Back to Home

= บล็อกนี้เป็นบล็อกตัวอย่างนิยายที่ยังไม่มีกำหนดตีพิมพ์ และยังไม่ใช่ฉบับไฟนอลสำหรับตีพิมพ์ค่ะ =

พินัยกรรมกามเทพ

Dezair

[02]

 

 

“พ่อของโยมมาขอร้องอาตมาเมื่อตอนเช้ามืด ให้อาตมามาที่นี่ เพราะโยมฐาปกรณ์เป็นคนเดียวที่จะช่วยโยมและน้องของโยมได้” เจ้าอาวาสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ทว่าอีกสามคนในห้องพากันชะงัก และก่อนที่จะมีใครทันได้ถามอะไร ชานนท์ก็ส่งคำถามขึ้นมาก่อน

 

 

“หลวงปู่บอกว่า…พ่อ…ของไอ้วินมาหาหลวงปู่หรือครับ”

 

 

…พ่อ…ของศวิลที่จากไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้วอย่างนั้นน่ะหรือ…

 

 

“ใช่ โยมอมรมาหาอาตมาเมื่อเช้านี้” สายตาเมตตาของหลวงปู่ทอดมองมาที่ร่างคนเจ็บบนเตียงที่สะดุ้งโหยง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

 

“ล…หลวงปู่หมายถึง…หมายถึงพ…พ่อ…พ่อแบบเป็นผีงั้นเหรอครับ”

 

 

“จะว่าเป็นผีก็ไม่ถูก แต่เอาว่าไม่ได้เป็นคนก็แล้วกัน”

 

 

ร่างบนเตียงขยับผ้าห่มจนถึงคอด้วยความรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งตัว ชานนท์เห็นท่ากลัวผีของ ‘ร่างลลิล’ แล้วก็ได้แต่อมยิ้มขำ ไม่ว่าศวิลจะไปอยู่ในร่างไหนก็ทำตัวเหมือนเดิมไม่มีผิด นี่มันจะรู้ตัวบ้างมั้ยว่ามันมาใช้ร่างของน้องมัน ทำท่าอุบาทจนชานนท์สงสารลลิลตัวจริงที่ให้พี่ชายหยิบยืมร่างกายเสียจริง

 

 

“แล้ว…ที่หลวงปู่บอกว่าไอ้ฐากับไอ้วินต้องช่วยกัน พวกมันต้องทำยังไงหรือครับ” และก่อนที่จะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ชานนท์เลยต้องเปลี่ยนเรื่องคุยมาที่เรื่องมีสาระเสียก่อน

 

 

“โยมศวิลกับโยมฐาปกรณ์ทะเลาะกันมากี่ปีแล้ว” พระชราตั้งคำถามอย่างที่ทำเอาคนกำลังซุกตัวใต้ผ้าห่มถึงกับชะงัก ดวงตากลมโตแต่มีแววอาฆาตแต่ดั้งเดิมตามแบบฉบับของศวิลเหลือบมองไปที่ศัตรูคู่อาฆาตทีหนึ่งก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัด

 

 

“เจ็ดปี!” เจ็ดปีที่เขาไม่เคยลืม เจ็ดปีที่เขาอยู่กับความบาดหมางและประกาศตัดเป็นตัดตายกับฐาปกรณ์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด

 

 

…เจ็ดปี…ที่กลายเป็นความแค้นสุมอกชนิดที่แค่ได้ยินชื่อ ศวิลก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ!…

 

 

“ถ้าอย่างนั้นโยมทั้งสองคนต้องไปกราบพระ 7 วัด แล้วขอน้ำมนต์จากทั้งเจ็ดวัดกลับมาที่โรงพยาบาล”

 

 

 

“เจ็ดวัด?!!! ให้ผมไปกับมันตั้ง 7 วัดน่ะเหรอหลวงปู่!!!” ศวิลโวยวายเสียงดัง ก็เรื่องอะไรให้เขาไปวัดร่วมกับคนที่เขาเกลียดที่สุดในโลกด้วยเล่า?!!

 

 

 

“เอ่อ…แค่ 7 วัดเองหน่า ไอ้วิน แถวนี้มีเป็น 10 วัด มึงก็เลือกมาสัก 7 วัด วันเดียวก็ไปครบ” ชานนท์รีบตะล่อมเพื่อนรัก เพราะเกรงว่ามันจะแสดงอภินิหารข่มพระสงฆ์องค์เจ้าเสียก่อน ทว่าเจ้าอาวาสชรากลับส่ายหน้าช้าๆ

 

 

 

“ไม่ใช่วัดไหนก็ได้ อาตมาจะให้ชื่อวัดทั้ง 7 แห่งเอาไว้กับโยมฐาปกรณ์ แล้วโยมทั้ง 2 จะต้องไปด้วยกัน”

 

 

 

“แล้ววัด 7 แห่งที่หลวงปู่พูดถึงมันอยู่ที่ไหนบ้างล่ะครับ คงไม่ใช่ให้ผมตระเวนทั่วทั้งประเทศหรอกใช่มั้ย?!!” เขาถามดักทาง และเป็นอีกครั้งที่พระชรายิ้มจาง

 

 

 

“ถ้าให้ตระเวน ก็ต้องตระเวน เพราะนี่เป็นทางเดียวที่โยมจะช่วยน้องของโยมได้” คนบนเตียงถึงกับอ้าปากค้าง กับคำพูดที่ฟังดูแล้วไร้เยื่อใยเป็นที่สุด แค่เขาเห็นหน้าฐาปกรณ์วันเดียว ความดันยังขึ้นแล้วขึ้นอีก ขืนต้องตระเวนไปเจ็ดวัดแถมไปแม่งแทบทุกภาคของประเทศไทย เขาคงได้ฆ่าฐาปกรณ์ตายในวัดที่สอง!!

 

 

 

“โยมศวิลเกิดวันที่ 29 ใช่ไหม วันที่ 29 โยมทั้งสองจะต้องนำน้ำมนต์เจ็ดวัดกลับมาที่โรงพยาบาล แล้วอาตมาจะทำพิธีให้ ถ้าคนใดคนหนึ่งไปเพียงลำพัง น้ำมนต์ที่ได้กลับมาจะใช้ไม่ได้” ราวกับจะอ่านใจศวิลออก เพราะหลวงปู่ดักคอไว้เรียบร้อยชนิดที่คนบนเตียงได้แต่กัดริมฝีปาก แต่ไม่วายตั้งคำถาม

 

 

 

“แล้วถ้าผมได้น้ำมนต์กลับมาครบก่อนวันที่ 29 หลวงปู่จะทำพิธีเลยไม่ได้เหรอครับ ทำไมต้องรอวันที่ 29”

 

 

 

“รู้จักรอบ้างเถอะ บนโลกนี้ไม่ใช่ทุกอย่างจะได้มาในวันนี้พรุ่งนี้” พอถูกปรามเช่นนั้น คนใจร้อนก็ได้แต่เงียบ

 

 

“อาตมาจะให้ชื่อวัดและจังหวัดเอาไว้ บางวัดอยู่ลึกเข้าไปในเขตที่แทบไม่มีคนอยู่ บางวัดอยู่สูงบนยอดเขา แต่อาตมาก็หวังว่าโยมทั้งสองจะช่วยกันนำน้ำมนต์ทั้งเจ็ดวัดกลับมา แล้ววันที่ 29 เราค่อยเจอกัน”

 

 

“ผมมีอีกคำถาม” คนเรื่องเยอะยังคงไม่หมดคำถาม หลวงปู่หันมามองด้วยความเมตตา

 

 

 

“ถ้าผมได้น้ำมนต์ทั้ง 7 วัดกลับมา ทั้งลินทั้งผมจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมใช่มั้ยครับ” ศวิลก็ยังคงเป็นศวิลวันยังค่ำ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความแน่นอน แต่เขาก็ต้องได้รับคำยืนยันว่าสุดท้ายแล้วมันจะต้องเป็นคุณมากกว่าโทษ

 

 

“อาตมายืนยันว่าโยมและน้องของโยมจะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ส่วนเรื่องอื่นนอกจากนั้น…ขึ้นอยู่กับสิ่งที่โยมกระทำ” ศวิลได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ หากแต่ถ้าลลิลได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ว่ายามนั้นน้องจะเป็นอย่างไร เขาก็จะดูแลลลิลด้วยแรงทั้งหมดที่เขามี

 

 

…ขอแค่ลลิลได้กลับมา…

 

 

“ผมจะทำ/แต่ผมมีงานที่ต้องทำ…” คน 2 คนที่จำต้องร่วมมือกันหาน้ำมนต์พูดขึ้นมาพร้อมกัน และแน่นอนว่าคำพูดของฐาปกรณ์นั้นไม่เข้าหูศวิลที่สุด

 

 

“มึงเห็นงานดีกว่าน้องกูรึไง!!!” ฐาปกรณ์เหลือบมามองคนพูดที่ใส่ความอคติมาเต็มร้อย ก่อนจะหันกลับไปมองหลวงปู่อย่างไม่อยากจะสนใจคนปากเสียรายนี้อีก

 

 

 

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันเมื่อไม่มีคำพูดใดจากเจ้าอาวาสชรานอกเสียจากดวงตาเหี่ยวย่นที่ทอดมองอย่างเข้าอกเข้าใจ ฐาปกรณ์ผู้ถูกโยนภาระให้รับหน้าที่ไปตะเวนหาน้ำมนต์เจ็ดวัดเลยได้แต่ถอนหายใจเฮือก และศวิลก็ตีความการถอนหายใจนั้นว่าเป็นการยินดีและยอมรับ เจ้าตัวเลยประกาศก้อง

 

 

“พรุ่งนี้กูจะออกจากโรงพยาบาล ทันทีที่ออก มึงต้องไปวัดกับกู!” เป็นการออกคำสั่งที่เฉียบขาดชนิดที่นายแพทย์หนุ่มอย่างชานนท์ยังต้องตบหน้าผากตัวเอง

 

 

“ถามหมอก่อนมั้ย ว่าพรุ่งนี้มึงจะได้ออกรึเปล่า” ชานนท์พึมพำ แต่คนเจ็บก็ยังหูดีได้ยินเสียงหงุงหงิงนั่น

 

 

“หมายความว่าไง?! กูยังออกไม่ได้อีกเหรอ!!” เวลานี้ที่ต้องยอมรับการไปตะลุยเจ็ดวัดทั่วประเทศไทยกับคนที่เกลียดขี้หน้า ศวิลก็อารมณ์เสียมากพอจะกัดหัวเพื่อนซี้ได้ทันทีทันใด

 

 

 

“มึงเพิ่งฟื้นนะวิน แล้วร่างของมึง…เอ่อ กูหมายถึงร่างที่มึงใช้อยู่ก็ยังช้ำ มึงรออีกสัก 4-5 วันเถอะ ให้ทางนี้เช็คให้แน่ใจก่อนว่าไม่เป็นอะไร แล้วค่อยออกจากโรงพยาบาล”

 

 

 

“แต่!!…” ศวิลนั้นใจร้อน เขาอยากช่วยน้องเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“กูรู้ว่ามึงอยากช่วยลิน แต่มึงอย่าลืมว่าร่างกายที่มึงใช้อยู่ก็เป็นของลิน ถ้ามึงออกไปตะเวนทั่วเมืองไทยทั้งๆที่ร่างกายยังไม่หายดี แล้วพอลินกลับมาใช้ร่างเดิมของตัวเอง น้องมึงจะเป็นยังไง” ชานนท์ทั้งขู่ทั้งปลอบ จนคนบนเตียงได้แต่เงียบเพราะเห็นจริงอย่างที่ว่า แต่…ศวิลก็ยังเป็นคนชอบต่อรองอยู่ดี

 

 

 

“3 วันได้มั้ย กูว่า 4-5 วันมันนานไป” คนเป็นหมอถอนหายใจเฮือก เอากับมันสิ…3 วันกับ 4-5 วันนี่มันจะต่างกันสักเท่าไหร่เชียว!!

 

 

 

“เออๆ กูจะคุยกับลุงหมอให้แล้วกัน” ชานนท์ตอบแล้วเหลือบตามองเพื่อนอย่างฐาปกรณ์ที่ยืนเงียบ ถูกบังคับให้ต้องออกเดินทางด้วยยังไม่พอ ยังถูกบังคับให้ต้องเดินทางในอีก 3 วันข้างหน้าอีกต่างหาก งานนี้ชานนท์กล้าพูดเต็มปากว่าเขาสงสารเพื่อนอย่างฐาปกรณ์มากกว่าไอ้คนที่สลับร่างมาอยู่ในร่างน้องสาวเสียอีก

 

 

 

“อีก 3 วัน มึงมารับกูด้วย!!”

 

 

 

…เรื่องโขกสับฐาปกรณ์…ขอให้บอกศวิล รายนี้น่ะตัวจริงเสียงจริงแม้กระทั่งอยู่ในร่างน้องสาว!!…

 

 

…………………………………

 

3 วันตามคำสั่งของศวิล หญิงสาวหน้าหวานร่างกายบอบบางที่เคยอยู่ในชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลก็เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์เตรียมตัวไปตะลอนเจ็ดวัดทั่วเมืองไทยตามที่หลวงปู่สั่งเอาไว้

 

 

“ลินไปไหวแน่เหรอลูก” พรอุมายังคงไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ลลิลคนเดิม แต่เป็นร่างของลลิลที่มีจิตใจเป็นศวิลอย่างเต็มเปี่ยม และคนอย่างศวิล ต่อให้เจ็บเจียนตายแค่ไหน แต่ถ้าให้ทำเพื่อน้องสาวสุดที่รัก เขาก็พร้อมเสมอ

 

 

“ไหวสิแม่ แค่ 7 วัดเอง หลวงปู่ก็บอกว่าถ้าไปครบ 7 วัด เอาน้ำมนต์กลับมา ลินจะฟืื้น”

 

 

“ลินจะฟื้น?” พรอุมาทวนประโยคของคนตรงหน้าด้วยความงุนงง เพราะสิ่งที่หล่อนรับรู้จาก ‘ลูกสาว’ และชานนท์กับฐาปกรณ์คือทุกคนบอกหล่อนว่าหลวงปู่แนะนำให้ลลิลและฐาปกรณ์ไปหาน้ำมนต์ 7 วัดกลับมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ในวันที่ 29 นี้ อันที่จริงเธอเป็นห่วงลูกสาวที่เพิ่งฟื้นจากอุบัติเหตุ แต่เมื่อเจ้าตัวยืนกรานหนักแน่นจะไปหาน้ำมนต์ หล่อนก็ได้แต่ยอมตามใจ

 

 

 

ท่าทีงุนงงและสงสัยของมารดา ทำเอาคนเป็นลูกรู้สึกตัวว่าหลุดความลับออกไปเสียแล้ว เลยรีบแก้ต่าง

 

 

“หมายถึงร่างกายฟื้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมไงแม่ นี่ยังรู้สึกยอกๆอยู่เลยนะเนี่ย”

 

 

“ยอกแล้วยังจะไปอีก” พรอุมาบ่นเล็กน้อย แต่พอเสียงเปิดประตูดังขึ้นและเธอหันกลับไปมองพบว่าคนที่เข้ามาคือฐาปกรณ์ที่ออกตัวว่าจะเป็นคนพาลูกของเธอไปไหว้พระเจ็ดวัด เธอก็พอจะเบาใจได้บ้าง

 

 

“ฐามาแล้ว”

 

 

“รีบมาเชียวนะมึง” เสียงบ่นเบาๆดังเข้าหูพรอุมาทำเอาต้องเหลือบตามามองเจ้าของเสียง ดวงหน้าหวานเบิกตาโตเล็กน้อยที่เห็นเธอจ้องจับผิดก่อนจะทำเป็นมองเพดาน มองฝาผนังไม่ยอมสบตา และเพราะฝีเท้าของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใกล้ผสมกับสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของลูก ก็ทำเอาพรอุมาตัดใจไม่ซักไซ้เรื่องคำพูดประโยคเมื่อกี้ แล้วหันไปสนใจฐาปกรณ์แทน

 

 

“เรียบร้อยมั้ยครับ น้าพร” ฐาปกรณ์เลือกที่จะถามความเรียบร้อยจากหญิงสูงวัยแทนที่จะถามหญิงสาวผู้มีดวงตาขวางและแค้นเคืองใส่เขา

 

 

“จ้ะ น้าฝากลินด้วยนะ ฐา” พรอุมาฝากฝังกับฐาปกรณ์ด้วยความห่วงใย ชายหนุ่มอยากจะบอกเหลือเกินว่าคนที่พรอุมาฝากเขานั้น ไม่ได้มีอะไรที่น่าเป็นห่วงเลยสักนิด ที่น่าห่วงควรจะเป็นเขามากกว่า ไม่รู้จะประสาทเสียกับนิสัยของคนที่อยู่ในร่างของลลิลเมื่อไหร่

 

 

“ครับ” ชายหนุ่มได้แต่รับคำสั้นๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่บนเตียง เดาเอาว่าน่าจะเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่พรอุมาจัดมาให้ลลิลใช้ แต่ยังไม่ทันจะเอื้อมมือไปถึง มือขาวเล็กของหญิงสาวก็ปัดมือเขาทิ้งดังเพี๊ยะ

 

 

“ไม่ต้อง!!”

 

 

“ลิน ทำอะไรน่ะลูก หนูเพิ่งหาย จะถือของหนักได้ยังไง” พรอุมารู้ว่าลูกสาวแปลกไปตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา แต่พอเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาชานนท์ เขากลับบอกว่ามีความเป็นไปได้เนื่องจากตอนประสบอุบัติเหตุ สมองได้รับการกระทบกระเทือน เธอจึงไม่ติดใจเท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าอีกสักพักคงจะหายไปเอง แต่…ก็ดูเหมือนอาการของขึ้นยามพบหน้าฐาปกรณ์จะไม่หายไปสักที แม้จะผ่านมา 3 วันนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็เถอะ

 

 

 

คนถูกดุพูดไม่ออก แต่ยังไม่วายส่งสายตาแค้นเคืองไปให้ฐาปกรณ์ที่ก้าวเข้ามาถือกระเป๋าเดินทางให้หน้าตาเฉย

 

 

“ลินอย่าดื้อกับพี่เขานะลูก ฐาก็ด้วย ฝากดูแลน้องด้วย รีบไปรีบกลับ” พรอุมาใจหายเมื่อรู้ว่าลูกสาวที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุมาต้องไปตะลอนๆที่ไหนก็ไม่รู้ ในขณะที่ลูกชายซึ่งยังอยู่ในห้องไอซียูก็ยังไม่ได้สติ เธอเหมือนเหลือตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่งพิงที่ไหนอีก

 

 

คนเป็นลูกหันกลับมามองมารดา ดวงตากลมโตที่ทอดมองพรอุมานั้นมีแววแตกต่างไปจากสายตาของลูกสาวคนเล็กอย่างที่เคยเป็น มันเป็นแววตาที่เข้มแข็งและมั่นคง ก่อนที่มือขาวเล็กจะเอื้อมมือจับไหล่ของแม่เอาไว้ราวกับจะปลอบประโลม

 

 

“แม่ไม่ต้องห่วง วินต้องฟื้น แล้วครอบครัวเราต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม” แม้คนพูดจะเป็นลูกสาว แต่พรอุมากลับเห็นภาพซ้อนเป็นลูกชายที่ยังนอนอยู่ในห้องไอซียู เธอมองใบหน้าหวานตรงหน้าตาไม่กะพริบราวกับตกอยู่ในภวังค์ ศวิลและลลิลเป็นพี่ชายน้องสาวที่อายุห่างกันหลายปีก็จริง และฝ่ายพี่ชายที่เข้มแข็งก็ไม่เหมือนน้องสาวที่แสนอ่อนโยนเลยสักนิด จริงอยู่ว่าหน้าตาอาจจะมีเค้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าจะเหมือนกันจนทำให้เธอเห็นภาพซ้อนเป็นลูกชายบนหน้าลูกสาว

 

 

“วิน” เธอครางเสียงแผ่ว แต่นั่นทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับนิ่งงัน ศวิลรู้ว่าเรื่องผิดธรรมชาติของเขาที่มาอาศัยร่างน้องสาวจะให้มารดารู้ไม่ได้ แค่นี้แม่ก็ทุกข์มากพออยู่แล้ว จะให้แม่รู้ไม่ได้ว่าคนที่ฟื้นขึ้นมาคือเขาในร่างลลิล ส่วนลลิลตัวจริงนั้นไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

 

 

ร่างของหญิงสาวก้าวถอยหลังออกมาจากมารดาเล็กน้อย

 

 

“ต้องไปแล้วแม่ เดี๋ยวจะไม่ทัน” พรอุมาเหมือนได้สติในวินาทีนั้น เธอกะพริบตาหลายๆทีเพื่อตั้งสติ ก่อนจะส่งยิ้มบางให้

 

 

“ไปเถอะลูก ทางนี้แม่จะดูแลเอง” สองหนุ่มสาวยกมือไหว้ลา ก่อนจะพากันออกจากห้องของโรงพยาบาล รถโฟร์วีลของฐาปกรณ์ก็จอดรออยู่แล้ว และทันทีที่ทั้งสองก้าวขึ้นนั่ง ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เมฆฝนดำทะมึนแผ่ขยายไปทั่วท้องฟ้า ดวงตากลมของหญิงสาวเหลือบมองท้องฟ้าอย่างนึกเคือง

 

 

“นี่ยังไม่ทันจะไปวัดแรก ฝนแม่งก็ตกแล้ว มากับมึงนี่ฟ้าฝนเป็นใจจริงๆ!!!”

 

………………………………

 

หลังจากส่งลูกสาวออกจากโรงพยาบาล หน้าที่ของความเป็นแม่ยังคงดำเนินต่อไป เพราะลูกอีกคนยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ที่อีกห้องหนึ่ง

 

 

 

พรอุมาแตะมือลงบนกระจกใสที่กั้นระหว่างเธอและร่างของลูกชายที่ยังนอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อ มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด เธอไม่รู้ว่าสายไหนเป็นสายไหน ที่รู้ๆคือสายเหล่านั้นมีไว้เพื่อยื้อลมหายใจของศวิล ศวิลผู้เป็นที่รักและที่พึ่งของหญิงหม้ายสามีตายอย่างเธอ ศวิลผู้เป็นลูกชายที่เป็นเสาหลักและแก้วตาดวงใจ

 

 

 

…อะไรก็ได้…อะไรก็ได้ช่วยดลบันดาลให้เขาฟื้นทีเถอะ…ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พรอุมาก็ยินดี ขอแค่เพียงศวิลได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ขอแค่ให้ศวิลได้มีชีวิตอยู่ต่อไป…ขอแค่ลูกของเธอจะได้กลับมา…

 

 

“วิน รีบฟื้นได้แล้วลูก รีบฟื้นมาอยู่กับแม่” หญิงวัยปลายได้แต่ครางแผ่วอย่างน่าเวทนา ดวงตาหยาดคลอไปด้วยน้ำตาใส หากแต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เธอก็รีบกลืนน้ำตาให้หายไปในทันที

 

 

“พี่พร หลานเป็นยังไงบ้างคะ?!!”

 

 

 

หลายวันแล้วนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งศวิลและลลิลมีเพียงเธอ ชานนท์และครอบครัวของเขา ฐาปกรณ์และหมอประกอบเวียนกันมาเฝ้าไข้ ในขณะที่ญาติแท้ๆไม่เคยมาเหลียวแลเลยสักนิด

 

 

แต่จะว่าอะไรได้ พรอุมารู้ดีว่าทำไมญาติทั้งหลายถึงไม่เคยมาเยี่ยมเยียนสองพี่น้องเลย ถ้าไม่ใช่เพราะศวิลเลยด่ากราดชนิดไม่เห็นหัวใครเอาไว้เมื่อครั้งที่สามีของเธอเสีย

 

 

“พี่พร” เสียงเรียกดังขึ้นมาอีก พรอุมาหันไปมองแล้วยิ้มบางให้กับอินทราและอนุชาน้องสาวและน้องชายของสามีผู้ล่วงลับของเธอ สองญาติร่วมสายเลือดที่เคยถูกศวิลไล่ตะเพิดกลางงานศพของอมรนั่นล่ะ

 

 

“ตายแล้ว! วิน! นั่นวินหรือคะเนี่ย?!! ทำไมสภาพหลาน…เอ่อ…หลานดูไม่ดีเอาซะเลย” พรอุมาพยายามทำใจให้เย็นเพื่อรับมือกับฝีปากของน้องสามี เพราะปากของอินทราไม่ค่อยจะดีแบบนี้ คิดอะไรก็พูด ไม่รู้จักกาลเทศะ หลานแท้ๆอย่างศวิลเลยไม่เคยไว้หน้าอาคนนี้เลยสักครั้ง

 

 

“แล้วนี่ยัยลินละคะ ลินเป็นแบบตาวินมั้ย” หน้าตาของอินทรานั้นดูจะสนอกสนใจเหลือเกินว่าลูกชายลูกสาวของพรอุมาจะเป็นเช่นไร

 

 

“ลินหายแล้ว ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” พรอุมาพยายามทำใจเย็นกับคำพูดคำจาของน้องสามี อินทราเป็นสาวโสด และคงเพราะเป็นสาวโสดที่วันๆกินแต่เงินกงสีที่ปันส่วนมาจากไร่วโรดม ไม่เคยไปพบปะผู้คนหรือมีสังคมเอาไว้ขัดเกลาความคิด คำพูดคำจาของเธอจึงเป็นแบบนี้ ในขณะที่น้องชายของอมรนั้น ร้ายหนักกว่าเดิมตรงที่แม้จะมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังติดพนันและมีเมียเล็กเมียน้อยเป็นว่าเล่น

 

 

“งั้นก็เหลือวินคนเดียวสินะคะเนี่ย แล้วหมอบอกมั้ยคะว่าเมื่อไหร่จะฟื้น หรือจะไม่ฟื้นไปตลอด”

 

 

“หมอยังไม่ได้บอกอะไร อินมาเยี่ยมหลานเหรอ คงเยี่ยมได้แค่ข้างนอกนี่ล่ะนะ”

 

 

“ค่ะ เยี่ยมข้างนอกก็พอค่ะ นี่อินกับเปี๊ยกรีบมาทันทีที่รู้ข่าวเลยนะคะเนี่ย”

 

 

“ถ้าจะรีบมาขนาดนี้ ก็รอไว้ไปเยี่ยมที่บ้านก็ได้นะครับ เพราะอีกไม่นานวินก็ฟื้น” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังพูดคุยกันต้องหันมอง ชายหนุ่มในชุดเสื้อกราวน์สีขาวเดินยิ้มจางเข้ามาหา

 

 

“น้าพรหิวหรือยังครับ ไปทานข้าวกัน” ชานนท์หันมาถามพรอุมาเพียงคนเดียว หลังจากยกมือไหว้ผู้ใหญ่อีกสองคนเรียบร้อยแล้ว

 

 

“นนท์พักเที่ยงแล้วเหรอ”

 

 

“ครับ เลยจะออกไปทานข้าว น้าพรไปด้วยกันนะครับ” สตรีสูงวัยพอจะรู้ว่าชานนท์ก้าวเข้ามาเพื่อช่วยดึงเธอออกจากฝีปากของน้องสามี ดังนั้นพรอุมาจึงไม่ขัดข้อง

 

 

“จ้ะ” เธอรับคำ ก่อนจะหันไปทางอินทราและอนุชา

 

 

“ถ้าอย่างนั้น พี่ขอไปทานข้าวก่อนนะ” ทั้งพรอุมาและชานนท์เดินจากไปแล้ว ทิ้งให้สองพี่น้องอย่างอินทราและอนุชามองตาม ก่อนจะเหลือบตากลับไปมองร่างที่อยู่ในห้องผ่านทางกระจกใส

 

 

“พี่ว่าไอ้วินมันจะตายมั้ย” คนเป็นน้องชายเอ่ยปากถาม ไม่มีเสียงตอบจากอินทราผู้เป็นพี่สาวที่ยังคงจับจ้องเข้าไปที่ร่างซึ่งอยู่ท่ามกลางสายระโยงระยาง อนุชาเหลือบตามองไปที่ร่างหลานชาย

 

 

“แกอย่าคิดอะไรโง่ๆนะไอ้เปี๊ยก!!! ถ้ามันตาย ใครจะทำงานหาเงินเข้ากงสีให้เราใช้!” เสียงพี่สาวดังเตือน ทว่าอนุชาปราศจากคำพูดใดๆโต้ตอบ

 

………………………….

 

พรอุมาสั่งข้าวผัด ในขณะที่ชานนท์เลือกเป็นข้าวราดผัดพริกแกงปลาดุก พวกเขานั่งกันอยู่ในห้องอาหารของโรงพยาบาลที่ค่อนข้างพลุ่กพล่านเพื่อรออาหารที่สั่ง

 

 

“ขอบใจนะนนท์ ที่พาน้าออกมา”

 

 

“ไม่เป็นไรครับ วินฝากไว้ว่าให้ดูแลน้าพรอย่าให้ใครมาวุ่นวาย”

 

 

“วิน…” และพอพรอุมาทวนชื่อลูกชาย ก็ทำเอาชานนท์เพิ่งจะนึกออกว่าสิ่งที่หญิงเบื้องหน้าเห็นคือศวิลที่ยังไม่ฟื้นและลลิลที่ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

 

 

“เอ่อ…มัน…มันฝากไว้นานแล้วครับ มันบอกว่าชอบมีคนมายุ่งกับน้าพร ให้ผมช่วยดูแลด้วย” คนฟังพยักหน้ารับรู้แล้วยิ้มจางเมื่อคิดถึงลูกชาย

 

 

“วินเป็นอย่างนี้เสมอ เขาเป็นห่วงทุกคน”

 

 

“ครับ โดยเฉพาะน้าพรกับลิน มันเป็นห่วงที่สุด” หญิงวัยปลายเหลือบตามองชายหนุ่มคราวลูกแล้วหวนคิดถึงลูกชายผู้รักครอบครัวเป็นที่สุด

 

 

“แล้ว…ที่นนท์บอกว่าวินใกล้ฟื้น…”

 

 

“น้าพรครับ วินเป็นคนเก่ง เขาจะต้องทำได้” คำตอบของชายหนุ่ม ทำเอาพรอุมาอ่อนใจและใจหาย หากไม่ว่าเมื่อไหร่ศวิลก็ไม่ฟื้นสักที เธอจะทำอย่างไร

 

 

“หลวงปู่ก็บอกว่าถ้าได้น้ำมนต์ 7 วัดกลับมา วินจะ…เอ่อ…กลับมาเป็นเหมือนเดิม” ใช่ เพราะตอนนี้ศวิลยังไม่เหมือนเดิม ที่เหมือนเดิมดูเหมือนจะมีอย่างเดียวคือฝีปากที่ด่าฐาปกรณ์เช้า กลางวัน เย็นนั่นล่ะ

 

 

“น้าก็ขอให้เป็นจริง”

 

 

“น้าพรเชื่อวินนะครับ วินต้องทำได้ วินต้องกลับมา” ชานนท์ภาวนาขอให้ทั้งศวิลและฐาปกรณ์เอาน้ำมนต์ 7 วัดกลับมาให้ได้ แม้การเอาน้ำมนต์กลับมาจะไม่ยาก แต่ที่เขามองว่ายากคือการที่สองคนนั้นต้องช่วยกันตามหาน้ำมนต์ตั้ง 7 วัดต่างหาก

 

 

วูบหนึ่ง คุณหมอหนุ่มกลับคิดว่าวิธีนี้ของหลวงปู่มีเป้าหมายให้ทั้งศวิลและฐาปกรณ์กลับมาคืนดีกันมากกว่าจะให้หาน้ำมนต์เสียอีก

 

 

“จ้ะ น้าจะเชื่อในตัววิน” หญิงวัยปลายรับคำแม้จะเข้าใจไปคนละทางกับชายหนุ่มตรงหน้าก็ตามที พอดีกับที่อาหารเสร็จ ชานนท์ลุกขึ้นไปหยิบจานอาหารจากพนักงาน หากแต่ใจพาลหวนคิดไปถึงศวิลและฐาปกรณ์ที่ออกจากโรงพยาบาลไปด้วยกัน

 

 

…เชื่อในตัววินอย่างนั้นหรือ ให้ตายเถอะวะ เขาเป็นคนขอให้น้าพรเชื่อในตัวไอ้วิน แต่เขาดันไม่เชื่อมันเลยสักนิด ว่ามันจะทำให้ทุกอย่างราบลื่น…

 

 

ชานนท์ถอนหายใจเฮือก ขออย่าให้ไอ้วินก่อเรื่องอะไรเลย

 

………………………….

 

“กูบอกว่ากูจะแวะปัํม!! กูปวดฉี่!! มึงหูตึงรึไง!!” หญิงสาวที่ยังคงมีปลาสเตอร์แผ่นเล็กติดอยู่ที่หางคิ้วตะโกนลั่นอย่างหยาบคายใส่คนขับรถที่ขับเงียบไม่พูดไม่จามาตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล และตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล เจ้าตัวก็ขยันหาเรื่องมากวนประสาทคนขับเหลือเกิน

 

 

…ร่างเป็นของลลิลแท้ๆ แต่นิสัยและสันดานคือศวิลไม่มีผิด…

 

 

“แหกตาดูซะมั่งว่านี่วิ่งเลนขวาสุด จะเข้าซ้ายออกไปวิ่งเส้นนอกได้ยังไง” และเพราะสิ่งที่ฐาปกรณ์รับรู้คือนิสัยกับฝีปากร้ายกาจ คำพูดคำจาของชายหนุ่มที่มีต่อคนข้างกายจึงไม่ต่างอะไรกับที่เขาเคยต่อปากต่อคำกับศวิลตัวจริง

 

 

“มึงก็วิ่งซ้ายสิเว้ย!! กูปวดฉี่”

 

 

“รอหน่อย จะออกบายพาสแล้ว”

 

 

“กูปวดฉี่!! มึงจะให้กูรอได้ยังไง!! กูบอกว่ากูปวดฉี่!!!”

 

 

“เออๆ!!!!” สุดท้ายก็เป็นฐาปกรณ์ที่ต้องยอมวิ่งลงซ้ายและออกไปยังเส้นขนานเพื่อแวะปั๊มน้ำมันให้ไอ้คนมากเรื่องได้เข้าห้องน้ำ  ทันทีที่รถจอดสนิท คนข้างกายก็พุ่งตัวออกจากรถตรงไปที่ห้องน้ำทันที ฐาปกรณ์ถึงกับตาเหลือกรีบดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถวิ่งตามเข้าไปในห้องน้ำที่คนร่วมทางกับเขาวิ่งเข้าไป

 

 

…ไอ้วินนะไอ้วิน!!! มันรู้ตัวมั้ยว่ามันอยู่ในร่างของลิน!! และลินเป็นผู้หญิง!! ต้องเข้าห้องน้ำหญิง!!…

 

 

ไม่ว่าจะด้วยขาของเขายาวกว่า หรือความไวของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ มือใหญ่คว้าแขนเล็กของหญิงสาวเอาไว้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งเข้าห้องน้ำชายจริงๆ

 

 

 

“อะไรของมึงอีกเนี่ย!!” คนเข้าห้องน้ำผิดยังไม่รู้สึกตัว หันมาเห็นคู่อาฆาตรั้งเอาไว้ก็ยิ่งหงุดหงิดปนโมโห

 

 

 

“ไปเข้าห้องน้ำหญิง!!” ร่างสูงพูดเสียงเบาลอดไรฟัน และนั่นทำเอาคนวิ่งเข้าห้องน้ำตามความเคยชินถึงกับหันขวับไปดูสัญลักษณ์ของห้องน้ำ ดวงตากลมใหญ่ขยายขนาดมากกว่าเดิมเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเวลานี้เขาไม่ใช่ ‘ศวิล’ ผู้มาดแมนและอาจหาญ แต่เขาเป็น ‘ลลิล’ หญิงสาวร่างผอมบางที่ควรจะเข้าห้องน้ำหญิง

 

 

 

แขนเล็กถูกกระชากออกจากมือใหญ่ที่กอบกุม ฐาปกรณ์คิดว่าอีกฝ่ายคงจะว่าง่าย แต่…ศวิลก็คือศวิล

 

 

 

“กูจะเข้าห้องนี้!!” คราวนี้ร่างสูงไม่ไวเท่าเดิม เพราะร่างของหญิงสาวผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำชายเรียบร้อย ฐาปกรณ์รีบก้าวตามเข้าไปด้วยทั้งตกใจและหงุดหงิดหัวเสีย แต่พอกวาดตามองไปยังฝั่งโถปัสสาวะกลับไม่พบว่ามีใครอยู่ตรงนั้น เขาเหลือบตากลับมามองที่ห้องน้ำแบบส้วมซึมอีกฝั่ง ซึ่งมีคนใช้อยู่ 3 ห้อง

 

 

“วิน! วิน!” เขาตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมาทั้งสามห้อง

 

 

“วิน!!” ชายหนุ่มตะโกนเรียกอีกอย่างร้อนใจ กำลังจะอ้าปากเรียกอีกรอบ ก็ปรากฏว่าประตูห้องน้ำห้องหนึ่งเปิดออกมา ก่อนที่หญิงสาวหน้าหวานจะเดินออกมา

 

 

“วิน!!” ฐาปกรณ์ดุ ทำเอาใบหน้าหวานหันขวับมามองด้วยสายตาไม่พอใจ

 

 

“ก็กูบอกแล้วว่ากูจะเข้าห้องนี้!!” อยากจะลากไอ้คนลอยหน้าลอยตามาตีสักที แต่เสียงราดน้ำจากในห้องน้ำห้องหนึ่งในสองห้องที่ยังปิดประตู ทำให้ฐาปกรณ์ได้สติว่าเวลานี้ศวิลไม่ควรอยู่ในห้องน้ำชายที่สุด

 

 

“ถ้าเสร็จแล้วก็ออกไปได้แล้ว!”

 

 

“กูยังไม่ออก กูจะล้างมือ”

 

 

“บอกว่าให้รีบออก!!”

 

 

“ก็กูบอกว่าไม่ออก!!!”

 

 

“วิน! ตอนนี้อยู่ในร่างของลิน!! ต้องให้กูบอกมั้ยว่ามึงควรจะดูแลความปลอดภัยของร่างกายน้องสาวมึง!!!” ฐาปกรณ์ทนไม่ไหว และการเตือนสติของเขาทำเอาคนที่อยู่ในร่างของน้องสาวแต่ดื้อแพ่งเหมือนเดิมอย่างศวิลถึงกับชะงักไป

 

 

…แต่…เรื่องทำผิดแล้วไม่รับนั้น เป็นเรื่องถนัดของศวิลเสมอ…

 

 

“แล้วไง! จะฝั่งไหน ร่างของน้องกูมันก็ฉี่ได้เหมือนกัน!!” ตอบกลับอย่างไม่แยแสออกไปแล้ว ก็เดินไปล้างมือทำเนียนไม่สนใจ ก้าวเท้าจะออกจากห้องน้ำ ทว่าชายหนุ่ม 3 คนกลับเดินสวนเข้ามาแล้วจับจ้องมาที่ร่างหญิงสาวหน้าหวานไม่วางตา สายตาของชายหนุ่มผู้แวะเวียนเข้าห้องน้ำถึงกับกวาดตามองตั้งแต่ใบหน้าหวาน ลงมายังเส้นผมยาวเคลียไหล่ อกอวบอิ่มใต้เสื้อยืด เอวคอดและสะโพกผายที่แม้จะสวมกางเกงยีนส์เนื้อหนา แต่ก็บอกรูปร่างสะโอดสะองของร่างลลิลได้ไม่ยาก

 

 

“มองอะ…อื้อ!!…” ศวิลผู้มาดแมนในร่างของลลิลกำลังจะอ้าปากด่า แต่ฐาปกรณ์ก้าวเท้ามายืนซ้อนหลังแล้วอ้อมมือมาปิดปากเสียก่อน ชายหนุ่มร่างสูงใช้สายตาแข็งกระด้างมองชายหนุ่มอีก 3 คน ก่อนจะดันร่างลลิลให้เดินออกจากห้องน้ำชายมาได้อย่างปลอดภัย

 

 

“รู้รึยังว่าฝั่งไหนก็ไม่ได้ฉี่ได้เหมือนกัน!” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูอย่างหงุดหงิด ก่อนที่มือขาวจะรั้งมือหนาที่ปิดปากตัวเองออกแล้วตวัดสายตามามองอย่างเอาเรื่องแล้วแผดเสียงลั่นจนคนแถวนั้นมองเป็นตาเดียว

 

 

“ไม่ต้องมาสอนกู!!” ฐาปกรณ์อยากจะอดทนอยู่หรอก ถ้าหากว่าศวิลจะฟังเขาเตือนบ้าง แต่นี่อะไร เถียงคำไม่ตกฟาก ตัวเองผิดเต็มประตูยังไม่ให้สั่งให้สอนอีก

 

 

ร่างของหญิงสาวกำลังจะเดินกลับไปที่รถ แต่มือใหญ่หนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก ทำเอาคนถูกดึงถึงกับต้องหันกลับมามองด้วยสายตาไม่พอใจ

 

 

“อย่าทำให้ลินเดือดร้อน รู้ซะมั่งว่าตอนนี้ตัวเองเป็นใคร!”

 

 

“งั้นมึงก็รู้เอาไว้! ว่าที่กูต้องมาเป็นแบบนี้ และลินต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะมึง!! เพราะมึงคนเดียว!!!” ชี้หน้าด่าแล้วเจ้าตัวก็ก้าวฉับๆไปที่รถ และแสดงอภินิหารไม่สนความเป็นกุลสตรีอีกหนด้วยการหันกลับมาตวาดลั่นใส่ฐาปกรณ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล

 

 

“มาขึ้นรถสิ!! กูจะไปวัดชาตินี้นะ!!! ไม่ได้จะไปชาติหน้า!! มึงยืนอยู่อย่างนั้นแล้วกูจะไปยังไง!!” คงไม่ต้องบอกว่าความเถื่อนของคำพูดขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกขนาดไหน แถมด้วยการกระแทกประตูรถปิดดังปังใหญ่อีกต่างหาก ฐาปกรณ์มองคนที่ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักอก

 

 

ถ้านี่คือบทพิสูจน์ความอดทนของเขาล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่ามันเป็นการพิสูจน์ที่ถึงเส้นประสาทที่สุด!!!

 

…………………………….

 

วัดแรกที่ต้องไปเป็นวัดป่าในเขตจังหวัดชลบุรี แม้จะเป็นคนในพื้นที่ทั้งคู่ แต่ฐาปกรณ์ที่ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย กับศวิลที่ไม่เคยไปไหนไกลกว่าไร่ของตัวเองก็ย่อมไม่รู้ทางเป็นธรรมดา

 

 

“มึงแน่ใจเหรอว่าถูกทางน่ะ” เรื่องบั่นทอนกำลังใจต้องยกให้คนที่นั่งอยู่ข้างคนขับ เพราะเจ้าตัวปากบอนได้ถูกกาลเทศะมากเสียจนคนขับต้องถอนหายใจ

 

 

“ไม่รู้” ในเมื่อคนนั่งข้างไม่ทำอย่างอื่นที่ดีกว่าการช่วยกันดูทาง ฐาปกรณ์ก็ไม่คิดจะแยแสความรู้สึกใดๆ

 

 

“พูดงี้ได้ไง?!! แล้ววันนี้กูจะได้น้ำมนต์มั้ย?!!”

 

 

“ก็บอกว่าไม่รู้”

 

 

“ไอ้!…”

 

 

“ถ้านั่งเงียบๆไม่ได้ ก็ไปนอนเบาะหลัง”

 

 

“กูจะตามหาน้ำมนต์ไปช่วยน้องกู!! ไม่ได้จะเปลี่ยนที่มานอนรถมึง!!”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยกันดูทาง ไม่ใช่เอาแต่พูด” คนกำลังจะอ้าปากด่าสวนกลับถึงกับชะงัก แล้วได้แต่ขบริมฝีปากอย่างเจ็บใจ ก่อนจะหันหน้าหนีออกไปมองนอกหน้าต่างรถ เขาไม่เข้าใจเลยว่าหลวงปู่ให้เขามากับไอ้นี่ทำไม เปลี่ยนจากไอ้เวรฐาปกรณ์เป็นชานนท์ยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องมาลับฝีปากด้วย

 

 

รถยนต์ของฐาปกรณ์เลี้ยวลึกเข้าไปในเขตพงหญ้า ถนนลูกลังแคบๆ สองข้างทางคือที่รกชัฏ ดูราวกับไม่ใช่ที่อยู่ของคน แถมฟ้าฝนที่มืดครึ้มมาตั้งแต่แรกก็เริ่มออกอาการกลายร่างเป็นฝนเม็ดใหญ่สาดลงมา

 

 

ทั้งสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทั้งสถานที่เปลี่ยวร้าง ทำเอาคนขี้กลัวสิ่งเหนือธรรมชาติเริ่มกลืนน้ำลายเอื้อก ดวงตากลมโตเหลือบมองไปนอกหน้าต่างรถที่มีฝนเทกระหน่ำ ใบไม้ ต้นไม้ข้างทางไหวลู่เอนไปตามลมแรง ยิ่งตอนที่รถขับผ่านศาลเพียงตาเก่าซอมซ่อที่อยู่ข้างทาง ศวิลก็ยิ่งจินตนากาารไปไกลโพ้นจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว

 

 

ฐาปกรณ์เหลือบมองคนข้างกายที่นั่งเงียบไปนาน เห็นร่างโปร่งบางเหมือนจะสั่นน้อยๆก็เลยเอื้อมมือไปลดความแรงของแอร์ลง และแทบจะในทันทีที่ลมแอร์ผ่อนเบา คนข้างกายก็หันขวับมามอง

 

 

“หลังรถมีเสื้อกันหนาว เอามาใส่ก่อนก็ได้” คนถูกหาว่าหนาวกำลังอ้าปากจะย้อน แต่ดูเหมือนฐาปกรณ์จะรู้จักนิสัยของคนที่อยู่ในร่างของลลิลดี เพราะรีบเอ่ยปากไว

 

 

“แต่ถ้าไม่หนาวก็นั่งดูทางไป”

 

 

“แน่อยู่แล้ว!! ใครจะหนาววะ! เฮ้ยๆ นั่นมีป้ายด้วย” รถชะลอความเร็วลงอีกให้คนทักได้มองป้ายชัดๆ ป้ายไม้เก่าๆที่ติดอยู่บนท่อนไม้ปักบนพื้น ดูท่าคงจะปักมานานมากแล้วเพราะมันเอียงกะเท่เร่ แถมตัวอักษรบนป้ายก็ลางเลือนเต็มทน

 

 

“เขียนว่าอะไรวะนั่น” ตัวอักษรลางเลือนตามกาลเวลา และลมฝนที่ซัดสาด ทำให้มองแทบไม่ออก แต่พอเพ่งดูชัดๆ ก็พอจะรู้ว่าบนป้ายนั้นเขียนชื่อวัดที่พวกเขาต้องไปเอาน้ำมนต์จริงๆ

 

 

“กูว่า…ใช่วัดป่าไทรโยคนะ” คนที่นั่งข้างคนขับเอ่ยปากหลังจากเพ่งมาครู่หนึ่ง

 

 

“ลองเลี้ยวไปตามป้ายแล้วกัน” ฐาปกรณ์มองเลยไปด้านหลังป้ายที่เป็นทางเลี้ยวซ้ายลงไปยังถนนลูกลังที่สภาพไม่ได้ดีไปกว่าถนนที่เขากำลังขับอยู่ เห็นทีถ้าออกจากตรงนี้ไปได้ คงต้องล้างรถกันยกใหญ่

 

 

ชายหนุ่มเลี้ยวรถลงสู่ถนนลูกลังด้านหลังป้ายบอกทาง และพอขับต่อไปอีกอึดใจหนึ่ง ทางเข้าของวัดก็ปรากฏตรงหน้า

 

 

“ถูกทางจริงๆด้วย!!” คนข้างกายฐาปกรณ์ร้องออกมาอย่างดีใจ ชายหนุ่มเหลือบตามอง น่าแปลกที่แม้อีกฝ่ายจะอยู่ในร่างของน้องสาว แต่ไม่ว่าจะด้วยท่าทาง นิสัย หรือแม้แต่วิธีแสดงออกทางความรู้สึก กลับทำให้เขาเห็นเป็นใบหน้าของศวิลได้ไม่ยาก

 

 

 

รถยนต์ของฐาปกรณ์เคลื่อนตัวเข้าไปจอดใกล้ศาลาวัดเก่าๆที่สร้างเป็นเรือนยกพื้นสูง ชั้นล่างที่เปิดโล่งนั้นกั้นเป็นโรงครัวเล็กๆ ส่วนชั้นบนเป็นศาลาวัดที่ดูร้างผู้คนอย่างไรชอบกล คนทั้งคู่ลงจากรถวิ่งเข้าไปหลบอยู่ใต้ถุนเรือน ศวิลผู้แสนจะกลัวผีมองรอบตัวที่เห็นแต่ภาพพร่าเลือนเพราะม่านฝนที่บดบัง ทิวต้นไม้ไกลลิบๆที่ถูกฝนเม็ดหนาใหญ่สาดกระหน่ำและลมแรงพัดวูบจนกิ่งไม้ไหวเอนไปตามแรงลม บรรยากาศเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนยิ่งทำให้จินตนาการพาเขาไปไกลจนต้องก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้คนที่ยืนข้างกายจนไหล่ชิดไหล่ ฐาปกรณ์เหลือบตาลงมอง แล้วได้แต่ยิ้มบาง

 

 

 

…ศวิลก็ยังเป็นศวิล เป็นศวิลที่ขี้กลัว เป็นศวิลที่ไม่ถูกโฉลกกับเรื่องเหนือธรรมชาติ เหมือนสมัยเด็กๆที่แค่จะเดินผ่านวัดยังกระโดดขี่คอเขาด้วยซ้ำ…

 

 

 

“ยิ้มอะไร?!!” เสียงหวานดังดุกระชากชายหนุ่มออกมาจากภวังค์ที่เป็นเรื่องราวยามเด็กของตนเองและเด็กชายศวิล เขากะพริบตาเรียกสติตัวเองกลับมา และก็พบว่าคนข้างกายกำลังจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง

 

 

 

ฐาปกรณ์อยากบอกว่าเขากำลังยิ้มเรื่องของเจ้าตัวนั่นล่ะ แต่ก็เกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องวิวาทเอาฤกษ์เอาชัยกันตั้งแต่วัดแรก ชายหนุ่มเลยเบี่ยงสายตาหนีไปมองที่บันไดซึ่งทอดตัวลงมาจากเรือนชั้นบน

 

 

 

“ขึ้นไปหาน้ำมนต์กันเถอะ จะได้ไปวัดอื่นต่อ” พอบอกให้ขึ้นศาลาวัด ศวิลก็ตาเหลือกคว้าแขนเอาไว้หมับ ชายหนุ่มหันกลับมามองคนหน้าตาตื่น และโดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ฐาปกรณ์ก็เลื่อนมือของคนที่กำลังจับแขนเขาให้ลงไปจับมือเขาแทน มือของฐาปกรณ์กระชับมือเล็กเอาไว้แน่น ศวิลมองสบเข้าไปในดวงตาของเจ้าของมือที่กำลังกอบกุมมือของเขาอยู่ด้วยความรู้สึกประหลาด

 

 

 

…นานแค่ไหนแล้ว ที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับฐาปกรณ์แบบนี้…นานแค่ไหนแล้ว ที่ระหว่างเขาสองคนคือความโกรธเคืองสุมเต็มอก นานแค่ไหนแล้ว…ที่เขาลืมเลือนว่าครั้งหนึ่งเมื่อตอนยังเด็ก โลกของเด็กชายศวิลมีเพื่อนสนิทอยู่สองคน หนึ่งคือชานนท์ที่ไม่ว่าศวิลจะสั่งให้ทำอะไรก็ตามใจทุกอย่าง กับสอง…คือฐาปกรณ์ ที่แม้จะไม่เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ศวิลทำแต่ก็อยู่เคียงข้างกันมาเสมอ…

 

 

 

“ไม่เป็นไร กูอยู่นี่” เสียงทุ้มดังแผ่วเบา ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนยามที่พูดกับหญิงสาวหรือคนรัก แต่มันเต็มไปด้วยความจริงใจที่ศวิลสัมผัสได้ มือใหญ่ที่โอบกุมมือเล็กของร่างบางกระตุกเบาๆ จับจูงพาศวิลก้าวเท้าขึ้นบันไดไปยังศาลาวัดชั้นบนโดยที่มือยังจับมือไม่คลาย

 

 

…………………………….

 

 

บนศาลาวัดที่เงียบสงบ มีพระพุทธรูปองค์ย่อมตั้งอยู่ฝั่งหนึ่ง ด้านหน้าคือพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิ และทันทีที่ฐาปกรณ์และศวิลก้าวเท้าขึ้นมาหยุดที่หน้าบันได ท่านก็ลืมตาขึ้นช้าๆ คนขี้กลัวกลืนน้ำลายเอื้อกแล้วกำมือฐาปกรณ์แน่น

 

 

 

“มาตรงนี้สิโยม” เสียงแหบพร่าของพระชรานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอาทร ฐาปกรณ์ดึงแขนคนข้างกายให้ทรุดตัวลงคลานเข่าเข้าไปหาแล้วก้มลงกราบ

 

 

 

“จะมาขอน้ำมนต์ใช่ไหม” คำถามของพระสงฆ์ในจีวรเก่าคร่ำคร่าแต่ดูสะอาดสะอ้านนั้นทำเอาศวิลขนลุกวาบไปทั้งตัว ดวงตาเบิกโตด้วยความตกตะลึง

 

 

 

“ร…รู้…รู้ได้ยังไงว่าเราจะมาขอน้ำมนต์…” เขาถามเสียงสั่น แล้วขยับเบียดฐาปกรณ์มากขึ้นอีก แม้ฐาปกรณ์เองจะไม่ใช่คนตื่นตระหนกเป็นกระต่ายตื่นตูมแบบคนข้างกาย แต่คำถามของพระสงฆ์ตรงหน้าก็ทำให้เขาตกใจไม่น้อยเช่นกัน

 

 

 

“มีคนมาบอกอาตมาตั้งแต่เมื่อเช้า ว่าวันนี้จะมีคนมาขอน้ำมนต์ อาตมาเลยให้เด็กวัดเตรียมเอาไว้ให้แล้ว” พระสงฆ์หยิบขวดพลาสติกขนาดเล็กที่บรรจุน้ำอยู่ภายในมายื่นให้ แม้จะกลัวและรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่พระรูปนี้รู้เรื่องที่เขาจะมาขอน้ำมนต์ แต่ศวิลก็ยังยื่นมือออกไปจะรับตามความเคยชิน ทว่าพระชรากลับส่งยิ้มบางแล้วยื่นให้ฐาปกรณ์แทน

 

 

 

“ตอนนี้โยมเป็นผู้หญิง พึงรู้สติให้มากๆ” คนฟังชะงักเป็นคำรบสอง ฐาปกรณ์เห็นท่าไม่ดีเพราะดูแล้วเหมือนศวิลจะขี้ขึ้นหัวขึ้นมาจริงๆ และถ้าปล่อยไว้แบบนี้มีหวังมันคงกระโดดขี่คอเขาแน่ ชายหนุ่มเก็บขวดน้ำมนต์ขนาดเล็กลงในกระเป๋าเสื้อแล้วกระตุกแขนของคนข้างกายแผ่วเบาเป็นการเตือนสติ

 

 

“ขอบคุณครับหลวงพ่อ พวกผมต้องไปอีกหลายวัด ถ้ายังไงขอตัวก่อนนะครับ”

 

 

 

“ไปเถอะ เดินทางปลอดภัย” ฐาปกรณ์ก้มลงกราบลา ศวิลจึงรีบทำตาม เขาอยากไปจากที่นี่จะแย่แล้ว ก็ว่าวัดนี้บรรยากาศวังเวงมากแล้ว แต่ที่ทำให้ขนหลังคอลุกซู่ก็คือคำพูดคำจาของพระรูปนี้นี่ล่ะ!!

 

 

 

…’ตอนนี้เป็นผู้หญิง’…พูดเหมือนรู้ว่าตอนอื่นไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นล่ะ!! แล้วไหนจะที่บอกว่ามีคนมาบอกเมื่อเช้าว่าวันนี้เขาจะมาขอน้ำมนต์อีก!! ใครล่ะมาบอก?…ในเมื่อคนที่รู้เรื่องที่เขาจะมาขอน้ำมนต์มีแค่ไม่กี่คน และทุกคนก็ไม่มีใครรู้จักวัดนี้เลยยกเว้นก็แต่หลวงปู่ที่เป็นคนสั่งให้เขาออกตามหาน้ำมนต์ 7 วัด

 

 

 

…บางที…บางทีพระอาจจะมีกลุ่มโซเชียลในการติดต่อสื่อสารกัน ใช่…บางที…บางทีนะ…บางทีหลวงปู่ที่สั่งให้เขามาตามหาน้ำมนต์ 7 วัดอาจจะแวะมาบอกพระรูปนี้ อาจจะเพราะเป็นเพื่อนสนิทอะไรแบบนี้ ก็เลยแวะมาทักทายพูดคุยแล้วก็เลยบอกเรื่องพวกเขาด้วย ใช่!!…มันน่าจะเป็นแบบนั้น!!!…มันต้องเป็นแบบนั้นแหละ!!!

 

 

 

ศวิลกลืนน้ำลายอีกอึก อดไม่ได้ที่จะลอบมองใบหน้าเหี่ยวย่นของพระชราผู้จำวัดอยู่ที่วัดป่าไทรโยคแห่งนี้ วัดที่แม้จะอยู่ในจังหวัดภูมิลำเนาของเขา แต่น่าแปลกที่ศวิลกลับไม่เคยได้ยินชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

พระชราเหลือบสายตาใต้หนังตาเหี่ยวย่นมามองศวิลด้วยความเมตตา แต่กลับทำให้คนถูกจ้องขนลุกไปทั้งตัวรีบดึงแขนฐาปกรณ์ให้คลานเข่าถอยออกมาไวๆ ทว่าก็ยังช้ากว่าคำพูดประโยคสุดท้ายของพระสงฆ์ผู้นี้

 

 

 

“ก่อนจะถึงวันที่ 29 จะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาว เพราะฉะนั้น…เรียนรู้กันและกันให้มากๆนะโยมศวิล”

 

 

 

สิ้นประโยคนั้น คนถูกเรียกชื่อทั้งๆที่ไม่รู้จักกันก็เผ่นลงจากศาลาชนิดไม่รอฐาปกรณ์อีกเลย!!

 

 

ติดตามตอนต่อไป (อังคารหน้า) ====================================

 

 

 

วัดแรกวัดเดียว คุณศวิลก็ขี้ขึ้นหัวแล้วล่ะค่ะ นี่เหลืออีก 6 วัดเชียวนะ ถือซะว่าสวรรค์ลงโทษคุณวินที่ชอบปากเสียใส่ฐาแล้วกันค่ะ ในเมื่อฐาทำอะไรวินไม่ได้ ก็ให้สวรรค์ตัดสิน กร๊ากกกก

 

วันนี้ขอทอล์กน้อย เพราะมีภารกิจสำคัญต้องไปทำต่อ เจอกันอังคารหน้ากับวัดที่ 2 ของภารกิจตามหาน้ำมนต์

 

ขอบคุณพื้นที่บอร์ด คนอ่าน คนเม้นท์และทุกการติดตามค่ะ

 

 

 

 

Leave a Reply