บนพระเพลา ส่วนธามนั่งบนเก้าอี้ จัดเตรียมเครื่องว่างและพระสุธารสไว้ถวาย

“พอจะมีอารมณ์เป่าขลุ่ยให้ข้าฟังสักเพลงไหม”

“พระเจ้าค่ะ” ถ้อยรับสั่งถามไม่ใช่ประโยคคำสั่ง ทว่าธามไม่เคยทูลตอบปฏิเสธ

เจ้าชายเฮเดสโปรดให้นักดนตรีหลวงมาสอนให้ทาสหนุ่มเป่าขลุ่ยตั้งแต่เขาอายุสิบเก้าปี เพราะทรงทราบว่าอีกฝ่ายพยายามจะเป่าใบไม้ให้เป็นเพลง แต่ไม่เป็นผล

‘ข้าเองก็เป่าไม่เป็น ไม่อย่างนั้นคงจะเป่าให้เจ้าฟัง’

แม้ว่าพระองค์จะรับสั่งเรียบๆ แต่ธามก็ซาบซึ้งในพระกรุณาไม่เคยเลือน

“ฝ่าบาทโปรดจะฟังเพลงอะไรพระเจ้าค่ะ”

“อะไรก็ได้”

ทาสหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปาก

“แค่เป็นเพลงที่เจ้าอยากเป่าก็พอ”

ธามชะงัก ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนเพลงอย่างกะทันหัน…เปลี่ยนเป็นเพลงที่เขาอยากจะเป่าจริงๆ

 

แรกรัก พี่ภักดิ์ หมดหัวใจ                 มอบให้ ทั้งชีวิต และจิตพี่

กาลผ่าน มิอาจเปลี่ยน ดวงฤดี                     ชาตินี้ พี่จักรัก จนวันตาย

สายสวาท ขาดแล้ว หรือแก้วตา                    สายเสน่หา อาลัย ไร้ความหมาย

สายตา ยาใจ จึ่งเคลื่อนคลาย                       รักมลาย ฤๅเจ้า… มิเคยรัก

 

ทาสหนุ่มค่อยๆ เลื่อนขลุ่ยลงมาวางไว้บนตัก เขาอยากจะรู้ว่าเจ้าชายรัชทายาทกำลังทรงรู้สึกเช่นไร พอพระทัยเพลงที่เขาเลือกหรือไม่ แต่ก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย เพราะพระองค์กำลังทรงหลับพระเนตรอยู่ และสีพระพักตร์ก็นิ่งเฉยเป็นปกติ

ธามไม่ได้เล่นเพลงอื่นอีก เพราะเจ้าชายเฮเดสไม่ได้ตรัสสั่ง และเขาเองก็ไม่อยากเป่าเพลงไหนอีกแล้ว

คืนนี้ลมค่อนข้างแรง สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้กลางคืนจากสวนหน้าพระตำหนักขึ้นมาถึงบนชั้นสาม ทว่ากลิ่นที่หอมแรงที่สุดมาจากเส้นผมสีดำสนิทของธาม ทาสหนุ่มไม่ได้ใช้ผ้าผูกผมไว้ดังเคย เพราะคนที่ประทานพระกรุณาเช็ดผมให้รับสั่งให้ปล่อยเอาไว้อย่างนั้น

“ฝ่าบาท”

“หืม” คนขานรับไม่ได้ทรงลืมพระเนตร

“ลมแรง กระหม่อมไปเอาผ้าคลุมพระองค์มาถวายนะพระเจ้าค่ะ”

“หนาวหรือ”

เจ้าชายหนุ่มทรงลืมพระเนตรขึ้นแล้ว พระสุรเสียงห้าวทุ้มมีกระแสอาทร

“ไม่หนาวพระเจ้าค่ะ แต่ฝ่าบาทอาจจะประชวร”

“มานี่สิ”

ทาสหนุ่มจะคุกเข่าลงข้างพระเก้าอี้ ทว่าเจ้าของที่ทรงดึงให้นั่งลงซ้อนอยู่ระหว่างพระเพลาเสียก่อน ธามโอนอ่อน อิงกายลงบนพระอุระแต่โดยดีเมื่อพระองค์ทรงกอดเขาไว้ ทาสหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดาวที่กระจัดกระจายอยู่เต็มผืนฟ้า ขณะที่เจ้าชายเฮเดสทรงจับผมของเขาเล่น และเขาก็ชอบให้ทรงทำ

นานมาแล้ว…น่าจะเป็นช่วงที่เขาอายุสิบห้าปีและรู้สึกว่าผมยาวจนดูไม่เรียบร้อยจึงได้ขอให้มหาดเล็กคนหนึ่งซึ่งเป็น ‘ช่างตัดผมเถื่อน’ ของมหาดเล็กทั้งพระตำหนักช่วยตัดผมให้ เมื่อเจ้าชายเฮเดสทรงกลับมาถึงพระตำหนักและทอดพระเนตรเห็นผมของเขา พระองค์ไม่ได้รับสั่งอะไรเลย แต่เขารู้ได้เองว่า…พระองค์กริ้ว

องค์รัชทายาทหนุ่มไม่เคยรับสั่งห้ามไม่ให้เขาตัดผม ทว่าทรงเล่นกับผมของเขาบ่อยๆ เมื่อผมของเขาเริ่มยาวจนคุณลีนัสเตือนให้ตัด เขาก็เสี่ยงพระอาญา คาดเดาพระทัยว่าเจ้าชายเฮเดสอาจจะไม่โปรดให้เขาตัด จึงไม่ได้ตัดอีกเลย และถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่รับสั่งว่าอะไรอีกเช่นเคย แต่เขาก็ได้เห็นรอยแย้มพระสรวลบ่งบอกความพึงพระทัย และคิดว่าคุณลีนัสเองก็คงคาดเดาพระทัยของพระองค์ได้เช่นกัน

เมื่อผมของเขายาวพอจะรวบได้ องค์รัชทายาทก็ประทานผ้าผูกผมให้เป็นของขวัญ

“เจ้ามีเรื่องอะไรอยากจะถามข้าไหม”

พระสุรเสียงทุ้มๆ ดังอยู่ข้างหู ลมหายพระทัยระอุอุ่นคลอเคลียอยู่แถวขมับ ธามหันกลับไปมองพระพักตร์ แววพระเนตรของเจ้าชายหนุ่มไม่บ่งบอกความรู้สึกอื่นใด…นอกจากความเมตตาปรานีเช่นเดียวกับพระสุรเสียง

ความปรารถนาถาโถมเข้ามาในใจ ความสงสัยอัดแน่นอยู่ในอก ธามอยากจะทูลถามออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาไม่อยากให้พระองค์ตรัสถามว่าเขาได้ยิน ‘ข่าวลือ’ นั้นมาจากไหน ไม่อยากให้คนเกือบทั้งพระตำหนักต้องเดือดร้อน และ…ไม่อยากจะก้าวก่ายเรื่องส่วนพระองค์

เรื่องการตัดสินใจของเจ้านายที่ทาสไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้อง

ธามส่ายหน้า

“ไม่มีพระเจ้าค่ะ”

ทาสหนุ่มยืดตัวขึ้นเล็กน้อย สายตาไม่ละจากสายพระเนตร ขณะที่ริมฝีปากเคลื่อนไปหยุดอยู่ใกล้พระโอษฐ์ ลมหายพระทัยอุ่นร้อนรินรดใบหน้าของเขา ขณะที่เขาแทบจะไม่หายใจเลย

ธามไม่เคยเป็นฝ่ายจูบพระโอษฐ์ของเจ้าชายเฮเดสก่อน…เขาไม่กล้า หากว่าไม่ได้รับประทานพระอนุญาต

เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนไม่ทรงปล่อยให้ทาสหนุ่มรอนานนัก พระองค์ทรงก้มพระพักตร์ลงประทานจูบให้คนที่ไม่เคยกล้าบังอาจจูบก่อน แต่ร้องขอด้วยสายตาและท่าทางมานับครั้งไม่ถ้วน

จุมพิตของเจ้าชายที่ไม่ ‘ช่างรับสั่ง’ อ่อนหวานจนคนได้รับแทบจะละลายคาอ้อมพระพาหา

 

กรมวังประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าเจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนจะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงต่างแคว้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า  คนเกือบทั้งพระตำหนักของเจ้าชายเฮเดสรู้ข่าวนี้ก่อนธามเสียอีก หลายคนมีสายตาเห็นอกเห็นใจและพูดปลอบใจเขา ทว่าทาสหนุ่มรู้สึกว่าหัวใจของเขาด้านชา หลังจากฝืนใจปรับสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติขณะที่ยืนรับคำปลอบใจ และกลับมาถึงห้องส่วนตัวแล้ว เขาก็ตระหนักว่าหัวใจของเขายังไม่ด้าน เพียงแต่เจ็บจนชา

ธามไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะให้เจ้าชายเฮเดสรับสั่งบอกเรื่องนี้แก่เขาด้วยพระองค์เองหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือเมื่อเขาไม่ได้ทูลถาม พระองค์ก็ไม่รับสั่งบอก ที่จริงเขาน่าจะเคยชินได้แล้วเพราะพระองค์ทรงเป็นเช่นนี้เสมอมา

ข่มขืนเขา…แต่ไม่เคยทรงปลอบใจ

จะแต่งงาน…แต่ไม่เคยบอก ไม่เคยอธิบาย

ทาสหนุ่มพยายามทำตัวตามปกติ เช่นเดียวกับที่เจ้าชายรัชทายาทไม่ได้ทรงเปลี่ยนแปลง ไม่มีรับสั่งให้ ‘จัดเตรียม’ สิ่งใดทั้งสิ้น

“เจ้าหญิงพระชายาจะบรรทมห้องเดียวกับองค์รัชทายาทหรือเปล่าคะ”

นางพระกำนัลคนหนึ่งถามเขา แต่เขาก็ได้แต่ตอบประโยคเดิมว่าไม่ทราบ และบอกให้ไปถามคุณลีนัสแทน

มีคนถาม ‘ปัญหา’ เขาทุกวัน พนักงานที่รับผิดชอบเรื่องฉลองพระองค์ถามเรื่องฉลองพระองค์ของ ‘เจ้าหญิงพระชายา’ มหาดเล็กฝ่ายเครื่องใช้ไม้สอยในพระตำหนักถามเรื่องตู้เสื้อผ้า และสารพัดตู้ เรื่องห้องบรรทม มหาดเล็กคนสวนถามเรื่องดอกไม้ของแคว้นจินนีเวียร์ พนักงานวิเสทถามถึงเรื่องอาหารการกินของจินนีเวียร์ บรรดานางพระกำนัลคุยกันว่าเจ้าหญิงพระชายาจะโปรดให้ใครถวายงานอย่างใกล้ชิดบ้าง

คุณลีนัสตอบคำถามของทุกคนเหมือนกันหมดว่า เจ้าชายเฮเดสยังไม่มีรับสั่งให้ปรับเปลี่ยนอะไร ทว่าคุณพ่อบ้านเองก็ไม่กล้าทูลถามเจ้าชายหนุ่มเช่นกัน

ธามคิดว่า ถ้าเขาทูลถาม พระองค์คงจะทรงตอบ และคงจะไม่กริ้วเขาด้วย แต่เขาไม่อยากแสดงความรู้สึกหึงหวงไม่เข้าเรื่อง ไม่ว่าจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากเท่าไร แต่คนที่จับความรู้สึกเก่งอย่างเจ้าชายเฮเดสต้องทรงจับได้แน่ว่าเขาหึงหวงพระองค์ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์

ทาสหนุ่มได้ยินว่าเจ้าหญิงแห่งจินนีเวียร์มีพระชันษาเพียงสิบแปดปี…อายุน้อยกว่าเขาถึงหกปี มีพระสิริโฉมงดงาม และเฉลียวฉลาด คงจะสามารถช่วยงานของเจ้าชายรัชทายาทได้ดี

ธามคิดว่า ต่อให้ ‘ว่าที่พระชายา’ ไม่ทรงมีคุณสมบัติเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงเหนือกว่าเขามากมายจนเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว ในขณะที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิง เขากลับเป็นเพียงแค่ทาส

พระองค์ทรงเป็นผู้หญิง แต่เขาเป็นผู้ชาย

ธามไม่เคยเห็นว่าเจ้าชายเฮเดสจะโปรดผู้หญิง ไม่เคยเห็นพระองค์ตรัสเรียกให้ผู้หญิงหรือนางพระกำนัลคนไหนถวายตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะทรงร่วมอภิรมย์กับผู้หญิงไม่ได้

เจ้าชายรัชทายาทต้องอภิเษกสมรสและมีพระโอรส นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

เรื่องธรรมดาที่ธามลืมเลือนมันไปเสียสนิท

 

คำเล่าลือเกี่ยวกับว่าที่พระชายาดังมาเข้าหูธามมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหญิงแห่งจินนีเวียร์ทรงเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม เรียบง่ายและสมถะ เพราะฉะนั้นพระตำหนักแห่งนี้คงไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก ฉลองพระองค์คงจะถูกขนย้ายมาไว้ที่ห้องแต่งพระองค์หลังจากอภิเษกสมรสแล้ว

ปกติแล้วถึงแม้ว่าเจ้าชายและพระชายาจะบรรทมร่วมห้องกัน แต่อย่างน้อยห้องแต่งพระองค์ของพระชายาก็ต้องแยกจากห้องแต่งพระองค์ของเจ้าชาย และส่วนใหญ่แล้วพระชายาก็มักจะมีห้องบรรทมส่วนพระองค์แยกต่างหาก ทว่าห้องนอนห้องเดียวที่อยู่ติดกับห้องบรรทมของเจ้าชายเฮเดสก็คือห้องของเขา

ธามสงสัยว่า เขาจะต้องย้ายออกเมื่อไร

ทาสหนุ่มสำรวจดูรอบๆ ห้อง ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บของใช้ต่างๆ เพื่อให้ห้องมีพื้นที่ว่างเพิ่มมากขึ้น หากเจ้าหญิงพระชายาทรงย้ายมาประทับจะได้ไม่ต้องฉุกละหุกมากนัก ทว่าหลังจากเก็บไปได้เพียงนิดเดียว เขาก็ต้องนำของต่างๆ ไปไว้ที่เดิม

ในห้องนี้ไม่มีอะไรเป็นของเขาอย่างแท้จริงเลยสักสิ่งเดียว

เมื่อถึงเวลาที่ต้องไป เขาคงต้องไปแต่ตัว

แค่ ‘ตัว’ เท่านั้นจริงๆ

 

ธามทำหน้าที่คล้ายเลขานุการส่วนพระองค์ของเจ้าชายเฮเดส เขารับทุกเรื่องไว้เมื่อเจ้าชายหนุ่มไม่ได้ประทับที่พระตำหนัก เพราะฉะนั้นเมื่อคนจากกรมช่างทองหลวงนำเครื่องประดับมาถวายเจ้าชายหนุ่ม เขาจึงเป็นคนรับไว้ ทาสหนุ่มไม่คิดจะถือวิสาสะละลาบละล้วง ทว่าเมื่ออีกฝ่ายอ้างว่า

“องค์รัชทายาทตรัสสั่งให้คุณช่วยตรวจดูด้วยว่ามีตำหนิตรงไหนบ้างรึเปล่า”

เขาจึงเปิดกล่องกำมะหยี่สีดำขลิบทองนั้นออก ภายในเป็นสร้อยเพชรเส้นงาม ห้อยจี้ทับทิมล้อมเพชรสวยนอนนิ่งอยู่

เจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนทรงเป็นเจ้าของเหมืองเพชรสองสามเหมืองทางตะวันตก พระองค์จึงทรงสอนให้เขารู้จักวิธีดูเพชรด้วย และธามก็เห็นว่าสร้อยเพชรเส้นนั้นไร้ตำหนิจริงๆ ทั้งรูปแบบและการเจียระไน

หลังจากคนของกรมช่างทองหลวงกลับไปแล้ว ธามก็เก็บกล่องเครื่องประดับชิ้นนั้นไว้ในลิ้นชักโต๊ะทรงงานซึ่งเขามีกุญแจไข เขาไม่อยากปล่อยให้มันตำตาและทิ่มแทงความรู้สึกอยู่นานนัก

‘อยากได้ติดตัวไว้สักชิ้นไหม’

ครั้งหนึ่ง ตอนที่หัวหน้าคนงานที่เหมืองนำตัวอย่างเพชรมาถวายให้ทอดพระเนตรและเขาบังเอิญได้อยู่ด้วย เจ้าชายเฮเดสเคยตรัสถามเขาเช่นนั้น

‘กระหม่อม…ไม่ชอบเครื่องประดับพระเจ้าค่ะ’

ที่จริง…เขาอยากจะกราบทูลว่า เขาไม่ใช่ผู้หญิง

ตอนนี้…พระองค์ทรงมี ‘ผู้หญิง’ ที่จะประทานเครื่องประดับให้แล้ว สร้อยเพชรประดับจี้ทับทิมเส้นนั้นสวยมากจริงๆ แม้แต่เขาซึ่งเป็นผู้ชายยังรู้สึกเช่นนั้น ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามใจ ก็คือ ‘ความเอาใจใส่’ ที่เจ้าชายเฮเดสประทานให้ว่าที่พระชายาต่างหาก

นี่คงจะเป็น ‘ของขวัญวันแต่งงาน’ กระมัง

 

หนึ่งสัปดาห์ต่อมาคนจากกรมช่างทองหลวงก็นำของมาส่งอีก คราวนี้เป็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินกล่องเล็กๆ ถ้าสิ่งที่อยู่ภายในไม่ใช่แหวนก็คงจะเป็นเข็มกลัด คนที่นำมาบอกธามว่าเป็นแหวนคู่ แต่ไม่ได้บอกว่าเจ้าชายเฮเดสโปรดให้เขาตรวจสอบด้วย เขาจึงไม่ได้เห็น เพราะถึงแม้ว่าจะไม่กลัวแสลงใจ ทาสหนุ่มก็ไม่เคยถือวิสาสะก้าวก่าย ยุ่งเกี่ยวกับของส่วนพระองค์อยู่แล้ว

อีกไม่นาน…พระหัตถ์ข้างซ้ายของพระองค์คงจะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป

พรุ่งนี้เจ้าชายเฮเดสจะอภิเษกสมรสแล้ว แต่คืนนี้พระองค์ยังบรรทมกอดทาสคนโปรดอยู่

“นอนไม่หลับหรือ”

พระสุรเสียงของเจ้าชายหนุ่มปราศจากความง่วงงุน ธามจึงขยับตัวเข้าไปชิดพระวรกายมากขึ้นอีก ทั้งที่แต่เดิมก็นอนหนุนพระพาหาของพระองค์อยู่แล้ว

“หรือว่าหนาว”

คนตรัสถามทรงกระชับอ้อมกอด ทาสหนุ่มจึงเลื่อนแขนที่วางอยู่บนพระอุระไปโอบกอดพระวรกายหนาอุ่นเอาไว้

“ฝ่าบาท”

“หืม”

…จะอภิเษกสมรสจริงหรือพระเจ้าค่ะ…

…เคยคิดจะบอกให้กระหม่อมรู้บ้างไหม…

…ต่อไปจะโปรดให้กระหม่อมไปอยู่ที่ไหน อยู่ในฐานะอะไร…

“เรียกแล้วทำไมไม่พูด”

ธามกดริมฝีปากลงบนพระอุระ จับพระหัตถ์ขึ้นมาจรดกับริมฝีปาก ปลดกระดุมฉลองพระองค์ออกทีละเม็ด พลิกกายขึ้นคร่อมเจ้าของพระวรกายใหญ่โตไว้แล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น หัวใจเต้นแรงราวจะเต้นโลดออกมาจากอก ความมืดทำให้เขามองไม่เห็นสีพระพักตร์ และไม่รู้ว่าพระองค์กริ้วหรือไม่ แต่ในเมื่อไม่มีรับสั่งห้าม เขาจึงก้มหน้าลง หากก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะทาบทับลงบนพระโอษฐ์ ทาสหนุ่มก็ตัดใจ เปลี่ยนเป้าหมายเป็นตรงปลายพระหนุแทน แล้วไล่จูบระเรื่อยลงมาบนพระอุระเปลือยเปล่า ร่องพระนาภี กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะรูดรั้งสนับเพลาลงแล้วช้อนพระวรกายส่วนที่อ่อนไหวที่สุดขึ้นมา ก้มหน้า อ้าปากลงไปรับไว้ในลำคอ ไล้เลีย ดูดกลืน พร้อมกับขยับมืออย่างเอาใจใส่

ธามคายสิ่งที่อยู่ในปากออกเมื่อเจ้าชายหนุ่มทรงขยับองค์ ทาสหนุ่มตัวแข็งทื่อ ก่อนจะผ่อนคลายลงเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเพียงแต่ขยับองค์ลุกขึ้นประทับอิงหัวพระที่เท่านั้น ก่อนจะทรงถอดสนับเพลาออก

ทาสหนุ่มคลานตามไปปรนเปรอ ใช้ปากถวายความสุขให้อย่างเต็มที่ เสียงครางต่ำอย่างพอพระทัยของเจ้าชายหนุ่มทำให้เขายิ่งรู้สึกฮึกเหิม มุ่งมั่นถวายงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เสียงดูดเลียอย่างน่าละอายดังขึ้นในความเงียบ ทว่าธามไม่สนใจ ทาสหนุ่มรู้สึกซาบซ่านไปทั้งตัวเมื่อเจ้าชายเฮเดสทรงเสยผมที่ตกลงมาขึ้นไปทัดหูประทานให้ ก่อนจะทรงลูบไล้ข้างแก้มของเขาเพียงแผ่วๆ

“พอก่อน”

ทาสหนุ่มใจเต้นแรงกว่าเดิม พระองค์…ไม่พอพระทัย?

“ถอดเสื้อผ้าสิ”

ธามเปลื้องผ้าอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทาสหนุ่มถูกจับให้นั่งคร่อมอยู่บนพระเพลา เจ้าชายเฮเดสทรงเปิดขวดน้ำมันหอมที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กข้างพระที่แล้วเทออกมาจนชุ่มพระหัตถ์ ยอดอกของธามถูกพระโอษฐ์ของเจ้าชายหนุ่มครอบครอง ก่อนที่ช่องทางด้านหลังจะถูกสอดแทรกด้วยนิ้วพระหัตถ์ชุ่มน้ำมันหอม ทาสหนุ่มแทบจะประคองตัวเองไว้ไม่อยู่ เมื่อทั้งยอดอกสองข้างและทางเข้าด้านหลังถูกปรนเปรอ เจ้าชายหนุ่มทรงจับมือเขามาวางไว้ตรงอวัยวะส่วนที่กำลังชูชันสั่นระริกของตัวเอง ทว่าธามปฏิเสธ

“ทรงเข้ามาเลยได้ไหมพระเจ้าค่ะ กระหม่อมรอไม่ไหวแล้ว”

เขารู้ว่ามันน่าอาย รู้ว่าเอาแต่ใจ แต่เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

องค์รัชทายาทหนุ่มโปรดประทานให้ตามคำขอ ทาสหนุ่มถูกจับให้คุกเข่าหันหลัง เรียวขาทั้งสองข้างถูกแยกออกกว้าง เจ้าชายหนุ่มทรงจ่อความปรารถนาของพระองค์ไว้ตรงช่องทางที่กำลังร้อนผ่าว ขณะกำลังจะทรงขยับสอดแทรกเข้าไปอย่างช้าๆ ธามก็ทูลขอ

“เข้ามา…ทีเดียวเถิดพระเจ้าค่ะ กระหม่อมขอร้อง”

พรวด!

“ฮึก!”

ทาสหนุ่มหอบหายใจแรง รู้สึกอึดอัดคับแน่นเหมือนว่าร่างกายจะฉีกขาด ขณะเดียวกันก็รู้สึกสาสมใจนัก น้ำตาหยดแรกหยาดซึมหางตาเมื่อผู้เป็นนายทรงถอดถอนพระวรกายออกเล็กน้อยก่อนจะกระแทกกระทั้นเข้ามาหนักๆ การร่วมรักดำเนินไปอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว กระชั้นถี่ ผู้ได้รับการสอดใส่ครางครวญเสียงหนัก แต่ก็ยังโยกกายไปด้านหลังเพื่อให้สะโพกสอดรับกับพระวรกายแข็งขึงได้อย่างเต็มที่ ความสุขสมเสียวซ่านทะยานสูง ธามไม่ยอมแตะต้องกึ่งกลางร่างกายของตัวเองเลย เมื่อเจ้าชายหนุ่มจะทรงช่วย ทาสหนุ่มก็ทูลขอร้องด้วยเสียงต่ำพร่า

“อย่า…มะ…ไม่ต้อง…ไม่เป็นไร…ฮึก! พระเจ้าค่ะ อะ…ฮ่าห์…”

สะโพกนุ่มของธามถูกยึดไว้อย่างแน่นหนาเพื่อรองรับความปรารถนาอันดุดัน ยิ่งเจ้าชายรัชทายาททรงกระแทกกระทั้นเข้ามามากเท่าไร ทาสหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกอิ่มเอมเกษมซ่าน

“ฝ่าบาท…ฮึก…แรง…แรงอีกพระเจ้าค่ะ”

“อะไรแรง”

“ทำ…ทำแรงๆ” ธามทุรนทุราย เมื่อเจ้าชายเฮเดสทรงเคลื่อนไหวช้าลง เปลี่ยนเป็นสอดลึกแนบแน่นแต่เชื่องช้าแทน

“ทำอะไรแรงๆ”

“เข้ามาพระเจ้าค่ะ เข้ามาอีก”

ทาสหนุ่มอ้อนวอนอย่างสิ้นอาย เมื่อเขาเอียงหน้าหันกลับไป องค์รัชทายาทหนุ่มก็ทรงโน้มพระองค์ลงมาประทานจูบให้ ธามอ้าปากรับและดูดกลืนไว้อย่างเอาเป็นเอาตายเช่นเดียวกับช่องทางด้านหลังที่ตอดรัดพระวรกายของพระองค์ไว้อย่างเต็มที่

เสียงครางถูกกลืนหายเข้าไปในพระโอษฐ์จนได้ยินเพียงเสียงน้ำลายและน้ำหล่อลื่นอันเฉอะแฉะน่าละอาย ถึงกระนั้นทาสหนุ่มก็ยังสอดส่ายสะโพก โยกรับการขยับขยี้อย่างรุนแรง ความรู้สึกเสียวซ่านรัญจวนโหมกระพือ อาบไล้ทุกอณูเนื้อกาย เจ้าชายเฮเดสทรงสอดใส่อย่างรุนแรงในช่วงจังหวะสุดท้าย

“อะ…อ๊า…อ๊าาาาา!”

สายธารอุ่นร้อนพรั่งพรูลงบนพระที่โดยที่สัดส่วนอ่อนไหวของธามไม่ได้รับการปรนเปรอจับต้องเลย ทาสหนุ่มกระตุกกายอย่างรุนแรงขณะที่ทรุดฮวบลง เสียววูบไปทั้งสะโพกเมื่อบริเวณที่ได้รับการเติมเต็มอยู่เมื่อครู่นี้พลันว่างเปล่าอย่างกะทันหัน

หลังจากนอนพักเอาแรงอยู่ในอ้อมพระพาหาเปล่าเปลือยของเจ้าชายหนุ่มได้ครู่หนึ่ง ทาสหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นไปจูบพระหนุของพระองค์อีก

ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่กล้าจูบพระโอษฐ์ของพระองค์ก่อน ทว่าเมื่อพระองค์จุมพิตริมฝีปากของเขาเพียงแผ่วๆ เขาก็ถือเป็นสัญญาณว่าพระองค์ประทานพระอนุญาต

ธามจูบเจ้าชีวิตของเขาอย่างดุดัน ขณะที่สองมือลูบไล้พระวรกายหนาแกร่งที่เขาแสนจะชื่นชอบด้วยความปรารถนาที่โหมขึ้นมาอีกระลอก เจ้าชายเฮเดสทรงจูบตอบแบบเดียวกัน ก่อนจะค่อยๆ ทรงชักนำให้แปรเป็นจูบที่อ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ  ถึงตอนนี้ เสียงจูบของธามก็ฟังดูคล้ายเสียงสะอื้นเข้าไปทุกที

ทาสหนุ่มจูบเอาๆ ราวกับว่าเมื่อผ่านพ้นคืนนี้ไปแล้วเขาจะไม่มีโอกาสทำเช่นนี้อีก

“เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมวันนี้ร้อนแรงจริง”

ผู้ทรงเป็นนายตรัสถามพลางทรงปัดผมทัดหูประทานให้

หากเป็นวันอื่น ธามคงรู้สึกอับอายจนหน้าแดงก่ำ หรือไม่ก็ต้องรีบทูลขอประทานอภัยไปแล้ว ทว่าวันนี้ทาสหนุ่มเพียงแต่ส่ายหน้า แล้วข่มความรู้สึกว่าอยากจะร้องไห้กลับลงไปในอกอย่างยากเย็น

“ไม่มีอะไรพระเจ้าค่ะ”

ก่อนจะเริ่มร้องขอให้ทรง ‘ทำ’ อีกครั้งด้วยการลูบไล้พระวรกายและเตรียมจะก้มลงไปปลุกพระอารมณ์ถวายอีก ทว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรง ‘ตื่น’ เรียบร้อยแล้ว และตื่นเต็มตาจนแข็งชันยิ่งกว่าเขามากมายนัก

“ทรงทำแรงๆ พระเจ้าค่ะ ได้โปรด…”

ธามได้แต่กราบทูลประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ทำอะไรแรงๆ” รับสั่งถามของเจ้าชายหนุ่มก็ซ้ำเก่า ราวกับว่ายังไม่พอพระทัยคำตอบเดิม

“ฝ่าบาท…”

“ตอบสิ”

“อะ…เอา…เอากระหม่อมแรงๆ พระเจ้าค่ะ อ๊า!”

เจ้าชายเฮเดสทรงสอดใส่เข้ามาอย่างรุนแรงราวกับจะลงพระอาญา ธามรู้ว่าเขาพูดผิด เขาพูดหยาบ เจ้าชายรัชทายาททรงระคายพระกรรณ แต่จะให้เขากราบทูลอย่างไรได้อีก

“ฝ่าบาท…ฮึก…แรงอีก…”

…ได้โปรด…รักกระหม่อมแรงๆ…

“ยะ…อย่าพระเจ้าค่ะ ขอได้ทรงโปรด”

ทาสหนุ่มยึดพระวรกายไว้แน่น เจ้าชายเฮเดสทรงชะงัก แต่ก็ทำตามใจอีกฝ่าย ธามผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อเจ้าชายหนุ่มยังไม่ทรงถอดถอนพระวรกายออกจากตัวเขา

“ไม่อึดอัดหรือ”

“ไม่พระเจ้าค่ะ”

ธามแทบจะไม่เคยทูลขออะไรจากเจ้าชายรัชทายาทเลย เขารู้ตัวดีว่าคืนนี้เขาทูลขอพระกรุณาจากพระองค์มากมายนัก แต่เขาไม่อาจห้ามใจไม่ให้ทูลอ้อนวอนออกไปได้ ถึงจะถูกมองว่าเริงร่านซ่านอยาก ไร้ยางอายก็ไม่เป็นไร

เขาไม่ใช่เจ้าหญิงผู้สูงส่ง เขาเป็นแค่ทาส

ไม่ว่าจะถูกมองยังไง ต่ำต้อยแค่ไหนก็ไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว

ถึงยังไง คืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะมีสิทธิ์หลงละเมอ คิดฝันว่าได้เป็นเจ้าของ ครอบครองเจ้าชายรัชทายาทผู้สูงส่งและทรงอำนาจราชศักดิ์ไว้แต่เพียงผู้เดียว

“อย่าเพิ่งทรงเอาออกนะพระเจ้าค่ะ กระหม่อมขอร้อง”

คืนนี้เขาหันหลังให้พระองค์ ทว่าตั้งแต่คืนพรุ่งนี้ พระองค์จะทรงเป็นฝ่ายหันหลังให้เขาไปตลอดกาล

“มีอะไรอยากจะถามข้าไหม”

พระสุรเสียงของเจ้าชายเฮเดสอาทรเสียจนทาสหนุ่มอยากจะร้องไห้

“ไม่มี…พระเจ้าค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ทูลตอบช่างแหบแห้ง

เวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้ว ยังจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

…ทาสอย่างเขาไร้ซึ่งอำนาจ…

“งั้นก็นอนเถอะ”

“ฝ่าบาท…”

“หืม”

สายสวาท…ขาดแล้วหรือพระเจ้าค่ะ

หรือว่า…ฝ่าบาทไม่เคย…รักกระหม่อมเลย…ไม่เคยเลยแม้แต่น้อย

“ไม่มีอะไรพระเจ้าค่ะ”

 

ธามรู้สึกตัวตื่นตอนสายพร้อมกับอาการปวดร้าวไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะบริเวณสะโพก ราวกับว่าวันเวลาได้หวนย้อนคืนไปสู่ครั้งแรกที่ร่างกายของเขาตกเป็นของเจ้าชายเฮเดสอีกครั้ง แต่ทาสหนุ่มก็รู้ดีว่า…

วันเวลาไม่เคยหวนย้อนคืน มีแต่จะล่วงเลยแล้วลับหาย มุ่งสู่เบื้องหน้าแต่เพียงถ่ายเดียว

เขาเอื้อมมือคว้าพระเขนยมากอดไว้ กลิ่นอายอุ่น หอมกรุ่นเฉพาะพระองค์ยังหลงเหลืออยู่ให้สูดเข้าไปจนเต็มลมหายใจ ทว่ายิ่งสูดดมก็ยิ่งปวดแสบ…รวดร้าวทรมาน

ทาสหนุ่มฝังใบหน้าลงบนพระเขนย ก่อนจะเริ่มร้องไห้เบาๆ

“ฝ่าบาท…”

ทำไมถึงไม่ทรงปรานีเขาบ้างเลย ตอนที่โปรดให้ถวายตัวก็ไม่รับสั่งบอกล่วงหน้า พอจะอภิเษกสมรสก็ไม่รับสั่งบอกให้เขาเตรียมใจ

สิบปีที่ผ่านมาไม่มีความหมายบ้างเลยหรือ เห็นเขาเป็นตัวอะไร แค่ทาสที่ไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม เขาอยากถาม…แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

…ข้าจะแต่งงาน…

รับสั่งบอกเขาแค่นั้นก็ได้ แต่ทำไมถึงไม่บอก

“ฝ่าบาท…”

ทาสหนุ่มทูลเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้รู้ว่าแค่เพียงเงาก็ยังไม่อาจคว้า ธามร้องไห้จนปวดตา ปวดศีรษะ เจ็บกาย…แต่เขายังอยากจะเจ็บมากกว่านี้อีก ขอเพียงรู้ว่าพระวรกายของเจ้าชายเฮเดสยังฝังอยู่ในกายของเขา ขยับเข้าออกแม้เพียงเพื่อระบายความใคร่ ให้เขาได้หลงละเมอเพ้อพก

…ว่าทรงรักเขาแม้เพียงเสี้ยวหัวใจ

…สิบปี…

สิบปีที่แล้วเขาถูกพระองค์ข่มขืน

เวลาสิบปีทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง

ถ้าไม่ชิงชังเข้าไส้ ก็คงจะหวาดกลัวจับจิต แต่ทำไมเขาถึงได้หลงรักพระองค์จนหมดใจ

ธามไม่เคยสงสัย ไม่เคยหาเหตุผล เขารู้แต่ว่าแม้จะรู้ตัวมานานแล้ว แต่ถึงเวลานี้ความรู้สึกนั้นก็ยังคงไม่จืดจางลงเลยแม้แต่น้อย

ทาสหนุ่มร้องไห้จนพอใจ ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งไปแล้วเริ่มใส่เสื้อผ้า เดินกลับไปยังห้องของตัวเองทั้งที่รู้สึกอ่อนเปลี้ย แม้จะเคยใช้ห้องสรงของเจ้าชายรัชทายาทอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยถือวิสาสะใช้ตอนที่พระองค์ไม่อยู่ ธามไม่มีเสื้อผ้าอยู่ในห้องแต่งพระองค์เลยสักชุดเดียว เพราะฉะนั้นต่อให้เขาใช้ห้องสรงของเจ้าชายหนุ่ม ก็ยังต้องกลับไปแต่งตัวที่ห้องของตัวเองอยู่ดี

บางที…วันนี้เขาอาจจะต้องย้ายห้อง เขาต้องเตรียมทั้งตัวและหัวใจเอาไว้ เพราะรู้อยู่ว่าเจ้าชายเฮเดสไม่ค่อยรับสั่งบอกอะไรล่วงหน้า

การไม่ทำหน้าตกตะลึงให้ทอดพระเนตรเห็นเวลาที่พระองค์รับสั่งให้เขาย้ายห้องคงจะเป็นความสำเร็จสูงสุดที่เขาสามารถทำได้…ทาสไม่ควรทำให้เจ้านายไม่สบายใจ

เท่าที่ได้รับพระเมตตามาจนถึงทุกวันนี้ก็ถือเป็นพระกรุณามากแล้ว นายจะทำอะไรไม่จำเป็นต้องบอกทาส ไม่จำเป็นเลย เพราะไม่ว่าจะทรงทำอะไร เขาก็ไม่คิดจะทูลห้าม ไม่ว่าจะโปรดให้เขาทำอะไร เขาก็ไม่คิดจะขัดขืน

ต่อให้พระองค์ทรงเก็บเขาไว้ ‘ใช้งาน’ บ้างเป็นครั้งคราว ต่อให้เขาต้องทำผิดบาป ทำให้เจ้าหญิงพระชายาทรงชิงชังหรือชอกช้ำพระทัย เขาก็จะไม่ยอมจากเจ้าชายเฮเดสไปไหนถ้าพระองค์ไม่ทรงไล่ ขอเพียงยังเป็นที่ต้องการ แม้เพียงชั่วครั้ง…

…เขาก็พร้อมจะยอมพระองค์ทุกอย่าง…

 

กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่วางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรสะดุดสายตาของธามทันทีที่เขาเดินเข้าไปในห้อง ทาสหนุ่มขมวดคิ้ว ใจเต้นแรงขึ้นเมื่อเดินไปหยิบขึ้นมาดู แม้จะไม่เคยทำมาก่อน และไม่อยากจะทำ แต่เขาก็ถือวิสาสะเปิดกล่องออก

ข้างในมีแหวนทองคำขาวสองวงวางอยู่เคียงกัน วงหนึ่งเล็กกว่าและฝังเพชรเม็ดเดี่ยวไว้ ส่วนอีกวงหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าไม่ได้ประดับอัญมณีใด

แม้จะเจ็บแปลบ แต่ธามก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเจ้าหญิงแห่งจินนีเวียร์โปรดแหวนทองคำขาวประดับเพชรวงนี้ พระองค์ก็คงจะทรงเป็นเจ้าหญิงที่เรียบง่ายและสมถะจริงๆ

ทาสหนุ่มรู้สึกขมขื่นขึ้นอีกนิด เมื่อคิดว่าเจ้าหญิงพระชายาคงจะโปรด ขนาดและมูลค่าไม่ใช่สิ่งสำคัญเมื่อเทียบกับหัวใจรัก

สำหรับเขา…ขอเพียงพระองค์ประทานแหวนดอกหญ้าให้สักวง เขาก็คงจะดีใจมากแล้ว และนั่นจะเป็นสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่เขาจะกำไว้แนบหัวใจก่อนจะหลับตาตาย

ธามกำกล่องกำมะหยี่นั้นไว้แน่นก่อนจะเดินออกจากห้องไป

หัวใจของเขาแหลกสลายแล้ว แต่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นช่างเศษซากหัวใจของเขาเถิด ตอนนี้เขาต้องทำหน้าที่ทาสที่ดี

…หวังว่าเขาจะนำแหวนไปถวายได้ทันเวลา…

 

บริเวณมหาวิหารหลวงมีทหารองครักษ์หลวงยืนรักษาการอยู่อย่างแน่นหนา เพราะภายในมหาวิหารมีบุคคลสำคัญของทั้งสองแคว้นจำนวนมากอยู่ร่วมเป็นประจักษ์พยานในพิธี

ธามลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ทาสหนุ่มนิ่วหน้าเมื่อความเจ็บปวดบริเวณสะโพกแล่นวาบหลังจากอดทนอดกลั้นควบม้ามาตลอดทาง องครักษ์หลวงสองนายเดินตรงมาหาเขา และยอมพาเขาไปยังมหาวิหารเพื่อนำแหวนไปถวาย หลังจากตรวจอาวุธและตรวจตราประทับของกรมช่างทองหลวงที่อยู่ใต้กล่องกำมะหยี่เรียบร้อยแล้ว

ห้องพิธีในมหาวิหารเงียบกริบ ธามไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้หัวหน้านักบวชกำลังถามบรรดาประจักษ์พยานว่ามีใครจะคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้หรือไม่ ทาสหนุ่มรู้แต่ว่าเมื่อหัวหน้านักบวชวัยชรามองตรงมาทางเขา ทุกคนในห้องพิธีก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว

แน่นอนว่ารวมถึงองค์ราชาของทั้งสองแคว้นด้วย

“เจ้าจะคัดค้านการแต่งงานรึ”

ทาสหนุ่มยืนนิ่งขึงตะลึงงัน เขาเห็นตั้งแต่มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูแห่งนี้แล้ว ว่า ‘เจ้าบ่าว’ ไม่ใช่เจ้าชายเฮเดส

“ข้า…”

ธามทำอะไรไม่ถูก ทั้งอับอาย ทั้งสับสน ไหล่ทั้งสองข้างของเขาถูกองครักษ์หลวงสองนายยึดเอาไว้แล้ว ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ตัดสินใจว่าจะค้อมศีรษะแล้วรีบกลับออกไปหรือทูลอธิบายต่อหน้าองค์ราชาและบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ของทั้งสองแคว้นดี เจ้าของวรองค์สูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีเทาฟ้าก็ทรงพระดำเนินจากบริเวณเก้าอี้แถวหน้าตรงมาหาเขาเสียก่อน

สีพระพักตร์ของเจ้าชายเฮเดสไม่บ่งบอกพระอารมณ์เช่นเคย ทว่าธามก็ทั้งกลัวและโล่งใจในขณะเดียวกัน

มือของเขาถูกพระองค์ทรงจับไว้ และพาเดินไปตามทางลาดพรมผืนหนาสีแดงเข้ม

“คนของข้าเอง เขาแค่มาร่วมพิธี เชิญท่านทำพิธีต่อได้”

ธามได้ยืนอยู่กับองครักษ์ประจำพระองค์ของเจ้าชายเฮเดส เพราะบริเวณเก้าอี้แถวหน้าล้วนแต่เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูง ทาสหนุ่มรู้ตัวดีว่าทาสอย่างเขาไม่มีสิทธิ์มายืนในห้องพิธีนี้ด้วยซ้ำ สมควรถูกลากตัวออกไปนอกห้องเสียมากกว่า แต่เจ้าชายเฮเดสก็ประทานพระกรุณา แสดงพระองค์และช่วยเขาไว้

…จับมือเขา รับสั่งว่าเขาเป็นคนของพระองค์ ทั้งที่เขาทำให้พระองค์ทรงขายหน้าและเสื่อมเสียพระเกียรติ

พระราชพิธีอภิเษกสมรสดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น เจ้าสาวคือเจ้าหญิงจากจินนีเวียร์จริงๆ ส่วนเจ้าบ่าวคือเจ้าชายแอธรอนซึ่งเป็นเจ้าชายรอง หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธี เจ้าชายเฮเดสก็ทรงพระปฏิสันถารอยู่กับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ของทั้งสองแคว้นอยู่อีกครู่หนึ่ง และโปรดให้องครักษ์ประจำพระองค์พาธามไปรอพระองค์อยู่ที่สุสานหลวงซึ่งอยู่หลังมหาวิหาร

 

ธามไม่เคยมาที่นี่ ที่ที่มีป้ายหลุมศพของราชวงศ์อยู่เรียงราย แต่เขาได้รับประทานพระอนุญาตให้ไปเยี่ยมหลุมศพของมารดาที่วิหารอีกแห่งหนึ่งอยู่บ่อยๆ ประชาชนชาวไมซีนสามารถประกอบพิธีศพทางศาสนาได้โดยไม่ต้องเสียเงินแล้ว เพราะหลวงจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงวิหารแทน กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่สิบสี่ปีก่อน และผู้ที่นำเรื่องนี้เสนอต่อองค์ราชาและคณะเสนาบดีก็คือ เจ้าชายเฮเดส

ทาสหนุ่มคุกเข่าอยู่หน้าป้ายหินอ่อนเหนือเนินดินที่ใช้ฝังพระศพขององค์ราชินีซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าชายเฮเดส

ไม่นานนัก เจ้าชายหนุ่มก็ทรงพระดำเนินมาวางช่อดอกไม้สีขาวลงบนแท่นหินอ่อน ธามขยับตัวไปคุกเข่าอยู่ด้านข้าง

“ลุกขึ้นเถอะ”

ไม่บ่อยนักที่ทาสหนุ่มจะกล้าขัดรับสั่ง แม้ว่าไม่อยากจะทำ แต่เขาก็ไม่กล้ายืนขึ้น

“กระหม่อมทำให้ฝ่าบาททรงขายพระพักตร์ ขอพระองค์ลงพระอาญาพระเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่หรือ”

“กระหม่อม…”

คนพูดค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ เขาไม่อยากให้พระองค์เมตตาเขาจนเคยตัว แต่จะไม่ให้เขาเคยตัวได้อย่างไร ในเมื่อ…เมื่อเขาไม่ลุกขึ้น เจ้าชายเฮเดสก็ทรงลดองค์ลงมาแทน

“ตั้งใจมาทำอะไร”

“กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทอภิเษกสมรสวันนี้พระเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้เป็นเจ้าชายรัชทายาทแล้ว ยกตำแหน่งให้แอธรอนไปเมื่อเช้านี้”

เรื่องนั้นธามเองก็เพิ่งรู้จากองครักษ์ประจำพระองค์เมื่อครู่นี้

“ทำไม…”

“เจ้าเคยเห็นข้ากอดผู้หญิงหรือ เจ้าชายรัชทายาทที่แต่งงานไม่ได้ มีลูกไม่ได้ ก็ควรสละตำแหน่งให้คนอื่น แอธรอนเหมาะกับตำแหน่งนี้”

รับสั่งแล้วก็ทรงดึงตัวทาสหนุ่มให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับพระองค์

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”

ความยินดีแผ่ซ่านเต็มหัวใจ ผสานผสมไปกับความรู้สึกละอายใจที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ธามยื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มถวาย

“กระหม่อมถือวิสาสะเปิดดูเมื่อเช้าพระเจ้าค่ะ คิดว่าฝ่าบาทคงจะทรงลืมก็เลยรีบนำมาถวาย”

น้ำเสียงของทาสหนุ่มเจือความรู้สึกผิด เจ้าชายเฮเดสทรงรับไปก่อนจะจับปลายคางของคนที่กำลังก้มหน้านิ่งให้เงยขึ้น

“เจ็บมากไหม”

ทรงหมายถึงอะไร…

การรู้ว่าพระองค์จะอภิเษกสมรสวันนี้น่ะหรือ…

เจ็บสิ…เจ็บเจียนตาย…

“เมื่อคืนทำไปตั้งหลายรอบแล้วยังรีบขี่ม้ามาอีก”

อดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนทรงไล้พระดัชนีใต้ขอบตาของทาสหนุ่ม คราบน้ำตาไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ดวงตายังบวมช้ำ บ่งบอกร่องรอยของการร้องไห้มาอย่างหนัก

“กระหม่อมไม่เจ็บแล้วพระเจ้าค่ะ”

…ไม่เจ็บเลย…

เจ้าชายหนุ่มทรงพยักพระพักตร์

“กลับไปแล้วจะทายาให้”

อา…เจ้าชายเฮเดสทรงเป็นคนแบบนี้เอง

ธามไม่เคยสงสัย…ว่าทำไมเขาถึงหลงรักเจ้าชายพระองค์นี้

“ถึงเจ้าจะเคยบอกว่าไม่ชอบเครื่องประดับ แต่ลองใส่แหวนดูสักวงดีไหม ถ้าไม่ชอบหรือรำคาญจริงๆ ค่อยถอด”

กล่องกำมะหยี่ถูกเปิดออกแล้ว ธามมองแหวนวงเล็กที่อยู่ในพระหัตถ์สลับกับมองพระพักตร์ ขณะที่หัวใจเต้นแรงราวกับรัวกลอง เขาเพิ่งรู้สึกว่าถึงแม้ว่าขนาดของมันจะเล็กกว่าอีกวงหนึ่ง แต่ก็ยังใหญ่เกินกว่าจะเป็นแหวนของผู้หญิงอยู่ดี

ก้อนความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ ทาสหนุ่มทูลเรียกเสียงพร่า

“ฝ่าบาท…”

“หรืออยากจะห้อยไว้ที่คอ จะได้ไม่เป็นที่สังเกตนัก”

“มัน…มีค่ามากเกินไปพระเจ้าค่ะ”

“อย่างนั้นหรือ”

เจ้าชายหนุ่มทรงเก็บแหวน

“ฝ่าบาท” ธามจับพระหัตถ์ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เขาหวังสุดหัวใจว่าจะสามารถไขว่คว้าไว้ได้มากกว่าเงา “จะประทานให้กระหม่อม…เพราะอะไรหรือพระเจ้าค่ะ”

ทาสหนุ่มกล้าถามแล้ว อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเขา เขาน่าจะมีสิทธิ์ได้รู้

เจ้าชายหนุ่มแย้มพระโอษฐ์ราวกับทรงขบขันระคนเอ็นดู

“ถ้าเจ้าเป็นผู้หญิง ก็ต้องบอกว่าเป็นแหวนแต่งงาน”

ดวงตาของทาสหนุ่มหม่นแสงลง เขาไม่ใช่ผู้หญิง และมีลูกให้พระองค์ไม่ได้

“แต่ข้าไม่เคยคิดจะแต่งงาน ถือเสียว่าเป็นแหวนแทนใจก็คงจะได้”

ธามมือสั่น จนเจ้าชายเฮเดสต้องทรงวางพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทับไว้

“ถ้า…กระหม่อมรับแล้ว ฝ่าบาทประทานสัญญาได้ไหมพระเจ้าค่ะ ว่าจะไม่ทรงเรียกคืน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม”

ธามไม่เคยบังอาจขนาดนี้มาก่อน เขากำลังต่อรองกับผู้ทรงเป็นนาย

เจ้าชายเฮเดสไม่ได้รับสั่งคำรัก เขาไม่ควรจะเพ้อฝัน แต่หากวันหนึ่งต้องหัวใจสลายขึ้นมาจริงๆ เขาจะได้ไม่ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

“ถ้าเจ้าดูแลหัวใจของข้าดีๆ ข้าจะไม่เอาคืน”

ทาสหนุ่มตะลึงงัน

“รับไปแล้วห้ามส่งคืนอย่างไม่มีเหตุผล แล้วก็ต้องย้ายห้อง”

ธามตัวชา

“ย้ายเสื้อผ้าข้าวของของเจ้ามาไว้ในห้องของข้าเสียตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ข้าจะรอ”

คนฟังน้ำตาร่วง

“เกลียดข้ามากขนาดต้องร้องไห้เชียวหรือ หืม”

เจ้าชายเฮเดสทรงไล้พระองคุลีปาดน้ำตาบนผิวแก้ม ธามรีบจับไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงละพระหัตถ์

“กระหม่อมไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลย”

…ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“สวมแหวน…ประทานให้กระหม่อมเถิดพระเจ้าค่ะ ถ้าทาสอย่างกระหม่อมไม่ต่ำต้อยด้อยค่าจนเกินไป”

อดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งไมซีนทรงสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของทาสหนุ่ม มือของธามสั่นเล็กน้อยขณะที่สวมแหวนถวายบนนิ้วพระหัตถ์นิ้วเดียวกัน

ทาสหนุ่มมองสบสายพระเนตร เจ้าชายเฮเดสทรงรอคอย ธามเคลื่อนดวงหน้าเข้าไปใกล้พระพักตร์และหยุดอยู่ตรงที่ที่เขาเคยหยุดเสมอ ทว่าคราวนี้เจ้าชายหนุ่มไม่ทรงก้มพระพักตร์ลงมาหาอีกแล้ว เพียงไม่ถึงชั่วอึดใจ ทาสหนุ่มก็ได้รู้ว่าการเป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าไปใกล้อีกนิดเดียวไม่ใช่เรื่องยากเย็น ตรงกันข้าม กลับง่ายดายและแสนจะคุ้มค่า

“ตั้งแต่เห็นเจ้าครั้งแรก…”

สีหน้าและสายตาของทาสหนุ่มฉายแววพิศวง ขณะที่หัวใจชิงเต้นระรัวแรงตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเจ้าชายเฮเดสจะรับสั่งว่าอะไร

“ข้าก็ไม่เคย ‘ไม่รัก’ เจ้าเลย”

“ฝ่าบาท…”

“หืม”

เมื่อมีครั้งแรก ครั้งที่สองก็เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ธามถวายจูบแด่เจ้าชายหนุ่มอีกครั้ง ราวกับต้องการจะถ่ายหัวใจที่กำลังกระหน่ำรัวอยู่ในอกไปสู่พระอุระของพระองค์โดยผ่านทางปาก และเจ้าชายเฮเดสก็ทรงอ้าพระโอษฐ์ดูดกลืนเข้าไปอย่างนุ่มนวล

ธามถูกซื้อตัวมาตั้งแต่อายุแปดขวบ ถูกข่มขืนตอนอายุสิบสี่ และ ‘แต่งงาน’ ตอนอายุยี่สิบสี่

ส่วนเจ้าชายเฮเดสก็ไม่เคยทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่มีคำปลอบประโลมใจประทานให้หลังจากขืนใจ ไม่มีรับสั่งอธิบายเรื่องการอภิเษกสมรสทั้งที่ทรงทราบว่าธามกำลังเข้าใจผิด

และไม่เคยมีใครอื่นหลังจากวันเกิดอายุครบสิบสี่ปีของธาม

เพลงนั้น…แทนความรู้สึกของพระองค์เช่นกัน

 

แรกรัก พี่ภักดิ์ หมดหัวใจ                 มอบให้ ทั้งชีวิต และจิตพี่

กาลผ่าน มิอาจเปลี่ยน ดวงฤดี         ชาตินี้ พี่จักรัก…จนวันตาย

 

Leave a Reply