Back to Home

= บล็อกนี้เป็นบล็อกตัวอย่างนิยายที่ยังไม่มีกำหนดตีพิมพ์ และยังไม่ใช่ฉบับไฟนอลสำหรับตีพิมพ์ค่ะ =

พินัยกรรมกามเทพ

Dezair

[01]

 

 

วันนั้น…ฝนตกหนักไม่ลืมหูลืมตา…

 

 

กรมอุตุฯประกาศว่าเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี มันพัดกระหน่ำจังหวัดทางภาคตะวันออกทั้งหมด อาณาเขตกว้างขวางของพายุ ทำให้มองไปทางไหนก็เห็นแต่เพียงภาพพร่างพรายเพราะเม็ดฝนหนาใหญ่ที่ซัดสาดลงมาไม่หยุดหย่อน ลมกรรโชกแรงโหมหนักจนต้นไม้ใหญ่ยังไหวลู่ราวกับไม่มีรากเกาะยึดผสมไปกับเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบฟ้าผ่าดังลั่นยิ่งทำให้บรรยากาศเลวร้ายลง

 

 

…โดยเฉพาะ…บรรยากาศในบ้านวโรดม..

 

 

“ผมไม่ยอมให้ลินแต่งงานกับไอ้ฐา!!!” เสียงตวาดดังก้องไปทั่วห้องนั่งเล่นของบ้านไม้สองชั้นใจกลางไร่วโรดม ฟ้าแลบแปล่บปลาบนอกกระจกบานสูงที่มองเห็นแต่เม็ดฝนสาดปรากฏขึ้นเบื้องหลังชายหนุ่มร่างสูงผู้มีใบหน้าถมึงทึงน่าหวั่นเกรงราวกับพายุ

 

 

ใบหน้าเรียวที่มีเค้าโครงเดียวกับสตรีอีกสองในห้อง ทว่าความอาจหาญและแกร่งกล้าแบบชายหนุ่มยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่บนดวงตาคมและคิ้วเข้มที่พาดเหนือขึ้นไปซึ่งบัดนี้มันขมวดชิดจนแทบเป็นเส้นเดียวกัน จมูกโด่งเป็นสันควรจะรับกับริมฝีปากบางมากกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้ เจ้าของกำลังขบริมฝีปากตัวเองอย่างคับแค้นใจ

 

 

“แต่เรื่องนี้แม่ตัดสินใจแล้ว” หญิงวัยปลายร่างผอมบางผู้เป็นมารดาเอ่ยด้วยวาจาราบเรียบราวกับจะยืนยันสู้กับแรงพายุของลูกชายคนโต ทว่าพายุก็คือพายุ…ไม่มีวันลดราวาศอก…

 

 

“แต่ผมไม่ยอม!!!!”

 

 

 

“วิน…” มารดาเรียกชื่อบุตรชายเสียงอ่อนด้วยความเสียใจที่ความเกลียดชังบ่มเพาะในจิตใจของลูกชายจนฝังรากลึก

 

 

 

…ทุกอย่างเป็นความผิดของเธอ…เป็นความผิดของเธอที่ทำให้ศวิลเกลียดฐาปกรณ์ขนาดนี้…

 

 

“ผมไม่ยอมได้ยินมั้ยแม่!! ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ยอมให้ลินแต่งงานกับไอ้สารเลวนั่น!!!!”
“วิน เรื่องนั้นน่ะ…เอ่อ…” พรอุมาอยากอธิบาย แต่เพราะเวลาที่ผ่านไปยาวนานเหลือเกิน ทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยปากออกมา สุดท้ายจึงกลายเป็นเปลี่ยนไปพูดเรื่องลูกสาวแทน “…วิน…ลินกับฐาเขารักกันนะลูก…จริงมั้ยลิน” พรอุมาหันไปถามบุตรสาวที่นั่งข้างเธอ ลลิลเหลือบตามองพี่ชายนิดเดียว ก่อนตอบสั้นห้วน

 

 

“จริงค่ะ”

 

 

“ลลิล!!!!” ศวิลขึ้นเสียงดังลั่น แต่ผู้เป็นน้องกลับนั่งคอแข็งเชิดหยิ่งอย่างปีกกล้าขาแข็ง

 

 

“ไม่ว่าพี่วินจะว่ายังไงก็ตาม แต่ลินจะแต่งกับพี่ฐา พี่ฐาก็จะแต่งกับลิน! ” น้องสาวเพียงคนเดียวที่ศวิลฝากทั้งความรักและความหวังทำลายทุกความรู้สึกจนความโมโหในอกของคนเป็นพี่ตีรวนขึ้นมาจุกแน่นถึงลำคอ ในสมองของเขามีแต่ไฟร้อนแผดเผาและเสียงตะโกนก้องว่าเขาไม่มีวันรับเอา ‘ไอ้ฐา’ มาเป็นน้องเขย!!!!

 

 

 

ศวิลฉุดแขนเล็กของน้องสาวให้ลุกขึ้นมาจากโซฟา หญิงสาวผวาตามแรงกระชากของพี่ชายไปอย่างตื่นตระหนก

 

 

“พี่วินจะทำอะไร?!!!”

 

 

“ไม่ว่ายังไงก็จะแต่งกับไอ้ฐาใช่มั้ย?!! ดี!!! พี่จะพาลินไปเจอกับไอ้สารเลวนั่น!! พี่จะทำให้ลินรู้ว่าไอ้ผู้ชายที่ลินจะแต่งงานด้วยน่ะมันชั่วยิ่งกว่าชั่วซะอีก!!!! มันหวังจะฮุบทุกอย่างของเรา!!! แล้วที่มันจะแต่งกับลินก็เพราะมันอยากได้ทุกอย่างที่เป็นวโรดม!!! ลินได้ยินมั้ยว่ามันแต่งกับลินเพราะสมบัติของเรา!!!! มันไม่ได้รักลิน!!!!”

 

 

 

ฝ่ามือเล็กตวัดฟาดลงกับแก้มของผู้เป็นพี่ดังฉาดใหญ่ดังเพี๊ยะ! พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่

 

 

ภายในห้องเงียบกริบ แม้แต่พรอุมาก็ยังสะดุ้งด้วยความตกใจ ลลิลชะงักไปในทันที เธอก้มลงมองมือตัวเองที่เพิ่งตบหน้าผู้เป็นพี่เมื่อครู่ ความรู้สึกผิด มึนงง และสับสนวิ่งวนอยู่ในหัว ตั้งแต่เกิดมาลลิลไม่เคยทำร้ายใคร ยิ่งกับพี่ชายอย่างศวิลที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอแล้ว เธอไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะกล้าลงไม้ลงมือกับเขา

 

 

 

ศวิลหันกลับมามองน้องสาว เจ็บที่กายไม่เท่ากับเจ็บที่ใจ ลลิลที่เคยรักเคยเคารพนบนอบเขามาตลอดเวลา มาบัดนี้กล้าแม้แต่ตบหน้าเขาเพื่อปกป้องคนเลวๆอย่าง ‘ไอ้ฐา’ อย่างนั้นหรือ?!!!!

 

 

 

ชายหนุ่มคว้าแขนเล็กของน้องสาวแล้วออกแรงกระชาก ลลิลตกใจจนกรีดร้องเสียงหลง แต่ผู้เป็นพี่กลับหันมาตวาดเสียงดังลั่นปานฟ้าผ่า

 

 

 

“มานี่!!!!!” ศวิลกระชากแขนเล็กให้ตามเขาออกมา คุณพรอุมารีบถลามาขวางเอาไว้ด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

 

 

“วินจะพาน้องไปไหน?!!”

 

 

“ผมจะพาไปเจอไอ้ฐา!”

 

 

“ไปตอนนี้ก็ทะเลาะกัน…” มารดาพยายามประนีประนอม แต่คนเป็นลูกไม่ฟังอะไรอีกแล้ว

 

 

 

“ถ้าเรื่องที่ลินจะแต่งงานเป็นเรื่องที่แม่ตัดสินใจแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นการตัดสินใจของผมเหมือนกัน!! แม่ไม่มีสิทธิ์มาห้าม!!” บุตรชายเพียงคนเดียวของพรอุมานั้นอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งโกรธก็ยิ่งร้อน

 

 

 

มือเล็กกร้านของผู้เป็นมารดารีบคว้าแขนของศวิลเอาไว้ด้วยความกังวล

 

 

“วินจะไปหาฐาที่กรุงเทพฯตอนนี้ไม่ได้ เราก็เห็นว่าพายุเข้าขนาดนี้ ไว้พรุ่งนี้เช้า แม่จะโทร.เรียกฐามาคุยที่นี่”

 

 

ฟ้าผ่าเปรี้ยง! พร้อมๆกับที่อารมณ์ของศวิลแตกทะลุปรอทกับคำพูดของมารดา

 

 

“ผมไม่มีวันให้มันมาเหยียบที่นี่!!!!!” พรอุมาหน้าซีดเผือดกับแรงอารมณ์ของบุตรชาย ศวิลฉวยโอกาสตอนที่มารดายืนนิ่งด้วยความตกใจรีบกระชากแขนน้องสาวฝ่าเม็ดฝนหนาตาออกไปที่รถกระบะของตัวเองทันที

 

 

เสียงโวยวายของลลิลดังลั่น แต่…มันดังไม่พอกับเสียงฝนห่าใหญ่ที่ซัดสาดเสียจนมองเห็นแค่ภาพพร่ามัว พรอุมามองเห็นเพียงแสงไฟจากท้ายรถที่สว่างจ้าตัดกับสายฝน ก่อนที่รถกระบะของบุตรชายจะทะยานหายออกจากบ้านไป

 

………………………………………

 

 

ภายในรถไม่มีเสียงพูดคุยใดๆของสองพี่น้องที่เคยรักใคร่กลมเกลียว ทว่าวันนี้พี่เลือกทางหนึ่ง ในขณะที่น้อง…เลือกทางตรงกันข้าม

 

 

ยิ่งคิด ศวิลก็ยิ่งโมโห เขาเหยียบคันเร่งจนแทบมิดท่ามกลางฝนเม็ดใหญ่ที่ตกไม่ลืมหูลืมตาจนที่ปัดน้ำฝนทำงานแทบไม่ทัน ศวิลอาศัยแรงอารมณ์บ้าระห่ำเหยียบคันเร่งพารถกระบะพุ่งทะยานไปบนถนนสองเลนที่จะพาเขาเข้าถนนมอเตอร์เวย์สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี

 

 

เขาจะพาลลิลไปเจอกับไอ้เวรนั่น!! ลลิลต้องได้เห็นธาตุแท้ของมันที่สารเลวจนเขาภาวนาสามเวลาหลังอาหารให้มันตายๆไปซะที!! และแน่นอนว่านับจากนี้เขาจะภาวนาทั้งก่อนและหลังอาหารเลยทีเดียว คนอย่างมันต้องตายก่อนจะได้เข้ามาอยู่ในบ้านเขาในฐานะ ‘น้องเขย’!!!!

 

 

 

ศวิลทุบกำปั้นลงกับพวงมาลัยรถด้วยความคั่งแค้น ขณะที่เท้าเหยียบคันเร่งมิดจนเข็มบนหน้าปัดขยับไปจนถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลลิลเหลือบมองอารมณ์ผู้เป็นพี่ด้วยความหวาดกลัว

 

 

ตั้งแต่บิดาเสีย และศวิลขึ้นมาทำหน้าที่ควบคุมทุกอย่างในไร่์เล็กๆของครอบครัว ทำงานส่งเสียเธอเรียนและดูแลมารดา เขาก็คือทุกอย่างของเธอ เขาเคยให้ความรัก ความอบอุ่น เคยให้คำปรึกษา เป็นพี่ที่ปกป้องทั้งเธอ ทั้งครอบครัว เธอรู้ว่าเขาเป็นคนใจร้อนแต่เขาไม่เคยอารมณ์ร้ายขนาดนี้

 

 

มือเล็กขาวของผู้เป็นน้องแตะที่แขนของพี่ชายเบาๆ

 

 

“พี่วิน…ขับช้าๆหน่อยเถอะ ลินกลัว” น้ำเสียงสั่นเครือราวกับฉุดสติของคนฟังให้หลุดออกมาจากวังวนแห่งความดำมืดในจิตใจ ศวิลเหลือบตากลับมามอง ยังไม่ทันได้พูดอะไรทว่าวินาทีต่อมาดวงไฟสองดวงก็สาดเข้ามาในรถ ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงรีบหันกลับไปที่แสงนั้น ทว่าก็ทำได้เพียงแค่เบิกตาด้วยความตกใจเมื่อรถบรรทุกขนาดใหญ่จากอีกเลนพุ่งตรงมาที่เขาในอีกไม่กี่คืบ

 

 

เสียงบีบแตรดังลั่นพร้อมกับเสียงล้อที่บดลากไปกับพื้นถนน ก่อนที่รถกระบะของศวิลจะหักหลบเสียหลักตกลงข้างทางและชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง!!

 

 

 

แล้วทุกอย่างก็สงบลง…ไม่มีเสียงใดอีกนอกจากเสียงฝนที่ยังคงสาดกระหน่ำลงบนรถกระบะที่พังยับเยิบ

 

 

…ทุกอย่างพินาศลงในพริบตา…

 

 

…………………………………………

 

 

เม็ดฝนจางลงไปมากแล้วหลังจากตกหนักมาตลอดทั้งคืน พระชราผู้เป็นเจ้าอาวาสของวัดป่าที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบในพื้นที่ห่างไกลผู้คนก้าวกระย่องกระแย่งไปที่หน้าต่างของกุฎิซึ่งปิดมาตั้งแต่เมื่อคืนเพราะฝนสาด

 

 

มือเหี่ยวย่นผลักบานหน้าต่างไม้ออกช้าๆ ก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของกุฏิจะเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนอยู่ข้างนอกท่ามกลางเม็ดฝนและความมืดสลัวของเวลาตีสามกว่า ดวงตาเหี่ยวหยีลงเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองไปที่ร่างอ้วนท้วมที่ยืนอยู่ใต้ชายคากุฏิ

 

 

“โยม…” เจ้าอาวาสส่งเสียงทัก และเพียงเท่านั้น ร่างท้วมก็หันกลับมาทำเอาคนทักนิ่งชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคือใคร

 

 

“โยมอมร…”

 

 

“สวัสดีครับ หลวงลุง” ชายร่างท้วมยกมือไหว้แล้วส่งเสียงกลับมาเพียงบางเบาทว่าแม้เสียงฝนจ้อกแจ้กจะดังเพียงใด พระชราผู้ยืนอยู่ในกุฏิกลับได้ยินเสียงของอีกฝ่ายชัดเจนทีเดียว

 

 

“ทำไมยืนอยู่ตรงนี้ ขึ้นมาบนกุฎิไหม”

 

 

“ผมขึ้นไม่ได้ครับ” ชายคนเดิมตอบ พระชราเพียงยิ้มน้อยๆส่งให้ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

 

 

“ถ้าอย่างนั้น อาตมาจะลงไปหา” ท่านว่าอย่างนั้นก่อนจะผละจากหน้าต่างไปเปิดประตูแล้วก้าวกระย่องกระแย่งลงบันไดไม้เตี้ยๆ 3-4 ขั้นไปยืนที่พื้น ชายร่างท้วมจึงเดินมาทรุดกายลงคุกเข่าแทบเท้าแล้วพนมมือก้มลงกราบ

 

 

“ผมมีเรื่องจะมาขอความช่วยเหลือจากท่าน ลูกชายกับลูกสาวของผมประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่โรงพยาบาล”

 

 

“โยมอมร…แม้จะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่เมื่อโยมไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว โยมก็ต้องปล่อยวาง”

 

 

 

“ผมทราบดีครับหลวงลุง เพราะอย่างนั้นถึงต้องปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้น ความเป็นความตายของลูก ผมกำหนดไม่ได้ แต่…เรื่องที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไข”

 

 

“โยมอยากให้อาตมาช่วยอย่างนั้นหรือ”

 

 

“ครับ…พวกเขาต้องการความช่วยเหลือของหลวงลุง” พระขราถอนหายใจแผ่ว ก่อนจะได้แต่พยักหน้าน้อยๆ ชายเบื้องหน้ายิ้มเต็มตื้นอย่างปลื้มปิติ เขาก้มลงกราบแทบเท้าอีกครั้งก่อนที่ร่างอ้วนท้วมจะจางไปกับอากาศ เหลือไว้เพียงเสียงรำพึงแผ่วเบาราวกับสายฝนโปรย

 

 

“ขอบคุณครับหลวงลุง”

 

……………………………..

 

 

…ปวด…ปวดไปหมดทั้งตัว…

 

 

เขาพยายามขยับแขนขา แต่…แค่เพียงขยับเล็กน้อยก็รู้สึกปวดร้าวในกระดูก ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคืออาการปวดศีรษะ มันปวดเหมือนหัวจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ…นี่ล่ะมั้ง ที่เขาเคยได้ยินน้องสาวเขาบ่นเรื่องปวดไมเกรน มันคงจะเป็นแบบนี้…

 

 

“…ล…ลิน…ได้ยินแม่มั้ยลูก…” เสียงอ่อนระโหยดังเข้ามาในโสตประสาท เขาอยากบอกว่าเขาได้ยิน เขาได้ยิน…แม่กำลังเรียกหา…

 

 

“…ลิ…ลิน…ลืมตานะลูกนะ แม่ยังอยู่ตรงนี้…” เสียงแม่ร้องไห้ เขาได้ยิน เขาได้ยินแล้ว…แม่กำลังร้องไห้…

 

 

 

เสียงสะอื้นฮักเป็นระลอกดังเข้ามาปลุกเร้า แม้อาการปวดศีรษะและตามเนื้อตัวจะรังควานเพียงใด แต่เขาก็พยายาม…เขาพยายาม…

 

 

“ลิน!…ลินฟื้นแล้ว!! ลิน!!!” ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเหลือเกิน แต่เมื่อเขาหลับตาลงแล้วค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พอจะเห็นใบหน้าของมารดา แม้มันจะพร่าไปบ้างก็ตามที

 

 

“แม่…” เสียงเขาแหบระโหยจนฟังดูเหมือนไม่ใช่เสียงตัวเอง แต่ทั้งอย่างนั้นก็พยายามเรียกสตรีตรงหน้าด้วยสติสัมปัญชัญญะทั้งหมดที่มี

 

 

“แม่อยู่นี่แล้วลิน ลินไม่เป็นไรแล้วนะลูก” มือของมารดาบีบมือของเขาแน่น เขาได้ยินเสียงมารดาสะอื้นไห้ และเสียงฝีเท้าคน ชั่วอึดใจก็เห็นชายวัยปลายในชุดแพทย์ชะโงกหน้าเข้ามามองหน้าเขา จับตรวจนั่นตรวจนี่อยู่ครู่หนึ่งก็ผละไปคุยกับใครสักคนในห้อง

 

 

เขาหลับตาลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน มือของแม่ยังคงบีบมือเขาไว้แน่น มันอุ่นจนร้อนทว่าก็รู้สึกดีเสียจนเบาใจ เขาผล็อยหลับไปอีกครั้งโดยที่ไม่ทันได้ตรึกตรองกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเลยแม้แต่นิดเดียว

 

……………………….

 

 

 

‘พี่วิน…ช่วยลินด้วย…’

 

 

เสียงหวานแผ่วเบาเจือด้วยเสียงสั่นเครืออย่างหวาดกลัวต่ออะไรสักอย่างทำให้ศวิลต้องขมวดคิ้วแน่น เขามองซ้ายมองขวา ทว่าทุกอย่างมืดมิดราวกับฝัน

 

 

…นี่เขากำลังฝันใช่มั้ย เขากำลังฝัน…

 

 

 

‘พี่วิน ช่วยลินที…ทำยังไงก็ได้ ช่วยลินด้วย’

 

 

ศวิลอยากตะโกนถามว่าลลิลอยู่ตรงไหนในความมืดที่เขามองอะไรไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่พออ้าปากจะเปล่งเสียง กลับไม่มีเสียงหลุดรอดออกมา เขายกมือขึ้นแตะลำคอตัวเองก็ได้แต่ชะงักที่ไม่มีลูกกระเดือกปูดโปน

 

 

‘พี่วิน…อย่าทิ้งลินนะ ช่วยลินด้วย’ เสียงของลลิลดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันแผ่วเบาราวกับน้องกำลังจากไกล ศวิลตาโตด้วยความตกใจและหวาดกลัว เขาพยายามตะโกนเรียกหาน้องสาวเพียงคนเดียว ทว่า…ไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาจากลำคอ

 

 

…ไม่มีเสียงใดเลย ท่ามกลางความมืดมิด เขามองไม่เห็นใคร…

 

 

…ไม่เห็น…แม้กระทั่งตัวเขาเอง…

 

……………………………..

 

เขารู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกหวั่นใจถึงเสียงร่ำร้องของน้องสาว พอลืมตามองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่ากำลังอยู่ในห้องของโรงพยาบาล เขาได้ยินเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำ ใครสักคนคงอยู่ในนั้น อาจจะเป็นมารดา เพราะเขาไม่เห็นใครในห้องของเขา

 

 

…แล้ว…แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?…

 

 

 

…ใช่ ก่อนหน้านี้ฝนตก…มันเป็นวันที่พายุพัดกระหน่ำและเขาโกรธจัดจนผลุนผลันออกจากบ้านพร้อมด้วย…พร้อมด้วยลิน…ใช่!! แล้วลินล่ะ?!!!…

 

 

 

‘พี่วิน…ช่วยลินด้วย…’ เสียงของน้องสาวยังคงดังอยู่ในหัว ลลิลร่ำร้องให้เขาช่วย แล้ว…แล้วตอนนี้ลลิลอยู่ที่ไหน? ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือเขาขับรถเร็วท่ามกลางฝนตกหนัก มีน้องสาวนั่งอยู่ข้างๆ และมีรถบรรทุกสวนมา เขาหักรถหลบลงข้างทาง แล้วก็…แล้วก็ชนกับต้นไม้!…แล้ว…แล้วเมื่อกี้เขาก็ฝันว่าลลิลมาร้องขอให้ช่วย…หรือว่า…หรือว่า…น้องของเขาจะ…

 

 

“ลิน ตื่นแล้วเหรอลูก…”

 

 

 

เสียงของมารดาดังขึ้น ทำเอาเขารีบหันกลับไปมองยังต้นเสียงทันที ริมฝีปากกำลังขยับอ้าจะเอ่ยปากถาม แต่พรอุมาถลาเข้ามาที่ข้างเตียงพร้อมคำถามตัดหน้าเขา

 

 

“ลินเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่าลูก หิวมั้ย กินน้ำสักหน่อยนะ”

 

 

 

…ลิน?…ลินงั้นหรือ?! ทำไมเรียกเขาว่าลินล่ะ?! เขาคือวินต่างหาก! เขาชื่อศวิล!!!…

 

 

 

ไวเท่าความคิด เขารีบก้มลงมองหน้าอกตัวเอง มันนูนขึ้นมาเล็กน้อยจนเขายังใจหาย ทว่าก็ยังทำใจกล้าเปิดคอเสื้อขึ้นดู และทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ต้องเบิกโพลงด้วยความตกใจ

 

 

…นม!!!…ทำไมเขามีนมวะ?!!!…

 

 

 

ศวิลล้วงมือเข้าไปใต้กางเกง แล้วยิ่งใจหายหนักกว่าเดิมเมื่อสิ่งที่ตัวเองเคยมีกลับไม่มี

 

 

 

…เฮ้ย!!!!! เกิดอะไรขึ้นกับกู!!!!!…

 

 

 

“ลินเป็นอะไรไป” พรอุมาเห็นบุตรแสดงกิริยาประหลาดก็ร้องถามด้วยความตกใจ แต่คนเจ็บไม่มีคำตอบอะไรนอกจากยกข้อมือขึ้นมาดูป้ายชื่อที่คล้องเอาไว้

 

 

‘น.ส.ลลิล วโรดม’

 

 

…ลลิล วโรดม!!!!… ทำไมชื่อของลลิลถึงมาอยู่ที่ข้อมือเขา!! ไม่สิ! เขาจำได้ว่าที่หลังมือของลลิลมีไฝหนึ่งเม็ด และไฝนั้นก็อยู่บนมือนี้!!! เขามีหน้าอกเหมือนที่ลลิลมี ในขณะที่เขาไม่มีไอ้จ้อนเหมือนที่ลลิลก็ไม่มี!!!

 

 

 

…จริงด้วย!! ในฝันเขาจำได้ว่าตัวเองยกมือขึ้นจับคอ…แต่ที่คอไม่มีลูกกระเดือก!!!…

 

 

 

…นี่มันเกิดอะไรขึ้น!! เขากลายเป็นผู้หญิงเหรอ?!! แล้วทำไมเขาถึงกลายเป็นผู้หญิงล่ะ! ไม่สิ!! ที่ข้อมือเขาคล้องชื่อว่า ‘ลลิล วโรดม’ แล้วแม่ก็เรียกเขาว่า ‘ลิน’ หมายความว่าเขาไม่ใช่นายศวิลที่กลายเป็นผู้หญิง แต่เป็นนายศวิลที่กลายเป็นนางสาวลลิล!!! ทำไมเขาถึงกลายมาเป็น ‘ลลิล’!! แล้วร่างของ ‘ศวิล’ อยู่ที่ไหน?!!!…

 

 

 

“ลิน…ลินได้ยินแม่มั้ยลูก…ลิน…” พรอุมาเห็นหน้าลูกซีดเผือดก็ยิ่งตะโกนเรียกซ้ำด้วยความตกใจ กำลังจะหันไปกดเรียกพยาบาลแต่มือของผู้เป็นลูกกลับบีบมือเธอแน่น

 

 

“แม่…แล้ว…แล้ววิน…” เขาถามเสียงแผ่วอย่างตื่นตระหนก ศวิลเป็นคนยุคใหม่อยู่กับเทคโนโลยีและโลกาภิวัฒน์ แต่เรื่องผีเรื่องวิญญาณก็อยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนาน ตัวเขาเองก็เชื่อเรื่องผีเพราะกลัวผีขี้ขึ้นหัว และถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาตอนนี้ก็คงเกี่ยวกับผีและวิญญาณ…เกี่ยวข้องกับการสลับร่าง…เกี่ยวข้องกับ…กับอะไรสักอย่างที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้!!!

 

 

ถ้าตอนที่เกิดอุบัติเหตุ อะไรสักอย่างทำให้เขามาอยู่ในร่างของน้องสาว วิญญาณเขามาอยู่ที่นี่ แล้ว…แล้ววิญญาณของลลิลล่ะ? หรือลลิลจะไปอยู่ในร่างของเขา?…

 

 

พรอุมาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบเสียงเครือ

 

 

“วินอยู่อีกห้อง”

 

 

“…ฟื้นรึยัง…”

 

 

“…ยัง” ศวิลนิ่งงันเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

 

 

 

หมายความว่ายังไง…เขามาอยู่ในร่างของน้องสาว แล้วน้องสาวของเขาล่ะ?!! ลลิลไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ฟื้นขึ้นมาในร่างของเขา อย่างน้อยเขาจะได้สบายใจว่าลลิลจะยังคงอยู่…

 

 

 

ศวิลกังวลจนแทบบ้า ยิ่งนึกไปถึงความฝันที่เขาได้ยินแต่เสียงร่ำร้องของน้องสาวเว้าวอนให้เขาช่วยเหลือ เขาก็ยิ่งเป็นกังวล ป่านนี้ลลิลจะอยู่ที่ไหน ลลิลจะเป็นยังไง แล้วทำยังไงลลิลถึงจะกลับมา!!

 

 

“ลิน…ลิน…อย่าเงียบไปสิลูก หนูเป็นอะไร…” พรอุมาแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบเมื่อลูกนิ่งงันดวงตาเบิกโพลงราวกับไร้สติ เธอหันซ้ายหันขวาจะหาปุ่มกดเรียกพยาบาลก็พอดีกับที่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาโดยแขกผู้มีเกียรติ

 

 

“น้าพร สวัสดีครับ”

 

 

 

เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีดวงหน้าเคร่งขรึมและผิวสีแทนเข้ม ดวงตาคมดุนั้นมีแววอ่อนโยนยามเจ้าตัวหันไปยกมือไหว้คุณพรอุมา จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกก็ประดับรอยยิ้มน้อยๆอย่างที่ทำให้แม้จะดูตัวใหญ่น่าเกรงขามราวกับยักษ์ปักหลั่น แต่ก็ดูเป็นมิตรและน่าคบหา ร่างสูงก้าวขาเข้ามาในห้องอย่างที่ทำเอาพรอุมารีบถลาไปหาแขกผู้มาเยี่ยมทันทีราวกับต้องการที่พึ่ง ทว่าสำหรับบางคน…ต่อให้จะไม่ได้เจอหน้าไอ้ผู้ชายคนนี้มาหลายปี ต่อให้จะไม่ได้ยินเสียงมันมานาน แต่หน้าของมัน ชื่อของมัน ทุกอย่างของมัน เขายังจำได้ทั้งหมด!!!

 

 

 

…ไอ้ฐาปกรณ์!!! ไอ้สารเลวและโคตรชั่ว และที่สำคัญ…เพราะมัน เขาถึงลากลินขึ้นรถขับออกมาจากไร่ทั้งๆที่ฝนกำลังตกหนัก!! เพราะมัน!!…มันทำให้เขาและน้องเป็นแบบนี้!!!

 

 

 

“ไอ้ฐา!!!!” ร่างบนเตียงตวาดด้วยเสียงแหบระโหย ผวาจะลงจากเตียงหมายจะเข้าไปทำร้ายจนพรอุมาต้องรีบวิ่งกลับมารั้งร่างเอาไว้

 

 

 

“ลิน! หนูจะทำอะไรน่ะลูก!! ลิน!!” เสียงของสตรีสูงวัยไม่ได้ปลุกสติคนกำลังจะอาละวาดได้เลย ฐาปกรณ์นิ่งงันด้วยความตกใจ เพราะลลิลที่เขารู้จัก ไม่มีวันทำท่าจะเข้ามาทำร้ายเขาแบบนี้ ไหนจะที่เรียกเขาว่า ‘ไอ้ฐา’ ก็ด้วย…คนที่เรียกเขาแบบนี้ไม่ใช่ลลิล แต่เป็นศวิลต่างหาก!!

 

 

 

“มึง! ไอ้สารเลว!! เพราะมึงคนเดียว!! เพราะมึง!! กูจะฆ่ามึง!!!” ทั้งคำพูด ทั้งสายตาที่หญิงสาวในชุดคนไข้มีต่อเขานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น คุณพรอุมาตกใจกับคำพูดของลูกสาวที่เธอพยายามรั้งร่างเอาไว้ แต่คนเพิ่งฟื้นดูเหมือนจะขุดเรี่ยวแรงมหาศาลขึ้นมาจนเธอแทบจะห้ามไม่อยู่ เลยรีบร้องบอกชายหนุ่ม

 

 

 

“ฐา ฐาไปตามหมอให้น้าทีนะ!! บอกหมอทีว่าลินฟื้นแล้ว”

 

 

“ได้ครับ น้าพร” ร่างสูงรับคำสตรีอาวุโส ก่อนจะเหลือบมองคนบนเตียงอีกครั้งด้วยความประหลาดใจแล้วรีบเดินออกจากห้องไป แต่ก็ยังได้ยินเสียงสาปส่งจากคนในห้องที่ดังตามออกมา

 

 

 

“มึงไปเลยนะ!! ไปลงนรกที่ที่มึงอยู่!! ไม่ต้องกลับมาให้กูเห็นหน้า!!!”

 

 

…ลลิลที่เขารู้จักไม่ใช่แบบนี้…ฐาปกรณ์เหลือบตากลับไปมองคนที่อยู่ในชุดคนไข้ผ่านทางรอยแยกระหว่างประตูที่กำลังปิดลง สายตาของหญิงสาวที่ตกลงจะหมั้นหมายกับเขาไม่เหมือนลลิลคนเดิม

 

 

 

…นี่มันเกิดอะไรขึ้น…เกิดอะไรขึ้นกับลลิลอย่างนั้นหรือ…

 

 

 

หลังบานประตูที่ปิดลงไปแล้ว คนอาละวาดเมื่อครู่ยังคงหายใจฟืดฟาดด้วยความคลั่งแค้น พรอุมามองลูกสาวที่ยอมยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความตกใจ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถาม

 

 

“ลิน ลินเป็นอะไรไปน่ะ ทำไมไปว่าฐาแบบนั้น ฐาเขากำลังจะแต่งงานกับลินนะ”

 

 

 

ศวิลในร่างของลลิลชะงักกึกไปในทันที

 

 

…อะไรนะ?!! แต่งงาน!!!….

 

 

 

…ฉิบหาย!!! เขามัวแต่ตกใจกับเรื่องเหนือธรรมชาติจนลืมนึกไปว่านอกจากเขาจะได้ร่างของลลิลมาแล้ว อีกสิ่งที่ได้พ่วงมาด้วยคือว่าที่คู่หมั้น!!…

 

 

 

“ลิน…หนูเป็นอะไรไปอีกแล้ว! ลิน!! ทำไมตาค้างแบบนั้น!!” แม้พรอุมาจะเขย่าแขนลูกเท่าไหร่ แต่ก็ดูเหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นจะยืนช็อกตาค้างไปเสียแล้ว ตอนนี้ในหัวของศวิลมีเพียงเสียงเดียวที่ดังก้องสลับไปมาจนทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงเรียกของมารดา

 

 

 

…แต่งงาน…แต่งงาน…แต่งงาน!!…แต่งงานกับไอ้ฐาปกรณ์สารเลวโคตรชั่วนั่นน่ะเหรอ?!!…

 

 

 

…ไม่มีวันหรอกโว้ยยยยยยยยยยย!!!!!…

 

 

……………………………………….

“ไอ้ฐา”

 

 

 

เสียงเรียกดังขึ้นข้างหลังชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าเคาทน์เตอร์พยาบาลหลังจากแจ้งเรื่องคนป่วยที่ชื่อลลิล วโรดมฟื้นแล้ว ฐาปกรณ์หันตามเสียงเรียกก่อนจะส่งยิ้มบางให้กับคุณหมอหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน

 

 

“ลินฟื้นแล้วใช่มั้ย เห็นพยาบาลโทร.ไปบอก นี่ลุงหมอกำลังมา” ชานนท์เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลใหญ่ในชลบุรีซึ่งเป็นบ้านเกิด ดังนั้นสมัยเด็กที่มักจะซุกซนไปกับฐาปกรณ์และศวิลจนได้แผลก็ได้หมอที่โรงพยาบาลนี้ช่วยทำแผลให้หลายครั้ง ผลเลยมาออกตอนนี้เพราะชายหนุ่มสนิทสนมกับคุณหมอประกอบซึ่งเป็นหมอรุ่นบุกเบิกของที่นี่จนติดเรียก ‘ลุงหมอ’ ราวกับเป็นญาติกัน

 

 

“อือ ฟื้นแล้ว” ฐาปกรณ์ตอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยปากถึงการอาละวาดชุดใหญ่ที่คนเพิ่งฟื้นทำกับเขาเหมือนกับคนที่เกลียดกันมาหลายปี ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงท่าทีประหลาดที่ลลิลปฎิบัติต่อเขา ทั้งวิธีเรียก ทั้งสายตาที่ใช้กับเขา ไม่เหมือนลลิลคนเดิม ลลิลคนเดิมที่เรียกเขาอย่างอ่อนหวาน มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนและมีกิริยาเรียบร้อยน่ารักอย่างที่เขายังตัดสินใจจะแต่งงานด้วยแม้จะรู้แก่ใจว่าทั้งเขาและเธอต่างก็ไม่ได้รักกันฉันคนรัก แถมพอแต่งแล้วก็ต้องไปผจญกับพี่ชายของลลิลที่ไม่ชอบขี้หน้าเขาอีก

 

 

…พี่ชายของลลิลอย่างนั้นหรือ…

 

 

…ใช่…สายตาที่ลลิลใช้มองเขาเมื่อครู่นี้เหมือนศวิลไม่มีผิด!…

 

 

“สองพี่น้องนี่กระดูกเหล็กจริงๆว่ะ รถยับขนาดนั้น รอดออกมาครบสามสิบสองได้นี่บุญหนาฉิบหาย” ชานนท์เปรย แต่ก็ฟังดูหนักใจไม่น้อยกับอาการของคนพี่ที่ยังคงอยู่ในห้องไอซียู

 

 

“แล้ว…วินเป็นยังไงบ้าง” คำถามของฐาปกรณ์ทำเอาชานนท์หันขวับมองคนถามตาโต จนคนถูกจ้องต้องออกปาก

 

 

“กูไม่เคยมีเรื่องติดค้างอะไรกับมัน มีแต่มันมีเรื่องกับกู” คนฟังหัวเราะน้อยๆกับอาการร้อนตัวของเพื่อนสมัยเด็ก ก่อนจะตบไหล่ฐาปกรณ์อย่างหยอกเอิน

 

 

“แต่งานนี้กูรับรองว่ามันลุกขึ้นมามีเรื่องอะไรกับมึงไม่ได้อีกพักใหญ่เลย”

 

 

“อาการมันหนักมากเหรอ” พอคำถามมาถึงตรงนี้ ชานนนท์ที่มักจะขี้เล่นอยู่เสมอก็ถึงกับถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่

 

 

“มีเลือดออกในสมอง ซี่โครงหัก 2 ซี่ กระดูกแขนร้าว อ่า…ถ้าเทียบกับสภาพรถยับขนาดนั้นก็นับว่าที่มันยังหายใจอยู่ได้เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆว่ะ” ชานนท์เห็นเพื่อนเงียบไปก็ได้แต่ตบไหล่ เขารู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเขาทั้งสองคนไม่ค่อยลงรอยกันมาหลายปี แต่ทั้งอย่างนั้นเขาก็พอจะมองเห็นความรู้สึกใจหายที่ต้องมารับรู้ว่าใครอีกคนที่เห็นกันมาแต่เด็กยังนอนอยู่ในห้องไอซียู มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะฟื้น

 

 

“ไปหาลินกันเหอะ ลุงหมอมาแล้ว” ชานนท์เอ่ยปากเมื่อเห็นชายวัยปลายผู้เป็นหมอใหญ่ของโรงพยาบาลเดินตรงมาที่พวกเขา ฐาปกรณ์หันมองตามก่อนจะยกมือไหว้ หมอประกอบส่งยิ้มเอ็นดูให้ชายหนุ่มร่างสูงที่เขาเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กจ้อย

 

 

“พวกเธอสามคนนี่นัดกันสูงมาตั้งแต่เด็กรึเปล่า ตอนเล็กๆยังเตี้ยม่อต่อกันอยู่เลย” หมอประกอบมองความสูงของสองเพื่อนสมัยเด็กแล้วคิดไปถึงคนที่ยังนอนอยู่ในห้องไอซียู ถ้าเจ้าตัวลุกขึ้นมายืนเทียบได้ล่ะก็ ความสูงไม่ได้ด้อยไปกว่าชานนท์และฐาปกรณ์เลย

 

 

“โธ่ ลุงหมอ เลิกพูดถึงตอนเด็กๆได้แล้วครับ ผมโตจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตอนเด็กๆตัวเองหน้าตาเป็นยังไง” ชานนท์รีบพูดดักคอก่อนที่คนแก่จะรื้อฟื้นความหลัง ก็วีรกรรมพวกเขาสามคนน้อยเสียเมื่อไหร่ โดยเฉพาะศวิลที่ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นต้องให้เขาเป็นลูกมือทุกที แล้วพอมีเรื่อง…ก็ไอ้ลูกมือที่ชื่อชานนท์นี่ล่ะรับเคราะห์ตลอด

 

 

หมอประกอบหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปทางพยาบาลสาว2-3คนที่เคาทน์เตอร์

 

 

“ไว้ผมว่าง ผมจะเล่าเรื่องหมอชานนท์ตกต้นไม้เพราะเพื่อนซี้สั่งให้ขึ้นไปแอบดูตาแก่บ้านข้างๆอาบน้ำแล้วกันนะ”

 

 

เสียงหัวเราะกรี้ดกร๊าดของพยาบาลดังขึ้นเบาๆ เมื่อคุณหมอประกอบทิ้งระเบิดเอาไว้หนึ่งลูกก่อนจะเดินไปยังห้องพักฟื้นของลลิล ปล่อยให้ชานนท์ต้องรีบปฏิเสธความจริงที่หมอวัยปลายปล่อยข่าวเอาไว้ ฐาปกรณ์มองเพื่อนรักกำลังชุลมุนกับพยาบาลสาวแล้วได้แต่หัวเราะเบาๆ แล้วหวนคิดถึงวีรกรรมของเพื่อนซี้ของชานนท์

 

 

…ศวิล…

 

 

พอคิดถึงศวิล ชายหนุ่มก็นึกไปถึงสายตาของลลิลที่ใช้มองเขา มันเหมือนศวิลอย่างกับเป็นคนเดียวกัน แต่…มันเป็นไปไม่ได้…ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ คนที่ฟื้นขึ้นมาคือลลิล ในขณะที่ศวิลยังอยู่ในห้องไอซียู

 

 

 

“ไอ้ฐา เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงชานนท์ปลุกสติ ทำให้ชายหนุ่มหันกลับไปมองก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

 

 

“เปล่า เข้าไปดูลินกันเถอะ” เขาเอ่ยชวนเป็นการตัดบท แล้วเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเพียงลำพังก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังห้องฟักฟื้นของลลิล วโรดม

 

 

……………………………….

 

 

ลลิล วโรดมยังคงหมางเมินเขา

 

 

ฐาปกรณ์จับสังเกตอาการคนบนเตียงที่แทบจะไม่มองมาทางเขาเลยแม้แต่น้อย หรือถ้าบังเอิญหันมาเห็นเขา สายตาที่ลลิลมีให้เขาจะกลายเป็นสายตาแค้นอาฆาตราวกับโกรธเคืองเขามาเป็นปี

 

 

…ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ทั้งเขาและลลิลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจนถึงขั้นจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ!…

 

 

“ไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนนะ ลิน” หมอประกอบตรวจอาการโดยทั่วไปเรียบร้อยก็เอ่ยปากถามอย่างเอ็นดู เพราะเห็นทั้งศวิลและลลิลมาตั้งแต่ยังเด็ก พอวันนี้ที่สองพี่น้องวโรดมเข้าโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุร้ายแรง หมอประกอบจึงต้องลงมาดูแลเคสนี้ด้วยตัวเองอย่างอดไม่ได้

 

 

“ไม่ครั…ค่ะ…” คนบนเตียงตอบตะกุกตะกัก

 

 

 

“น้าพรให้ลินกับวินกินข้าวยี่ห้ออะไรเหรอครับ กระดูกเหล็กทั้งพี่ทั้งน้องเลย” ชานนท์ที่อยู่ในห้องเอ่ยแซวอย่างร่าเริงตามนิสัยเพราะไม่อยากให้พรอุมาโศกเศร้ากับอาการของลูกชายคนโต

 

 

“ก็กินด้วยกันตั้งแต่เด็กไม่ใช่รึไงล่ะ” เสียงจากร่างบนเตียงดังแทรกราวกับเจ้าตัวสนิทสนมชานนท์ฉันเพื่อนซี้ ทำเอาคนทั้งห้องนิ่งชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดของคนป่วยที่ถ้านับตามอายุแล้ว อ่อนกว่าชานนท์ราวห้าปี หนำซ้ำตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เคารพและให้เกียรติชานนท์ราวกับพี่ ไม่ใช่เพื่อน

 

 

“เอ่อ…เอ่อ…เห็น…เห็น…พี่นนท์…กินกับพี่วินตั้งแต่เด็ก…” ดูเหมือนคนบนเตียงจะเริ่มรับรู้ถึงสายตาประหลาดที่คนรอบข้างมองตรงมา จึงต้องเอ่ยปากแก้คำพูดตัวเองเสียใหม่

 

 

“นั่น…นั่นสินะ! น้องลินนี่ความจำดีจริงๆ แสดงว่าสมองยังเฉียบคมเหมือนเดิม! น้าพรไม่ต้องห่วงน้องลินแล้วล่ะครับ จริงมั้ยครับลุงหมอ” ชานนท์เออออพร้อมด้วยเสียงหัวเราะตามประสาคนอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปขอความเห็นจากหมอประกอบซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้

 

 

 

“อืม อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ” อาการของลลิล วโรดมนั้นมีเพียงแค่ขัดยอกตามร่างกายจากแรงปะทะ รอยฟกช้ำจากเข็มขัดนิรภัย แผลแตกเพราะเศษกระจกเล็กน้อยและคิ้วแตกเท่านั้น ซึ่งถ้ามองตามสภาพรถแล้ว อาการเพียงเท่านี้ถือว่าปาฏิหาริย์มากนัก

 

 

 

“แล้ววิน…” ร่างบนเตียงร้องถามทันทีด้วยความอยากรู้ หมอประกอบนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มบาง

 

 

“ตอนนี้พี่ของลินกำลังต่อสู้อย่างเข้มแข็ง เขาเป็นคนกล้าหาญตั้งแต่เด็กจนโต ลุงเชื่อว่าเขาต้องฟื้นในไม่ช้า” คนฟังอยากตะโกนบอกลุงหมอว่าเขาต่างหากที่ชื่อศวิล!! เขาต่างหากที่ฟื้น! แต่คนที่ยังไม่ฟื้นคือลลิล! น้องสาวของเขาที่ไม่รู้ว่าป่านนี้อยู่ที่ไหน!!!

 

 

 

มือขาวจับแขนเสื้อหมอประกอบแน่น

 

 

“ช่วย…ช่วยวิน” เขาเอ่ยปากอย่างเจ็บปวด เขายอมอยู่ในร่างของลลิล แต่ลลิลต้องกลับมา! เขาจะไม่ยอมเสียลลิลไป ลลิลเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา เป็นความรักเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี เขาจะไม่ยอมให้ลลิลต้องเป็นอะไร…

 

 

“ลุงช่วยเต็มที่ ลินไม่ต้องห่วงนะ” หมอประกอบตบมือลงกับมือขาวเบาๆเป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะผละออกมาจากข้างเตียง

 

 

“พักผ่อนซะ แล้วลุงจะแวะมาดูใหม่” หมอประกอบเอ่ยลาอย่างใจดี พรอุมากำลังจะยกมือไหว้ขอบคุณ แต่เสียงของคนบนเตียงดังขึ้นเสียก่อน

 

 

“นนท์อย่าเพิ่งไป” คราวนี้สายตาของคนทั้งห้องตกมาที่คนเจ็บอีกครั้ง โดยเฉพาะฐาปกรณ์ที่จับจ้องเป็นพิเศษเมื่อมือขาวของลลิลคว้าหมับเข้าที่แขนของชานนท์ พรอุมานิ่งชะงักกับท่าทีของบุตรที่ดูจะสนิทสนมกับชานนท์อย่างที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน ชานนท์เองก็อึกอักอย่างงุนงงเช่นกัน เขามองใบหน้าขาวของร่างบนเตียงทีนึงก็เห็นแต่สายตาเอาแต่ใจที่ทอดมองมาจนเขาปฏิเสธไม่ลง พอเหลือบตาไปมองฐาปกรณ์ผู้เป็นว่าที่คู่หมั้นของลลิลก็เห็นรายนั้นจ้องเขม็งมาที่เขาจนเสียวสันหลังวาบ พอมองไปที่คุณน้าพรอุมาและลุงหมอประกอบ สองผู้สูงวัยก็มองมาที่เขาอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน

 

 

ชานนท์อยากบอกว่าเขาก็งงกับท่าทีที่ลลิลแสดงออกต่อเขาเหมือนกัน! ลลิลไม่เคยถึงเนื้อถึงตัวเขาขนาดนี้ ไม่เคยดื้อดึงกับเขาขนาดนี้ คนที่ทำแบบนี้กับเขาเสมอคือศวิลต่างหาก!

 

 

“เอ่อ…ถ้างั้น น้าฝากลินหน่อยนะนนท์ หมอกอบคะ ขอฉันคุยด้วยสักครู่ได้มั้ยคะ” พรอุมาฝากฝังกับชานนท์เสร็จก็หันมาถามคุณหมอวัยปลายร่างท้วม

 

 

“ได้ครับ เชิญทางนี้” หมอประกอบเดินนำออกจากห้องไปแล้ว พรอุมาเหลียวมองสองหนุ่มสาวอีกครั้งอย่างหนักใจ ก่อนจะตบไหล่ฐาปกรณ์เบาๆราวกับจะให้กำลังใจแล้วจึงเดินตามหมอประกอบออกไป

 

 

ไม่กี่อึดใจต่อมา ภายในห้องพักผู้ป่วยก็เหลือเพียงสามชีวิต คราวนี้ร่างบนเตียงเหลือบตามามองฐาปกรณ์ด้วยสายตาที่ทั้งฐาปกรณ์และชานนท์ต่างรับรู้ว่ามันไม่ใช่สายตาที่ลลิลมีต่อผู้ชายที่ตัวเองกำลังจะแต่งงานด้วย

 

 

“จะคุยกับนนท์สองคน!” ยิ่งคำพูดคำจาสั้นห้วนยิ่งแล้วใหญ่ ชานนท์รู้สึกเหมือนเหงื่อแตกกลางห้องแอร์เพราะเกรงว่าเพื่อนสมัยเด็กจะเข้าใจผิดว่าตัวเองจะตีท้ายครัว

 

 

ทว่าฐาปกรณ์กลับไม่มองเขาสักนิด เจ้าตัวยังจับจ้องมาที่คนเจ็บ ก่อนจะเอ่ยปากสั้นง่าย

 

 

“ตามสบาย” ร่างสูงว่าอย่างนั้นก่อนจะเดินออกจากห้องไป เมื่อเหลือกันเพียงแค่สองคน มือขาวที่ยังจับแขนชานนท์ก็ออกแรงกระตุกน้อยๆอย่างดื้อดึง

 

 

“นั่งลงสิ เราต้องคุยกันยาว”

 

……………………………..

 

นายแพทย์ชานนท์มองคนเจ็บบนเตียงที่เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วยอาการที่เด็กวัยรุ่นแถวบ้านพักหมอเรียกว่า ‘อาการกริบ’ นั่นคืออ้าปากค้าง ตาถลน พูดไม่ออก เถียงไม่ทัน ทำได้แค่รับฟัง รับฟัง และรับฟังอย่างเดียว

 

 

“มึงเข้าใจที่กูพูดมั้ยเนี่ย?!! กูรู้ว่าเรื่องที่กูเล่ามันเหนือธรรมชาติ กูก็ไม่คิดจะเชื่อ แต่เพราะมันมาเกิดกับกูเอง!” สตรีร่างบอบบางหน้าตาสวยหวานประกอบด้วยตากลมโต จมูกรั้นนิดๆ และริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มซึ่งเคยเรียก ‘พี่นนท์คะ’ ‘พี่หมอนนท์ขา’ มาตั้งแต่ชานนท์ยังไม่ได้เป็นหมอ มาวันนี้กลับขึ้นมึงขึ้นกูกับเขาแล้วอวดอ้างว่าตัวเองชื่อศวิล วโรดมเพื่อนซี้ของเขาที่ร่างกายนอนเป็นผักอยู่ในห้องไอซียู!!

 

 

คนเจ็บบนเตียงพ่นลมหายใจแรงๆแล้วยกมือขึ้นเสยผมอย่างที่เป็นอากัปกิริยายามงุ่นง่านใจของศวิล วโรดม ก่อนที่เจ้าตัวจะพ่นไฟออกทางปากอีกรอบ

 

 

“มึงช่วยฉลาดหน่อยได้มั้ยวะ?!! สมงสมองใช้เรียนหมออย่างเดียวรึไง!! กูเจอเรื่องบ้าๆนี่กับตัวกูยังทำความเข้าใจได้ภายในห้าวินาทีด้วยซ้ำ!!!” แม้น้ำเสียงจะเป็นของลลิล แต่วิธีการพูดนั้นชานนท์คอนเฟิร์มว่าไม่ใช่ลลิลแน่นอน!

 

 

 

“เอ่อ…เดี๋ยวนะ…เคสแบบนี้ เคยมีเหมือนกัน ประเภทว่าเกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมองแล้วฟื้นขึ้นมาลักษณะนิสัยกลายเป็นอีกคน…” ชานนท์พยายามประมวลเรื่องราวตรงหน้าให้เป็นไปในทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

 

 

…แต่เท่าที่นึกออก ก็ไม่เคยเจอเคสไหนที่พอฟื้นขึ้นมาแล้ว คนฟื้นดันประกาศว่าตัวเองคืออีกคนที่ตอนนี้ยังไม่ฟื้นนี่หว่า!!!…

 

 

 

“นี่มึงไม่เชื่อกูใช่มั้ยไอ้นนท์!! กูบอกว่ากูไม่ใช่ลิน! แต่กูคือวิน!!! คือศวิล!!!!” ร่างบนเตียงกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิดที่ดูเหมือนจะอธิบายเสียน้ำลายไปมากมาย แต่ไอ้คนเพียงคนเดียวที่เขาตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังกลับไม่ยอมเปิดใจรับเสียเลย

 

 

 

“แต่คนที่อยู่ตรงนี้คือลลิล!! เป็นผู้หญิง!! ไม่ใช่ศวิลที่เป็นผู้ชาย!!แล้วจะให้กูเชื่อได้ยังไง?!!!” ชานนท์เถียงกลับอย่างที่ตาเห็น และนั่นทำเอาคนถูกเถียงนิ่งชะงักไปเช่นกัน

 

 

…ใช่…ชานนท์พูดถูก…ตอนนี้คนที่ชานนท์เห็นว่าลุกขึ้นมานั่งพูดจ้อยๆคือลลิล ไม่ใช่ศวิล…ลลิลที่เป็นผู้หญิง ลลิลที่หน้าตาสวยหวาน ลลิล…ที่มองยังไงก็ไม่ใช่พี่ชายอย่างศวิลซึ่งเป็นผู้ชายตัวสูง หน้าตาหล่อเหลาที่ตอนนี้ยังนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู…แต่…แต่ยังไงเขาก็ต้องทำให้เชื่อให้ได้!! ว่าถึงคนที่ชานนท์เห็นจะเป็นลลิล แต่ตัวตนจริงๆที่อยู่ในร่างของลลิลคือศวิล!!…

 

 

“เอางี้!! เพื่อให้มึงแน่ใจว่ากูคือศวิล วโรดม กูจะบอกความลับของมึงที่นอกจากพ่อแม่มึงแล้ว ก็ไม่มีใครรู้!”

 

 

“อาฮะ! บอกมาเลย” ชานนท์ตั้งท่ารอคอยรับฟังความลับที่คนตรงหน้าพูดถึง

 

 

…ถึงผู้หญิงตรงหน้านี้จะบอกว่าเป็นศวิลก็เถอะ! แต่เขาไม่เชื่อหรอก! เขาไม่เชื่อว่าเป็นศวิลที่ย้ายร่างมาอยู่ในร่างของน้องสาว! ก็นี่มันชีวิตจริงนะเว้ย! นี่มันคือการย้ายวิญญาณของอีกคนมาอยู่ในร่างของอีกคน!! ไม่ใช่การย้ายที่ทำงาน หรือย้ายบ้าน!!…ยังไงๆเขาก็ไม่เชื่อว่าเป็นศวิลจริง!! บางทีอาจจะเป็นเพราะลลิลเห็นพี่ชายเป็นไอดอล พอเจอการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ จิตใต้สำนึกอาจจะทำให้เจ้าตัวคิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายก็เป็นได้!! ใช่!! ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วมันควรจะต้องเป็นแบบนั้น!!!…

 

 

 

“…ตูดซ้ายของมึงมีปานดำ” ร่างบนเตียงตัดสินใจทิ้งไพ่ตายใบสุดท้ายเพราะรู้ดีว่าความลับนี้ของชานนท์ นอกจากพ่อแม่มันแล้วก็มีแค่ ‘ศวิล วโรดม’ เท่านั้นที่รู้

 

 

“เฮ้ย!!!!! รู้ได้ไง!!!” ชานนท์ถึงกับตาเหลือกร้องลั่นด้วยความตกใจ

 

 

“ก็กูเพิ่งบอกแหม่บๆว่ากูคือศวิล! กูเคยดึงกางเกงมึงตอนป.3ไงเล่า!!” นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างไม่อยากจะเชื่อ

 

 

…ไม่จริงหน่า!! เป็นไปไม่ได้หรอก! เป็นไปไม่ได้ที่ลลิลจะรู้เรื่องนี้!!!…แต่…แต่ถ้าลลิลไม่มีทางรู้เรื่องนี้แล้วร่างของลลิลที่พูดแจ้วๆอยู่ตรงหน้าเขารู้ได้ยังไง!!!…

 

 

“คราวนี้เชื่อกูรึยัง?! ไหนจะเรื่องที่ตอนมึงอยู่ม.2แอบชอบพี่ม.5อีก แล้วก็มีเรื่องที่มึงโดดคาบเคมีตอนม.4ไปนอนในห้องสมุดแต่อาจารย์นึกว่ามึงหนีโรงเรียนเลยไปฟ้องป๊ามึง มึงเลยโดนป๊าตีแถมป๊ามึงบังคับให้มึงซ้อนมอไซค์ป๊ามาโรงเรียนทุกเช้า แล้วก็…”

 

 

“พอๆๆๆ” ชานนท์รีบยกมือห้ามก่อนที่วีรกรรมของตัวเองจะหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มมากไปกว่านี้ เขาจับจ้องใบหน้าหวานของหญิงสาวที่อยู่ในชุดคนไข้ ซึ่งพอลองมองดูดีๆแล้ว คุณหมอหนุ่มผู้อยู่ในสายวิทยาศาสตร์อย่างเต็มตัวกลับมองเห็นความเป็นศวิลฉายชัดบนดวงตากลมโตคู่นั้น

 

 

“…เอ่อ…อ่า…คือ…คือ…ไอ้วินจริงเหรอ…” ชานนท์ถามอย่างตะกุกตะกักยังไม่อยากเชื่อกับเรื่องที่ประสบพบเจอ แต่…เพราะคำพูดของคนที่อ้างตัวว่าเป็นศวิลก็พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้ว คนที่รู้ความลับ คนที่รู้วีรกรรมของเขา มีไม่กี่คน และในคนไม่กี่คนพวกนั้น เขาเชื่อว่าไม่มีวันเอาเรื่องพวกนี้ไปเล่าต่อให้ผู้หญิงเรียบร้อยอย่างลลิลตัวจริงได้รับรู้แน่

 

 

“จริงสิวะ! ร่างนี้เป็นร่างของลินก็จริง แต่กูคือวิน!!” มือขาวชี้เข้าหน้าตัวเองเป็นการย้ำชัดว่าตัวเองคือศวิล วโรดม

 

 

“แล้ว…แล้วทำไมมึงถึงมาอยู่ในร่างลิน…”

 

 

“กูก็ไม่รู้ คงเกี่ยวข้องกับ…เอ่อ…วิญญงวิญญาณย้ายร่างอะไรงี้มั้ง! ห่าเอ๊ย! กูยิ่งกลัวเรื่องผีเรื่องสางอยู่ด้วย เสือกมาเกิดเรื่องอย่างงี้ขึ้นกับกู” ท้ายประโยคนั้นเจ้าตัวบ่นพึมพำราวกับเจ็บใจ หน้าตายุ่งเหยิงและติดจะหวาดกลัวยามพูดเรื่องเหนือธรรมชาติ

 

 

“เดี๋ยว…แล้ว…แล้วมึงมาอยู่ในร่างลินอย่างงี้ แล้วลินล่ะ ลินอยู่ที่ไหน” ชานนท์ถามอย่างรวดเร็ว ถ้าหากศวิลมาอยู่ในร่างของลลิล แล้วร่างของศวิลที่นอนอยู่ในห้องไอซียูล่ะ…ใครอยู่?

 

 

คนตรงหน้าถอนหายใจยาวอย่างหนักอก

 

 

“กูไม่รู้ กูรู้สึกตัวอีกทีกูก็มาอยู่ในร่างของลินแล้ว พอถามแม่ว่าร่างกูฟื้นรึยัง แม่ก็บอกว่ายัง”

 

 

“แล้วแม่มึงรู้มั้ยเรื่องที่มึงมาอยู่ในร่างน้องมึง” พอทำใจเปิดอกยอมรับแล้ว ชานนท์ก็เหมือนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้นั่งคุยอยู่กับร่างของลลิลสักนิด เพราะความเป็นศวิลนั้นแสดงออกชัดทั้งสายตาทั้งวาจา

 

 

“ไม่รู้ กูยังงงๆ แล้วก็กลัวแม่เป็นห่วงเลยไม่ได้บอก แล้ว…แล้วร่างกูเป็นไงบ้าง พอจะรู้สึกตัวบ้างมั้ย” อย่างน้อยถ้ารู้สึกตัว ศวิลก็ยังมีความหวังว่าลลิลอาจจะอยู่ในร่างเขา อย่างน้อยน้องก็ยังอยู่

 

 

“ไม่เลยว่ะ ตอนกู้ภัยพามึงกับน้องมึงมาถึงโรงพยาบาล กูคิดว่ามึงจะไม่รอดด้วยซ้ำ ถ้ามึงเห็นสภาพรถ มึงจะแปลกใจมากที่ร่างมึงยังอยู่ในไอซียู ไม่ใช่อยู่ดับจิต” ชานนท์ไปดูสภาพรถมาแล้วที่โรงพัก ฝั่งคนขับเละทั้งแถบเพราะศวิลเอาฝั่งตัวเองอัดเข้ากับต้นไม้

 

 

“อย่าพูดถึงดับจิต! กูกลัวผี!!” คุณหมอหนุ่มผลักศีรษะคนเจ็บเบาๆอย่างนึกเอ็นดู มันเจอเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้ ยังจะกลัวผีกลัวสางอีก

 

 

“แล้วนี่มึงจะเอายังไงต่อ” ชานนท์ถามอย่างห่วงใย

 

 

 

“ไม่รู้ว่ะ กูก็จนปัญญา ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มที่ตรงไหน มัน…มันมืดแปดด้านยิ่งกว่าตอนพ่อกูตายซะอีก” พอพูดถึงพ่อแล้ว ก็เหมือนคนพูดจะนึกออกว่าพ่อของชานนท์ก็เป็นหมอเช่นกัน เจ้าตัวทำตาโตวิบวับมองเพื่อนรักที่คบหากันมานานอย่างมีความหวัง

 

 

“ป๊ามึงล่ะไอ้นนท์! ถ้ากูลองเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ป๊ามึงฟัง ป๊ามึงอาจจะมียาจีนสูตรโบราณ โอ๊ย!! เขกหัวกูทำไม!!!” พูดไม่ทันจบ ชานนท์ก็มอบมะเหงกเป็นรางวัล

 

 

“ป๊ากูเป็นหมอยาจีน ไม่ใช่หมอคุณไสยเล่นกับวิญญาณ”

 

 

“กูบอกว่าอย่าพูดเรื่องผีเรื่องวิญญาณไง! ไอ้ห่า!! เดี๋ยวคืนนี้ต้องนอนที่นี่ด้วย กูจะหลับยังไงลง” สองเพื่อนรักกำลังโวยวายใส่กันตามนิสัยก็ต้องพากันเงียบกริบเมื่อประตูห้องถูกเปิดเข้ามา คนเจ็บบนเตียงตวัดสายตาไปมองร่างสูงที่เดินนำเข้ามาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

 

 

“เข้ามาทำไม!! บอกว่าจะคุยกับไอ้นนท์สองคนไง!!!” ฐาปกรณ์มองคนเจ็บปากดีเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

 

“มีคนมาเยี่ยม”

 

 

“ใคร?!!” แล้วคนกำลังจะโวยวายก็ได้แต่หุบปากเงียบเมื่อฐาปกรณ์เบี่ยงปลายเท้าออกเล็กน้อยให้เห็นผู้มาเยี่ยมในยามสายของวันนี้

 

 

จีวรเสียงเหลืองอมส้มเข้มนั้นทำเอาอารมณ์สงบลงในทันที ชานนท์รีบลุกจากเก้าอี้แล้วยกมือไหว้

 

 

“สวัสดีครับ หลวงปู่”

 

 

 

“หล…หลวงปู่…” ร่างบนเตียงอ้อมแอ้มเสียงแผ่วแล้วยกมือไหว้อย่างสงบเสงี่ยม พระชราเพียงยิ้มน้อยอย่างเมตตาด้วยเพราะคุ้นเคยกันมานาน เนื่องจากอมร วโรดมบิดาของสองพี่น้องศวิลและลลิลนั้นแวะไปทำบุญที่วัดป่าของท่านบ่อยๆ และมักจะพาลูกชายคนโตสุดแสบไปให้ท่านตักเตือนด้วย ซึ่งคนอย่างศวิล ไม่มีวันยอมถูกดุคนเดียวอยู่แล้ว เจ้าตัวมักจะลากชานนท์และฐาปกรณ์ไปด้วยเสมอ แต่พอหลังจากบิดาเสีย ศวิลก็วุ่นวายอยู่กับงานในไร่จนไม่ได้แวะไปที่วัดป่านั่นอีก

 

 

“ดูเหมือนจะแข็งแรงดีนะ โยมศวิล” เจ้าของชื่อชะงักไปในทันที แม้แต่ชานนท์และฐาปกรณ์ที่อยู่ในห้องต่างก็ได้ยินสรรพนามที่เจ้าอาวาสรูปนี้ใช้เรียกคนเจ็บ

 

 

…คนเจ็บที่ชื่อลลิล…แต่ท่านเรียกศวิล…

 

 

“ไอ้นนท์ พามันออกไปก่อน” ศวิลไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะฐาปกรณ์ เขารีบหันไปสั่งเพื่อนรักให้พาอีกคนที่ยืนหัวโด่หัวเด่ในห้องออกไป ทว่าก่อนที่ชานนท์จะทันได้ทำอะไร หลวงปู่ก็เอ่ยขัด

 

 

“ไม่ต้องหรอก โยมฐาปกรณ์จำเป็นต้องรับรู้ด้วย”

 

 

“ทำไมมันต้องรู้?!!” ศวิลตะโกนลั่นอย่างไม่พอใจจนชานนท์ต้องตบไหล่เพราะเกรงว่าเพื่อนรักจะแสดงอภินิหารกับพระสงฆ์องค์เจ้า

 

 

เจ้าอาวาสวัยชรายังคงสงบนิ่งเช่นเคย เหมือนที่เคยใช้ท่าทีเช่นนี้ปราบเด็กชายศวิลจอมแสบ

 

 

“เขาคือคนที่จะช่วยโยมและน้องของโยมยังไงล่ะ”

 

 

 

“ผมไม่ต้องการให้มันมาช่วย!!!”

 

 

 

“ถ้าโยมไม่ยอม โยมก็ต้องอยู่ในร่างของน้องของโยมตลอดไป ส่วนร่างของโยม และวิญญาณน้องของโยม…นับจากนี้ไปอีกหนึ่งเดือน…จะต้องจากไป”

 

 

“หลวงปู่หมายความว่าไง?!!!!!” ศวิลตะเบ็งเสียงลั่นจนแทบลืมไปแล้วว่าร่างกายที่ตัวเองใช้เป็นของน้องสาวที่เพิ่งฟกช้ำมา และเพราะแรงตะเบ็ง อาการเจ็บปวดในกายจึงพรั่งพรูออกมาจนต้องงอตัวเองไว้

 

 

“ไอ้วิน ใจเย็น” ชานนท์รีบปรามด้วยความเป็นห่วง

 

 

“โยมศวิลต้องเลือก ว่าจะให้โยมฐาปกรณ์ช่วย หรือจะยอมอยู่ในร่างของน้องของโยมตลอดไป”

 

 

ติดตามตอนต่อไป (อังคารหน้า) ==========================================================

 

สวัสดีค่ะ หายไปนานนนนน…นับตั้งแต่จบเรื่องจันทร์จ้าว เพราะมีหลายเรื่องให้วุ่นวายมากเลย ก็เลยแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น

 

รอบนี้กลับมาพร้อมกับนิยายแนวผีๆ(มั้ง) แต่ผีไม่มาก เพราะผีมากไม่ได้ คุณศวิลแกกลัวผีขี้ขึ้นหัวค่ะ ฮา

 

นับตั้งแต่เขียนทั้งฟิคและนิยาย บัวแทบไม่เคยเขียนแนวผีๆ หรือว่าวิญญาณ ครั้งนี้ก็เลยออกจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่พอสมควร ซึ่งแน่นอน…ความเป็นรูทีนต้องมา เรื่องนี้จะมาสัปดาห์ละ 1 ตอนเช่นเคย ยังไงก็ฝากติดตามเรื่องนี้ด้วยนะคะ

 

ขอบคุณพื้นที่บอร์ด ทุกๆการอ่านและทุกๆความคิดถึงค่ะ

 

เจอกันอังคารหน้าค่ะ

 

 

 

 

 

Leave a Reply