Back to Home

เจ้าชาย (รวมเรื่องสั้นของชุนภุศ) ข้อมูลหนังสือและตัวอย่างนิยาย

PRN

 

เจ้าชาย

ผู้แต่ง : ชุนภุศ

ISBN : 978-616-7936-27-7
ประเภทหนังสือ : นิยายไทย
ราคา : 499 บาท
จำนวนหน้า : 480 หน้า
ของแถมในเล่ม : ที่คั่นและโปสการ์ด อย่างละ 1 ใบ
เรื่องย่อ :
หลังจากแคว้นเรืองอรุณรบชนะแคว้นอันธกาล เจ้าชายทั้งสามพระองค์แห่งเรืองอรุณต่างได้เชลยศักดิ์มาไว้ในปกครอง
เจ้าชายภีมเสน…องค์รัชทายาททรงอภิเษก ศวัส เจ้าชายรองแห่งอันธกาลเป็นพระชายา
ศวัสทนความอัปยศไม่ได้จึงพยายามฆ่าตัวตาย ทว่าผู้เป็นพระสวามีกลับบอกให้เขาอดทนและรอคอยวันพรุ่งนี้
อนิจจา องค์รัชทายาทหนุ่มไม่ได้บอกเขาเลย ว่า “พรุ่งนี้” เขาจะไม่มีพระองค์อยู่ในชีวิตตลอดไป
เจ้าชายศีลวัต…เจ้าชายรองทรงทำทุกอย่างเพื่อจะได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ทว่าเมื่อแผนการล้มครืน
เจ้าชายทหารจึงทรงตระหนัก…แท้จริงแล้วสิ่งที่ทรงปรารถนาที่สุดในชั่วชีวิตนี้ คือมี “วันนี้” ร่วมกับองครักษ์ของพระองค์
เจ้าชายอัทธายุ…เจ้าชายสามทรงลืมไทวา เด็กผู้ชายที่เอาแต่เรียกพระองค์ว่า “พี่เขยๆ” ใน “วันวาน” ไปนานแล้ว
ยิ่งไม่เคยทรงคาดคิด ว่าสิบปีต่อมา อีกฝ่ายจะกลับมาในฐานะเชลยใต้ปกครอง เปิดประตูหัวใจ และช่วงชิงเอาดวงพระทัยของพระองค์ไปครอบครองอย่างง่ายๆ
ด้วยความใสซื่อและหัวใจอันดีงามของเจ้าตัว
พรุ่งนี้… ที่รอคอย
วันนี้… แค่มีเธอ
วันวาน… สู่นิรันดร์

 

ตัวอย่างนิยาย

 

เวลา

 

บทนำ

ดินแดนทางใต้อันอุดมสมบูรณ์นี้ประกอบไปด้วยสองแคว้นใหญ่ คือเรืองอรุณ และอันธกาล กับเผ่าเล็กๆ อีกสามเผ่า ได้แก่ เวณุ ชุณหะ และไทวะ เผ่าทั้งสามรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์เพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของแคว้นใหญ่เพราะที่ตั้งของทั้งสามเผ่าอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองแคว้นพอดี

เรืองอรุณรักสงบ แต่อันธกาลเคยพยายามครอบครองเผ่าทั้งสามอยู่หลายครั้งทว่าไม่สามารถเอาชนะได้ ต่อมาอันธกาลส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับเรืองอรุณ โดยยินดีจะยกเจ้าหญิงพระองค์ใหญ่ของแคว้นให้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณ ทว่าเรืองอรุณปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า

เจ้าชายรัชทายาทไม่โปรดผู้หญิง หากส่งเจ้าชายรัชทายาทของอันธกาลมาแต่งงานด้วยจึงจะยอม หรือไม่ก็ต้องให้เจ้าหญิงใหญ่ของอันธกาลแต่งกับเจ้าชายพระองค์อื่น

อันธกาลได้ข่าวกรองมาแล้ว ว่ารัชทายาทแห่งเรืองอรุณที่ ‘ไม่โปรดผู้หญิง’ นั้นทรงมีนางสนมเกือบห้าสิบนาง ทั้งที่รู้ว่าเรืองอรุณโกหก อันธกาลก็ยังยืนกรานจะเกี่ยวดองกับเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถส่งเจ้าชายรัชทายาทของตนไปแต่งงานด้วยได้ จึงขอเปลี่ยนเป็นเจ้าชายรองแทน

เรืองอรุณไม่ยินยอม อันธกาลจึงล่าถอยกลับไป ก่อนจะเปลี่ยนวิธีใหม่ คัดเลือกท่านหญิงที่เป็นราชนิกุลสามองค์ขึ้นมา ส่งราชทูตไปเจรจากับเผ่าทั้งสาม บอกว่ายินดีจะเกี่ยวดองกับทั้งสามเผ่า ขอเพียงพวกเขาช่วยรบกับเรืองอรุณ

สมาพันธ์เผ่าตกลงยินยอม หลังจากอันธกาลยินดีแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการส่งตัวท่านหญิงสามองค์ไปยังเผ่าทั้งสามในฐานะ ‘คู่หมั้น’ ของลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่าแต่ละเผ่า

ผลการรบปรากฏว่าเรืองอรุณเป็นฝ่ายชนะ

เจ้าชายรัชทายาทแห่งอันธกาลถูกปลงพระชนม์กลางสนามรบ เจ้าหลวงแห่งอันธกาลถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต เจ้าหลวงแห่งเรืองอรุณส่งพระอนุชาร่วมพระมารดาไปปกครองอันธกาลในฐานะเมืองประเทศราช และส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เหมาะสมไปปกครองเผ่าทั้งสาม ปลดหัวหน้าเผ่าให้เป็นเพียงที่ปรึกษา

ท่านหญิงแห่งอันธกาลต้องอยู่ที่เผ่าทั้งสามในฐานะตัวประกัน ขณะที่เจ้าชายรองแห่งอันธกาลและลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่าทั้งสามถูกส่งตัวไปยังเรืองอรุณในฐานะเชลย

 

เจ้าหลวงแห่งเรืองอรุณโปรดให้พระราชโอรสทั้งสามทรงแบ่งกันรับ ‘เชลยศักดิ์’ ไว้ในอุปการะ หรืออีกนัยหนึ่งคือโปรดให้ช่วยกันควบคุมดูแล

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลและคุณชายทั้งสามถูกสำนักนางบำเรอหลวงจับขัดสีฉวีวรรณและตกแต่งร่างกายเสียใหม่ด้วยเครื่องแต่งกายแบบเรืองอรุณ ก่อนจะถูกพาตัวไปยังท้องพระโรงกลาง คุกเข่าเรียงหน้ากระดานกลางท้องพระโรงให้เจ้าชายทั้งสามทรงเลือกไว้รับใช้ส่วนพระองค์

วันนั้น ราชอาลักษณ์จดบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ดังนี้

เจ้าชายภีมเสน เจ้าชายรัชทายาท เสนาบดีมหาดไทยแห่งเรืองอรุณ ขณะมีพระชนมายุสามสิบห้าพรรษา โปรดให้เจ้าชายศวัส เจ้าชายรองแห่งอันธกาลซึ่งมีพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา เป็นพระชายา ประทานพระธำมรงค์เรือนทองฝังไพลินน้ำเอกที่ทรงสวมติดพระกนิษฐาข้างซ้ายให้เป็นแหวนแต่งงาน

เจ้าชายศีลวัต เจ้าชายรอง เสนาบดีกลาโหมแห่งเรืองอรุณ ขณะมีพระชนมายุสามสิบพรรษา โปรดให้คุณชายภูวัน บุตรชายคนโตของหัวหน้าเผ่าเวณุเป็นบาทบริจาริกา ประทานเรือนเทพดำรูในเขตฝ่ายใน พร้อมทั้งนางพระกำนัลสองนางให้รับใช้ และโปรดให้คุณชายวาริศ บุตรชายคนโตของหัวหน้าเผ่าชุณหะเป็นบาทบริจาริกาเช่นเดียวกัน ประทานเรือนดรณีในเขตฝ่ายในพร้อมนางพระกำนัลสองนางให้รับใช้

เจ้าชายอัทธายุ เจ้าชายสาม เจ้ากรมโยธาธิการแห่งเรืองอรุณ ขณะมีพระชนมายุยี่สิบเก้าพรรษา ทรงรับคุณชายไทวา บุตรชายคนโตของหัวหน้าเผ่าไทวะไว้ในพระกรุณา และประทานพระกรุณาให้พำนักร่วมพระตำหนัก

 

 

 

พรุ่งนี้…ที่รอคอย

 

บทที่ ๑

ศวัสไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเขา หายนะครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นนี้ จะว่าไปก็เป็นเพราะเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงปฏิเสธ ไม่รับเจ้าชายรองแห่งอันธกาลอย่างเขาเอาไว้

ในท้องพระโรง องค์รัชทายาทหนุ่มในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสูงสุด มีพระชนมายุมากที่สุด และเป็นเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวที่ประสูติแต่องค์รานี พระองค์ย่อมทรงมีสิทธิ์ทุกประการที่จะเลือกเชลยก่อน เจ้าพนักงานกรมวังกราบทูลประวัติคร่าวๆ ของเชลยแต่ละคนถวายเจ้าชายทั้งสามพระองค์ แม้ว่าเขาจะมีฐานันดรสูงกว่าใครทั้งหมด แต่ประวัติของเขาเสียหายมากกว่าคนอื่น เพราะแม้ว่ามารดาจะเป็นพระชายาองค์หนึ่งของเจ้าหลวงอันธกาล

แต่ก็เป็นเพียง ‘หญิงบ้า’ คนหนึ่ง

ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ทำอย่างไรกันบ้าง แต่เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่มองใคร

“ศวัส”

ใครสักคนเรียกชื่อเขา ฟังแค่น้ำเสียงก็น่ากลัวแล้ว ทหารนายหนึ่งบังคับจับคางของเขาให้เงยหน้าขึ้น คนแรกที่เขามองเห็นนั้นประทับบนเก้าอี้บนยกพื้นที่อยู่ตรงกลาง เบื้องหน้าเขาพอดี เขารู้โดยไม่ต้องมีใครบอก ว่านี่เอง…

เจ้าชายภีมเสน

“มานี่สิ”

แม้จะเป็นถึงเจ้าชาย แต่เมื่อบัดนี้กลายเป็นเพียงเชลย วิธีเดียวที่จะไปถึงองค์ตามรับสั่งได้คือคลาน ท่ามกลางความเงียบที่กดดันเข้ามาทุกทิศทาง ศวัสสั่นทั้งตัวอยู่เกือบตลอดเวลา กว่าเขาจะคลานไปหยุดอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ได้ก็ใช้เวลานาน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทรงรู้สึกอย่างไร แต่เขารู้สึกว่าระยะทางมันช่างสั้นเหลือเกิน

เขาหมอบกราบตามที่สำนักนางบำเรอหลวงสอนมา

“ยื่นมือซ้ายมา”

อีกฝ่ายรับสั่งอยู่เหนือหัว เขาได้แต่ทำตาม มือสั่นจนแทบจะประคองไว้ไม่อยู่

งงจัด เมื่อเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงสวมแหวนให้ เขาสบสายพระเนตรสีเหล็กของพระองค์

“ต่อไปนี้เธอจะอยู่ที่นี่ ในฐานะชายาเพียงคนเดียวของฉัน”

 

เจ้าชายศวัสแห่งอันธกาลรู้ตั้งแต่อยู่ในสำนักนางบำเรอหลวงแล้ว ว่าจะต้องปรนนิบัติองค์รัชทายาทแห่งเรืองอรุณอย่างไร

แต่เขาทำไม่ได้ ไม่อาจทำใจได้

คืนนั้น คืนแรกที่เขาต้องไปอยู่ในพระตำหนักของเจ้าชายภีมเสน โชคดีเหลือเกินที่เจ้าของพระตำหนักติดงานข้างนอก เขาจึงมีโอกาสทำแจกันกระเบื้องใบหนึ่งในห้องนอนตกแตก มหาดเล็กที่เฝ้าอยู่นอกห้องเข้ามาดูและจัดการเก็บกวาด ทำความสะอาดให้ แต่เขาเก็บเศษกระเบื้องเอาไว้แล้วชิ้นหนึ่ง

มันทั้งเจ็บ ทั้งเสียวมากทีเดียวตอนที่เขาใช้มันกรีดผิวเนื้อ แต่เขาก็พอจะโล่งใจอยู่บ้างเมื่อปลอบใจตัวเองว่า มันจะเป็นความเจ็บเพียงครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย

พรุ่งนี้…เขาก็จะไม่เจ็บอีกต่อไป

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้อมือข้างซ้ายของเขาก็มีผ้าขาวพันเอาไว้อย่างแน่นหนา ใครบางคนที่เฝ้าอยู่ในห้องรีบบอกต่อไปยังคนข้างนอกว่าเขาฟื้นแล้ว ไม่นานนัก คนที่เขากลัวที่สุดก็เสด็จเข้ามา

สีพระพักตร์ดูเรียบๆ เฉยๆ เหมือนปกติ แต่ดวงพระเนตรสีเหล็กมีแววเหมือนโล่งพระทัย

“อยากจะดื่มน้ำไหม”

เขาพยักหน้า เจ้าชายภีมเสนจึงตรัสสั่งให้มหาดเล็กนำน้ำมาให้เขาดื่ม ส่วนพระองค์เองทรงประคองให้เขาลุกขึ้นนั่งพิงพระวรกาย

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลกระหายน้ำ แต่ไม่ใช่ความกระหายหรอกที่ทำให้เขาสำลักน้ำ จนคนที่ประทับซ้อนหลังต้องทรงลูบหลังประทานให้

มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจเสียจนเขารู้สึกว่าลำคอแห้งผาก แห้งมากชนิดที่ว่าไม่ว่าจะดื่มน้ำอีกสักกี่แก้วก็คงไม่ชุ่มชื้นขึ้น เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณเป็นคนตัวใหญ่ ส่วนเขาเป็นคนตัวเล็ก แต่เขาไม่คิดเลย ว่าแค่นั่งเอนหลังพิงพระอุระ ก็รู้สึกเหมือนจะถูกพระองค์ทรงกลืนกินเข้าไปในอ้อมอกได้ทั้งตัวแบบนี้

“พวกเจ้าออกไปข้างนอกให้หมด สั่งคนเตรียมตั้งโต๊ะให้พร้อม อีกสักพักฉันจะพาพระชายาไปกินข้าว”

มหาดเล็กในตำหนักนี้ เจ้าชายเชลยไม่รู้จักเลยสักคน แต่กลับไม่อยากให้พวกเขาออกไปเลย

เชลยศักดิ์สะดุ้งเฮือก เมื่อถูกกอดรัดเอาไว้หลวมๆ แต่คนนั่งซ้อนหลังไม่ได้บังคับให้เขาหันกลับไปเผชิญหน้า เพียงรับสั่งเบาๆ อยู่เหนือหัว

“ชีวิตไม่มีค่าหรือ”

คนถูกถามเงียบ คนตรัสถามไม่ได้ทรงคาดคั้นคำตอบ แต่เมื่อยังไม่มีเสียงตอบ พระองค์ก็ไม่รับสั่งอะไรต่อ คนที่เพิ่งผิดหวังจากการฆ่าตัวตายมาหมาดๆ จึงต้องข่มความกลัวแล้วกราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเบา

“ถ้าต้องอยู่อย่างทรมาน ก็สู้ตายเสียดีกว่าพระเจ้าค่ะ”

“ฉันทรมานเธอเมื่อไหร่”

ถึงยังไม่ได้ทรมาน แต่อีกไม่นานก็ต้องทรงทำ แล้วเขาจะต้องรอให้พระองค์ทรงทำกับเขาก่อนหรือ ถึงจะมีสิทธิ์ฆ่าตัวตายได้

“ฝ่าบาทไม่ได้ทรงทำหรอกพระเจ้าค่ะ แต่หม่อมฉันอยากตายเอง”

“อย่าเพิ่งอยากเลย ที่นี่เพิ่งจะมีคนตายไปหลายคน”

เจ้าชายศวัสนิ่วหน้า อีกฝ่ายกำลังจะทรงเอาเรื่องผีมาขู่เขาหรือยังไง

“คนที่ฉันสั่งให้คอยดูแลเธอมีสี่คน ทุกคนทำหน้าที่บกพร่อง ปล่อยให้เธอพยายามฆ่าตัวตาย ฉันจึงสั่งประหารชีวิตทั้งหมด”

เจ้าชายเชลยสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไปมอง มองสีพระพักตร์ สบสายพระเนตร ไม่เห็นแววล้อเล่นแล้วก็ได้แต่ครางทั้งที่อกกลวงโหวง

“ทำไม…”

“อย่าห่วงเลย พวกนั้นตายสบาย ไม่ต้องทรมาน”

ดวงตาสีน้ำตาลสวยของเชลยศักดิ์เต็มไปด้วยรอยสั่นไหว เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณรับสั่งเหมือนชีวิตคนเป็นผักปลา

“ถ้าเธอตาย แม้แต่ทหารองครักษ์ข้างนอกอีกสิบคนก็จะต้องตายตามเธอไปด้วย”

ขู่เขาหรือ เปล่าเลย แม้ไม่เคยรู้จักเจ้าชายพระองค์นี้มาก่อน แต่เขาก็คิดว่าตัวเองมองไม่ผิด อีกฝ่ายไม่เคยต้องทรงขู่ใคร พระองค์ทรงทำได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลกลืนน้ำลายไม่ลงคอ

“เธอหลับไปสามวัน ตอนนี้น่าจะหิวมากแล้ว ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน”

…กินข้าว จะให้คนที่เป็นสาเหตุให้คนอื่นต้องตายไปถึงสี่คนอย่างเขากินข้าวลงได้ยังไง

“ฉันให้คนเตรียมอาหารอ่อนๆ ไว้ที่ห้องข้างๆ เดินไปคงไม่ทำให้เธอเหนื่อยมาก ดีกว่านอนอุดอู้อยู่แต่ในนี้ แต่ถ้าเดินไม่ไหวฉันจะอุ้ม”

“หม่อมฉัน…เดินเองไหวพระเจ้าค่ะ”

ถ้าให้พระองค์ทรงอุ้ม เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตายแล้วก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่ยังไม่ตาย ถ้าต้องเสียเชิงชาย ก็คงจะอายจนมองหน้าใครไม่ได้

 

อาหารเรืองอรุณรสชาติแปลกลิ้น แต่ก็กินได้ ศวัสจำใจกินเข้าไปทุกอย่าง อย่างละคำสองคำ เพราะทันทีที่เขานั่งลง คนประทับหัวโต๊ะก็รับสั่งบอกเขาเนิบๆ

“กินเสีย ลองชิมให้หมดทุกอย่าง จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร อาหารจานไหนที่เธอไม่แตะต้อง ฉันจะถือว่าคนทำทำหน้าที่บกพร่อง”

“แล้วก็จะทรงประหารชีวิตเขา”

คนพูดไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงปากไวอย่างนั้น พูดไปแล้วก็ตกใจ ขณะที่เจ้าชายภีมเสนดูจะแปลกพระทัยนิดๆ เช่นกัน แต่ก็แย้มพระสรวลแล้วตรัสชม

“เก่ง รู้ก็ดี”

อาหารมื้อนั้นรสชาติฝืดคอสิ้นดี

 

จบมื้ออาหาร องค์รัชทายาทหนุ่มก็ทรงแนะนำให้ ‘พระชายา’ ของพระองค์รู้จักกับนางพระกำนัลวัยกำดัด รูปร่างหน้าตางดงามสองนาง

“นารากับพิรุณ สองคนนี้จะคอยรับใช้เธอทุกเรื่อง ต้องการอะไรก็บอกใครคนใดคนหนึ่งได้”

ศวัสโล่งใจเป็นอันมาก ที่ในที่สุดองค์รัชทายาทหนุ่มก็ทรงออกจากห้องไปเสียที

นาราเป็นหญิงสาวที่ดูจะเข้ากับคนง่าย ยิ้มเก่ง พูดเก่ง และทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่พิรุณเป็นผู้หญิงที่สวยจับตากว่า ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า อ่อนโยนกว่า แต่มีดวงตาที่ดูเศร้าๆ

 

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลไม่คิดจะฆ่าตัวตายอีก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะนับตั้งแต่วันนั้น ‘พระสวามีในนาม’ ของเขาไม่ได้เสด็จมาให้เขาเห็นอีกเลย จนถึงวันนี้ก็เกือบจะครบสัปดาห์แล้ว แต่ละวันผ่านไปโดยไม่น่าเบื่อนัก นารากับพิรุณพาเขาไปชมรอบๆ พระตำหนักอันกว้างใหญ่ รวมทั้งเดินชมห้องต่างๆ ในพระตำหนัก

หลายวันผ่านมาแล้ว แต่เขาก็ยังเดินดูไม่ทั่ว เพราะมัวแต่ติดใจห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือที่น่าสนใจเต็มห้อง

“โปรดเล่มไหนก็ทรงหยิบอ่านได้ตามพระทัยเลยเพคะ องค์รัชทายาทประทานพระอนุญาตไว้แล้ว รับสั่งว่าพระตำหนักของพระองค์ก็เหมือนกับพระตำหนักของพระชายาเพคะ จะเสด็จไปที่ไหน ทำอะไรก็ได้ ยกเว้นก็แต่ห้องทรงงานเท่านั้น”

“แสดงว่าห้องบรรทมไม่ห้าม”

พลั้งปากไปอีกแล้ว พิรุณถึงกับชะงัก ขณะที่นารายกมือขึ้นปิดปาก หน้าแดง ก่อนจะเอ่ยสัพยอกอย่างเต็มที่

“ไม่ได้ทรงห้ามเพคะ พระชายาจะเสด็จไปหรือเพคะ”

“เปล่า! ไม่ใช่! ฉันแค่…สงสัย”

นาราหัวเราะคิกคัก ความสดใสร่าเริงของนางช่วยเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของเจ้าชายต่างแคว้นได้มาก ติดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือนางเรียกเขาว่าพระชายา ขอร้องยังไงก็ไม่ยอมเรียกว่าองค์ชาย

“ปกติถ้าไม่มีหน้าที่ ใครก็ห้ามเข้าห้องบรรทมนะเพคะ แม้แต่พระสนมเองก็เถอะ” พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของนางพระกำนัลสาวก็ผิดปกติไปนิดหนึ่ง นาราหันไปมองเพื่อน สีหน้าและสายตาดูเกรงใจอย่างไรชอบกล ทว่าพิรุณกลับยิ้มบางๆ ตามปกติแล้วอธิบายต่อแทน

“แต่ฝ่าบาททรงเป็นพระชายาย่อมเป็นข้อยกเว้นเพคะ จะเสด็จเมื่อไหร่ก็ย่อมได้”

“ฉันถามดูเท่านั้น ไม่ได้คิดจะไป”

อยู่ให้ห่างเอาไว้เป็นดีที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังติดใจก็คือ…

“องค์รัชทายาททรงมีพระสนมด้วยหรือ”

“โอ๊ย! มีสิเพคะ ตั้งเกือบจะห้าสิบนางแน่ะเพคะ อุ๊ย!” นาราโพล่งขึ้นมาแล้วก็นึกขึ้นได้ รีบปิดปากแล้วหัวเราะแหะๆ

“พระชายาคง…ไม่ทรงหึงหรอกนะเพคะ เพราะว่าก็แค่เคยมีเท่านั้นเอง ตอนนี้…” คนพูดหันไปมองเพื่อนอีกครั้ง

“ตอนนี้โปรดให้ทูลลาออกหมดแล้วเพคะ” พิรุณพูดต่อด้วยสีหน้านิ่งๆ เป็นปกติ

“ทำไม”

“ไม่มีใครทราบเหตุผลหรอกเพคะ” นาราบอก “แต่พระองค์โปรดให้ออกก็ต้องออก หม่อมฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าทรงรักพระชายาเลยไม่ต้องการมีหญิงอื่นอีกก็เป็นได้เพคะ”

คนฟังถึงกับสะดุ้ง

รัก…? รักเขาน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้

“โปรดให้ลาออกตั้งแต่เมื่อไหร่”

“วันที่พระชายาทรงกรีดข้อมือเพคะ”

ศวัสนิ่วหน้า เวลาช่างประจวบเหมาะ ไม่แปลกที่นาราจะคิดว่าเป็นเพราะเหตุผลนั้น แต่เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แวบหนึ่งเมื่อมองเห็นสายตาของพิรุณ เขาก็สะดุ้ง เพราะราวกับนางกำลังเคียดแค้นเขาอยู่ก็ไม่ปาน แต่เมื่อมองดีๆ อีกทีก็ไม่เห็นสีหน้าและแววตาเช่นนั้นแล้ว

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้

“พระสนมเป็นผู้หญิงใช่ไหม”

นาราหัวเราะขบขัน

“ก็ต้องเป็นผู้หญิงสิเพคะ”

ไม่ถูกล่ะ มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง เรืองอรุณปฏิเสธการแต่งงานระหว่างแคว้นเพราะอ้างว่าเจ้าชายรัชทายาทโปรดผู้ชาย แต่คนที่ชอบผู้ชายจะมีนางสนมเกือบครึ่งร้อยได้ยังไง

“พระองค์…เคยมีพระสนมผู้ชายบ้างไหม”

“ไม่มีเลยเพคะ”

“แล้วทำไม…”

คำถามค้างอยู่แค่นั้น แต่นางพระกำนัลช่างพูดก็ช่างรู้ใจจนทูลตอบได้ถูกต้อง

“ทำไมถึงทรงรับพระชายามาเป็นพระชายาน่ะหรือเพคะ หม่อมฉันคิดว่าต้องเป็นเพราะพระองค์ทรงหลงรักพระชายาตั้งแต่แรกเห็นเป็นแน่เพคะ” คราวนี้นาราไม่หันไปมองหน้าเพื่อนเลย

“…ฉันดูเหมือนผู้หญิงหรือ”

“อุ๊ย! ไม่เหมือนเลยสักนิดเพคะ พระชายาทรงเป็นผู้ชายที่งดงามมากต่างหากเพคะ ขนาดหม่อมฉันเห็นครั้งแรกยังรู้สึกใจเต้นเลย”

คำพูดนี้อาจจะไม่เกินจริง เพราะขณะพูด คนพูดถึงกับหน้าแดงปลั่ง เจ้าชายรองแห่งอันธกาลเห็นแล้วยังอดยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกไม่ได้

“แย้มสรวลแบบนี้แล้วก็ยิ่งงามนะเพคะ หม่อมฉันใจสั่นจะแย่แล้ว”

คราวนี้เจ้าชายต่างแคว้นถึงกับหัวเราะออกมาดังๆ เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนสาวรุ่นแก่แดดมากกว่าหญิงสาวผู้ตกหลุมรักชายหนุ่มอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“ถ้าองค์รัชทายาททอดพระเนตรเห็น ก็คงจะยิ่งทรงหลงรักพระชายามากขึ้นแน่ๆ เลยเพคะ”

ศวัสหัวเราะไม่ออกอีกต่อไปแล้ว แม้จะฝืนยิ้มก็ยังลำบาก

 

แค่อ่านหนังสือในห้องหนังสือก็กินเวลาในแต่ละวันของเจ้าชายรองแห่งอันธกาลไปมากแล้ว แต่ยังมีกิจกรรมอื่นให้เขาเลือกทำอีกมาก หน้าพระตำหนักเป็นสนามหญ้ากว้างขนาดสนามม้า ถึงจะเคยขี่ม้าแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็ชื่นชอบมันมากและอยากจะขี่อีก

“ทรงม้าได้เพคะ หม่อมฉันทูลแล้วนี่นาว่าจะทรงทำอะไรก็ได้ องค์รัชทายาทประทานพระอนุญาตแล้ว”

“ฉันขี่ไม่เก่งนัก”

“กราบทูลองค์รัชทายาทให้โปรดหาครูมาสอนสิเพคะ”

“ได้หรือ”

“ได้สิเพคะ พระชายาทรงเป็นพระชายา ทูลขอดีๆ อ้อนหวานๆ หน่อย มีพระประสงค์อะไร องค์รัชทายาทก็ประทานให้หมดแหละเพคะ”

ถ้าอย่างนั้นก็อย่าดีกว่า

บนชั้นสองของพระตำหนักมีห้องหนึ่งที่มีเปียโน เจ้าชายเชลยเคยฟังและชื่นชอบ นึกอยากจะเล่นให้เป็นแต่ไม่มีใครสอน จึงได้แต่ลองจิ้มคีย์บอร์ดแล้วฟังเสียงดู นาราแนะนำด้วยคำแนะนำเดิมว่า

“ทูลองค์รัชทายาทสิเพคะ พระองค์จะได้โปรดให้ครูมาสอน”

เขาปฏิเสธทันที

“ไม่อย่างนั้นก็ทูลขอให้ทรงเล่นให้ฟังก็ได้เพคะ องค์รัชทายาททรงเปียโนเก่งมากนะเพคะ หม่อมฉันมีวาสนาได้ฟังครั้งหนึ่ง แต่ได้ยินว่าพระองค์ไม่ค่อยทรงเปียโนหรอกเพคะ เพราะว่าทรงมีงานมาก”

วรองค์สูงใหญ่น่าเกรงขามออกอย่างนั้น พระพักตร์ดุขนาดนั้น ทรงดนตรีได้ด้วยหรือ

 

นอกจากห้องหนังสือและห้องดนตรี ยังมีห้องวาดภาพ ห้องงานไม้ชิ้นเล็ก ห้องแผนที่ ห้องกระดาษ ห้องดอกไม้ ห้องประวัติศาสตร์ และอีกหลายๆ ห้องที่น่าสนใจ สามารถใช้เวลาอยู่ในนั้นได้เป็นวันๆ  นอกพระตำหนักยังมีเรือนกระจก มีสระน้ำ ศาลากลางน้ำ และสวนดอกไม้ชนิดต่างๆ อีกมาก

แต่ศวัสไม่มีเวลาได้เที่ยวชมจนครบ เวลาแห่งความรื่นรมย์ของเขาหมดลง เมื่อพิรุณมาบอกว่า

“คืนนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จมาหานะเพคะ”

“มาทำไม” สีหน้าของคนถามซีดลง

“บาดแผลของฝ่าบาทหายดีแล้ว จึงโปรดให้ถวายตัวเพคะ”

เจ้าชายต่างแคว้นนึกอยากจะกรีดข้อมือตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกสักแผล แต่นาราเหมือนจะรู้ทันจึงรีบดักคอ

“พระชายาอย่าทรงทำร้ายพระองค์เองอีกนะเพคะ ถ้าไม่เห็นแก่พระองค์เองก็เห็นแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันรักพระชายานะเพคะ อย่าทรงทำให้หม่อมฉันต้องเสียใจไปชั่วชีวิตที่ดูแลพระชายาไม่ดีเลย”

อา… เขารู้แล้ว ที่แท้นางก็แค่พยายามทำให้เขาสบายใจ ทำให้เขารู้สึกเอ็นดู จนกระทั่งเขาทำร้ายตัวเองอีกไม่ได้เท่านั้นเอง เมื่อก่อนเขาคิดว่าตัวเองเหลือตัวคนเดียวแล้ว ต่อให้ตายไปก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ เขาทำร้ายคนที่เขารู้สึกเอ็นดูเหมือนน้องสาวไม่ลงจริงๆ

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ฆ่าตัวตาย” ศวัสยิ้มซีดเซียว

 

การถวายตัวที่ว่าดูจะไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะต้องใช้เวลาเป็นวันๆ ในการ ‘เตรียมตัว’ นาราบอกว่า

“องค์รัชทายาทจะได้พอพระทัยนะเพคะ”

แล้วมีใครสนใจความรู้สึกของเขาบ้างไหม

“ไม่ต้องทรงอายหรอกเพคะ พระวรกายของพระชายางดงามมาก”

นั่นไม่ใช่ประเด็น ความสำคัญมันอยู่ที่ว่าเขาเป็นผู้ชาย แต่อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงต่างหาก

“หรือถ้าทรงอาย จะให้หม่อมฉันถอดเป็นเพื่อนก็ได้นะเพคะ”

พอเถอะ แค่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อยที่สวมใส่อยู่เพื่อจะได้สะดวกในการอาบน้ำและขัดสีฉวีวรรณให้เขานี่มันก็มากพอแล้ว ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย หวั่นไหวกับสรีระร่างกายของผู้หญิง

วันนี้ทั้งวันไม่รู้ว่าเขาเผลอมองหน้าอกใต้ผ้าเช็ดตัวของพิรุณไปกี่ครั้งกี่หนแล้ว

เจ้าชายแห่งเรืองอรุณไม่ทรงระแวงว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีไม่งามกับนางพระกำนัลของพระองค์บ้างหรือยังไง หรือคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง

การเตรียมถวายตัวของผู้หญิงเป็นอย่างไรเขาไม่รู้ แต่ของผู้ชายมีขั้นตอนบางอย่างที่น่าอายนัก เจ้าชายเชลยตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพิรุณยืนกรานว่าจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันความผิดพลาด

ที่จริงแล้วเรื่องนี้เขาก็เรียนรู้จากสำนักบำเรอหลวงมาก่อน แต่ไม่คิดว่าพิรุณจะเป็นคนทำให้

“ถ้าไม่โปรดให้หม่อมฉันทำ จะมีคนจากสำนักนางบำเรอหลวงมาทำถวายนะเพคะ”

“หรือจะโปรดให้หม่อมฉันทำแทนก็ได้นะเพคะ”

นารากราบทูลด้วยสีหน้าแสดงความเห็นใจ เจ้าชายหนุ่มต้องรวบรวมกำลังใจอย่างมากกว่าจะกลั้นพระทัยรับสั่ง

“ฉัน…จะทำเอง” จะยอมให้นางกำนัลที่พูดคุยอย่างสนิทสนมด้วยกันมาหลายวันทำให้ได้ยังไง ต่อไปท่าจะมองหน้ากันไม่ติด

“ไม่ได้นะเพคะ”

พิรุณบอกเสียงแข็งเสียจนเจ้าชายหนุ่มประหลาดใจ และดูเหมือนเจ้าตัวก็จะรู้ว่าทำตัวมีพิรุธ

“หม่อมฉัน…แค่อยากให้การถวายตัวคืนแรกเป็นไปด้วยดีเพคะ อย่างน้อยก็ขอให้ผ่านคืนนี้ไป ถ้าทำให้ไม่พอพระทัยตั้งแต่คืนแรก ฝ่าบาทจะทรงลำบากนะเพคะ”

คนฟังลังเล หลังจากนิ่งไปนาน ก็ตัดสินใจพยักหน้าให้

“งั้นก็…ทำเถอะ”

เขาไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะลำบาก แต่กลัวว่าเจ้าชายที่ฆ่าคนเป็นผักปลาพระองค์นั้นจะลงพระอาญานางกำนัลของเขา เขาไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าทำให้ใครต้องตายไปอีก

หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว พิรุณก็ถามกึ่งขออนุญาต

“สร้อยพระศอเส้นนั้นถอดออกได้ไหมเพคะ”

เจ้าชายแห่งอันธกาลจับสร้อยเงินห้อยล็อกเกตรูปหยดน้ำที่สวมติดตัวมาตั้งแต่สิบปีที่แล้วไว้

“ทำไมหรือ”

“องค์รัชทายาทโปรดให้คนที่จะถวายงานเนื้อตัวเกลี้ยงเกลา ไม่สวมใส่เครื่องประดับเพคะ”

“ตั้งแต่ใส่ ฉันก็ไม่เคยถอดเลย ขอใส่ไว้อย่างนี้เถอะ ถ้าองค์รัชทายาทตรัสสั่งให้ถอด ฉันจะถอดเอง”

พิรุณมีสีหน้าไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก

 

ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวใจของคนที่นั่งอยู่ตามลำพังบนเตียงดังขึ้นทุกที

“องค์รัชทายาทเสด็จ”

เสียงขานที่ดังอยู่ในห้องนอนส่วนนอกทำให้รู้ว่าพิรุณยังไม่ได้ออกจากห้องตามนาราไป ไม่นานเจ้าของวรองค์สูงใหญ่ก็เสด็จอ้อมฉากไม้เข้ามา คนที่จะต้องถวายตัวลุกขึ้นยืนแล้วค้อมตัวถวายความเคารพ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็แปลกใจเพราะพิรุณเดินตามเข้ามาด้วย นางถือถาดใส่ขวดแก้วเจียระไนใบเล็กๆ กับถ้วยใบย่อมที่มีลักษณะคล้ายเหยือกไว้

“พิรุณไม่ได้บอกเธอหรือ ว่านางจะต้องอยู่ด้วย”

ศวัสตกตะลึง

“อยู่…ทำไมพระเจ้าค่ะ”

องค์รัชทายาทหนุ่มเสด็จไปประทับลงบนเก้าอี้ พิรุณยังอยู่ที่เดิม แต่คุกเข่าและก้มหน้าลงน้อยๆ ทำเอาเจ้าชายต่างแคว้นนึกขึ้นได้ว่าโดยธรรมเนียมแล้วเมื่อเจ้าชายประทับ ข้ารับใช้จะต้องคุกเข่า ห้ามยืน ขณะกำลังละล้าละลังว่าจะต้องคุกเข่าด้วยหรือไม่ เจ้าชายหนุ่มก็ตรัสตอบ

“ตามระเบียบต้องอยู่เพื่ออำนวยความสะดวก และจะต้องมีมหาดเล็กหรือองครักษ์อีกคนคอยดูแลความปลอดภัยในกรณีที่นางสนมคิดไม่ซื่อ”

“แต่หม่อมฉันเป็นพระชายา!”

เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณแย้มพระสรวลได้งดงามมาก อาจจะละลายหัวใจของผู้หญิงได้ทุกคน แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่เจ้าชายรองแห่งอันธกาลอยากจะเห็นในเวลาเช่นนี้

“ยอมรับก็ดีแล้ว”

ไม่ต้องรอให้ร้องขอ พระองค์ก็ตรัสสั่ง

“วางของเอาไว้แล้วออกไปได้”

“แต่…”

พิรุณมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ ศวัสไม่มีเวลามาคิดว่าทำไมหญิงสาวถึงอยากจะอยู่ด้วยนัก มัวแต่โล่งใจว่าเพียงแค่ถูกเจ้าชายภีมเสนตวัดสายพระเนตรมองเพียงแวบเดียว นางก็หน้าซีด เดินเข่าไปวางถาดทองไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยข้างเตียงนอน ก้มลงกราบครั้งหนึ่งแล้วล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

“สำนักนางบำเรอหลวงสอนมาแล้วใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”

แค่คิด ตัวก็สั่นสะท้านน้อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ จำใจต้องพยักหน้าและคุกเข่าลง ยังไม่ทันได้คลานไปหา อีกฝ่ายก็เสด็จมายืนอยู่ตรงหน้า ปลายคางถูกพระหัตถ์ใหญ่ช้อนให้เงยขึ้นมองพระพักตร์

“นั่นมันระเบียบของผู้หญิงทั่วไป ลืมๆ มันไปเสีย เธอแค่ผ่อนคลายก็พอ”

ผ่อนคลายหรือ ยากยิ่งกว่าสั่งให้ไปตายเสียอีก

“ยืนขึ้น”

ขาสองข้างดูเหมือนจะอ่อนแรงขึ้นมาเฉยๆ ได้แต่ยืนตัวสั่นระริกอยู่เบื้องพระพักตร์พลางก้มหน้าก้มตา สะท้านเฮือกเมื่อจู่ๆ ก็ถูกสวมกอดไว้หลวมๆ ขนทั่วทั้งตัวลุกชันเมื่อถูกหอมตรงซอกคอ

“ฝ…ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นผู้ชาย”

“รู้แล้ว”

ปลายคางถูกเชยขึ้นอีกครั้ง ตาต่อตาประสานกันในระยะใกล้ ดวงพระเนตรสีเหล็กสะกดให้ยืนนิ่งเพื่อรอรับจุมพิตที่ร้อนผ่าว แรกทีเดียวคนประทานจูบให้ก็พยายามจะทรงนุ่มนวลอ่อนโยน แต่รสปากอันไร้เดียงสาเย้ายวนให้ต้องทรงดูดดื่มครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างรุนแรง

ในสายตาที่พร่ามัว ศวัสเห็นอารมณ์อันเข้มข้นลึกล้ำในดวงพระเนตรอย่างแจ่มชัด

“เป็นผู้ชาย…แล้วก็เป็นเมียของฉัน”

ยังไม่ทันจะปรับลมหายใจได้เป็นปกติ ริมฝีปากก็ถูกครอบครองอีกครั้ง เนื้อตัวที่สั่นสะท้านเป็นลูกนกตกน้ำถูกลูบไล้ปลอบประโลมด้วยพระหัตถ์ของคนที่เขาตกอยู่ในกำมือ ศวัสหูอื้อตาลาย มัวเมาในรสจูบจนกระทั่งหลังติดเตียงตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทันรู้ตัว

พระหัตถ์ใหญ่ที่อุ่นจนร้อนสอดเข้ามาลูบไล้แผ่นอก คนตกอยู่เบื้องล่างสะดุ้งเมื่อยอดอกถูกสัมผัส เผลอครางเสียงสั่นพร่าเมื่อบริเวณที่ไวต่อสัมผัสถูกบดบี้ เคล้นคลึงอย่างเอาใจ

“ฝ…ฝ่าบาท…”

ยอดอกอีกข้างหนึ่งตกอยู่ในพระโอษฐ์ แม้จะมีเสื้อตัวบางขวางกั้น แต่ก็ยังรับรู้ถึงความอบอุ่นและเปียกชื้นได้เป็นอย่างดี ร่างกายส่วนล่างที่พยายามดิ้นหนีถูกกดทับและเสียดสีกับพระวรกายที่ใหญ่โตกว่ามาก

ขณะที่กำลังสับสนมึนงงกับสัมผัสอันแสนแปลกประหลาดที่ได้รับ ก็ถูกจับถอดเสื้อผ้าออกอย่างไม่รู้ตัว

“เธอสวยมาก แล้วก็ตัวหอม”

ไม่หอมได้หรือ เขาถูกจับแช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำดอกไม้เป็นครึ่งค่อนวันจนตัวแทบเปื่อย แล้วยังถูกลูบไล้ด้วยน้ำหอมของผู้หญิงอีก

“ฝ่าบาท ทรงปล่อยหม่อมฉันไปได้ไหมพระเจ้าค่ะ จะโปรดให้ทำอะไรถวายก็ได้ จะลงโทษหรือดูถูกเหยียดหยามยังไงก็ได้ ให้สาสมกับที่หม่อมฉันเป็นเชลย ขอแค่อย่าทรงทำลายศักดิ์ศรีของหม่อมฉันด้วยวิธีนี้”

“ศวัส”

เจ้าของชื่อสูดหายใจเข้าดังเฮือก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกเรียกชื่อหรือเพราะถูกลูบแก้ม

“เธอรู้ดีว่าหนีฉันไม่พ้น เพราะฉะนั้นจงเงียบเสีย และอย่าโทษตัวเองว่าไม่ได้พยายามดิ้นรน เธอพยายามแล้ว แม้กระทั่งฆ่าตัวตาย แต่เธอก็ยังต้องอยู่ตรงนี้ สภาพของเธอเป็นอย่างนี้แล้ว นอนเปลือยอยู่ใต้ร่างของฉัน และสภาพของฉันก็เป็นอย่างนี้”

คนรับสั่งทรงจับมือของเขาไปสัมผัสกับส่วนกึ่งกลางพระวรกาย ศวัสเบิกตากว้าง ดวงตาไหวระริกด้วยความหวาดหวั่น ทั้งแข็งชันและใหญ่โตอย่างนั้น แล้วเขาจะเป็นยังไง

“รู้ใช่ไหมว่าเธอเลี่ยงไม่ได้ ทางเดียวคือต้องพยายามผ่อนคลาย ครั้งแรกของเธอ ฉันจะอ่อนโยนให้เป็นพิเศษ”

เจ้าชายแห่งอันธกาลส่ายหน้า เขารู้ แต่เขายอมรับไม่ได้ อย่างไรก็ดี คนเบื้องบนทรงเปลื้องฉลองพระองค์ออกแล้ว พระวรกายแข็งแรงกำยำที่อยู่เหนือร่างของเขาดูใหญ่โตจนน่ากลัว โดยเฉพาะส่วนที่ผงาดแข็งชูชัน

“ฝ่าบาท”

คนทูลเรียกเสียงเครือหลับตาลง

“อย่าร้องไห้”

เสียงที่กระซิบอยู่ข้างหูช่างอ่อนโยน แต่ความแข็งขืนร้อนผ่าวที่เสียดสีกับตัวเขาอยู่ไม่อนุญาตให้เขาหลงกล

“ขอได้ทรงโปรด เมตตาหม่อมฉันเถิดพะ…อะ…อื้ม…อื้อ…”

เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงกลืนกินคนใต้ร่างทีละน้อย พระหัตถ์ฟอนเฟ้นไปทั่วเรือนกายขาวผ่องเนียนมือ เจ้าชายแห่งอันธกาลสะดุ้งเมื่อส่วนกลางกายตกเป็นเชลยอยู่ในพระหัตถ์และถูกรูดรั้งปรนเปรอ องค์รัชทายาทหนุ่มทรงกดจูบดูดดื่ม ซุกไซ้พระนาสิกไปทั่วผิวเนื้อหอมกรุ่น

“ไม่ต้องกลัว ฉันจะเมตตาเธออย่างดีในฐานะสามี อย่าเกร็ง แล้วทำหน้าที่ของเมียให้ดี”

หน้าที่อะไร ต้องทำยังไงเขาไม่รู้แล้วทั้งนั้น ความกลัวมีมากมายจนต้องร้องไห้ ทว่าทั้งที่สะอื้นขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายก็ยังไม่ทรงปรานีแม้แต่น้อย ขยับพระหัตถ์ปลุกเร้าอารมณ์ไม่หยุดยั้งจนเขาเสียวสะท้านไปทั้งข้างบนและข้างล่าง

“ฮะ…ฮ่าห์….อะ…อื้อ…อ้า…ฮ่าห์… ฝ่าบาท…ยะ…อ๊าา!”

ตัณหาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรงขณะที่ยอดอกข้างหนึ่งถูกกัด ทั้งเจ็บและเสียดเสียวในขณะเดียวกัน ศวัสหลับตาหอบหายใจ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมองมานิ่งๆ สายพระเนตรที่มองมาทำให้ทั้งหวั่นกลัว อับอาย และหวั่นไหว

เจ้าของพระวรกายใหญ่โตทรงก้มลงมาจูบเขาอีกครั้ง เจ้าชายเชลยไม่มีแรงจะหุบปาก จำต้องปล่อยให้อีกฝ่ายส่งพระชิวหาล่วงล้ำเข้ามาข้างใน ทว่าถึงอารมณ์จะปั่นป่วนแค่ไหนก็ยังมีสติรับรู้รางๆ ว่าของเหลวอุ่นๆ ถูกราดลงบนช่องทางด้านหลัง

“อื้อ!”

นิ้วพระหัตถ์นิ้วหนึ่งสอดล้ำเข้ามาในร่างของเขาแล้ว แต่เสียงร้องกลับออกมาไม่ได้

“อย่าเกร็ง ฉันเข้าไม่ได้”

เข้าไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้า!

“ถ้าฉันเข้าดีๆ ไม่ได้ เธอจะเจ็บมาก”

ศวัสหน้าซีด

“เพราะฉะนั้นผ่อนคลายซะ ให้ฉันเข้าไป”

ไม่! ไม่เอา! เจ้าชายต่างแคว้นเกร็งตัวเอาไว้

“อ๊า!”

“ฉันเตือนเธอแล้ว อย่าเกร็ง ถ้าไม่อยากเจ็บ” เพราะพระองค์ทรงปวดหนึบไปหมด ใกล้จะทนไม่ไหวเต็มทีแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงไม่ต้องห่วง แต่นี่เป็นศวัส ความอดทนของพระองค์จะหมดเอาง่ายๆ

“ผ่อนคลายนะ เด็กดี”

คนถูกเรียกว่าเด็กดีหน้าแดงวาบ ทว่าเมื่อเห็นสายพระเนตรอ่อนโยน ก็เผลอตัวผ่อนคลายลงนิดหนึ่ง จังหวะนั้นเองนิ้วพระหัตถ์ก็สอดลึกเข้ามาอีกจนต้องเผลอร้องคราง เขาอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เมื่ออีกฝ่ายแย้มพระสรวลให้

เจ้าชายภีมเสนทรงจูบปลอบประโลมให้มัวเมา พลางขยับนิ้วพระหัตถ์เพื่อเปิดทาง สอดเข้าออกแล้วเพิ่มจำนวน แยกปากทางอ่อนนุ่มให้ขยายตัวกว้าง เมื่อพอจะได้ที่ก็จงใจถอนพระโอษฐ์ออกในจังหวะที่สอดใส่พระวรกายร้อนผ่าวเข้าไป

“อ๊าาาาา!”

…เพื่อที่จะได้ยินเสียงหวีดร้องก้องสะท้าน

ศวัสเสียวแปลบ ความเสียวซ่านระคนเจ็บปวดแล่นปลาบไปตามสันหลัง เจ้าชายหนุ่มหอบหายใจดังฮักๆ ขณะเจ้าชายภีมเสนทรงรอให้อีกฝ่ายหายใจเบาลงก่อนจะขยับพระวรกายที่แข็งจนปวด

ความรู้สึกซาบซ่านแล่นพล่านไปทั่วร่าง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่มีสติสัมปชัญญะจะคิดอะไรทั้งสิ้น ยอมแอ่นกายให้อีกฝ่ายทรงกัดและดูดเลียแต่โดยดี ความเสียวซ่านช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเบื้องล่างได้ ไม่นานนัก ช่องทางที่ถูกเสียดสีจนแทบลุกไหม้ก็สร้างความรู้สึกเสียวกระสันจนแก่นกายตั้งชันขึ้นมาอีกหน ครั้นถูกจับกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็ถึงกับปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง

ช่องทางอ่อนนุ่มที่บีบกระชับ ตอดรัดถี่ๆ ส่งผลให้องค์รัชทายาทหนุ่มทรงลุถึงฝั่งในเวลาต่อมาไม่นาน พระวรกายหนักๆ ทาบทับลงมาจนคนอยู่เบื้องล่างแทบจะจมหายลงไปในฟูก

 

 

บทที่ ๒

“อย่าฆ่าตัวตาย เพราะถ้าเธอตาย ฉันจะส่งคนไปโลกหน้าเป็นเพื่อนเธอหลายๆ คน”

เจ้าชายภีมเสนรับสั่งประโยคนั้นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเสด็จออกจากห้องไป ไม่นานนักพิรุณก็เข้ามา เจ้าชายแห่งอันธกาลซึ่งกำลังทรงคับแค้นและชอกช้ำเหลือจะกล่าวรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างกาย

“หม่อมฉันจะชำระพระวรกายถวายเพคะ ฝ่าบาทจะได้ทรงสบายตัว”

“ไม่เป็นไร”

เวลาอย่างนี้เขาอยากอยู่คนเดียว

“เป็นหน้าที่เพคะ”

น่าแปลกที่วูบหนึ่งคนฟังรู้สึกว่านางพระกำนัลสาวดูปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำหน้าที่นี้

“นาราล่ะ”

“ตอนนี้พักผ่อนอยู่เพคะ แต่ถ้าโปรดให้นางถวายงาน หม่อมฉันจะไปเรียกมาเข้าเฝ้า”

“ไม่เป็นไร พิรุณทำเถอะ”

จะต้องอายอะไรอีก ให้มือของผู้หญิงช่วยลบล้างสัมผัสของผู้ชายออกไปบ้างก็น่าจะดี

“ประทับอยู่บนพระที่นั่นล่ะเพคะ หม่อมฉันจะเช็ดพระวรกายถวาย”

คนที่สวมเสื้อเรียบร้อยแล้วและกำลังจะลงจากเตียงเพื่อไปห้องน้ำชะงัก รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมขึ้นไปอยู่บนเตียงดังเดิม ก็ดีเหมือนกัน เพราะตอนนี้เขาปวดตัวไปหมด แค่ขยับตัวยังลำบาก

นางพระกำนัลสาวสวยจัดการเตรียมน้ำลอยดอกไม้กับผ้าสะอาดมาวางไว้บนตั่งปลายเตียง ออกปากขออนุญาตแล้วจึงขึ้นมาบนเตียง

“ถ้าไม่สะดวกพระทัย จะทรงหลับพระเนตรก็ได้นะเพคะ”

เจ้าชายหนุ่มหลับตาลง ก่อนจะลืมตาโพลงเมื่อส่วนไวสัมผัสถูกแตะต้อง

“หม่อมฉันแค่จะทำความสะอาดถวายเพคะ”

เจ้าของเตียงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยักหน้าแล้วหลับตาลงอีกครั้ง แม้จะรู้สึกแปลกๆ แปลกใจด้วยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ไม่รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย แต่ความปรารถนาจะลบสัมผัสของ ‘สามี’ ทิ้งไปมีมากกว่า จึงยอมแม้กระทั่งให้นางใช้นิ้วล้วงเอาเชื้อพันธุ์ที่คั่งค้างอยู่ในช่องทางที่แสนน่าอายออกมา

นิ้วของผู้หญิง ยังไงก็ดีกว่าของผู้ชาย

แต่แปลกเหลือเกินที่ความทรงจำยามถูกสอดชำแรกยังไม่ยอมจางหายไป มีแต่จะยิ่งแจ่มชัดมากขึ้น

“ทำอะไร!”

สิ่งที่ลืมตาขึ้นมาเห็น คือใบหน้างดงามของนางพระกำนัลสาวที่อยู่ห่างจากระหว่างขาของเขาไม่มาก คราบของเหลวที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากบ่งบอกให้รู้ว่าไม่ได้เข้าใจผิด ขณะที่เขาตกใจ นางกลับยิ้มอ่อนโยน

“หม่อมฉันทราบเพคะ ว่าฝ่าบาททรงรังเกียจสัมผัสขององค์รัชทายาท หม่อมฉันเห็นใจฝ่าบาทและเต็มใจทำอย่างนี้ ขอให้หม่อมฉันได้ช่วยลบล้างความรู้สึกไม่ดีให้ฝ่าบาทเถิดนะเพคะ”

เจ้าชายแห่งอันธกาลนิ่งอึ้ง ขณะที่ใบหน้าของพิรุณยังไม่ยอมเคลื่อนห่างออกไป ดวงตากลมโตคู่สวยมีแววเว้าวอน

เนิ่นนาน…ในที่สุดเจ้าชายต่างแคว้นก็พยักหน้าแล้วหลับตาลง

คราวนี้ความทรงจำยามถูกความแข็งขึงร้อนผ่าวตอกกระแทกไม่มีอยู่อีกแล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยสัมผัสอันอ่อนนุ่มของเรียวลิ้นเล็กๆ ที่ตวัดพลิกพลิ้วอยู่ในช่องทางน่าอาย ครั้งแล้ว…ครั้งเล่าอย่างไม่คิดจะรังเกียจเลยแม้แต่น้อย

 

ห่างจากคืนแรกสามวัน เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณก็เสด็จไปหาพระชายาของพระองค์อีก ศวัสยังคงขัดขืน แต่น้อยลงกว่าเดิม เจ้าชายเชลยมีทีท่ายินยอมพร้อมรับชะตากรรมมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกขมขื่นยามถูกล่วงล้ำลดน้อยลง

คราวนี้ทรงเรียกร้องมากขึ้น เขาต้องรองรับพระองค์ถึงสองครั้งสองครา ส่วนตัวเขาเองเสร็จสมไปมากครั้งกว่านั้น

เขารู้แล้ว ว่าที่เคยรับสั่งว่า ‘ครั้งแรกของเธอ ฉันจะอ่อนโยนให้เป็นพิเศษ’ นั้นเป็นความจริง เพราะครั้งต่อมา พระองค์ทรงรุกรานเขาหนักขึ้นมาก ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ส่งเสียงร้องออกไป แต่เอาเข้าจริงกลับกลั้นเสียงครวญครางเอาไว้ไม่ได้เลย

อารมณ์ถูกปลุกปั่นจนพลุ่งพล่าน สติสัมปชัญญะเหือดหาย จนแอ่นผวาเข้าหาการโหมกระทั้นของคนเบื้องบนอย่างลืมตัว กลิ่นคาวคละคลุ้งของกิเลสตัณหาอบอวลเต็มห้อง

จนกระทั่งถูกกลืนหายเข้าไปในริมฝีปากเล็กๆ ที่แสนเย้ายวนของนางพระกำนัลคนงามจนหมดสิ้น

 

“สร้อยเส้นนี้สำคัญมากหรือ”

ครั้งหนึ่ง หลังจากเสร็จกิจกรรมบนเตียงแล้ว เจ้าชายภีมเสนเคยตรัสถามพระชายา

“สำคัญมากพระเจ้าค่ะ เป็นของที่แม่ของหม่อมฉันให้ติดตัวไว้ก่อนตาย”

ขณะทูลตอบ ก็ภาวนาไปด้วยว่าขออย่าให้อีกฝ่ายทรงยึดเอาไป หรือตรัสสั่งให้ถอดออกเพราะมันเกะกะเวลาร่วมสังวาส

“เป็นของนางเอง หรือนางได้มาจากใคร”

ศวัสแปลกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะติดใจถาม

“เจ้าแม่บอกว่าเป็นของประจำตระกูลพระเจ้าค่ะ”

“เธอรักแม่ไหม”

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมาจากพระอุระเปล่าเปลือยที่ถูกบังคับให้นอนซบอยู่ เมื่ออีกฝ่ายไม่ว่าอะไร เขาก็ถือโอกาสลุกขึ้นนั่งเสียเลย อยากจะขยับตัวออกห่างอีกฝ่ายให้มากที่สุด แต่ก็ตระหนักว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดทันทีที่มองเห็นสายพระเนตร

เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงอ่านยาก สีพระพักตร์ สายพระเนตร ล้วนไม่บ่งบอกว่าทรงรู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ คนที่พระองค์ทอดพระเนตรมองเสียอีก ที่รู้สึกว่าถูกอ่านเสียจนทะลุ

“ใครๆ ก็รักแม่พระเจ้าค่ะ”

“เคยโกรธนางไหม ที่นางทำให้เธอถูกรังเกียจจากคนในราชวงศ์”

คนถูกถามสะท้านใจ แม้จะเป็นเรื่องเก่าแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมเลือนกันได้ง่ายๆ เคยมีคนถามคำถามนี้กับเขาหลายคน แต่ไม่คิดว่าเจ้าชายภีมเสนจะทรงเป็นหนึ่งในนั้น ไม่รู้ว่ามีพระประสงค์อะไร

ขณะที่เขาเงียบไปนาน คนที่เขารู้จากนาราว่ามีงานมากมายอยู่ตลอดเวลากลับทรงรอคอยเงียบๆ โดยไม่เร่งเร้าหรือเปลี่ยนเรื่อง

“เจ้าแม่ของหม่อมฉันใจดีมากพระเจ้าค่ะ ถึงนางจะ…เป็นหญิงบ้า แต่ก็มีบางเวลาที่พูดกับหม่อมฉันอย่างปกติ ถึงจะเป็นตอนที่…พูดไม่รู้เรื่อง ก็ยังใจดี”

คนพูดไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรจึงกราบทูลออกไปยาวขนาดนั้น เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครบ่อยนัก และก็น้อยนักที่จะมีคนฟังเงียบๆ อย่างตั้งใจ ไม่มีเจตนาจะเสียดสีเยาะเย้ย

องค์รัชทายาทหนุ่มทรงยกพระพาหาขึ้นเป็นเชิงเรียกให้เข้าไปหา คนเป็นพระชายาจำยอมอึกอักลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปนอนตรงตำแหน่งเดิมอย่างขลาดๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ทรงทำอะไรมากไปกว่าลูบไล้ต้นแขนเขาไปมา

อาจเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เสร็จกิจแล้วยังไม่เสด็จจากไปทันที ศวัสจึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยระคนทำตัวไม่ถูก เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรจึงพลั้งปาก

“เจ้าแม่บอกว่า ให้หม่อมฉันมอบสร้อยเส้นนี้ให้กับคนที่หม่อมฉันรักพระเจ้าค่ะ”

“อืม”

ศวัสรอคอย แต่เจ้าของพระวรกายหนาอุ่นที่กอดเขาอยู่ก็ไม่ได้รับสั่งอะไรมากกว่านั้น เขาไม่รู้เลย ว่าความรู้สึกผิดหวังบางเบาในอกนี้มาจากไหน

 

คืนนั้นเขาเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่ตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายแล้ว และเขาก็นอนอยู่บนเตียงคนเดียว ไม่นาน พิรุณก็เข้ามาทำหน้าที่อย่างเคย แต่คราวนี้เขารู้สึกกระดากใจที่จะให้นางปรนนิบัติเช่นเดิมอีก

อาจเพราะตอนนี้เช้าแล้วก็เป็นได้

นางพระกำนัลสาวดูจะหงุดหงิด แต่ก็เพียงแวบเดียวอีกเช่นเคย

“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ตอนเช้าๆ อย่างนี้ ถ้าได้ทรงผ่อนคลายสักหน่อยก็จะทำให้สบายตัวนะเพคะ”

ก่อนที่เจ้าชายต่างแคว้นจะทันได้ถามอะไร อีกฝ่ายก็ใช้มือน้อยๆ อันนุ่มนิ่มจับส่วนอ่อนไหวที่กึ่งแข็งกึ่งอ่อนตรงกลางกายของเขาเอาไว้ รูดรั้งเบาๆ แล้วครอบครองด้วยริมฝีปากที่ทั้งอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น และร้อนผ่าวทันที

“พิรุณ เดี๋ยวก่อน จะทำอะไร”

คนถูกถามช้อนสายตาขึ้นมามอง แต่ไม่ยอมถอนริมฝีปากออก กลับเร่งเร้าปรนนิบัติอย่างดูดดื่มยิ่งกว่าเดิม และคนที่ไม่เคยได้รับการปรนนิบัติทำนองนี้มาก่อนก็ไม่มีแรงจะขัดขืน อารมณ์ถูกปลุกเร้าจนเตลิดเพริด ครั้นถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด หยาดอารมณ์ขุ่นขาวก็พวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง แต่ไม่ตกลงบนฟูกเลยแม้แต่หยดเดียว

ภาพของหญิงสาวหน้าตาสะสวยใช้ปลายลิ้นแลบเลียคราบกามารมณ์บนริมฝีปากนั้นตราตรึง ฝังใจคนมองไปตลอดวัน

 

หลังจากคิดมาทั้งวัน ศวัสก็ตัดสินใจพูดคุยกับพิรุณตามลำพังในห้องนั่งเล่นใกล้ห้องนอน เขานั่งบนเก้าอี้ ส่วนพิรุณนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่กล้าทำเรื่องน่าอายโดยไม่ลังเลได้เลย

“ตอบฉันมาตามตรงได้ไหม เธอทำอย่างนี้ทำไม”

“ทำอะไรเพคะ”

สีหน้าสงบเสงี่ยม น้ำเสียงก็อ่อนโยน จนคนฟังเกือบจะเผลอคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเขาคิดไปเอง

“อย่าให้ฉันต้องพูดให้ชัดเจนกว่านี้เลย ฉันรู้ว่าเธอรู้ แล้วฉันก็คิดว่า เธอไม่น่าจะทำเพราะเห็นใจฉัน”

พิรุณลังเลอยู่ชั่วอึดใจ

“หม่อมฉันทำเพราะความรักเพคะ”

เจ้าชายแห่งอันธกาลถึงกับตกตะลึง นิ่งอึ้งไปหลายอึดใจ

“ธ…เธอรักฉัน?”

นางพระกำนัลสาวสวยหลบสายตา ไม่ยอมตอบ

“เป็นไปไม่ได้”

“อย่าทรงบีบบังคับให้หม่อมฉันต้องพูดเลยเพคะ ทรงทราบเพียงว่าหม่อมฉันจะแย่งชิงฝ่าบาทมาจากองค์รัชทายาทให้ได้ก็พอ”

“แต่ฉันเป็น…” ถึงยังไงก็ทำใจให้พูดออกไปไม่ได้ “เป็นเชลยของพระองค์ ส่วนเธอก็เป็นนางพระกำนัลของพระองค์ ถ้าองค์รัชทายาททรงทราบ ทั้งฉันและเธอจะต้องพระอาญา”

พิรุณส่ายหน้าอย่างมั่นใจ

“พระองค์จะไม่ลงพระอาญาฝ่าบาทแน่นอนเพคะ ส่วนหม่อมฉัน ขอเพียงฝ่าบาททรงยืนกรานว่ารักหม่อมฉัน จะโปรดให้หม่อมฉันได้เป็นพระชายา รับรองว่าองค์รัชทายาทก็จะประทานพระอนุญาตให้เรามีความสุขด้วยกันแน่เพคะ”

มีบางอย่าง หรือหลายอย่างในคำพูดของหญิงสาวที่ไม่ถูกต้อง ผิดปกติ หรืออาจจะผิดปกติทั้งหมดก็ได้

“แต่เธอก็รู้ว่าฉันถูก…ฉันต้องถวายงานทุกคืน ขอร้องทุกคืนให้ทรงละเว้น แต่ก็ไม่เคยทรงละเว้นให้สักครั้ง”

“ก็มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นล่ะเพคะที่องค์รัชทายาทจะทรงฝืนพระทัยฝ่าบาท ถ้าเป็นเรื่องอื่น พระองค์คงไม่ทรงห้าม”

ถึงแม้ว่าเรื่องอื่นที่ว่าจะหมายถึงการที่ ‘เมีย’ ของพระองค์จะมี ‘เมีย’ น่ะหรือ

ท่าจะบ้า พิรุณมีความคิดบ้าๆ และถ้าเจ้าชายภีมเสนทรงยินยอมจริง พระองค์ก็คงจะทรงบ้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะถึงแม้พิรุณจะทำให้เขาหวั่นไหว แต่เขาก็ไม่คิดจะทำเรื่องเสี่ยงพระอาญาถึงขนาดยอมให้พิรุณทำอะไรให้มากกว่าแค่ ‘ปลอบใจ’

“จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันขอห้ามว่าต่อไปนี้เธออย่า…ทำอะไรให้ฉันมากเกินความจำเป็นอีกเลย ที่ผ่านมาฉัน…ข…ขอบใจมาก”

ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าอาจจะต้องเกลี้ยกล่อมมากกว่านี้ แต่นางพระกำนัลสาวก็ทำให้เขาแปลกใจด้วยการตอบรับง่ายๆ

“ได้สิเพคะ หม่อมฉันยินดีทำตามพระประสงค์”

 

“เป็นอะไร สีหน้าไม่ค่อยดี”

บางทีเขาก็คิดว่าเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณเป็นผู้วิเศษ สามารถอ่านใจคนได้

“หม่อมฉัน…” ต่อให้อยากบอก เขาก็บอกไม่ถูก อย่าว่าแต่เป็นเรื่องที่เขาบอกออกไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดเช่นเรื่องนี้เลย “คืนนี้ทรงงดได้ไหมพระเจ้าค่ะ”

เสี่ยงกราบทูลออกไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้หวังหรอกว่า…

“งั้นจะทำอะไรกันดี”

“ก็ทำ…” พูดออกไปแล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ “ทำอย่างอื่นได้หรือพระเจ้าค่ะ”

องค์รัชทายาทหนุ่มแย้มพระสรวล

“คืนนี้ได้ เธออยากจะทำอะไรล่ะ”

อะไรดีเล่า เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากกิจกรรมบนเตียง

“อ่านหนังสือในห้องหนังสือได้ไหมพระเจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายทรงเลิกพระขนง คนเป็นพระชายาใจเต้นแรง สีหน้าก้ำกึ่งกันระหว่างมีหวังกับเตรียมใจรับความผิดหวัง เจ้าชายภีมเสนทอดพระเนตรแล้วก็แย้มพระสรวลขำ

“ได้”

คนได้รับอนุญาตอย่างไม่คาดคิดดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย

 

ถึงห้องหนังสือ มหาดเล็กเปิดไฟถวายจนสว่างไสวทั่วห้อง ยกเครื่องว่างมาถวายสองที่แล้วก็ล่าถอยออกไปตามรับสั่ง ภายในห้องเหลือเจ้าชายสองพระองค์อยู่กันตามลำพัง

“หม่อมฉันเลือกหนังสือเข้าไปนั่งอ่านในนั้นได้ไหมพระเจ้าค่ะ”

ในนั้นที่ว่าคือห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ถูกกั้นแบ่งเอาไว้เป็นมุมส่วนตัว ผนังสองด้านเป็นชั้นหนังสือ ด้านหนึ่งมีเตียงวางชิดไว้พร้อมหมอนอิงใบใหญ่หลายใบ ส่วนอีกด้านที่เป็นทางเข้าก่อเป็นผนังเพียงครึ่งเดียวและเจาะเป็นช่องหน้าต่าง กลางห้องเป็นโต๊ะกระจกตัวเตี้ยสำหรับวางของเล็กๆ น้อยๆ กับเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง

“ได้ ไปเถอะ”

คนได้รับพระอนุญาตอย่างง่ายๆ กลับลังเลขึ้นมา ทว่าเมื่อพิจารณาแล้วว่าเตียงในห้องนั้นเล็ก ผู้ชายสองคนนอนด้วยกันไม่ได้แน่จึงตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เข้าไปนั่งอ่านข้างใน

เพิ่งจะอ่านได้สองบรรทัดก็ต้องสะดุ้งเมื่อเจ้าของห้องที่แท้จริงเสด็จมายืนอยู่ตรงทางเข้า พระวรกายสูงใหญ่ปิดทางเข้าออกไว้มิด คนในห้องรู้สึกเหมือนหนูที่ถูกต้อนให้มาอยู่ในกรงทันที

“ฝ่าบาท”

“เผื่อหิว” รับสั่งแล้วก็ทรงวางแก้วนมกับจานขนมไว้บนโต๊ะให้ “นมยังอุ่นอยู่ ดื่มเสียเลย เย็นแล้วจะดื่มไม่ได้”

กว่าจะรู้ตัวว่าต้องขอบพระทัย คนที่อุตส่าห์เอามาประทานให้ก็เสด็จกลับไปที่โต๊ะหนังสือที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องเสียแล้ว

ภายในห้องเงียบสงบ เหมาะแก่การอ่านหนังสืออย่างยิ่ง แรกๆ เจ้าชายแห่งอันธกาลก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้างเพราะตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่นานเข้าก็หลงอ่านหนังสือเพลินจนลืม ครั้นอ่านจนจบและหันไปมองทางหน้าต่าง ก็เห็นว่าคนประทับหลังโต๊ะหนังสืออีกฝั่งหนึ่งของห้องทอดพระเนตรมองมาอยู่ก่อนแล้ว ถึงจะเห็นไม่ชัด แต่เขาก็จดจำแววเนตรทรงอำนาจคู่นั้นได้

ไม่รู้ว่ามองเขาอยู่นานเท่าไรแล้ว แต่บนโต๊ะตรงเบื้องพระพักตร์ไม่มีหนังสืออยู่เลยสักเล่ม

หัวใจของคนถูกมองเต้นแรง และยิ่งแรงขึ้นอีกเมื่อเจ้าของวรองค์สูงใหญ่ทรงพระดำเนินตรงมาหา

“ง่วงนอนหรือยัง”

ศวัสส่ายหน้าหวือ

“ยังพระเจ้าค่ะ”

“หนาวไหม”

“ไม่หนาวพระเจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายทรงพยักพระพักตร์ แต่ตรัสเรียก

“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”

“เกล้ากระหม่อม พิชิตพระเจ้าค่ะ”

“บอกนาราหรือพิรุณหาผ้าห่มมาให้พระชายาสักผืน”

“รับด้วยเกล้าฯ พระเจ้าค่ะ”

ระหว่างรอ องค์รัชทายาทหนุ่มก็ไม่ทรงขยับไปไหนเลย คนเป็นพระชายาถูกบังคับให้ต้องจ้องมองพระพักตร์อยู่อย่างนั้น แม้จะยังคงรู้สึกอึดอัดระคนหวาดกลัว แต่ก็ไม่มากอย่างที่เคย หนำซ้ำความรู้สึกที่คล้ายๆ กับขัดเขินยังตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกได้ชัด

ต่อเมื่อมหาดเล็กเคาะพระทวาร กราบทูลขอประทานพระอนุญาตและนำผ้าห่มผืนหนามาถวายแล้ว เจ้าชายภีมเสนจึงเสด็จล่วงล้ำเข้ามา ภายในห้องแคบขึ้นทันตา

ศวัสยื่นมือออกไปรับ ทว่าอีกฝ่ายทรงคลี่ออกแล้วห่มประทานให้ แม้ร่างกายจะไม่ได้สัมผัสกันเลย แต่คนนั่งอยู่บนเตียงกลับใจเต้นแรงยิ่งกว่าถูกสัมผัสโดยตรงเสียอีก

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”

ไม่เคยคิดเลยว่าจะรู้สึกอย่างนี้ รู้สึกว่าหัวใจพองฟูขึ้นมา เพียงแค่เจ้าของพระพักตร์ดุๆ และสายพระเนตรทรงอำนาจทรงยกมุมพระโอษฐ์ประทานให้เพียงเล็กน้อย

คืนนั้นเขายังเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้อีก รู้แต่เมื่อตื่นขึ้นมา ภายในห้องก็มืดแล้ว แต่ตรงช่องกระจกเหนือหน้าต่างมีแสงฟ้าสางอยู่รำไร และเพียงแค่ขยับตัวก็มีเสียงทัก

“ตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ”

“องค์รัชทายาทล่ะ” อีกครั้งที่ถามออกไปโดยไม่ได้คิด

“เสด็จกลับไปทรงงานตั้งแต่ฝ่าบาทบรรทมหลับเพคะ แต่มีพระบัญชาให้หม่อมฉันมานอนเป็นเพื่อน พระองค์เป็นคนอุ้มฝ่าบาท จัดให้บรรทมในท่าสบายด้วยนะเพคะ”

แม้จะเห็นหน้าไม่ชัด แต่น้ำเสียงของนาราก็บอกชัดทีเดียวว่าต้องกำลังทำหน้าล้อเลียนอยู่เป็นแน่ น่าแปลกที่คราวนี้คนถูกสัพยอกก็เผลอยิ้มออกมาด้วย

รู้สึกดีเหลือเกินที่ตื่นมาแล้วพบนาราแทนที่จะเป็นพิรุณ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าพรุ่งนี้เป็นเช่นนี้อีกก็คงจะดี อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ต้องมีความสัมพันธ์บนเตียงเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ชะตากรรมของเขาคงจะไม่ดีงามอย่างที่หวัง คืนต่อๆ มาจึงไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีก เพราะเมื่อเขากราบทูลขอ เจ้าชายภีมเสนก็รับสั่งว่า

“ก็ได้ ถ้าเธอยังมีแรงเหลือ”

ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มเคยชินกับเรื่องเช่นนั้นแล้ว แต่รอจนกระทั่งองค์รัชทายาทหนุ่มพอพระทัย เขาก็ไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว ต่อให้ไม่ถึงกับลุกไม่ขึ้น แต่ก็เพลียมากจนอยากจะหลับอย่างเดียว

ดีอยู่อย่างที่ตอนนี้พิรุณไม่ได้ปรนนิบัติให้เขารู้สึกสบายตัวด้วยวิธีการอันน่ากระอักกระอ่วนใจอีกแล้ว นางเพียงแต่เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ และขออนุญาตช่วยปรนนิบัติในห้องอาบน้ำ แต่การทำความสะอาดภายในนั้นเขาเป็นผู้ทำเอง

บางครั้ง นางก็เผลอตัว จูบเขาบ้างตามเนื้อตัว เฉพาะจุดที่เจ้าชายภีมเสนทรงทิ้งร่องรอยเอาไว้ ตามหน้าอก แขน ท้อง หรือแม้แต่สะโพก ครั้นเขาขยับตัวหนี นางก็มักจะทำหน้าเศร้าแล้วขอโทษ

“หม่อมฉันลืมตัวไปเพคะ ขอทรงอภัยด้วย”

บางครั้งนางก็ไม่ได้เผลอตัว แต่ตั้งใจจูบแล้วให้เหตุผลว่า

“หม่อมฉันสงสารฝ่าบาทเพคะ ทั้งที่ทรงเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่กลับถูกกระทำเหมือนกับเป็นผู้หญิง”

เหตุผลนั้นมีอิทธิพลสั่นคลอนจิตใจของ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ได้เสมอ เจ้าชายแห่งอันธกาลมักจะปล่อยให้นางพระกำนัลสาวสวยจูบซ้ำย้ำรอยทุกรอยอย่างง่ายดายหากว่านางกราบทูลในทำนองนั้น บ่อยครั้งที่เผลอมองนวลแก้ม มองตามริมฝีปากที่กดประทับ ขบเม้มไปตามเนื้อตัว มองเลยไปถึงทรวงอกอิ่มที่โผล่พ้นคอเสื้อมาให้เห็นรำไร แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อนางช้อนสายตาขึ้นมามอง

ครั้งหนึ่งถึงกับเผลอตัว ยอมให้นางประกบริมฝีปากด้วย เพียงแค่นางขยับเรียวลิ้นยั่วเย้า เรียกเสียงพร่าอยู่ชิดริมฝีปากว่า

“ฝ่าบาท”

เขาก็เปิดปากออกแล้วเป็นฝ่ายเรียกร้องความหอมหวานจากริมฝีปากของนางอย่างเชื่องช้าในคราแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตะกละตะกลามในเวลาต่อมา

ความรู้สึกยามได้เป็นผู้ควบคุม…ชวนให้ใจฮึกเหิมลำพองเช่นนี้เอง

 

 

บทที่ ๓

“พระชายาไม่นึกอยากจะเสด็จออกไปข้างนอกบ้างหรือเพคะ”

นาราทูลถาม สีหน้าบอกชัดว่าตัวนางเองต่างหากที่อยากจะไป

“ฉันออกไปได้หรือ”

“อ้าว ได้สิเพคะ พระชายาไม่ใช่นักโทษนี่เพคะ ทำไมจะออกไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องทูลขอประทานพระอนุญาตก่อนเท่านั้นเอง”

อย่างนั้นถึงไม่ใช่นักโทษก็คงจะใกล้เคียง อย่างไรก็ดี การได้รู้ว่าสามารถออกนอกตำหนักได้เป็นความรู้ใหม่

“คืนนี้ฉันจะลองทูลขอดู”

“ทำไมต้องรอถึงคืนนี้ด้วยล่ะเพคะ วันนี้องค์รัชทายาทก็ประทับอยู่ในพระตำหนักนะเพคะ”

นี่ก็ความรู้ใหม่ นอกจากตอนกลางคืนที่ต้อง ‘ถวายงาน’ แล้ว ศวัสก็ไม่เคยรู้ว่าตอนกลางวันเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงทำอะไรที่ไหนบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ในพระตำหนักหรือไม่อยู่

วูบหนึ่งคิดว่า เป็นเพราะเขาไม่เคยใส่ใจใช่รึเปล่า แต่พระองค์ก็คงไม่เคยสนพระทัยเหมือนกัน ว่าวันวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง

“เสด็จไปตอนนี้เลยก็ได้นะเพคะ ถ้าจะเสด็จไปเดี๋ยวหม่อมฉันไปหาฉลองพระองค์คลุมมาถวายก่อน ถ้าองค์รัชทายาททอดพระเนตรเห็นว่าฉลองพระองค์ไม่หนาพอละก็ หม่อมฉันต้องพระอาญาหนักแน่เลย”

“ทำไมต้องถูกลงโทษ”

“ก็พระองค์เพิ่งจะทรงกำชับหม่อมฉันมาน่ะสิเพคะ ว่าอากาศเริ่มหนาวแล้ว ให้ดูแลพระชายาให้ดีๆ”

“กำชับ…ตอนไหน”

สีหน้าของนาราเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเผลอตัวพูดผิด แต่แล้วก็งึมงำ “ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

“หม่อมฉันต้องทูลรายงานทุกวันเพคะว่าแต่ละวันพระชายาทรงทำอะไรบ้าง ทรงพระสำราญดีไหม โปรดหรือว่าไม่โปรดอะไร”

“ไปรายงานตอนไหน” ในเมื่ออยู่กับเขาแทบจะตลอดเวลา

“ตอนที่พิรุณถวายงานอยู่ในห้องสรงแล้วก็ห้องแต่งพระองค์ตอนเย็นเพคะ”

เดี๋ยวนี้ก่อนจะ ‘ถวายตัว’ เขาไม่ต้องถูกบังคับให้แช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำที่มีกลีบดอกไม้ลอยอยู่เต็มไปหมด หรือยอมให้พิรุณช่วยชำระล้างร่างกายให้แม้กระทั่งในส่วนลี้ลับอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนที่ถูกกอดเอาไว้เฉยๆ หลังจากเสร็จกิจ เขาไม่มีอะไรจะพูด จึงเคยกลั้นความอายทูลขอว่า ขอไม่ต้องขัดสีฉวีวรรณให้มากมายอย่างผู้หญิงได้หรือไม่ เขารับรองว่าจะดูแลร่างกายให้สะอาดสะอ้าน ไม่ให้ต้องทรงขุ่นเคืองพระทัย เจ้าชายภีมเสนยังแปลกพระทัยเสียด้วยซ้ำว่าเขาจะยอมให้ทำทำไมถ้าไม่ชอบ

‘เธอเป็นพระชายา ส่วนนางเป็นนางพระกำนัล ใครก็บังคับเธอไม่ได้ ถ้าเธอไม่ต้องการ’

‘แต่ฝ่าบาท…จะไม่โปรด’

‘ฉัน ‘โปรด’ เธอเสมอ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไง’

ขณะที่ใจเต้นตึกตัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทรงหมายความว่ายังไงกันแน่ เขาก็ได้รับการ ‘โปรด’ อีกครั้งตอนนั้นเลย และถึงแม้จะรู้แล้วว่าคำว่า ‘โปรด’ ของพระองค์หมายความว่ายังไง เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นจนไม่สามารถยอมให้พิรุณจูบได้ แม้นางจะพูดให้ถึงกับสะอึกว่า

‘เมื่อคืนนี้องค์รัชทายาทคงจะทรงใช้งานส่วนนี้ของฝ่าบาทหนักมากนะเพคะ หยาดเชื้อพันธุ์ไหลออกมาเองมากขนาดนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะท้องไปแล้ว’

 

“สาลี่ยักษ์เมื่อวันก่อนที่พระชายาทรงชมว่าทั้งหวานทั้งกรอบ องค์รัชทายาทก็ประทานมาให้เพคะ เพราะหม่อมฉันเคยกราบทูลว่าพระชายาโปรด”

นาราบอกเสียงใส ทว่าคนฟังกลับรู้สึกผิดขึ้นมาทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรผิด

“หม่อมฉันสนิทกับองครักษ์ประจำพระองค์ขององค์รัชทายาท เลยแอบรู้มาก่อนด้วยนะเพคะว่าพระองค์ทรงสั่งตัดฉลองพระองค์คลุมกันหนาวตัวใหม่เอาไว้เตรียมประทานให้พระชายา เพราะว่าหอฤดูกาลพยากรณ์ว่าปีนี้อากาศจะหนาวกว่าปีที่แล้วมาก พระชายา…ทรงเป็นอะไรรึเปล่าเพคะ”

“…เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“แล้วจะเสด็จไปเข้าเฝ้าไหมเพคะ”

“ไปสิ”

จู่ๆ ก็นึกอยากจะเห็นหน้าคนที่หวาดกลัวจับจิตตั้งแต่แรกเห็นขึ้นมาจับใจ

“ต้องให้คนส่งหนังสือไปกราบทูลก่อนไหม”

“คนอื่นต้อง แต่พระชายาไม่ต้องหรอกเพคะ ยังไงองค์รัชทายาทก็ต้องประทานพระอนุญาตอยู่แล้ว”

 

ศวัสเคยเดินมาทางปีกซ้ายของพระตำหนักแล้วตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ แต่พอรู้ว่าเป็นส่วนที่ประทับของเจ้าของพระตำหนักก็ไม่ได้มาอีก วันนี้เมื่อมาอีกครั้งก็รู้สึกเหมือนเพิ่งมาเป็นครั้งแรก

เจ้าชายภีมเสนประทับอยู่ในห้องทรงงาน มหาดเล็กเข้าไปกราบทูลเพียงครู่เดียวก็ออกมาทูลเชิญให้พระชายาเสด็จเข้าไปได้

เมื่อเข้าไปในห้อง กลิ่นแรกที่เตะจมูกคือกลิ่นยา

“ดีจริงที่วันนี้มาหาถึงนี่”

ทั้งที่คิดมาสารพัดว่าถ้าถูกถามว่ามาทำไมจะตอบว่าอะไรดี เจอรับสั่งอย่างนี้เป็นประโยคแรกก็รู้สึกว่าเขากลัวไปเองไม่เข้าเรื่อง

“กินกลางวันมาหรือยัง”

“ยังพระเจ้าค่ะ”

“กินด้วยกันไหม ฉันจะได้สั่งให้ตั้งโต๊ะ”

คนถูกถามลังเล นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่

“หม่อมฉัน…จะมาทูลขอประทานพระอนุญาตออกไปข้างนอกพระเจ้าค่ะ” กราบทูลไปแล้วก็ได้แต่กลั้นใจรอคำตอบ

“ไปไหน”

ดีที่พระสุรเสียงถึงจะเรียบแต่ก็เป็นปกติ ไม่ได้แสดงว่าไม่พอพระทัย

“ไม่ได้อยากไปไหนเป็นพิเศษพระเจ้าค่ะ แค่…” จะทูลยังไงดี

“แค่อยากออกไปข้างนอกบ้าง?”

“พระเจ้าค่ะ”

เจ้าชายต่างแคว้นยืนลุ้นอยู่ไม่นานก็ได้รับประทานพระอนุญาต

“ไปสิ ให้องครักษ์ตามไปเป็นเพื่อนสักสี่ห้าคน”

ศวัสชะงัก รู้ว่าฐานะที่แท้จริงไม่ใช่ ‘เพื่อน’ แต่เป็น ‘ผู้คุม’ ต่างหาก จะยังไงก็ช่าง ขอแค่เขาได้ออกไปก็พอ

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันทูล…”

คนจะทูลลาชะงักเมื่อองค์รัชทายาททรงพระกรรสะแห้งๆ ออกมาหลายครั้งติดกัน

“ฝ่าบาท ประชวรหรือพระเจ้าค่ะ”

“ไม่สบายนิดหน่อย”

“…น่าจะตามหมอหลวง…”

“ฉันกินยาแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย จะไปเที่ยวก็ไปเถอะ”

แม้จะยังติดใจอยู่ แต่ดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงจะไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ เจ้าชายต่างแคว้นจึงทูลลากลับไป ขณะที่เดินห่างออกมาเรื่อยๆ หูยังได้ยินเสียงกรรสะดังแว่วมาอีกหลายครั้ง

 

นาราและพิรุณตามมาดูแล ‘พระชายา’ ทั้งคู่ ส่วนองครักษ์ติดตามนั้นเอาเข้าจริงศวัสก็มองไม่เห็นแม้แต่คนเดียว แต่นาราบอกว่า

“องค์รัชทายาทคงจะโปรดให้ตามมาแบบไม่ให้เห็นตัวเพคะ พระชายาจะได้สบายพระทัย”

คนที่อยู่เหนือคนอื่นนับแสนนับล้านแบบนั้น จะใส่ใจความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ของเชลยขนาดนี้เลยหรือ

“พระชายา พระชายา เอ่อ…คุณชาย…ขนมนั่นอร่อยมากเลยนะคะ ลองชิมสักหน่อยไหมคะ หม่อมฉัน…เอ่อ บ่าวก็จะขอซื้อด้วยสักชิ้น”

“เอาสิ”

นาราอยู่ที่ไหน ศวัสก็รู้สึกว่าเขาจะอารมณ์แจ่มใสเบิกบานได้เสมอ แม้แต่ตอนเป็นเจ้าชายของอันธกาล เขาก็ยังไม่เคยรู้สึกมีความสุขอย่างนี้ ไม่เคยมีอิสระ ไม่เคยมีใครสนใจไยดี ใส่ใจความรู้สึกของเจ้าชายที่มีแม่เป็นหญิงบ้า

หญิงบ้าที่เจ้าหลวงจำใจต้องรับเป็นพระชายา เพียงเพราะนางช่วยชีวิตพระองค์ไว้ และเรียกร้องตำแหน่งพระชายาเป็นสิ่งตอบแทน

ตลาดกลางเมืองหลวงแห่งเรืองอรุณมีสิ่งน่าดูน่าชมมาก บรรยากาศก็คึกคัก เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เจ้าชายต่างแคว้นเดินดูอย่างเพลิดเพลิน

“คุณชายต้องการอะไรก็ซื้อได้เลยนะคะ เรามีเงิน…เอ๊ย นายท่านให้เงินมาเยอะแยะเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่พอก็ยังสั่งให้องครักษ์…เอ๊ย บ่าวรับใช้กลับไปขอมาเพิ่มได้ นายท่านยินดีจ่ายไม่อั้น ขอแค่คุณชายต้องการเท่านั้น”

บางครั้งศวัสก็นึกหมั่นไส้นางพระกำนัลที่เขาเอ็นดูเหมือนน้องสาวคนนี้อยู่บ้าง โดยเฉพาะตอนที่นางพูดจาสนับสนุน เทิดทูนความดีงามของนายเหนือหัวให้เขาฟังเสียจนเลิศลอย

“ถ้าฉันอยากจะซื้อทั้งตลาด ก็ซื้อได้ใช่ไหม”

“เอ่อ…เรื่องนั้น…เดี๋ยวหม่อม…เอ่อ เดี๋ยวบ่าวขอกลับไปทูล…ไปถามนายท่านก่อนนะคะ”

เห็นนางทำท่าทางเลิ่กลั่ก มองไปรอบๆ ราวกับจะประเมินราคาของสิ่งของทั้งตลาดแล้ว เจ้าชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่

“ฉันล้อเล่น”

“โธ่…คุณชายละก็”

 

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลล้อเล่นเป็นแล้ว แต่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณท่าทางจะไม่รู้จักคำนี้ เพราะวันรุ่งขึ้น นาราก็มาบอก ‘พระชายา’ ของนางอย่างตื่นเต้นว่าให้ลงไปดูข้างล่าง ที่สนามหญ้าหน้าพระตำหนัก

“ตอนนี้เต็มไปด้วยของมากมายอย่างกับตลาดที่เราไปกันมาเมื่อวานเลยเพคะ”

ศวัสยืนตะลึงอยู่ตรงมุขหน้าของพระตำหนักนั่นเอง เพราะสิ่งที่นาราพูดนั้นไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย

“องค์รัชทายาทโปรดให้ทหารไปกว้านซื้อมาทั้งตลาดจริงๆ เพคะ ของอะไร ร้านไหน ที่มีวางขายอยู่เมื่อวาน ถูกซื้อมาหมดเลยเพคะ”

“เธอกราบทูลว่าฉันอยากจะได้หรือ ไม่ได้บอกหรือว่าฉันล้อเล่น”

“หม่อมฉันทูลแล้วนะเพคะ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังโปรดให้ซื้อมาอีก”

“ไหนๆ ก็ประทานมาให้แล้ว ฝ่าบาทควรจะคิดหาวิธีจัดการก่อนนะเพคะ แล้วก็คิดด้วยว่าคืนนี้จะขอบพระทัยพระองค์ยังไง ไม่เคยมีใครได้รับพระกรุณามากมายแบบนี้มาก่อน นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะเพคะ เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทเป็นที่โปรดปรานมาก”

พอพิรุณพูด เจ้าชายแห่งอันธกาลก็รู้สึกเหมือนถูกตำหนิและประชดอยู่กลายๆ เพียงแต่น้ำเสียงของนางพระกำนัลสาวนุ่มนวลมาก และสีหน้าก็มีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บางๆ จึงชวนให้คิดว่าเขาอาจจะคิดไปเอง

วันนั้นทั้งวัน ศวัสก็ยังจัดการกับข้าวของต่างๆ ได้ไม่เรียบร้อย ได้แต่สั่งให้องครักษ์ช่วยกันขนย้ายเข้ามาในพระตำหนักและจัดการกับบรรดาของที่จะเน่าเสียง่ายอย่างผัก ผลไม้ เนื้อหมู เนื้อไก่ โดยให้นำไปไว้ที่ห้องเครื่อง

 

คืนนั้น ประโยคแรกที่พระชายาต่างแคว้นกราบทูลพระสวามีก็คือ

“ฝ่าบาททรงทำอย่างนี้เพราะอะไรพระเจ้าค่ะ”

เขาไม่เชื่อว่าเจ้าชายรัชทายาทอย่างพระองค์จะคิดไม่ได้ ว่าไม่ควรใช้จ่ายเงินทองมหาศาลเพื่อทำสิ่งไร้สาระเหมือนกับลูกเศรษฐีที่ไร้สติปัญญา เอาแต่ผลาญเงินทองให้หมดไปโดยไร้ประโยชน์

“ทำอะไร”

“ก็ซื้อของมาทั้งตลาด”

“เธออยากได้ไม่ใช่หรือ”

“หม่อมฉันแค่ล้อเล่น”

“เธอบอกว่า ‘ถ้า’ ใช่ไหม ตอนนี้ก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ว่า ‘ถ้า’ เธออยากได้อะไร ฉันก็จะให้”

คนรับสั่งไม่รับสั่งเปล่า แต่ยังขบกัดใบหูของอีกฝ่ายเล่น อ้อมกอดของพระองค์ไม่ได้รัดแน่นจนเกินไป แต่คนถูกกอดไม่เคยดิ้นรนหลุดออกไปเองได้ หากว่าพระองค์ไม่ยินยอม

ก่อนที่เสื้อผ้าจะถูกถอดออกเป็นลำดับต่อไป ศวัสก็โพล่งออกไปอย่างเก็บกดมานาน

“สิ่งเดียวที่หม่อมฉันอยากได้คือขอให้ฝ่าบาททรงเลิกทำกับหม่อมฉันเหมือนหม่อมฉันเป็นผู้หญิงเสียทีพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันเป็นผู้ชาย เป็นพระชายาของฝ่าบาทไม่ได้ พระชายาของฝ่าบาทควรจะเป็นผู้หญิง”

ทั้งที่คิดว่าวันนี้ล่ะ จะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว แต่เพียงแค่ถูกเจ้าของดวงพระเนตรสีเหล็กกล้าจับจ้องมองมานิ่งๆ ในระยะประชิด เขาก็อ้าปากไม่ออกอีกต่อไป

“ฉันเคยบอกแล้ว ว่ายกเว้นเพียงเรื่องนี้ เป็นได้หรือไม่ได้ เธอก็เป็นมาแล้วแทบทุกคืน ถ้าจำไม่ได้ ฉันจะช่วยทบทวนให้”

“ไม่…ไม่เอาพระเจ้าค่ะ…”

ทั้งที่คิดว่าเคยชินแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้านทานไม่ได้อีกแล้ว แต่ในที่สุดเจ้าชายเชลยก็ตระหนักในคืนนั้นเอง ว่าความเสียวสะท้านไปทุกอณูเนื้อเป็นยังไง ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นเมีย แต่รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายไม่ใช่ของตัวเอง หากเป็นของคนที่กำลังกกกอด กลืนกินเขาเข้าไปอย่างรุนแรง เร่าร้อน

โจนจ้วง ทะยานลึกเข้ามาในร่างกายของเขาซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

บดขยี้เขาจนหัวสั่นหัวคลอน ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกดีจนแทบบ้า

เจ็บใจ แต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ที่ขยับส่ายสะโพก แอ่นกายเข้าหาราวกับจะวอนขอให้สอดใส่เข้ามาลึกๆ

 

ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ต้องลงเอยด้วยการนอนหอบอยู่บนพระอุระของพระองค์แทบทุกคืน ศวัสกำมือแน่นอย่างคับแค้นใจตัวเอง ตาแดงก่ำเพราะอยากจะร้องไห้เต็มทน ยิ่งอีกฝ่ายทรงลูบหัวของเขาไปมาเบาๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าทั้งดวงตาและปลายจมูกร้อนขึ้นทุกที

“ทิ้งศักดิ์ศรีของเธอไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิดถึง ชีวิตไม่ได้มีแค่เพียงวันนี้ อดทนนะ ศวัส คิดเอาไว้ว่า พอถึงวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันของเธอแล้ว เธอจะไม่ต้องอดทนอีก”

“พรุ่งนี้…ฮึก…จะมีจริงหรือพระเจ้าค่ะ”

“มีสิ”

“ฮึก…”

“นอนเสีย พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว”

 

พรุ่งนี้จะมาถึงเมื่อไรเขาไม่รู้ รู้แต่ว่าตื่นมาทีไรก็เป็นแค่ ‘วันนี้’ ทุกครั้งไป พิรุณไม่ได้ทำอะไรเขามากไปกว่าช่วยขัดถูร่างกายของเขาให้ ฝ่ามืออ่อนนุ่มสมเป็นมือของผู้หญิงลูบไล้ไปตามร่างกายของเขาอย่างอ่อนโยน อ้อยอิ่ง และยั่วเย้าอยู่ในที

บ่อยครั้งที่เขายอมให้นางจูบปลอบประโลมใจ

จูบ…เพื่อเรียกศักดิ์ศรีของความเป็นผู้ชายที่เขาเหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลับคืนมา

ตอนเช้ามีพิรุณ ส่วนตอนกลางวันก็มีนารา

เจ้าชายแห่งอันธกาลออกไปเที่ยวนอกวังเป็นประจำ และทะเลาะเล็กๆ น้อยๆ กับ ‘พระสวามี’ แทบทุกค่ำคืน ที่ว่า ‘เล็กๆ น้อยๆ’ ก็เพราะว่ามีเพียงแค่เขาคนเดียวที่ชวนทะเลาะ จะว่าเป็นการทะเลาะเพียงข้างเดียวก็ย่อมได้ เพราะอีกฝ่ายนอกจากไม่ทะเลาะด้วยแล้วยังทำให้เขาสงบปาก ไม่มีแรงจะพูดอะไรอีกได้ในเวลาอันรวดเร็ว

กรีดร้องด้วยความรู้สึกสุขสมอย่างไม่อาจหักห้ามได้จนกระทั่งเสียงแหบแห้ง

“วันนี้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง”

จะต้องถามทำไม ในเมื่อน่าจะทรงทราบจากนาราอยู่แล้ว

“หลายที่พระเจ้าค่ะ”

“ชอบที่ไหนเป็นพิเศษไหม”

“…ย่านหอบุปผาพระเจ้าค่ะ ได้ยินว่ามีผู้หญิงสวยๆ ให้เลือกมาก”

ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจจะต้องถูกทำรุนแรงหรือไม่ก็ต้องได้เห็นปฏิกิริยาบางอย่างที่แสดงว่าไม่พอพระทัย แต่แม้กระทั่งน้ำหนักมือที่ลูบผมของเขาอยู่ก็ยังไม่เปลี่ยนไป

“ผู้หญิงในสถานที่อย่างนั้นไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย เธออาจจะติดโรคร้าย ถ้าต้องการก็บอกนารา อยากได้แบบไหนก็บอกได้ทุกอย่าง นางจะเป็นคนจัดหามาให้เธอเอง”

เจ้าชายต่างแคว้นถึงกับลุกพรวดขึ้นมานั่งมองพระพักตร์ของอีกฝ่ายในความมืด แต่ก็จนใจที่มองไม่เห็น

“ฝ่าบาททรงหมายความว่ายังไง” คิดว่าเขาพูดเล่น คิดว่าเขาไม่กล้าทำใช่ไหม

“แต่ผู้หญิงที่นาราจะจัดหามาให้ก็เหมาะกับความสัมพันธ์แค่ชั่วคราว ถ้าเธอต้องการผู้หญิงดีๆ ที่จะมีความสัมพันธ์ยาวนานถึงขนาดแต่งงานด้วย ก็ควรจะเลือกผู้หญิงที่มีชาติตระกูลดี”

คนฟังโกรธเสียจนหอบหายใจแรง

“หม่อมฉันเป็นพระชายาของฝ่าบาท ยังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนได้อีกพระเจ้าค่ะ ถึงอยากจะแต่ง แต่ผู้หญิงมีชาติตระกูลดีๆ ที่ไหนจะยอมแต่งด้วย”

เขาลืมไป ว่าทุกคำที่พูด ไม่มีคำไหนแสดงว่าคิดถึงความรู้สึกของคนฟังในฐานะที่เป็น ‘สามี’ เลยแม้แต่คำเดียว

“แต่งได้ ถ้าฉันอนุญาต แต่งแล้วก็ให้นางอยู่ที่นี่ เพียงแต่ตอนกลางคืน เธอจะต้องอยู่กับฉัน”

“จะบ้าหรือพระเจ้าค่ะ!”

ผู้ชายคนหนึ่งจะมีทั้งผัวทั้งเมียได้ยังไง มีสามีเป็นผู้ชาย มีภรรยาเป็นผู้หญิง แล้วอยู่ด้วยกันน่ะหรือ

วิปริตสิ้นดี!

“ค่อยๆ คิดไปก่อนก็ได้ว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ ถ้าอยากได้ผู้หญิงชั่วคราวก็บอกนารา แต่ถ้าต้องการผู้หญิงดีก็บอกฉัน พรุ่งนี้ฉันจะไปงานเลี้ยงบ้านเสนาฯ ยุติธรรม จะได้พาเธอไปด้วย คงจะมีผู้หญิงมาร่วมงานกันมาก”

อ้อ ถ้าเขาไม่ไป พระองค์ก็จะได้พบกับผู้หญิงพวกนั้นเพียงพระองค์เดียวใช่ไหม

ไม่รู้ว่าคิดเช่นนั้นออกมาได้ยังไง ไม่ได้พิจารณาว่ามันหมายความว่ายังไง เพียงเพราะโมโหจึงได้กราบทูลตกลง

“หม่อมฉันจะไปพระเจ้าค่ะ”

 

งานเลี้ยงวันเกิดเสนาบดีผู้เฒ่าแห่งเรืองอรุณไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย เจ้าชายรองแห่งอันธกาลนึกเสียใจตั้งแต่เห็นสายตากระหายใคร่รู้จำนวนมากที่จ้องมองมาทางเขาแล้ว

เขาอยู่ในฐานะอะไร ใครในราชสำนักต่างก็รู้กันทั่ว ตอนนี้ไม่ใช่แค่นาราแล้ว แต่ทุกคนในงานที่มีโอกาสพูดคุยกับเขาต่างเรียกเขาว่า ‘พระชายา’

ประหลาดนักที่องค์รัชทายาทกลับเป็นคนรับสั่งบอกว่า

“เรียกเขาว่าองค์ชายก็พอ”

เขาจึงพอจะสบายใจขึ้นมาบ้าง

จะว่าไป…พิรุณก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พระชายา’ เลย

จุดมุ่งหมายสำคัญที่มาในงานนี้คืออะไรเขายังไม่ลืม แต่ในอกกลับรู้สึกหน่วงๆ อึดอัดใจเมื่อเจ้าชายภีมเสนทรงเป็นผู้แนะนำให้เขารู้จักกับธิดาคนหนึ่งของเจ้ากรมทหารราบ รอยแย้มพระสรวลจางๆ ตรงมุมโอษฐ์ก่อนจะทรงผละไปทางอื่นนั้นราวกับจะบ่งบอกว่าผู้หญิงที่ทรงเลือกให้นี้เป็นผู้หญิงที่ ‘ดีพอ’ ที่เขาจะมีความสัมพันธ์ในระยะยาวด้วยได้

นางดีจริง ไม่มีทีท่ารังเกียจเลยแม้แต่น้อย แม้รู้ว่าเขาอยู่ในเรืองอรุณในฐานะอะไร แต่เขาเองกลับไม่มีสมาธิที่จะคุยกับนางมากเท่าที่ควร สายตามัวแต่วนเวียนไปยังเจ้าของวรองค์สูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีเทาเข้มที่กำลังถูกแวดล้อมด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตา

มีผู้หญิง ‘ดีๆ’ ให้เลือกมากมายออกอย่างนี้แล้ว ยังจะมาบังคับให้เขานอนด้วยอีกทำไม

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ศวัสกลัวมากที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น เจ้าชายรัชทายาทไม่ได้ทรงแตะเนื้อต้องตัวเขาเลย ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของให้เขาต้องรู้สึกอับอายใครต่อใคร

เขาเองต่างหากที่นึกยังไงก็ไม่รู้ ถึงได้ผละจากธิดาคนงามของเจ้ากรมทหารราบ เดินตรงไปหาคนในวงล้อมของสาวๆ แล้วกราบทูลหน้านิ่ง

“หม่อมฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากจะกลับแล้วพระเจ้าค่ะ”

ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่พระองค์รับสั่งบอกเขาเอง ว่าเขาจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ

 

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลเสด็จออกนอกวังเกือบทุกวันจนแทบจะรู้จักสถานที่ต่างๆ ในเมืองหลวงของเรืองอรุณครบถ้วนหมดแล้ว แต่ละวันไม่เคยมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น จนกระทั่งวันนี้

แม้ไม่อยากจะใช้เงินของ ‘พระสวามี’ มากนัก แต่ก็อยากจะตอบแทนน้ำใจของนาราและพิรุณบ้าง จึงออกปากจะซื้อเครื่องประดับให้คนละชิ้น ในร้านเครื่องประดับนั้นเองที่ความสะสวยของพิรุณเตะตาต้องใจชายหนุ่มคนหนึ่งที่เข้ามาในร้านพร้อมกับคนติดตามอีกนับสิบ

ศวัสออกตัวปกป้องว่าเขาเป็นคนรักของนางพระกำนัลสาว

“แกก็มีน้องสาวคนนั้นอยู่คนหนึ่งแล้ว ยังจะเอาคนนี้อีกเหรอวะ ควบสองนี่ไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงนะเว้ย อีกอย่าง คนรักของแกก็เล่นหูเล่นตา ยั่วยวนฉันเอง”

“บ่าวเปล่านะคะ คุณชาย” พิรุณขยับเข้ามากอดเขา

“อะฮ้า! นั่นไง ที่แท้ก็แค่สาวใช้ โกหกนี่หว่า งั้นก็ไปกับพี่เถอะน้องสาว พี่จะพาไปหาความสุขนะจ๊ะ ต้องการอะไรก็บอกได้เต็มที่ ของในร้านนี้จะเลือกเอาสักกี่ชิ้นก็ได้”

พิรุณไม่พูดอะไรเลย เอาแต่กอดแขนแล้วยืนอยู่ข้างหลังเจ้าชายต่างแคว้น ศวัสปกป้องคนของเขาอย่างเต็มที่ แทบจะทันทีที่มีการยื้อยุดฉุดกระชากเกิดขึ้น ทหารองครักษ์นอกเครื่องแบบก็เข้ามาจัดการสถานการณ์ ทว่าอีกฝ่ายมีจำนวนคนมากกว่า และศวัสก็ไม่ยอมหนีไปก่อน แต่ยืนกรานว่าจะร่วมต่อสู้ด้วย กว่าทหารประจำเมืองจะมาจัดการให้เรียบร้อย ศวัสก็ได้แผลจากการถูกปลายกระบี่เฉียดต้นแขนไปแล้วแผลหนึ่ง

 

เจ้าชายภีมเสนไม่ได้รับสั่งอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก ไม่มีการตำหนิอย่างรุนแรงอย่างที่ศวัสนึกกลัว เพียงแต่รับสั่งว่า

“ต่อไปต้องระวังตัวมากกว่านี้ ห้ามเธอออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีกจนกว่าแผลจะหายดี”

นั่นเป็นโทษทัณฑ์ที่เจ้าชายรองแห่งอันธกาลยอมรับได้อย่างเต็มใจ เพียงแต่รู้สึกตงิดใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายทรงใช้คำว่า ‘เที่ยวเล่น’ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนดูถูกว่าเขายังเป็นเด็กอยู่

เขาไม่ใช่เด็กแล้ว ถึงจะอายุน้อยกว่าพระองค์ถึงสิบปีก็เถอะ

ปีนี้เขาอายุยี่สิบห้า ว่ากันว่าเป็นปีที่ถ้าไม่โชคดีมากๆ ก็อาจจะโชคร้ายที่สุด อาจจะมีเคราะห์จนถึงแก่ชีวิตได้…อย่างนั้นสินะ และเขาก็ไม่เคยสงสัยเลย ว่าตัวเองจะโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่

 

ศวัสมัวแต่โล่งใจว่าเขาไม่ถูกลงโทษ แต่ลืมไปว่าชะตากรรมของคนอื่นอาจจะไม่เหมือนกับเขา

“โอ๊ย!”

พิรุณนิ่วหน้าครางทันทีที่เขาเบี่ยงหน้าหนีแล้วผลักไหล่นางออกเพื่อไม่ให้นางจูบเขาได้

“เป็นอะไร”

เขาแค่จับเบาๆ เท่านั้น

“ไม่มีอะไรเพคะ”

คนตอบหลบหน้าหลบตาแล้วยอมล่าถอยออกไปแต่โดยดี ทว่านั่นยิ่งดูมีพิรุธ เจ้าชายหนุ่มจึงยึดต้นแขนของนางไว้ก่อนที่นางจะคลานลงจากเตียงไป

“พิรุณ บอกมา เธอเป็นอะไร ฉันทำให้เจ็บหรือ”

“ไม่ใช่ฝ่าบาทหรอกเพคะ”

พูดออกไปแล้วหญิงสาวก็มีสีหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูด ทว่าเจ้าชายแห่งอันธกาลไม่ใช่คนโง่ หลังจากใคร่ครวญดูแล้วก็นึกขึ้นมาได้

“องค์รัชทายาทใช่ไหม พระองค์ทรงทำอะไร”

หลังจากพยายามเค้นความจริงอยู่นานสองนาน ในที่สุดนางพระกำนัลสาวก็ยอมบอกความจริงด้วยการถอดเสื้อออก เผยให้เห็นรอยถูกเฆี่ยนเต็มแผ่นหลัง

ศวัสไม่มีอารมณ์ทางเพศเลยแม้แต่น้อยเมื่อเห็นร่างเปลือยครึ่งบนของสาวงาม ในอกร้อนรุ่มเป็นไฟด้วยความโกรธ

“หม่อมฉันสมควรได้รับพระอาญาแล้วเพคะ เพราะหม่อมฉันส่งสายตายั่วยวนให้คนพวกนั้น ฝ่าบาทถึงทรงได้รับอันตราย”

หญิงสาวบอกเสียงเศร้าพลางยิ้มนิดๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

“แต่เธอไม่ได้ทำ” แล้วเขาก็ไม่ได้บาดเจ็บมากมาย น่าจะไม่เท่ากับที่นางถูกเฆี่ยนเพียงครั้งเดียวเสียด้วยซ้ำ

“นาราเป็นคนกราบทูล ถ้านางทูลว่าหม่อมฉันทำ หม่อมฉันก็ต้องทำเพคะ”

คนฟังคลางแคลงใจ ไม่อยากจะเชื่อขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อเขาเรียกนางพระกำนัลสาวที่แสนสดใสร่าเริงคนนั้นมาถาม นางก็รับอย่างไม่บิดพลิ้วและไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

“หม่อมฉันต้องกราบทูลไปตามจริงเพคะ พระชายาอาจจะไม่เห็น แต่หม่อมฉันเห็นเต็มตาว่าทั้งตอนที่คนพวกนั้นเข้ามาในร้าน และตอนที่พิรุณยืนแอบอยู่ข้างหลังพระชายา นางก็ยังส่งสายตาแบบนั้นอยู่ไม่เลิก แบบนี้จะไม่ให้พวกนั้นคิดว่านางให้ท่าจนเกิดเรื่องได้หรือเพคะ องค์รัชทายาทโปรดให้ลงพระอาญาเพียงเท่านี้ยังถือว่าเป็นพระกรุณาเสียด้วยซ้ำ”

ศวัสไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะดูคนผิดไป หญิงสาวที่เขาเห็นว่าสดใสและจิตใจดีคนนั้น ไยกลายเป็นคนที่กล่าวโทษคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉยได้

“พระชายา จะเสด็จไหนเพคะ”

 

อารมณ์โกรธของเจ้าชายรองแห่งอันธกาลรุนแรงราวกับพายุ พัดไปจนกระทั่งถึงปีกซ้ายของพระตำหนัก แม้แต่มหาดเล็กก็ห้ามไม่ทันและไม่กล้าห้าม มัวแต่ละล้าละลังเพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าถ้าพระชายาเสด็จมาเมื่อไรให้เข้าเฝ้าได้ตลอดเวลา แต่ว่า…

ศวัสนิ่งอึ้งไป เมื่อเห็นว่าในห้องทรงงานนั้นนอกจากเจ้าของห้องแล้วยังมีคนอื่นอยู่อีก เป็นชายวัยกลางคนสองคนซึ่งเขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่

“พวกท่านกลับไปก่อน”

หนึ่งในสองดูจะลังเล แต่แล้วก็ถวายคำนับพร้อมกับอีกคน สายตาที่มองมาทาง ‘พระชายา’ เจือแววตำหนิที่ไม่รู้จักเวลา

“ปิดประตู”

มหาดเล็กหน้าห้องปฏิบัติตามรับสั่ง ครั้นเหลือกันเพียงลำพัง ศวัสก็ยังนึกหาคำพูดไม่ออกในทันที อารมณ์โมโหต่อเนื่องชะงักไปตั้งแต่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วยและเขาก็เพิ่งจะเสียมารยาทอย่างรุนแรง

“วันนี้อากาศเย็น ทำไมไม่ใส่เสื้อคลุมล่ะ”

อารมณ์โกรธที่ชะงักไปแล้วปะทุขึ้นมาใหม่ทันที

“หม่อมฉันมาทูลถามเรื่องพิรุณพระเจ้าค่ะ”

“พิรุณทำไม”

“ฝ่าบาทสั่งลงพระอาญานางทั้งที่นางไม่มีความผิด”

“นางบอกอย่างนั้นหรือ”

คนถูกถามงันไป ก่อนจะตั้งสติใหม่ได้

“นางยอมรับผิดเพราะนางเป็นผู้น้อย ฝ่าบาทจะลงพระอาญาเสียอย่างนางจะทำอะไรได้ ถ้ากริ้วที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็ลงพระอาญาหม่อมฉันดีกว่า เพราะหม่อมฉันเป็นคนอยากออกไปข้างนอกเอง อย่าพาลลงพระอาญาคนที่ไม่เกี่ยวข้อง พิรุณจะส่งสายตาให้คนพวกนั้นทำไมในเมื่อ…”

“ในเมื่ออะไร”

คนถูกถามไม่กล้าพูดต่อ ว่า…ในเมื่อนางบอกเองว่ารักเขา

“ในเมื่อนางไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอย่างนั้น นางเป็นผู้หญิงนะพระเจ้าค่ะ ถูกเฆี่ยนตีขนาดนั้นมันโหดร้ายมาก นางเป็นไข้ด้วย ฝ่าบาทยังส่งนางไปรับใช้หม่อมฉันอีก”

“แล้วอยากจะให้ฉันทำยังไง”

คนถูกถามนิ่งอึ้งไปอีก คิดว่าจะต้องพูดกันยาว ไม่คิดว่าจะถูกถามแบบคำถามเดียวจอดแบบนี้ อยากจะให้ทำยังไงหรือ เขาเองก็ไม่ได้คิดมาก่อน

“ค…แค่ฝ่าบาทรับสั่งขอโทษนางก็พอ”

พูดออกไปแล้วก็ตระหนักได้เองว่าออกจะเป็นคำขอที่หนักหนาสาหัสไป องค์ชายจะรับสั่งขอโทษนางพระกำนัลได้หรือ

“ขอโทษเรื่องอะไร”

“ที่ลงพระอาญานางทั้งที่นางไม่มีความผิดพระเจ้าค่ะ”

“นางรับสารภาพเอง ว่าทำจริง”

“ไม่จริง ฝ่าบาททรงบังคับนาง”

“ต้องการให้นางมาพูดตรงนี้ไหม”

ศวัสชั่งใจ แต่แล้วก็คิดว่าถ้าให้มาพูดตรงนี้ พิรุณคงไม่กล้าพูดแน่ เพราะขนาดต่อหน้าเขาคนเดียวแท้ๆ นางยังยอมรับเศร้าๆ ว่านางทำเอง

“ฝ่าบาททรงทราบอยู่แล้วว่านางจะต้องไม่กล้าพูด”

“อย่างนั้นเรื่องขอโทษก็ตกไป ถูกไหม”

ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น

“แล้วทหารองครักษ์ที่ติดตามไปเล่าพระเจ้าค่ะ กลุ่มคนพวกนั้นด้วย ฝ่าบาทโปรดให้ทำยังไง”

“เธอจะไม่ได้เห็นพวกเขาอีก”

“ทรงให้ประหารพวกเขา? อีกแล้วหรือพระเจ้าค่ะ!”

คนทูลถามถึงกับกล้ายืนค้ำโต๊ะทรงพระอักษรแล้วยื่นหน้าเข้าไปถามจนเกือบจะถึงพระพักตร์ ผงะถอยนิดหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทรงลุกขึ้นยืนแล้วเสด็จอ้อมโต๊ะมาหา เจ้าชายต่างแคว้นรู้สึกกลัวจนต้องถอยหลังไปชนผนังห้อง

“พระชายาในเจ้าชายรัชทายาทบาดเจ็บถึงขั้นได้เลือด คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับผิดชอบ”

“แต่พิรุณไม่ผิด”

แม้จะค้าน แต่เสียงก็เบาลง เพราะเจ้าของวรองค์สูงใหญ่ทรงกักเขาเอาไว้กับผนังห้องเสียแล้ว

“ทำไมถึงเดือดร้อนแทนนางนัก”

“ก็เพราะนางเป็นผู้หญิงน่ะสิพระเจ้าค่ะ ไม่ควรต้องรับโทษหนักขนาดนั้นเลย”

“จะหญิงหรือชาย ถ้าทำให้เมียฉันเจ็บ ก็ต้องรับโทษทุกคน”

“หม่อมฉันเป็นผู้ชาย! หม่อมฉันไม่ใช่เมียของฝ่าบาท!”

“ไม่ใช่หรือ”

พระสุรเสียงยังคงปกติ แต่มีบางอย่างร้องเตือนว่าเพื่อความปลอดภัย เขาไม่ควรดื้อดึงต่อไปอีก

“ไม่ใช่พระเจ้าค่ะ!”

คนกลั้นใจปฏิเสธเสียงแข็งสะดุ้งเฮือกทันทีที่ถูกบังคับให้แยกขาออก สองมือที่พยายามจะดันพระอุระออกถูกจับรวบแล้วยึดไว้เหนือศีรษะด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว อีกข้างหนึ่งปลดเข็มขัดแล้วสอดเข้ามาใต้เสื้อ ศวัสแขม่วท้องพลางดิ้นหนีเมื่อถูกปลุกเร้า

“ฝ่าบาท…อื้อ…อื้ม…”

“ไม่ใช่ก็เป็นเสียวันนี้เลย”

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลตัวอ่อนเป็นขี้ผึ้งถูกไฟลน กางเกงถูกปลดลงไปกองที่ข้อเท้า เนื้อตัวถูกฟอนเฟ้นโลมไล้เพียงไม่นาน อารมณ์ปรารถนาที่ถูกซ่อนเร้นไว้ก็โหมลุกฮือ ขาข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเกี่ยวกระหวัดรัดบั้นพระองค์หนาเอาไว้ บั้นท้ายถูกบีบขยำหนักหน่วง ก่อนที่ช่องทางร้อนผ่าวจะถูกนิ้วพระหัตถ์ชำแรกเข้าไปพรวดเดียวมิด

“อ๊า!”

ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านบน ด้านล่าง ล้วนได้รับการปรนเปรออย่างหนักหน่วง

“ฝ่าบาท”

เขาแค่เรียกเฉยๆ ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย แต่คนถูกเรียกก็ทรงส่งพระวรกายร้อนจัดเข้าไปแทนที่ราวกับจะรู้ใจ ศวัสทั้งจุกและเจ็บ แต่ไม่นานก็มีอารมณ์ร่วมอย่างเต็มที่ อ้าปากหอบหายใจและตอบรับเมื่ออีกฝ่ายทรงสอดพระชิวหาเข้ามาดูดกลืน

เมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านปั่นป่วนจนถึงขีดสุด หยดหยาดของความปรารถนาก็ทะลักล้นออกมาจนเปียกชุ่ม ศวัสขาสั่น แทบยืนไม่อยู่เมื่อองค์รัชทายาทหนุ่มทรงถอดถอนพระวรกายออกทั้งที่ยังไม่ถึงฝั่ง เขาถูกจับให้หันหน้าเข้าหาผนังอย่างง่ายดายและจำต้องใช้ผนังเป็นที่พยุงตัวเมื่ออีกฝ่ายทรงเสียบสอดเข้ามาจากด้านหลัง

ศวัสเผลอหวีดเสียงออกมาเมื่อองค์รัชทายาทหนุ่มทะยานลึก เจ้าชายต่างแคว้นยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงร้อง ทว่าอีกฝ่ายทรงดึงมือออกแล้วยึดไพล่หลังเอาไว้

“ร้องออกมา เจ็บก็ร้อง เกลียดก็ร้อง สุขสมแค่ไหน…ก็ร้องออกมาให้ฉันได้ยิน”

“อ๊ะ…อ๊า!”

เจ้าชายภีมเสนทรงเคลื่อนไหวพระวรกายเข้าออกลึกล้ำต่อเนื่อง ศวัสได้ยินเสียงคำรามต่ำอย่างพอพระทัยอยู่หลายครั้ง อารมณ์ของเขาทะยานสูงขึ้นทุกทีตามการเคลื่อนขยับพระวรกาย ในที่สุดก็ปลดปล่อยอีกครั้งพร้อมๆ กับรู้สึกถึงสายธารอุ่นๆ ที่ฉีดเข้ามาในกาย

เจ้าชายต่างแคว้นกระตุกกายถี่ สั่นระริกไปทั้งตัวจนยืนไม่อยู่ ทรุดฮวบลงกับพื้นพลางหอบหายใจแรง ก่อนจะอุทานออกมาเมื่อถูกช้อนตัวขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นก็ถูกมอบความสุขสมจนแทบทนทานไม่ได้ให้อย่างน่าอาย ทั้งบนโต๊ะทรงพระอักษรและบนพระเก้าอี้ที่เขาต้องเป็นฝ่ายขยับกายอยู่เบื้องบน เพราะหากไม่ยอมขยับ อีกฝ่ายก็จะทรงปรนเปรอและเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาปลดปล่อย ทำอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาต้องยกตัวขึ้นแล้วขย่มลงมาเพื่อรับท่อนลำร้อนจัดราวกับเหล็กเผาไฟเข้าไปไว้ในกาย สอดแน่น บดเบียด เสียดสีจนลาวาแห่งตัณหาทะลักทลาย

ท่ามกลางสติอันรางเลือน ศวัสยังได้ยินรับสั่งดังอยู่ข้างหู

“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามา”

“ยะ…อย่า…”

เสียงเขาแหบแห้งไปหมด ขยับตัวก็ลำบาก แค่อีกฝ่ายทรงกดให้ซบนิ่งอยู่กับพระอุระ เขาก็หมดแรงจะเงยหน้า

“หาเสื้อคลุมมาให้ฉันสักตัว”

 

คนที่เดินมารนหาความลำบากใส่ตัวจนถึงที่ตื่นมาอีกครั้งในห้องที่ไม่คุ้นตา และพบว่าเจ้าของห้องเองก็ประทับอยู่บนเตียง ทอดพระเนตรมองเขาอยู่ คนนอนขยับตัวจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ต้องทรุดฮวบลงไปดังเดิม

“ค่อยๆ”

ถึงจะเจ็บใจที่ต้องให้อีกฝ่ายช่วยพยุง แต่คนไม่มีแรงก็จำใจต้องยอม

“หิวไหม กินข้าวกัน”

ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือประโยคที่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณรับสั่งกับคนที่พระองค์เพิ่งจะร่วมสังวาสด้วยอย่างดุเดือดจนสลบคาตัก

“ใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หม่อมฉันพระเจ้าค่ะ”

“นารา”

ศวัสพยักหน้า พลางขยับตัวออกห่าง

“หม่อมฉันอยากจะกลับห้อง”

“เธอไม่ได้กินข้าวมาสองมื้อแล้ว กินก่อนแล้วค่อยไป”

“หม่อมฉันไม่อยากกินพระเจ้าค่ะ”

“อยู่ด้วยกันมาเกือบสามเดือนแล้ว เธอเพิ่งเคยกินข้าวกับฉันแค่มื้อเดียว”

“เราไม่จำเป็นต้องกินพร้อมกันก็ได้พระเจ้าค่ะ ฝ่าบาทรับสั่งบอกว่า หม่อมฉันจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ แค่…ต้อง…อยู่กับฝ่าบาทตอนกลางคืน”

“ตอนนี้สามทุ่ม”

ศวัสพูดต่อไม่ถูก

“สามีภรรยาควรจะกินข้าวด้วยกัน”

“หม่อมฉันไม่ใช่พระชายาของฝ่าบาท”

“อย่างนั้นหรือ”

นั่นเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะองค์รัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงมีวิธีทำให้พระชายาของพระองค์ยอมรับทั้งตัวและทั้งปากอยู่แล้ว

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลไม่รู้ว่าร่างกายของเขามีชีวิตเป็นของมันเองหรืออย่างไร ถึงไม่ยอมฟังคำสั่งของเขาเลย เพราะแม้ว่าจะสั่งให้ตัวเองนอนนิ่งๆ คิดถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระวรกายกำยำของคนร่วมห้อง แต่ก็ยังรับรู้ถึงความรู้สึกซาบซ่านไปทุกรูขุมขนตั้งแต่หัวจรดเท้า เจ้าชายภีมเสนทรงทำให้เขาเคยชินกับรสสัมผัสของพระองค์เสียแล้ว รวดร้าว ปวดหนึบไปทั้งตัวจนต้องเป็นฝ่ายยอมออกปากร้องขอ

“ได้โปรด…ขอได้ทรงโปรด…เลิกทรมานหม่อมฉัน…”

“บอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอยากได้อะไรก็จะให้”

ยังไม่ทันจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ เงื่อนไขเก่าก็ถูกยื่นมาอีกครั้ง

“แต่ต้องบอกฉันก่อน ว่าเธอเป็นอะไรของฉัน”

ศวัสเม้มปากแน่นทั้งที่เกือบจะทานทนไม่ไหว รู้สึกได้ชัดเจนว่ากำลังผวาแอ่นเข้าหาอย่างกระหาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมถอนนิ้วพระหัตถ์ออกแล้วเติมเต็มด้วยสิ่งที่เขาต้องการเสียที

“พูดสิ”

“ปะ…เป็น…พระชายา”

“ภาษาชาวบ้านล่ะ ต้องพูดว่ายังไง”

“…อื้อ…มะ…ฮะ…ฮ่าห์…เมีย…เป็นเมีย…อ๊า!”

ทันทีที่ยอมรับ ช่องทางอันตะกละตะกลามของเขาก็ถูกตอกกระแทกเต็มลำ

 

 

บทที่ ๔

 

“หม่อมฉันเกลียดฝ่าบาท”

“ฉันรู้แล้ว”

“ไม่เคยเกลียดใครเลย แต่เกลียดฝ่าบาทเหลือเกินพระเจ้าค่ะ”

“แต่เธอก็ยังต้องอยู่กับฉัน”

“สักวัน หม่อมฉันจะหนีไปให้พ้น ฝ่าบาทรับสั่งว่า หม่อมฉันจะมีพรุ่งนี้”

“สิ่งที่จะทำให้เธอหนีฉันพ้นได้ มีแต่ความตายเท่านั้น”

“หม่อมฉันไม่กลัวตาย”

“แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอตาย”

 

เช้าอีกแล้ว เช้านี้ก็ยังคงเป็น ‘วันนี้’ อยู่ดี ไม่ใช่ ‘พรุ่งนี้’ อย่างที่หวัง แต่เจ้าชายรองแห่งอันธกาลจะไม่รอคอยให้วันพรุ่งนี้มาถึงเองอีกแล้ว

“พิรุณล่ะ”

คนนอนนิ่งบนเตียงถามเรียบๆ เมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาหลังจากเขาออกปากอนุญาตมีเพียงคนเดียวคือนารา

“พักผ่อนอยู่เพคะ”

“ไปเรียกมาหาฉันที”

“แต่นี่เป็นห้องบรรทมขององค์รัชทายาท พิรุณไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเพคะ”

“ฉันจะได้ทุกอย่างที่ต้องการไม่ใช่หรือ ไปตามพิรุณมา”

“พระชายาจะโปรดให้พิรุณทำอะไรหรือเพคะ หม่อมฉันทำถวายได้ไหม”

เจ้าชายเชลยไม่พูดว่าอะไร แต่เขารู้จักใช้สายตาต่างคำสั่งบ้างแล้ว

“งั้น…ก็ได้เพคะ หม่อมฉันจะไปตามมาเข้าเฝ้านะเพคะ”

เมื่อพิรุณมาถึง นาราก็ถูกสั่งให้ออกไป นางพระกำนัลสาวลังเล แต่เมื่อถูกสั่งอีกครั้งก็จำต้องออกไปอย่างเสียไม่ได้

คนนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงมองนางพระกำนัลสาวสวยที่เดินเข้ามาคุกเข่าอยู่ข้างเตียงนิ่งๆ ก่อนจะออกคำสั่งประโยคเดียว

“ปลอบใจฉันหน่อย”

พิรุณเผยยิ้มอ่อนโยน

“เพคะ”

นางพระกำนัลสาวรู้ดี ว่าเวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว ครั้งนี้…จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ อีกต่อไป

เรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว เจ้าชายแห่งอันธกาลเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ทั้งสวยงามละลานตา ทั้งแลดูน่าทะนุถนอมเป็นอย่างยิ่ง ติดอยู่อย่างเดียวเท่านั้น

คือไม่กระตุ้นตัณหาราคะมากอย่างที่ควรจะเป็น

ภายในหัวร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง แต่ศวัสพยายามไม่สนใจ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกตอนนี้ต้องไม่ใช่ความรู้สึกผิด แต่เป็นความคับแค้นต่างหาก ตัดความลังเลสับสนออกไป แล้วสนใจแต่หญิงงามที่อยู่ตรงหน้าจะดีกว่า

“องค์รัชทายาททรงรุนแรงกับฝ่าบาทเหลือเกิน ถึงกับเลือดตกยางออก หม่อมฉันจะช่วยทำให้ฝ่าบาททรงลืมนะเพคะ”

เลือดออกตรงไหน ทำไมเขาไม่รู้สึกล่ะ

สติของเจ้าชายหนุ่มเลือนๆ ไป เมื่ออีกฝ่ายปรนเปรอด้วยริมฝีปากอุ่นนิ่ม เนื้อตัวของหญิงสาวอ่อนนุ่ม หอมกรุ่น ต่างจากสัมผัสแข็งแน่นของคนที่เขาคุ้นชินมากนัก

ขณะที่คิดว่าเขานอนอยู่ผิดตำแหน่ง ผู้ชายต้องอยู่ข้างบนจึงจะถูก กลางกายก็ได้รับการปรนนิบัติด้วยมือและปาก ความรู้สึกสุขสมก่อตัวขึ้น แต่อารมณ์บางอย่างที่ยังค้างคาทำให้รู้สึกได้ไม่เต็มที่

เป็นความรู้สึกแบบสุกๆ ดิบๆ ราวกับว่ากายสุขสม แต่ใจไม่ยอมรับ

“ให้หม่อมฉันขึ้นถวายนะเพคะ”

ภาพนางพระกำนัลสาวกำลังหย่อนตัวลงมาสวมครอบความเป็นชายของเขาเอาไว้ตรึงสายตาจนต้องกลั้นหายใจ ยามที่นางขยับตัว ควบขับอยู่บนกายของเขา ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกดีมากมายอย่างที่คิด

“ฝ่าบาท…รัก…หม่อมฉันรักฝ่าบาทเพคะ…”

พิรุณหลับตาพริ้มขณะขยับกายขึ้นลงอย่างรุนแรง

วูบหนึ่ง ความเสียใจแล่นปลาบทั่วหัวใจของเจ้าชายเชลย แต่อารมณ์ดิบก็พุ่งทะยานเช่นกัน

เขาถึงฝั่ง แต่ทำไมจึงไม่รู้สึกสบายใจอย่างที่ควร

กลับรู้สึกว่าได้ทำสิ่งสกปรกจนตัวเองแปดเปื้อน โสมมไปทั้งตัว

 

“หม่อมฉันจะแต่งงานพระเจ้าค่ะ”

เขาอุตส่าห์ให้พิรุณรออยู่ในห้องบรรทมด้วยกันเพื่อกราบทูลประโยคนี้ต่อเจ้าของห้อง ตั้งแต่ก้าวแรกที่พระองค์เสด็จเข้ามา

องค์รัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงชะงัก สีพระพักตร์แปรเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง คลับคล้ายจะเสียพระทัย แต่เพียงแค่แวบเดียวก็กลับเป็นปกติ

“เธอออกไปได้แล้ว” รับสั่งบอกพิรุณ

“หม่อมฉันอยากให้นางอยู่ด้วยพระเจ้าค่ะ”

“ออกไป”

พระสุรเสียงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่อย่าว่าแต่พิรุณเลยที่รีบก้มลงกราบแล้วคลานออกจากห้องไป คนที่ไม่ได้ถูกสั่งให้ออกยังรู้สึกกลัวขึ้นมาจนใจสั่น

หลายอึดใจที่ถูกสายพระเนตรคู่นั้นทอดมองมานิ่งๆ ศวัสอึดอัดจนเหมือนจะหายใจไม่ออก

“กินข้าวด้วยกันก่อน มีอะไรไว้พูดกันตอนนั้น”

คนถูก ‘ชวน’ ไม่กล้าค้านแม้แต่ครึ่งคำ

 

ห้องเสวยกว้างขวาง แต่เจ้าชายภีมเสนโปรดให้จัดโต๊ะเสวยเล็กๆ ขนาดสองที่ริมพระบัญชร อาหารบนโต๊ะล้วนแต่เป็นของที่เจ้าชายรองแห่งอันธกาล ‘โปรด’ ที่สำคัญคือเป็นอาหารของชาวอันธกาล

“ฉันเพิ่งรับพ่อครัวชาวอันธกาลมาคนหนึ่ง ต่อไปเธออยากจะกินอะไรเป็นพิเศษก็สั่งไปที่ห้องเครื่องได้”

ศวัสรู้สึกว่ามีก้อนอะไรอะไรบางอย่างติดตื้ออยู่ตรงลำคอ ทำให้กลืนข้าวแต่ละคำลงไปอย่างยากลำบาก ดวงตาก็ร้อนผ่าวจนต้องกะพริบตาถี่ๆ

มื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบเชียบ องค์รัชทายาทหนุ่มไม่ได้ทรงตำหนิที่คนร่วมโต๊ะกินช้าและน้อยคำ หลังจากอีกฝ่ายแทบจะไม่ขยับช้อนส้อมแล้ว พระองค์ก็ทรงเลื่อนจานผลไม้มาให้

เมื่อมหาดเล็กนำเครื่องเสวยไปเก็บเรียบร้อยแล้ว เจ้าชายภีมเสนจึงรับสั่ง

“อยากจะแต่งงานกับใคร”

“กับ…พิรุณพระเจ้าค่ะ”

“ทำไมถึงจะแต่ง”

เรื่องแบบนี้ยังต้องถามด้วยหรือ

“หม่อมฉัน…ได้นางแล้ว นางเป็นเมียของหม่อมฉันแล้วพระเจ้าค่ะ”

ในที่สุดก็โพล่งออกไปแล้ว และเพียงแค่ถูกจ้องมองนิ่งๆ ก็รู้สึกเหมือนอากาศในห้องนี้จะน้อยเกินไปจนไม่พอจะหายใจ

“ได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน ฉันส่งนางไปรับใช้เธอ ถ้าเธอพอใจ จะให้รับใช้แบบไหนก็ได้”

คนฟังเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง

“นางเป็นผู้หญิงนะพระเจ้าค่ะ ได้นางแล้วไม่รับผิดชอบ หม่อมฉันจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ชายอยู่ได้อีกหรือพระเจ้าค่ะ”

สายพระเนตรคมจัดทอดมองมาอย่างพิจารณาระคนปรานี

“เธอยังอ่อนเดียงสาเกินไป”

“หม่อมฉันไม่ใช่เด็ก”

“ศวัส”

ไม่รู้เป็นไร ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์รุนแรงแค่ไหน ขอเพียงแค่ถูกพระองค์ทรงเรียกชื่อ เขาก็เป็นต้องยอมอ่อนลงและนิ่งฟังเสมอ

“ถ้าแต่งงานกับพิรุณแล้ว เธอจะมีความสุขไหม”

“มีพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะมีความสุข” มีเมียเป็นผู้หญิง ทำไมถึงจะไม่มีความสุขล่ะ

“ฉันอยากเห็นเธอมีความสุข จึงอยากให้เธอคิดทบทวนดูดีๆ ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิง ฉันก็เห็นว่านาราน่าจะเหมาะ”

…อะไรนะ นารา? เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่จะให้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง บ้าไปแล้ว ขนาดเขาได้ชื่อว่าเป็นลูกชายของหญิงบ้า ยังไม่มีความคิดวิปริตแบบนี้อยู่ในหัวเลยแม้แต่กระผีกเดียว

“เลือกคนที่เธอชอบเขาจากใจจริง เพราะถ้าเธอชอบเสียแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิด เธอก็ยังอภัยให้เขาได้ง่ายๆ และยังจะชอบเขาอยู่เสมอไป”

อารมณ์โมโหของคนฟังปะทุกรุ่น คับแค้นจนอยากจะร้องไห้ เขาไม่อยากจะฟัง อย่ารับสั่งราวกับทรงรู้จักความรู้สึกแบบนั้นดีเลย คนอย่างพระองค์จะเคยรู้สึกเช่นนั้นกับใครได้ยังไง ในเมื่อไม่น่าจะมีหัวใจเสียด้วยซ้ำ ขนาดคนที่พระองค์รับสั่งอยู่เสมอว่าเป็นเมียบอกว่าจะแต่งงานกับผู้หญิง ยังไม่โกรธ ไม่ห้ามเลยสักคำ มิหนำซ้ำยังจะแนะนำผู้หญิงคนอื่นให้อีก

“หม่อมฉันอยากจะแต่งงานกับพิรุณ ฝ่าบาทจะประทานพระอนุญาตได้ไหมพระเจ้าค่ะ” เขาต้องการรู้แค่นี้

ชั่วขณะนั้น เวลาเหมือนกับหยุดเดิน

“ได้สิ ฉันอนุญาต”

คนเป็นพระชายารู้สึกราวกับบางสิ่งบางอย่างในร่างกายแตกสลาย

ไหนล่ะ ความรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่จะได้เรียกศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายกลับคืนมา

ทิฐิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ผลักดันให้กล้ำกลืนความรู้สึกที่ทำให้ท้องไส้บิดเกร็งเขม็งเกลียวลงไป พยายามสงบใจ บังคับให้มือไม่สั่นขณะที่ถอดแหวนออกจากนิ้วนางข้างซ้าย

“หม่อมฉันอยากจะได้แหวนวงใหม่ ขอถวายวงนี้คืนพระเจ้าค่ะ”

แปลกที่เรื่องแค่นี้กลับทำให้พระพักตร์ที่นิ่งเฉยอยู่เป็นนิจแปรเปลี่ยนไปได้

“เธอเก็บเอาไว้เถอะ”

“แต่หม่อมฉันต้องสวมแหวนวงใหม่ในพิธี”

องค์รัชทายาทหนุ่มทรงนิ่งเงียบไปชั่วครู่

“ฉันให้แล้วไม่คิดจะเอาคืน”

“ของมีค่าเช่นนี้ หม่อมฉันกลัวเก็บไม่ดีแล้วทำหายพระเจ้าค่ะ”

คนกราบทูลวางแหวนไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืน

“หม่อมฉัน…ขอประทานพระอนุญาตกลับห้องพระเจ้าค่ะ”

“…ไปเถอะ…”

คนฟังถึงกับชะงัก ง่ายดายอย่างนี้เองหรือ ทำไมถึงปล่อยเขาไปง่ายๆ

อ้อ อีกไม่นานพระองค์คงจะเสด็จไปหา แล้วก็ตักตวงความสุขจากร่างกายของเขาเหมือนทุกคืน

คิดเช่นนั้นแล้วก็ไม่นึกแปลกใจอีก

“ศวัส”

คนเดินไปได้หลายก้าวแล้วหันกลับมา

“สร้อยของเธอ ให้ฉันได้ไหม”

“…ฝ่าบาททรงขอทำไมพระเจ้าค่ะ”

หัวใจเต้นโลดราวกับจะทะลุออกมาจากอก

“แทนแหวนที่ฉันให้”

ศวัสกำมือแน่น สูดลมหายใจเข้าแล้วกราบทูลเสียงห้วน

“หม่อมฉันตั้งใจว่าจะมอบให้พิรุณในวันแต่งงานพระเจ้าค่ะ”

 

วันแต่งงานของพระชายาในเจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณถูกกำหนดให้มีขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้า เร็วจนแม้แต่เจ้าบ่าวเองยังตระหนก นาราเป็นคนบอกเหตุผลเมื่อถูกถาม

“องค์รัชทายาทรับสั่งว่าถ้าช้ากว่านี้จะไม่ทันเพคะ”

“ไม่ทันอะไร”

“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ”

นางพระกำนัลสาวผู้นี้พูดน้อยลงมาก ตั้งแต่รู้ว่าพระชายาของตนจะแต่งงานกับพิรุณ หญิงสาวแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบใจมาก แต่ก็ยังปรนนิบัติรับใช้เจ้าชายต่างแคว้นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เพียงแต่ยิ้มน้อยลง และไม่ช่างพูดเหมือนเดิม ทำเอาบรรยากาศรอบตัวของเจ้าชายหนุ่มหม่นหมองลงอย่างรู้สึกได้ชัด

ตั้งแต่แยกจากกันในคืนที่กินอาหารร่วมโต๊ะ ศวัสก็ไม่ได้พบเจ้าชายภีมเสนอีก

ยามค่ำคืนที่จะได้นอนในห้องเพียงลำพังได้มาถึงแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้องค์ไม่มา แต่พระกรุณาก็มาถึงไม่เคยขาด ค่าใช้จ่ายทุกอย่างในพิธี พระองค์ทรงจ่ายให้ทั้งหมด ตั้งแต่วิหารที่ใช้ทำพิธี ชุดเจ้าบ่าว ชุดเจ้าสาว บัตรเชิญ ของชำร่วย ดอกไม้ อาหาร ของที่ใช้ตกแต่งในพิธี รถม้า หรือแม้แต่เรือนหอ ทุกสิ่งทุกอย่างเจ้าชายภีมเสนโปรดให้คนจัดการตามความต้องการของบ่าวสาวทุกประการ

พูดให้ถูกคือความต้องการของเจ้าสาวเพียงคนเดียว

พิรุณกระตือรือร้นกับการได้เป็นเจ้าสาวมาก ผิดกับเจ้าชายแห่งอันธกาลที่นอกจากลองชุดแล้วก็ไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องอะไรอีกเลย และพิรุณก็ถามความคิดเห็นเพียงแค่ครั้งเดียว เมื่อได้คำตอบว่า

‘ฉันตามใจเธอ’

หญิงสาวก็ไม่เคยถามอีก ซึ่งศวัสก็คิดว่าดีแล้ว

เจ้าชายภีมเสนไม่ได้ทรงเรียกร้องความสัมพันธ์ยามค่ำคืนจากเขาอีก พิรุณเองก็ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเขาเลยเช่นกัน หญิงสาวอ้างว่าต้องเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว จึงไม่ได้มาอยู่รับใช้เขาอีก คนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาคือนารา

นาราที่บ่อยครั้งจะมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ

“อยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”

“หม่อมฉันพูดได้หรือเพคะ”

“ทำไมถึงพูดไม่ได้ล่ะ”

“สิ่งที่หม่อมฉันจะพูด คงไม่ใช่สิ่งที่พระชายาอยากจะฟัง”

“พูดไปเถอะ” เพราะไม่ว่าจะพูดอะไร ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

“พระชายาไม่น่าทรงทำอย่างนี้เลยเพคะ องค์รัชทายาททรงดีต่อพระชายามาก ไม่เคยขัดพระประสงค์เลยสักอย่าง แล้วก็ไม่เคย…ไม่เคยนอกใจพระชายาเลย”

อา…นอกใจ เจ็บแปลบไปถึงแก่นกลางหัวใจเชียวล่ะ

“ก่อนจะมีพระชายา พระองค์ทรงมีพระสนมอยู่หลายสิบนาง แต่ละนางรูปร่างหน้าตาสะสวย พระองค์ยังโปรดให้ทูลลาออกจนหมด เพื่อจะได้มีพระชายาเพียงพระองค์เดียว ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทรงทำอย่างนี้ก็ได้ พระชายาไม่ทรงเห็นความดีของพระองค์บ้างเลยหรือเพคะ ทรงเป็นเจ้าชายแห่งอันธกาล น่าจะทรงทราบว่าไม่ว่าบ้านเมืองไหน เจ้าชายจะมีพระสนมนางในกี่นางก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่สำคัญ สิ่งที่พระชายาทรงทำกับพิรุณลับหลังพระองค์ ถ้าเป็นคนอื่นคงจะต้องพระอาญาสาหัสไปแล้ว แต่องค์รัชทายาทกลับทรงอภัยให้พระชายาได้ง่ายๆ”

คำพูดของนารามีเหตุผล เจ้าชายรองแห่งอันธกาลยิ้มเศร้าๆ แล้วตอบนางด้วยคำถามเบาๆ

“ถ้าผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยนอกใจเธอเลย แต่เขาขืนใจเธอทุกคืน เธอจะยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่ไหม”

นาราตอบไม่ได้

 

ได้อยู่ตามลำพังเพียงแค่ไม่กี่วัน ศวัสก็รู้สึกว่าวันเวลาแต่ละวันช่างยาวนาน เขามีเวลาว่างมากพอจะคิดออก ว่าทุกสิ่งที่ทำลงไปก็เพื่อความสาแก่ใจ ซึ่งไม่ใช่นิสัยของเขาเลย ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาได้แต่เป็นฝ่ายถูกกระทำ และยอมรับในชะตากรรมอันโดดเดี่ยวที่คนในราชวงศ์มอบให้ ไม่เคยคิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติหรือแก้แค้นใคร แต่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณทรงเป็นคนไล่ต้อนเขา กดดันให้เขารู้สึกว่าทานทนไม่ได้

สรุปแล้วพระองค์เองที่เป็นคนเปลี่ยนแปลงเขา

ทำให้เขากลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง

‘สร้อยของเธอ ให้ฉันได้ไหม’

แค่คิดถึง ทั้งหัวตาและหัวใจก็ร้อนผ่าว จะขอทำไม ในเมื่อไม่มีเหตุผลดีๆ มอบให้

 

“องค์รัชทายาทไม่ได้เสด็จนะเพคะ”

คืนก่อนแต่งงาน นาราบอกเช่นนั้นโดยที่ว่าที่เจ้าบ่าวไม่ได้ถาม

คนฟังทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ รู้แต่ว่าเขาอยากให้พระองค์ไปร่วมพิธีด้วย ถ้าได้เห็นว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอยู่บ้าง…แค่เพียงนิดเดียว เขาก็คงจะรู้สึกดีจนสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกยาวนาน

แต่ไม่ไปก็ดีเหมือนกัน ยังมีเวลาอีกมาก ที่เขาจะทำให้ทรงรู้สึกเจ็บปวดบ้าง

“หม่อมฉันไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถ้าพระชายาไม่ได้ถาม แต่หม่อมฉันทนไม่ไหวแล้วเพคะ จะถูกองค์รัชทายาทลงพระอาญาก็ยอม”

คนขาดความรู้สึกกระตือรือร้นไปนานแล้วก้มลงมองคนที่พับเพียบอยู่ข้างๆ อย่างสนใจขึ้นมา

“พิรุณไม่ใช่นางพระกำนัล นางเคยเป็นพระสนมขององค์รัชทายาทมาก่อนเพคะ”

ศวัสนิ่งอึ้ง

“แล้วนาง…” ทำไมยังอยู่ที่นี่

“พ่อของนางเคยช่วยชีวิตองค์รัชทายาทไว้ครั้งหนึ่งเพคะ นางจึงมีสิทธิพิเศษกว่าคนอื่น นางทูลขออยู่ที่นี่ต่อไป เป็นนางพระกำนัลคอยรับใช้พระชายาก็ยอม จนถึงตอนนี้หม่อมฉันก็ยังเดาไม่ถูกว่านางต้องการอะไรกันแน่”

เหตุผลน่ะหรือ ก็คงจะเหมือนกับเขานั่นแหละ…เพื่อแก้แค้น

ดี…รู้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้รู้สึกผิดต่อนางน้อยลง

“นางเคยถวายตัวให้องค์รัชทายาทมาแล้ว เพราะฉะนั้นแค่มีความสัมพันธ์กับนางครั้งเดียว พระชายาไม่จำเป็นต้องทรงรับผิดชอบนางด้วยวิธีนี้เลย”

ศวัสฝืนยิ้มขื่น การที่เขาแต่งงานกับพิรุณ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เกี่ยวข้องกับนางเลย

…ไม่มีเลย…

“อีกอย่าง หม่อมฉันคิดว่าตอนนี้องค์รัชทายาทน่าจะกำลังประชวรมากนะเพคะ”

ประโยคนี้ต่างหาก ที่สั่นสะเทือนหัวใจได้ทั้งดวง

“หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าครั้งล่าสุดเมื่อห้าวันที่แล้ว พระพักตร์ดูซูบซีดลงมาก หม่อมฉันทูลถาม แต่รับสั่งว่าเสวยพระโอสถแล้ว ไม่ได้ทรงเป็นอะไรมาก แล้วก็รับสั่งว่าหม่อมฉันไม่จำเป็นต้องไปเข้าเฝ้าทูลรายงานกิจวัตรประจำวันของพระชายาอีก พระชายาน่าจะเสด็จไปทรงเยี่ยมพระองค์บ้างนะเพคะ คืนนี้ก็ได้ ถ้าเป็นพระชายา ไม่ว่าเวลาไหนองค์รัชทายาทก็โปรดให้เข้าเฝ้าได้อยู่แล้ว”

คงไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่รับสั่งนั่นล่ะ แต่ถึงจะเป็นมาก หมอหลวงก็คงจะต้องหายาดีที่สุดมารักษาให้หายโดยเร็วอยู่แล้ว เขาไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร อีกอย่าง การสั่งให้นาราเลิกรายงานเรื่องของเขา ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเลิกสนพระทัยเขาแล้ว

“เสด็จไหมเพคะ พระชายา”

“ฉันจะเข้านอนล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

“พระชายาเพคะ”

“…”

“หม่อมฉัน…ไม่ควรพูด แต่หม่อมฉันรู้จากมหาดเล็กที่อยู่เวรปีกซ้ายว่า…ว่าองค์รัชทายาทโปรดให้พิรุณเข้าเฝ้าคืนนี้”

คนฟังกำหมัดแน่น ถึงกระนั้นมือก็ยังสั่นระริก

“บอกฉันทำไม”

“เผื่อว่าพระชายาจะเสด็จไปเพคะ”

“ไปทำไม”

นาราสูดหายใจเข้าลึก สบสายตาของพระชายาราวกับจะหยั่งความรู้สึกและท้าทายอยู่ในที

“อย่างน้อย ก็เพื่อพาว่าที่เจ้าสาวของพระชายากลับมา”

คนฟังสะดุ้งเล็กน้อย นั่นสินะ ทำไมเขาถึงไม่มีความคิดเช่นนั้นอยู่ในหัวเลย คิดแต่ว่าถ้าไป ก็หมายถึงไปเพื่อกันผู้หญิงคนนั้นออกจาก ‘สามี’ ของเขา

“นอนเถอะ พรุ่งนี้…ก็เช้าแล้ว”

 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นในวิหารหลังใหญ่ที่เจ้าสาวชื่นชอบเป็นพิเศษ แขกเหรื่อมากมายล้วนแต่เป็นคนที่เจ้าชายรองแห่งอันธกาลไม่รู้จักทั้งสิ้น อารมณ์ที่ควรจะชื่นบานกลับแห้งแล้งหม่นหมอง นาราเป็นคนช่วยแต่งตัวให้เขาเมื่อเช้านี้ นางบอกเขาเรียบๆ ว่า

“หม่อมฉันคิดมาตลอดเลยเพคะ คำถามที่พระชายาถามตอนนั้น ถ้าหม่อมฉันถูกผู้ชายคนหนึ่งขืนใจ หม่อมฉันคงไม่คิดว่าตัวเองโชคดี แต่ถ้าเขายินดีจะมีหม่อมฉันเพียงคนเดียว และดีต่อหม่อมฉันบ้าง หม่อมฉันก็จะพยายามลืมอดีต เพื่อจะได้ก้าวออกไปสู่อนาคตได้เพคะ คงจะมีสักวันที่หม่อมฉันจะมีความสุข”

อา…อนาคต…หมายถึง ‘วันพรุ่งนี้’ สินะ

“ขอบใจนะ ที่บอก แต่ฉันจะไม่รออนาคตแล้ว”

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย เจ้าชายรองแห่งอันธกาลรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอยู่หน้าแท่นพิธี เสียงดนตรีบรรเลงเพลงอ่อนหวานเมื่อเจ้าสาวก้าวเดินมาตามทางที่ลาดด้วยพรมสีแดงสด ใบหน้าสะสวยของนางซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาวโปร่งบาง

ถึงกระนั้นศวัสก็ยังเห็นว่าสีหน้าของพิรุณดูซีดเซียว และดวงตาก็แดงช้ำ

…อาจจะเป็นเพราะได้ ‘ถวายตัว’ เมื่อคืน…

เขาคงจะเป็นคนชั่วช้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เสียแล้ว ที่ไม่ได้รู้สึกคับแค้นใจแทนเจ้าสาวของเขาเลยแม้แต่น้อย หัวใจที่สั่นสะท้าน หนาวยะเยือกไปหมดนี้รู้ดีว่าเป็นเพราะโกรธที่องค์รัชทายาทที่แสนดีของนาราไม่ใช่คนดีงามอย่างที่นางเคยสรรเสริญเทิดทูนอีกแล้ว

“…ยินดีจะรับเจ้าชายรองแห่งอันธกาลเป็นสามี จะร่วมทุกข์และร่วมสุข จะรักและดูแลกันทั้งในยามดีและยามป่วยไข้ ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่หรือไม่”

หัวหน้านักบวชคงจะผิดพลาดเสียแล้ว ที่ถามเจ้าสาวก่อน

พิรุณนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วตอบรับเสียงสั่นแต่หนักแน่น

“รับค่ะ”

“เจ้าชายศวัส เจ้าชายรองแห่งอันธกาล ฝ่าบาททรงยินดีจะรับพิรุณไว้เป็นพระชายา จะร่วมทุกข์และร่วมสุข จะรักและดูแลนางทั้งในยามดีและยามป่วยไข้ ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่หรือไม่”

“…”

คนถูกถามนิ่งเงียบเนิ่นนาน ภายในห้องพิธีเงียบสงัดจนกระทั่งเริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นอื้ออึง หัวหน้านักบวชเอ่ยเรียกอีกครั้งอย่างเกรงใจ

“ฝ่าบาท”

“ฉัน…”

พูดออกไปสิ แค่พูดออกไปคำเดียวเท่านั้น เขาก็จะได้หลุดพ้นจากความอัปยศที่ต้องแบกรับอยู่ทุกค่ำคืน

“…”

“ฝ่าบาท…”

…สิ่งที่จะทำให้เธอหนีฉันพ้นได้ มีแต่ความตายเท่านั้น…

คงจะจริงอย่างที่รับสั่ง

“ฉันขอโทษ พิรุณ”

“ฮะ…” เจ้าสาวถึงกับผงะ ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะดังก้องราวกับคนบ้า “ฮะๆๆๆๆ…ฮ่าๆๆๆๆ…”

เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นทุกที พิรุณเปิดผ้าคลุมหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่แดงช้ำ รอยแย้มยิ้มบนริมฝีปากดูขมขื่นสุดจะพรรณนา

“หม่อมฉันสู้ฝ่าบาทไม่ได้จริงๆ ขนาดว่าฝ่าบาทไม่รู้อะไรเลยแท้ๆ ยังตัดใจพูดไม่ได้ ส่วนหม่อมฉัน…ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ยังทิ้งพระองค์มาได้ ยังรับฝ่าบาทเป็นสามีได้ เพียงแค่อยากจะทำให้พระองค์เสียพระทัยจนตายตาไม่หลับ”

“เธอพูดเรื่องอะไร” ศวัสขมวดคิ้ว หัวใจเต้นแรง สังหรณ์ใจถึงลางหายนะ

“ตอบหม่อมฉันมาก่อนสิเพคะ ว่าทำไมฝ่าบาทถึงไม่ยอมรับหม่อมฉันเป็นชายา”

“ฉัน…”

“หลงรักองค์รัชทายาทหรือเพคะ”

“ไม่ใช่”

“แล้วเพราะอะไรล่ะเพคะ”

“เพราะ…”

พิรุณรอคอย แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้คำตอบ

“หึ ไม่ต้องตอบก็ได้เพคะ แต่หม่อมฉันขอสร้อยพระศอของฝ่าบาทเป็นสิ่งตอบแทนได้ไหมเพคะ”

คนถูกขอกำล็อกเกตรูปหยดน้ำเอาไว้แน่น พิรุณเองก็รู้ ว่าเขาจะมอบมันให้กับคนที่เขารักเท่านั้น

“ถ้าไม่ได้ทรงรักองค์รัชทายาท ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมันเอาไว้ถวาย”

ศวัสพยักหน้า

“ได้ แต่เธอต้องบอกฉันก่อนว่าเธอพูดเรื่องอะไร องค์รัชทายาททรงเป็นอะไร”

“พระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์เพคะ”

“…!!!” ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้

“ถ้าเสด็จไปตอนนี้ อาจจะยังทันดูใจ”

คนฟังไม่รอแล้ว ไม่คิดจะสอบสวนต่อไปแม้แต่น้อยว่าเป็นความจริงหรือไม่ เจ้าชายรองแห่งอันธกาลออกวิ่ง ขาพันกันจนล้มหน้าคว่ำลงบนพรมแดงต่อหน้าธารกำนัล แต่ก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ฝ่าบาท! สร้อยของหม่อมฉันล่ะเพคะ”

ศวัสถอดสร้อยออกจากคออย่างไม่ลังเล

 

ตั้งแต่จำความได้ เขาไม่เคยวิ่งอย่างสุดฝีเท้าเช่นนี้มาก่อน ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทันใจ หัวใจที่รุ่มร้อนเป็นไฟโลดแล่นไปถึงปีกซ้ายของพระตำหนักเจ้าชายรัชทายาทก่อนนานแล้ว

…สิ่งที่จะทำให้เธอหนีฉันพ้นได้ มีแต่ความตายเท่านั้น…แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอตาย…

รอยเลือดที่กระจายอยู่บนผ้าปูที่นอนผืนนั้น ไม่ใช่เลือดของเขา

‘อดทนนะ ศวัส คิดเอาไว้ว่า พอถึงวันพรุ่งนี้ ก็จะเป็นวันของเธอแล้ว เธอจะไม่ต้องอดทนอีก’

‘พรุ่งนี้…ฮึก…จะมีจริงหรือพระเจ้าค่ะ’

‘มีสิ…นอนเสีย พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว’

 

“พระชายา!”

นาราตะโกนเรียก แต่เขาไม่หัน และไม่หยุด จนกระทั่งนางพระกำนัลสาวขี่ม้าอ้อมมาดักหน้าแล้วลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว

“ใช้ม้าเถอะเพคะ”

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลขี่ม้าได้ไม่ค่อยคล่อง แต่ก็เหวี่ยงตัวขึ้นม้าแล้วควบขับออกไปโดยไม่ลังเล

 

บรรยากาศแห่งความตายลอยอวลตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้าพระตำหนัก แม้แต่องครักษ์ที่ยืนเวรอยู่ด้านหน้าก็หน้าหมองกันทุกคน

ศวัสไม่พูด ไม่ถามใครทั้งนั้น เขาวิ่งตรงไปยังปีกซ้าย ประตูห้องบรรทมไม่ได้ปิดเอาไว้ มหาดเล็กหลายนายคุกเข่ากลั้นน้ำตาอยู่หน้าห้อง เจ้าชายหนุ่มวิ่งพรวดเข้าไปข้างใน

ในห้องมีคนอื่นอยู่ไม่กี่คน สองคนเป็นองครักษ์ประจำพระองค์ ส่วนคนอื่นนั้นศวัสไม่รู้จักและไม่คิดจะสนใจ

ชายวัยกลางคนร่างผอมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างพระที่ลุกขึ้นยืนให้เจ้าชายต่างแคว้นเข้าไปนั่ง ทว่าศวัสไม่สนใจ เขาปีนขึ้นไปนั่งบนพระที่โดยไม่สนใจความเหมาะสม

“ฝ่าบาททรงเป็นอะไร”

พระพักตร์ของเจ้าชายภีมเสนทั้งหมองคล้ำและซูบผอม ผิดไปจากเมื่อสิบวันก่อนที่เขาเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง คนมองเห็นตาแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากออกมาเอง

“หมอบอกว่าถูกพิษ” คนรับสั่งขยับมุมพระโอษฐ์ขึ้นนิดหนึ่งเป็นรอยยิ้มก่อนอธิบาย “เป็นพิษที่ได้รับเข้าไปแล้วต้องตายทุกคน ไม่รู้ว่าถูกพิษเข้าตอนไหน อาจจะเป็นตอนที่เข้าป่าล่าสัตว์เมื่อหกเดือนก่อน ดีที่พิษจะกำเริบเฉพาะตอนกลางวัน แล้วก็ดีที่หมอเก่ง”

“ก็เลยจะทรงหายใช่ไหม”

“เปล่า แต่บอกได้ว่าฉันจะมีเวลาอยู่อีกหกเดือน นับแล้วเห็นทีจะไม่พ้นวันนี้”

เก่งบ้าเก่งบอน่ะสิ อย่างนี้ก็เรียกว่าหมอเก่งได้ด้วยหรือ

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลพยายามกลั้นสะอื้น ดึงห่อผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วคลี่ออกทั้งที่มือสั่น ในนั้นมีวัตถุสีดำก้อนกลมๆ อยู่ก้อนหนึ่ง

“อ้าปากพระเจ้าค่ะ”

“อะไรหรือ”

“บอกให้อ้าก็อ้าสิ!”

คนเจ็บแย้มพระโอษฐ์เหมือนจะขำ แต่ก็ยอมอ้าโดยดี

“ฝ่าบาท! เดี๋ยวก่อนพระเจ้าค่ะ”

หมอหลวงวัยกลางคนขยับเข้ามาห้ามอย่างร้อนใจ ทว่าศวัสป้อนมันเข้าพระโอษฐ์ไปแล้ว ของชนิดนั้นละลายทันทีที่ถูกน้ำลาย

“เป็นยังไงบ้างพระเจ้าค่ะ” ใจเขาสั่นไปหมดแล้ว

“หวานๆ เย็นๆ ดี หอมมากด้วย มันเป็นอะ…โอ้ก!..”

“ฝ่าบาท!!!”

หลายเสียงดังประสานกันเมื่อองค์รัชทายาทหนุ่มทรงกระอักพระโลหิตออกมาคำโต

“พระชายาทรงทำอะไรลงไป”

ทั้งหมอหลวงและบรรดาราชองครักษ์ล้วนแต่มีทีท่าแค้นเคือง ทว่าเจ้าชายภีมเสนทรงโบกพระหัตถ์ ไม่ให้เข้าใกล้พระชายาของพระองค์ ศวัสนั่งอึ้งตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูก

“ม…มันเป็นยา…น่าจะเป็นยาที่รักษาโรคได้ทุกโรค แก้พิษได้ทุกอย่าง แล้วทำไมถึง…เป็นแบบนี้”

“ยาแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลกหรอกพระเจ้าค่ะ”

หมอหลวงอดพูดอย่างเคืองๆ ไม่ได้

เจ้าชายแห่งอันธกาลน้ำตาเอ่อ รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบเลือดถวายทั้งที่มือสั่นจนคนเจ็บต้องช่วยจับเอาไว้ ลมหายพระทัยอ่อนและดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่เป็นไร ศวัส เธอมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ขออโหสิกรรม”

ศวัสร้องไห้โฮ

“ไม่ต้องพระเจ้าค่ะ ไม่ต้องขอ อย่ารับสั่งแบบนั้น…”

“ต้องสิ กรรมใดที่ฉันทำไว้กับเธอ ทำให้เธอเจ็บช้ำ ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด ฉันขอให้เธอจงอภัยให้ฉันเถิด ฉันกล้าพูดได้เต็มคำ ว่าฉันไม่มีเจตนาจะทำให้เธอต้องเจ็บปวดหรือเสียศักดิ์ศรี”

“ไม่ต้องพระเจ้าค่ะ…ฮือ…อย่าพูด”

“มีใครบอกเธอหรือยัง ว่าวันนี้เธอหล่อมาก เป็นผู้ชายที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งพิงของผู้หญิงได้”

“พอแล้ว!”

องค์รัชทายาทหนุ่มแย้มพระสรวลจางๆ

“เธอจะให้อภัยฉันได้ไหม”

คนตรัสถามทรงลูบมือสั่นๆ ที่แสนเย็นเฉียบนั้นเบาๆ เจ้าชายเชลยสะอื้นฮักขณะพยักหน้ารัว

“ขอบใจ ต่อไปเธอคงจะไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้อีก”

“รอพระเจ้าค่ะ! หม่อมฉันจะรอ…”

“รอทำไม”

ไม่มีคำตอบ นอกจากเสียงสะอื้นไห้เบาๆ แต่ดังก้องไปทั้งห้องที่เงียบงัน

ดวงพระเนตรสีเหล็กกล้าปรือลงใกล้จะปิดเต็มที

“ยังไม่ได้ถามเลย ว่าเธอกลับมาอย่างนี้แล้วพิธีล่ะ”

คนถูกถามกลั้นสะอื้นไว้สุดความสามารถ บีบกระชับพระหัตถ์ของคนเจ็บเอาไว้ด้วยสองมือ

“หม่อมฉันเชื่อฝ่าบาทพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท…ฮึก…เคยรับสั่งว่า ให้หม่อมฉันเลือกคนที่หม่อมฉันชอบ เพราะถ้าชอบแล้ว ก็จะ…ฮึก…อภัยให้เขาได้ง่ายๆ และ…ฮึก…ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง หม่อมฉันก็ยังจะชอบเขาเสมอไป”

“เธอชอบฉันหรือ”

ศวัสขยับริมฝีปาก แล้วก็เปลี่ยนใจ

“พรุ่งนี้…พรุ่งนี้หม่อมฉันจะบอก เพราะฉะนั้น…ฮึก…ได้โปรด มีชีวิตอยู่จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้เถิดพระเจ้าค่ะ”

“บอกเลย…ไม่ได้หรือ”

ศวัสส่ายหน้า องค์รัชทายาทหนุ่มแย้มพระสรวล พยักพระพักตร์เบาๆ ก่อนจะกระอักพระโลหิตออกมาอีกคำใหญ่ แล้วสลบไปทันที

“ฝ่าบาท!!! หม่อมฉันบอกแล้ว บอกแล้วพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันรักฝ่าบาท ทรงตื่นขึ้นมาฟังก่อนพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท…ภีมเสน…”

“ทรงหลบไปก่อนพระเจ้าค่ะพระชายา กระหม่อมจะตรวจดูพระอาการ”

ภายในห้องโกลาหลวุ่นวาย เจ้าชายรองแห่งอันธกาลถูกองครักษ์ประจำพระองค์จับแยกห่างออกมาจากพระที่เพื่อให้หมอหลวงตรวจได้สะดวก ศวัสดิ้นรนจนหมดแรง ได้แต่นั่งน้ำตาไหลพราก

…ต่อไปเธอคงจะไม่ต้องรอพรุ่งนี้อีก…

รอ…เขาจะรอวันพรุ่งนี้ เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ขอเพียงพรุ่งนี้มาถึงแล้วพระองค์ยังมีชีวิตอยู่

…เท่านั้นก็พอ…

 

 

บทส่งท้าย

 

เมื่อความลับเรื่ององค์รัชทายาทถูกยาพิษมาเป็นเวลานานไม่เป็นความลับอีกต่อไป คราวนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ถูกเปิดเผยออกมาหมด พิรุณยอมสารภาพว่า

“หม่อมฉันรักองค์รัชทายาท ทุ่มเททำเพื่อพระองค์มาตั้งหลายปี แต่พอฝ่าบาทมาถึง หม่อมฉันก็ต้องถูกปลด ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์อะไรเลย อย่างนี้ยุติธรรมหรือเพคะ แต่ไม่ว่ายังไงองค์รัชทายาทก็ไม่ทรงยอมให้หม่อมฉันถวายงานต่อ หม่อมฉันไม่มีทางเลือก ทางเดียวที่หม่อมฉันจะสัมผัสพระองค์ได้ ก็มีแต่ต้องผ่านพระวรกายของฝ่าบาทเท่านั้น”

นั่นเป็นความจริงที่ทำให้ศวัสถึงกับขนลุกซู่ นางมีความสัมพันธ์กับเขา เพราะร่างกายของเขาถูกเจ้าชายภีมเสนครอบครองมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เป็นความวิปริต ที่คิดไปแล้วก็มีส่วนน่าสงสาร และจะว่าไป องค์รัชทายาทแห่งเรืองอรุณก็เป็นคนเลือดเย็นคนหนึ่ง ที่ยอมให้อดีตพระสนมของพระองค์มาคอยรับใช้พระชายา ได้เห็นภาพตำตาตำใจอยู่ทุกคืน

ความ ‘เลือดเย็น’ ของพระองค์มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว พิรุณเคยทูลขอลาออกจากการเป็นพระสนมเพราะทนเห็นเจ้าชายหนุ่มทรงรับพระสนมคนใหม่เรื่อยๆ ไม่ได้ แต่เจ้าชายรัชทายาททรงปฏิเสธคำขอ เพราะตอนที่บิดาของนางมีความดีความชอบ ช่วยชีวิตพระองค์ไว้นั้น นอกจากพระองค์จะทรงรับนางเป็นพระสนมเพื่อตอบแทนแล้ว ยังทรงสนับสนุนเขามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เขาเป็นขุนนางสำคัญคนหนึ่งที่ช่วย ‘หนุน’ พระองค์ได้

‘เธอกับฉัน เราอยู่กันด้วยหน้าที่ ไม่ใช่ความรัก’

‘มีวิธีอะไรที่จะทำให้หม่อมฉันไปจากฝ่าบาทได้ไหมเพคะ’

‘มีวิธีเดียว เลิกรักฉัน แล้วทำให้ฉันรักเธอ ถ้าฉันรักมากพอ ไม่ว่าเธอต้องการอะไรฉันก็จะให้ แม้ว่าจะต้องปล่อยให้เธอไปแต่งงานกับคนอื่น’

เพราะเหตุนี้ พิรุณจึงมั่นใจว่าหากเจ้าชายรัชทายาททรงรักเจ้าชายเชลยจริง พระองค์จะต้องทรงยอมให้ ‘พระชายา’ แต่งงานกับนางแน่

ใจหนึ่งภาวนาให้พระองค์ทรงห้าม เพราะนั่นอาจหมายความว่ายังไม่รักมากพอ แต่อีกใจก็อยากให้ทรงอนุญาต เพราะนั่นหมายถึงนางได้แก้แค้น แต่อะไรๆ ก็ผิดแผนไปเสียหมด

คืนก่อนแต่งงาน เจ้าชายภีมเสนรับสั่งบอกความจริงว่าพระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์ให้พิรุณรู้ ให้นางรู้ว่าต่อให้ได้แต่งงานกับเจ้าชายเชลย ก็จะไม่ได้สัมผัสพระองค์ทางอ้อมอีกต่อไป การแก้แค้นไร้ความหมาย พระสนมคนงามร้องไห้อยู่ทั้งคืน แต่สุดท้ายก็ถือคติว่า หากนางไม่มีความสุข ใครอื่นก็อย่าหวังว่าจะมี

“หม่อมฉันยังยินดีจะปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทนะเพคะ หม่อมฉันสาบานว่าจะไม่เรียกร้องอะไรมากกว่านี้ ขอเพียงได้สัมผัสองค์รัชทายาทผ่านฝ่าบาทบ้างเท่านั้น ฝ่าบาทเองก็จะทรงมีความสุขด้วย เพราะว่าหม่อมฉันเป็นผู้หญิง คงทำให้ฝ่าบาททรงสะดวกพระทัยกว่าการเป็นฝ่ายปรนนิบัติองค์รัชทายาท ถือว่าเราต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ อีกอย่าง ถ้าหม่อมฉันเกิดตั้งท้องขึ้นมา ฐานะของฝ่าบาทก็จะมั่นคงขึ้นนะเพคะ ลูกของหม่อมฉันก็ถือว่าเป็นลูกของเราสามคน”

คนฟังถึงกับพูดไม่ออก แต่อำนาจการตัดสินชะตากรรมของนางอยู่ที่เขา เขาจึงบอกให้นางไปเสีย

ไป แล้วอย่ากลับมาให้เขาเห็นหน้าอีก

และเพราะเขาไล่ให้นางไป บิดาของนางจึงต้องถูกย้ายไปอยู่ที่เมืองใกล้ชายแดนด้วย ตามพระบัญชาของเจ้าชายรัชทายาท

ดูท่าว่าเขาคงจะเลือดเย็นไม่แพ้องค์รัชทายาทแห่งเรืองอรุณเสียแล้ว แต่เขาทำได้ และไม่ลังเล

 

ตั้งแต่ศวัสมาอยู่ที่เรืองอรุณ ก็ไม่มีใครเคยถูกประหารชีวิตเพราะเขาเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นคนที่บกพร่องต่อหน้าที่ตอนที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตาย ลูกชายเศรษฐีและลูกน้องที่เข้ามาหมายชิงตัวพิรุณ หรือแม้แต่องครักษ์ที่ติดตามไปอารักขาในวันนั้น

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลถูกหลอก

ความลับอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่งรู้ก็คือ นาราเองก็เป็นถึงธิดาคนเล็กของเสนาบดีเกษตร

 

คืนนี้เป็นคืนแรกที่ศวัสย้ายมานอนห้องเดียวกับ ‘พระสวามี’

“อย่าเพิ่งนอนนะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

ถึงเจ้าของห้องจะรับสั่งบอกไว้อย่างนั้น แต่เมื่อเสด็จออกมาจากห้องแต่งพระองค์แล้ว ก็พลันพบว่าคนร่วมห้องนอนห่มผ้าเรียบร้อยอยู่บนเตียง หันหลังให้ ทั้งยังหลับตาพริ้มไปเรียบร้อย

คนแกล้งหลับรู้สึกถึงน้ำหนักตัวของคนที่เพิ่งนั่งลงบนเตียงได้ชัดเจน หัวคิ้วจึงขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง ก่อนจะถูกลูบศีรษะเบาๆ

“ศวัส”

เจ้าของพระหัตถ์เย็นๆ ลูบไล้ลงมาตามผิวแก้ม

“ถ้าลืมตาขึ้นมาตอนนี้ ฉันจะบอกทุกอย่างที่เธอถาม”

เปลือกตาของคนนอนสั่นไหว แต่ไม่ยอมลืม จึงถูกลงโทษด้วยการหอมแก้มแล้วกระซิบข้างหู

“ลักหลับเสียดีไหม”

ผ้าห่มกำลังจะถูกเลิกขึ้น ทว่าคนที่ ‘หลับ’ ไปแล้วยึดเอาไว้แน่น

“ไม่อยากให้ทำก็ลืมตาขึ้นมาคุยกันดีๆ”

รับสั่งอย่างกับว่าถ้าลืมตาขึ้นมาคุยแล้วจะไม่ ‘ทำ’ อย่างนั้นแหละ ศวัสลืมตาแต่ยังไม่ยอมลุก

“ฝ่าบาทโปรดผู้ชายหรือพระเจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายทรงสั่นพระเศียร

“ไม่ชอบ แต่องค์หญิงใหญ่แคว้นอันธกาลร้ายกาจเหมือนแม่มด ฉันไม่อยากจะแต่งด้วยเลยหาข้ออ้างบอกไปว่าชอบผู้ชาย”

แน่นอนว่าใครจะยอมส่งเจ้าชายรัชทายาทแคว้นตัวเองมาแต่งงานเพื่อเป็นเมียของเจ้าชายรัชทายาทอีกแคว้นหนึ่ง

ศวัสลุกขึ้นนั่ง

“แล้วทำไมถึงทรง…ทำอย่างนี้กับหม่อมฉันล่ะพระเจ้าค่ะ”

“เห็นหน้าครั้งแรกก็อยากได้”

คนฟังหน้าแดงวาบ แต่สายตายังคลางแคลง

“ไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจหรอก ฉันเห็นว่าหน้าเธอเหมือนคนอยากจะตายเต็มที”

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลนิ่วหน้า

“ตอนนั้นฉันรู้ตัวมาสองเดือนแล้วว่าถูกพิษและจะต้องตายแน่ ถึงจะไม่ใช่คนกลัวตาย แต่พอรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก็อดจะใจหายไม่ได้ เธออายุยังน้อย ไม่ควรจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิตด้วยเรื่องแค่นี้ ฉันจึงอยากให้เธอรู้จักคุณค่าของชีวิตมากขึ้น”

ศวัสงงหนัก ทั้งผิดหวังทั้งสับสน ใช่หรือ…ทำให้เขาอยากมีชีวิตต่อไป หรือทำให้เขาอยากตายเร็วกว่าเดิมกันแน่

“ฉันทำอย่างนั้น เธอคงเกลียดฉันมากจนอยากตายไปให้พ้น แต่เมื่อฉันตาย เธอก็จะมีความสุขเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เธอจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ว่าขอเพียงอดทนให้มาก ไม่ว่าความทุกข์จะสาหัสแค่ไหน เธอก็จะผ่านมันไปได้ ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ารออยู่ เธอจะได้พบสิ่งนั้น ถ้าเธอไม่ด่วนฆ่าตัวตายไปเสียก่อน”

คนฟังเข้าใจดีแล้ว น่าแปลกที่เขาคิดว่า ต่อให้อีกฝ่ายทรงทำไปเพราะตัณหาราคะเพียงอย่างเดียว เขาในตอนนี้ก็คงไม่นึกแค้นเคืองพระองค์อีก สิ่งที่ยังติดใจก็คือ

“แล้วเรื่องที่โปรดให้พระสนมทูลลาออกทั้งหมดเล่าพระเจ้าค่ะ”

“พอรู้ตัวว่าจะตาย ฉันก็นึกอยากจะทำความดีเอาไว้บ้าง คิดอยู่ว่าจะทำยังไงถึงจะให้พวกนางลาออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีใครระแวงสงสัยเรื่องที่ฉันถูกพิษ ก็ประจวบกับได้ตัวเธอมาพอดี พออ้างว่าอยากจะมีชายาเพียงคนเดียวจึงให้ทุกคนลาออกให้หมด ก็ไม่มีใครสงสัยอีก”

“อ้อ”

คำนั้นไม่มีความหมาย เขาก็พูดไปอย่างนั้นเองเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ยังทำใจรับไม่ทัน เมื่อรู้ว่าสำคัญตัวผิดมาตลอด

เจ้าชายภีมเสนทรงขยับเข้ามากอดพระชายาของพระองค์ไว้หลวมๆ ศวัสขัดขืนเล็กน้อยในคราแรก ก่อนจะยอมโอนอ่อน เอียงศีรษะซบลงบนพระอุระของอีกฝ่ายแต่โดยดี

“ตอนนี้ฝ่าบาททรงปลอดภัยแล้ว จะทรงมีพระสนมอีกกี่คนก็ย่อมได้”

“นั่นสิ”

คนในอ้อมกอดตัวแข็ง ขยับตัวจะผละออก แต่อีกฝ่ายไม่ทรงยอม บอกแล้วว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงยอมปล่อยเขาเอง เขาก็หนีไปไหนไม่พ้น

“แต่มีเธอแค่คนเดียวก็ดีแล้ว เธอเป็นคนให้ชีวิตใหม่แก่ฉัน”

ศวัสน้ำตารื้น เจ็บปวดจนรวดร้าวไปทั้งอก

เจ้าชายภีมเสนไม่ได้ทรงต่างจากเจ้าหลวงแห่งอันธกาล ที่ทรงรับแม่ของเขาไว้เพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้

“หม่อมฉัน…เป็นผู้ชาย”

“ฉันรู้”

“มีลูกถวายให้ไม่ได้”

“มีให้ไม่ได้ก็ไม่เอา”

คนถูกกอดไว้หลวมๆ เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ เจ้าของดวงพระเนตรสีเหล็กก้มลงมามอง แล้วก็ประทานจูบเบาๆ ให้ครั้งหนึ่ง

“เอาเธอแค่คนเดียว”

ศวัสนิ่งคิดอยู่ครู่ แล้วก็หน้าแดงเถือก เจ้าชายภีมเสนแย้มพระสรวล

“ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างนั้นสักหน่อย เธอนี่ก็ลามกเหมือนกันนะ”

“ฝ่าบาทต่างหากพระเจ้าค่ะ”

จูบเขา แล้วก็พูดกับเขาแบบนั้น ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบเขาทั้งนั้น

“ฝ่าบาท!”

เพราะมัวแต่เขินอาย จึงถูกอีกฝ่ายจับกดลงกับเตียงอย่างง่ายดาย มือสองข้างถูกยึดไว้ข้างตัว หมดสิทธิ์จะขัดขืน

“ยังไม่ได้ถามเลยว่าเธอเอายาเม็ดนั้นมาจากไหน”

รับสั่งถามเป็นการเป็นงาน ช่างตรงกันข้ามกับสภาพล่อแหลมของเขาเหลือเกิน

“…”

“บอกไม่ได้หรือ”

“แม่ของหม่อมฉันให้ไว้ก่อนตายพระเจ้าค่ะ” เห็นคนอยู่ข้างบนทรงตั้งใจฟังเป็นอย่างดี ศวัสก็กลืนน้ำลายลงคอครั้งหนึ่ง “นางเก็บเอาไว้ในล็อกเกตแล้วบอกว่า…ให้หม่อมฉันมอบให้…”

“คนที่เธอรัก”

ศวัสนิ่งเงียบ แล้วก็พยักหน้า

“แค่บอกรักฉัน ทำไมต้องทำหน้าเศร้า”

คนอยู่ล่างพยายามฝืนยิ้มฝืดๆ ก่อนจะหลับตาพริ้มเมื่ออีกฝ่ายทรงโน้มพระพักตร์ลงมาจูบปาก จูบหน้าผาก ก่อนจะทรงปล่อยแขนของเขาแล้วดึงแหวนทองฝังไพลินน้ำงามวงเดิมออกมาจากพระกนิษฐา ยกมือซ้ายของเขาขึ้นแล้วสวมประทานให้ที่นิ้วนาง

“อย่าถอดออกอีก ได้ไหม”

เจ้าชายรองแห่งอันธกาลพยักหน้า

“ยังไม่ได้บอกเธอสินะ”

ศวัสขมวดคิ้ว

“แหวนวงนี้ แม่ของฉันก็ให้ไว้ก่อนตายเหมือนกัน”

คนฟังใจเต้นแรง

“รับสั่งว่า ให้มอบให้คนที่ฉันรัก”

ศวัสน้ำตาเอ่อ หยดน้ำร้อนๆ รินตกลงมาจากหางตา เมื่ออีกฝ่ายทรงจูบเปลือกตาซ้ายขวาแล้วกอดเขาเอาไว้

“หมู่นี้ขี้แยนะ แต่น้ำตาคงช่วยเธอไม่ได้ คืนนี้ยังไงเธอก็หนีฉันไม่พ้น ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ”

ครั้นรับรู้ถึงอาการพยักหน้าแรงๆ ของคนในอ้อมกอด เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรืองอรุณก็ทรงพระสรวล

“ดูท่าเมียฉันจะลามกไม่ใช่น้อยเลยนะ”

ตุ้บ!

“รู้จักทุบเสียด้วย”

“ฝ่าบาท!”

“ฮะๆๆ”

คืนนั้น รับสั่งที่ได้ยินอยู่ข้างหูก่อนจะหลับไปก็คือ

“พรุ่งนี้ก็อยู่ด้วยกันนะ ศวัส”

 

Leave a Reply