Back to Home

Leader Murder Series : A Tooth for A Fang [Chapter 06]

Copyrights ©2015 A Tooth for A Fang by Liv Olteano

Copyrights arranged with Dreamspinner Press and The Reading Room Co., Ltd.

 

 

บทที่ 6

 

ผมตามเทรวิสเข้าไปด้านในอาคารจนเรามาถึงลานจอดรถ

“เราจะขับไปเหรอ ผมคิดว่าเราจะทำอะไรที่มันเจ๋งๆ อย่างวิ่งด้วยความเร็วสูงหรืออะไรแบบนั้นเสียอีก”

เขาหันมาพร้อมกับเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “นายอ่านการ์ตูนมากเกินไปแล้ว ที่รัก”

ผมแค่นเสียง “ช่างเถอะ แล้วคุณจะขับอะไร จักรยานหรือไง”

เขาตบหัวผม “ถ้ายังทำตัวแบบนี้ มีหวังนายได้วิ่งตามรถแน่”

เขาเลือกเส้นทางแล้วเริ่มเดินไป ผมเกาหลังต้นคอก่อนจะเดินตาม มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เริ่มทำให้ผมหงุดหงิด เขาเลื่อนตัวเข้าไปในรถสปอร์ตรุ่นสไปเดอร์สีดำและเปิดประตูผู้โดยสารให้ผม ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้ขับรถที่เซ็กซี่เกือบเท่าตัวเองเลย ผมเข้าไปนั่งและปิดประตูทันพอดีกับที่เขาพุ่งรถออกไปเหมือนคนเสียสติ

“เพื่อน คุณจะทำให้รถสไปเดอร์ล้อหลุดนะ” ผมพึมพำพร้อมกับจับเบาะแน่น

เขาแค่นเสียง “อย่าใจเสาะไปหน่อยเลยน่า เจ้าหนูริคกี้ ฉันไม่ชอบพวกขี้กลัวหัวหด” เขายิ้มแล้วมองผมทางหางตา “และไม่ต้องห่วง ฉันดูแลสิ่งที่เป็นของฉันอย่างดี”

“งั้นช่วยเปิดคอร์สอบรมแบบเร่งรัดสำหรับการเป็นไลแคนคร่าวๆ ทีสิ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นตอนไหนและมันจะเป็นยังไง”

เขาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยทั้งที่เกือบจะหลบคนเดินถนนไม่พ้น “นายจะยังกลายร่างได้ไม่สมบูรณ์จนกว่าช่วงเวลาปรับตัวจะจบลง มันอาจใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์หรือราวๆ นั้นเพื่อให้นายกลายร่างได้ตามใจสั่ง ตอนนี้ หากนายตื่นเต้น โกรธ หรือกลัวมากเกินไป ก็อาจจะเปลี่ยนร่างได้โดยไม่ตั้งใจ ข้อดีของการร่วมคู่กับจ่าฝูงของนายคือ ฉันสามารถควบคุมดูแลนายได้ตราบใดที่เราอยู่ด้วยกัน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันอยากเป็นครูฝึกของนาย”

ผมสั่นศีรษะ “ผมคิดไปเองสินะว่ามันเป็นเพราะเสน่ห์ของผม”

“นั่นก็ด้วย” เขาพึมพำขณะที่เลี้ยวซ้ายปุบปับ

ผมยึดเบาะไว้แน่นกว่าเดิมแล้วสูดหายใจเฮือก ห้ามทำตัวเหยาะแหยะ แหงล่ะ “แล้วถ้าผมเกิดกลายร่างโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณจะควบคุมผมได้เหรอ เอาให้ชัดๆ ซิว่าทำได้ยังไง”

เขาหัวเราะเบาๆ “ง่ายจะตาย” เขาพูดแล้วเลี้ยวซ้ายแบบหักศอกอีกครั้ง

“พระเจ้าช่วย ขับแบบนี้ได้ตายหมู่แน่!”

“จงแข็งตัว” เขากระซิบเสียงแหบพร่าซึ่งก้องกังวานในหัวผม แล้วแล่นไปตามกระดูกทั่วร่าง

เจ้าหนูของผมตั้งโด่ขึ้นมาในทันทีทันใด ส่วนก้อนเนื้อกลมๆ คู่นั้นก็เสียวแปลบ พับผ่าเถอะ เหงื่อผุดพราวบนหน้าผากแล้วไหลจากต้นคอลงไปตามแผ่นหลัง ผมมองใบหน้าด้านข้างของเทรวิส “นั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน”

เขายิ้มกริ่ม “เสียงจ่าฝูงไงล่ะ ตอนฉันใช้มัน นายจะทำตามทุกอย่างที่ฉันสั่ง รวมถึงการไม่กลายร่างและหลุดออกจากอารมณ์ทุกชนิดที่จะกระตุ้นให้มันเกิดขึ้น สนุกดี ว่าไหม”

“ไอ้นั่นของผมไม่สนุกด้วยหรอกนะ” ผมคำราม

เทรวิสหัวเราะหึๆ แล้วสอดมือเข้ามาใต้กางเกงออกกำลังของผม กอบกุมส่วนปลายสิ่งนั้นของผมไว้ ผมตัวสั่นระริกเมื่อเขาสัมผัสผม เหงื่ออีกหยดไหลลงไปตามแผ่นหลัง

“ทีนี้” เขาพูดด้วยเสียงต่ำร้ายกาจ “ปลดปล่อยเดี๋ยวนี้” เขาสั่งเพิ่มด้วยอำนาจจ่าฝูงประหลาดๆ นั่น

ก้อนเนื้ออ่อนนุ่มทั้งคู่ของผมเสียวซ่าน กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัว และด้วยการสั่นสะท้านเพียงครั้งเดียว จุดสุดยอดของการปลดปล่อยอันเพลิดเพลินทรมานพุ่งออกจากแก่นกายผมเข้าสู่ฝ่ามือเขา เทรวิสถูมือเปียกลื่นไปมากับส่วนปลายที่อ่อนไหวจนเนื้อหนังอ่อนตัวลง แล้วเขาก็ดึงมือออกก่อนยกขึ้นมาตรงใบหน้า ค่อยๆ ไล้เลียหยาดน้ำขุ่นข้นของผม ผมตัวสั่นสะท้าน ไม่อาจละสายตาไปจากลิ้นสีชมพูที่แลบเลียไปตามฝ่ามือเขา เซ็กซี่โคตร!

“ระหว่างเบาะมีกระดาษทิชชู่แบบเปียกอยู่ ทำความสะอาดตัวเองซะ” เขาพูดอย่างรื่นเริง “เราจะไปถึงที่เกิดเหตุในอีกหนึ่งนาที เพราะงั้นรีบจัดการซะ ฉันไม่อยากให้ไอ้พวกน่าเบื่อคนอื่นๆ ได้กลิ่นน้ำของนาย”

ผมสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจสุดขีด มือของผมพุ่งไปยังที่ว่างระหว่างเบาะก่อนหาทิชชู่เปียกจนเจอ ผมใช้ทิชชู่สองสามแผ่นเช็ดเนื้อเช็ดตัว เริ่มจากส่วนนั้นก่อน ตามด้วยหน้าผากกับต้นคอ ผมกะพริบตาสองสามครั้ง มองออกนอกกระจกรถ และมีปัญหากับการนึกชื่อตัวเองให้ออก

เทรวิสเลี้ยวรถจนล้อส่งเสียงดังเอี๊ยดแล้วดับเครื่อง ผมเดาว่าถึงคิวผมต้องลงไป แต่นึกไม่ออกอยู่พักใหญ่ว่าจะลงจากรถได้ยังไง

เขายื่นมือมาตบไหล่ผม “ฉันรู้ หมาน้อย ฉันเข้าใจ มันจะรู้สึกไม่สบายใจนักในช่วงสองสามครั้งแรก แต่นายจะชินกับมันในไม่ช้า รู้ไว้เถอะว่าเสียงจ่าฝูงเป็นสิ่งที่ทรงพลังและสนิทชิดเชื้อมากที่สุดที่เกิดขึ้นระหว่างไลแคน หรือหมาป่า”

ผมกะพริบตาอีกรอบ “คือ… ผมไม่เคยถูกข่มขืนมาก่อนหรอกนะ แต่ผมนึกเอาว่ามันคงรู้สึกแบบเมื่อกี้นี้ เราไม่ทำแบบนั้นอีกแล้วได้ไหม”

เขาดึงติ่งหูผม “เราจะสนุกกับมันมากๆ  ฉันสัญญา” เขากระซิบด้วยสุ้มเสียงร้ายกาจ “รีบลงไปแล้วจัดการคนร้ายกันเถอะ”

“เทรวิส”

เขาหันกลับมามองหน้าผม ยังไม่ลงจากรถ “ว่าไง”

“เรื่องนี้จะไปรอดได้ยังไง ผมควรทำยังไงดี”

เขายื่นมือมาจับมือผมไว้ “ไม่ต้องห่วง หมาน้อย นายมีความทรงจำด้านกลิ่นตามธรรมชาติ และมีจมูกที่เยี่ยมมาก ฉันเคยเห็นผลด้วยตัวเองมาแล้ว อย่ากลัวไปเลย นายจะได้รู้เอง สัญชาตญาณจะเข้าครอบงำ และนายจะทำได้อย่างยอดเยี่ยม นายคือนักตามกลิ่น จงไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเองและรู้ไว้ว่าฉันจะระวังหลังให้เสมอตราบเท่าที่เราเป็นคู่หูกัน ฉันจะอยู่เคียงข้างนายและอยู่ฝั่งเดียวกับนายตลอดตราบเท่าที่เราเป็นทีมเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่ต้องห่วง โอเคนะ”

ผมกระแอม พยักหน้าและรีบลงจากรถ สิ่งแรกที่จู่โจมผมคือกลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นของผลไม้เน่า เนื้อเน่าทั้งหลาย กลิ่นเหงื่อ กลิ่นความกลัว กลิ่นของเหลวจากการร่วมรักที่ห่างไปไม่ไกล ครั้งนี้ไม่ใช่ของผมนะ …และนั่นเป็นแค่วูบแรกที่โชยมา ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พลางหวังว่าจะกลืนกลิ่นเหม็นๆ ไปจากฆานประสาทได้บ้าง แต่แน่นอนว่ามันไม่เป็นผล ผมจึงยกมือปิดจมูกและเดินตามหลังเทรวิสไป

ผู้ชายผิวดำร่างกำยำยืนอยู่ข้างศพ…หรือซากที่เหลือ เขาทำจมูกกระดุกกระดิกไปมาเป็นครั้งคราว พยายามหันหน้าเข้าหาลมอย่างระมัดระวัง ใช่เลย ผมเข้าใจความรู้สึกของเขาดี ดวงตาของผมระคายเคือง กลิ่นทุกสิ่งทุกอย่างมันแรงขนาดนั้นเลยล่ะ เริ่มมีอาการปวดหัวตุบๆ ลามไปในเบ้าตา

เทรวิสถอนใจ “ว่าไง เรามีอะไรอยู่ตรงนี้บ้าง”

หนุ่มร่างกำยำสั่นศีรษะ “มีความระยำตำบอนน่ะสิ เรามีสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตมาแล้วประมาณสิบสองชั่วโมง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพเพิ่งยืนยันเวลาเสียชีวิต”

“ผู้ช่วยเหรอ” ผมถามพลางขมวดคิ้ว

เทรวิสยิ้มอย่างลึกลับ “ใช่ เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของเรา…ไม่สะดวกที่จะทำงานภาคสนาม เดี๋ยวนายก็จะพบเธอเอง”

ผมมองไปรอบๆ หวังจะได้เห็นสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจบ้าง มีเจ้าหน้าที่คนอื่นอีกสองสามคนกำลังตรวจดูบริเวณรอบๆ และไม่ใช่ขามุง ก็แตกต่างไปจากที่ผมเคยเจอมา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในสถานที่เกิดเหตุน่าสยดสยองทุกแห่งคือผู้คนจะมามุงดูกัน ผมไม่เคยลงความเห็นได้เลยว่าพวกเขาทำแบบนั้นเพราะสัญชาตญาณดิบที่ฝังลึกบงการให้คนมารวมตัวกันต่อหน้าสถานการณ์น่าสลดใจหรือเคราะห์กรรม หรือพวกเขาแค่รู้สึกดีบนความโชคร้ายของคนอื่น…เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้น หรือเพื่อจะสมน้ำหน้ากันแน่ “เฮ้ พวกขามุงช่างวิจารณ์ไปไหนเสียล่ะ” ผมถามพลางมองไปรอบๆ

เทรวิสยักไหล่ “เราวางเขตกั้นอื่นๆ อีกสองสามที่ห่างออกไปด้วย งานของเราไม่น่าสนใจสำหรับพวกชอบมุงหรอก” เขาพูดพร้อมยิ้มนิดๆ ให้ผม “มีลายนิ้วมือหรือร่องรอยอะไรบ้างไหม”

ผู้ชายผิวสีสั่นศีรษะ “ไม่มีอะไรจากช่วงไม่นานนี้ที่ใช้ได้เลย ผู้ตายยังมีเครื่องประดับติดตัวอยู่ ฉันว่าตัดการปล้นออกไปได้”

“มีพยานบ้างไหม” เทรวิสถาม

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “เราหาตัวไม่พบเลย แต่เรายังสอบถามคนแถวนี้อยู่”

ผมกระแอม “คุณจะหาตัวพลเรือนอย่างเราให้เป็นพยานหรือ”

เทรวิสสั่นศีรษะปฏิเสธบ้าง “พยานจะเป็นใครก็ได้ ถ้าเป็นมนุษย์ ตำรวจมนุษย์จะสอบปากคำและส่งตัวพวกเขาไป แล้วนายจะประหลาดใจที่พวกเขาลงเอยด้วยการชี้ตัวมนุษย์หมาป่าที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆ” เขาพูดยิ้มๆ “เอาล่ะ นายพร้อมจะลุยหรือยัง ใช้จมูกดีๆ ของนายทำงาน แล้วดูว่ามันจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์แบบไหนได้บ้าง”

ผมว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่จมูกของผมผลิตได้คือน้ำมูก และเท่าที่ผมบอกได้นั่นก็เยอะแล้วนะ แต่เขาดูจะมั่นใจเรื่องนักตามกลิ่น จนผมต้องพยักหน้าแล้วเดินไปหาซากที่นอนขดอยู่บนพื้น ช่างเถอะ อย่างน้อยที่ผมทำเพื่อผู้ตายที่น่าสงสารได้ก็คือ ลองพยายามทำตามความเชื่อผิดๆ ของเทรวิสดู

มีกล่องพิซซ่าสองสามกล่องและถุงขยะหลายถุงกองล้อมรอบศพ และใต้ศพมีกล่องพิซซ่าอีกสองกล่องด้วย ทุกกล่องชุ่มไปด้วยเลือดที่ไหลนองมาตลอดไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ กลิ่นเหม็นคาว ไม่เน่า แต่ก็เก่า ศพถูกคลุมด้วยผ้าใบพลาสติกโปร่งแสงซึ่งกันน้ำผืนใหญ่ ผมประเมินรูปร่างของศพได้มากพอที่จะเดาได้ว่าเป็นมนุษย์ แต่มันดูไม่…ถูกต้องนัก ผมเห็นบางส่วนของกล่องใต้จุดที่ควรจะเป็นข้อต่อ ในเมื่อเนื้อหนังที่เปิดเผยแบบนี้ก็ยังมากเกินไปสำหรับหนุ่มๆ เหนือธรรมชาติพวกนี้ ผมเลยยิ่งรู้สึกแย่สำหรับสิ่งที่ผมจะเห็นต่อไป

ผมกระแอม “ทำไมต้องใช้ผ้าใบคลุมด้วยล่ะ”

หนุ่มผิวดำร่างกำยำกระแอม “เป็นระเบียบปฏิบัติของพีบีไอ เพื่อรักษากลิ่นไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีคนจมูกดีอย่างคุณมาร่วมด้วย คุณจะได้กลิ่นที่เป็นหลักฐานมากที่สุด”

ผมยกมือขึ้นถูกับกราม รู้สึกได้ว่าตอหนวดเริ่มงอกขึ้นมาแล้ว “นั่นไม่ใช่คำศัพท์เฉพาะจริงๆ ใช่ไหม กลิ่นที่เป็นหลักฐานน่ะ”

เขาหัวเราะ “ไม่หรอก เพื่อน ไม่ใช่อยู่แล้ว นั่นเป็นคำที่พวกภาคสนามอย่างเราใช้กัน”

เทรวิสคุกเข่าลงอีกฟากของศพและจับผ้าใบเอาไว้เต็มมือ “ถ้าสาวๆ ตรงนั้นคุยกันจบแล้ว เราน่าจะเริ่มทำงานกันได้แล้วนะ”

หนุ่มร่างกำยำกลอกตาแล้วยื่นมือออกมา “เกือบลืม ผมชื่อแจ็กสัน คุณต้องเป็นคู่หูคนใหม่ของแชนด์เลอร์แน่”

“คู่” เทรวิสพูดแทรกทั้งที่ยังมองดูศพ “แล้วถ้ายังอยากเก็บอุ้งเท้านั่นไว้ที่เดิม นายจะต้องยัดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนที่ฉันจะเอามันยัดตูดนาย”

แจ็กสันชักมือกลับแล้วยกขึ้นเกาหน้าผากแทน “ขอโทษที เพื่อน ฉันไม่ได้สังเกต จมอยู่กับกลิ่นเหม็นๆ นี่นานไปหน่อย” เขาพูดพร้อมยักไหล่

เทรวิสแค่นเสียง “ล้อเล่นใช่ไหม นายดมกลิ่นแตงกวาดองไม่เจอด้วยซ้ำต่อให้มันมาวางอยู่ตรงหน้า ในวันที่ทุกอย่างดีไปหมดด้วยนะ”

“ยินดีที่ได้พบ แจ็กสัน” ผมพูดแทรก “ผมริค”

เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวย เขาอารมณ์ดีกว่าที่ผมคาดไว้ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ข้างศพ ผมเดินไปอีกด้านของผ้าใบ คุกเข่าลงแล้วพยักหน้าให้เทรวิสดึงผ้าใบออก กลิ่นเหม็นหึ่งคลุ้งขึ้นเต็มโพรงจมูกผมเหมือนสายฟ้าฟาด ผมสะดุ้งและเกือบเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้า ผมยันเข่าทรงตัวไว้ได้แล้วสูดกลิ่นอีกครั้ง คราวนี้พยายามแยกแยะกลิ่นต่างๆ กลิ่นที่ผมชี้ชัดได้ ผมจัดหมวดหมู่พวกมันไว้ในหัว และทึ่งกับหลายๆ อย่างที่ผมจับได้ด้วยการดมกลิ่นเพียงอย่างเดียว

“โอเค หมาน้อย บอกมาสิ” เทรวิสพูดพึมพำ “นายได้กลิ่นอะไรบ้าง”

ความตาย ผมคิดอย่างขมขื่นแล้วถอนใจ “ก็นอกจาก…สภาพแวดล้อมแล้ว ผมได้กลิ่นเลือดของผู้ตาย แม้ว่ามันกำลังเน่า กลิ่นเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่นจางๆ กลิ่นของเหลวจากการร่วมรัก แต่ไม่มีการถึงจุดสุดยอด กลิ่นเหงื่อ…ของผู้ตายเมื่อดูจากปริมาณของมัน หรือคนร้ายอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหงื่อออกเยอะก็ได้”

เทรวิสแค่นเสียง “ผู้ร้ายเชือดผู้ตาย ฉันคิดว่าสักยี่สิบครั้งได้จากบาดแผลที่เห็นภายนอก แล้วสับเธอเป็นหกชิ้น เจ้าชั่วนั่นต้องทำให้คนเหงื่อซ่กแน่นอน”

เป็นภาพจินตนาการที่แจ่มแจ้งมาก ผมนึกภาพไอ้โรคจิตกำลังเชือดผู้หญิงโชคร้าย เหงื่อไหลโซมกาย ภาพในหัวของผม ผู้ร้ายเป็นผู้ชาย และผมบอกถึงอายุและเชื้อชาติของเขาได้ด้วย เป็นไปได้ว่าผมดูซีรีส์นักสืบทางโทรทัศน์มากเกินไป แฟนเก่าผมออกไปข้างนอกบ่อย ส่วนใหญ่แล้วก็ไปดื่มนั่นล่ะ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ และในเมื่อผมไม่เคยทำตัวเป็นคนมีน้ำใจที่ขับพาเขากลับบ้าน ผมจึงลงเอยด้วยการนั่งดูทีวีตอนกลางคืนบ่อยๆ แล้วผมก็จะลงความเห็นว่าเขาเมามากแค่ไหน และผมต้องทำอะไรบ้างเมื่อดูจากจำนวนข้าวของที่เขาชนล้มตอนเดินจากประตูหน้า ถ้าสถานการณ์เริ่มไม่เข้าท่า ผมก็แค่เข้าไปในห้องนอนสำรองและปิดประตูซะ เวลาที่เขาเมาหนักจนเดินโซเซ มิตช์เสียบกุญแจเข้ารูยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อให้พยายามสุดชีวิตก็ตาม อา ความสุขของชีวิตที่เกือบเหมือนคู่แต่งงาน ผมคิดอย่างขมขื่น

เทรวิสกระแอมจนผมเลิกคิดถึงเรื่องเก่าๆ “ว่าแต่ เหงื่อนั่น…”

“เอ้อ ใช่” ผมพึมพำ “มันไม่เหมือนกลิ่นเหงื่อจากการออกกำลังกาย มัน…ผมอธิบายไม่ถูก แต่มันมีกลิ่นเหมือนเหงื่อที่หลั่งออกมาจากความกลัว”

เขามองหน้าผมพลางเลิกคิ้ว “เหงื่อจากความกลัวหรือ” สายตาเขาเลื่อนกลับไปมองศพ แล้วส่งเสียงฮัมในลำคอครู่หนึ่ง “ถ้านี่คือคดีพิศวาสฆาตกรรม ก็อาจจะมีกลิ่นฮอร์โมนฟุ้งอยู่ในอากาศ แต่ความกลัวเนี่ยนะ ใครมันจะไปกลัวระหว่างที่กำลังเชือดคนอื่นถึงยี่สิบแผล”

ผมสูดกลิ่นเพิ่ม “อาจจะมีคนเดินมาเจอพวกเขา ไม่ก็กำลังจะเจอ หรือความกลัวอาจจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่สัตว์เล็กกว่าจะกลัวสัตว์ที่ใหญ่กว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นแบบนั้นก็ได้”

เทรวิสถูคางไปมา “ดูจากกรงเล็บที่มือของเธอแล้ว สาวคนนี้เป็นมนุษย์หมาป่า อันที่จริงแล้วนอกจากแวมไพร์และสิ่งมีชีวิตอีกไม่กี่ประเภท พวกที่เหลือก็จะกลัวพวกเขามากๆ”

ผมมองลงไปที่กรงเล็บ นิ้วมือเกือบเหมือนคนปกติ เว้นแต่ที่ปลายนิ้ว ตรงนั้นแหละ รูปทรงนิ้วดูปุกปุยและแหลมเหมือนมีกรงเล็บสุนัขยื่นออกมา ผมเดาว่าเธอใช้กรงเล็บตอนถูกฆ่า และตอนนี้ก็ติดอยู่ในสภาพนั้น มันดูผิดปกติสำหรับผม ดูไร้ศักดิ์ศรีที่เธอถูกฆ่าระหว่างการกลายร่าง แต่ก็นะ ผมคิดถึงจังหวะดีๆ เหมาะกับการถูกฆ่าไม่ออกเลย ผมจึงพยายามตั้งสมาธิกับเรื่องอื่นแทน “คนร้ายอาจนึกกลัวหลังทำผิดร้ายแรงเพราะมีพยานเห็นเหตุการณ์” ผมเดาออกมาดังๆ

เทรวิสยักไหล่ “เดี๋ยวก็รู้ อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน แต่เรามีสองสามทฤษฏีที่ต้องตรวจสอบ และเราจะรู้มากขึ้นเมื่อทำการชันสูตรศพ ดมกลิ่นในที่เกิดเหตุได้ดีมาก ริค”

หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยกับคำชมนั้น ความจริงคือผมรู้สึกกระตือรือร้นอยากทำให้เขาพอใจ ทำให้เขาภูมิใจ ผมบอกไม่ได้ว่ามันเป็นปฏิกิริยาที่ผมมีต่อเขาอยู่แล้ว หรือเป็นลักษณะบางอย่างของไลแคนที่ส่งผลกันแน่ แต่จะทางไหนผมก็รู้สึกดีใจแบบสุดๆ ที่เขาชมผมว่าทำงานได้ดี เขาอาจจะทำเรื่องอื่นๆ กับผมด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ก็ได้ ดูเหมือนว่าความต้องการทางเพศของผมจะมีประสิทธิภาพพอๆ กับจมูกและความทรงจำด้านกลิ่น

“แต่ผมพูดไม่ได้ว่าผมรู้จักกลิ่นอื่นๆ นอกเหนือไปจากกลิ่นพื้นๆ ทั่วไป มีกลิ่นเฉพาะตัวสองกลิ่น แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร” ผมบอกเพิ่ม

“นี่ แจ็กสัน!” เทรวิสร้องเรียกทันที

ชายคนนั้นจึงเดินกลับมาอยู่ใกล้ๆ “ว่าไง”

“โทรเข้าเมือง” เทรวิสสั่ง “เราจะจัดการชี้ตัวกลิ่นให้คู่หูฉัน”

“ได้เลย” แจ็กสันตอบขณะที่เดินไปหารถอีกคันที่จอดในที่เกิดเหตุข้างๆ รถเทรวิส

“ชี้ตัวกลิ่นเหรอ” ผมถามอย่างสงสัย

“ใช่ เราจะให้สิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์เท่าที่เราจะหามาได้ ทั้งเพศชายและหญิงมาเข้าแถวให้นายดมกลิ่น”

ผมตัวสั่น “ฟังดูไม่เข้าท่าเท่าไรนะ เราต้องทำด้วยเหรอ”

เขาแค่นเสียง “งั้นนายจะรู้ได้ยังไงว่ากลิ่นไหนเป็นของสายพันธุ์ไหน หมาน้อย”

ผมกัดฟันกรอด “เลิกเรียกผมแบบนั้นจะได้ไหม ผมไม่ใช่หมานะ แถมไม่ได้ตัวเล็กด้วย”

เทรวิสหัวเราะเบาๆ “ฉันจะเลิกเรียกนายว่าหมาน้อยทันทีที่นายได้รับรอยกัดที่สามจากฉัน ตกลงไหม”

“ผมอยากให้คุณหยุดเรียกผมแบบนั้นตั้งแต่ตอนนี้เลยมากกว่า แต่ช่างเถอะ ได้เท่าไรก็เท่านั้น”

“คิดได้เข้าท่าดีนี่ เจ้าหนูริคกี้”

ผมสั่นศีรษะ “คุณหมกมุ่นเกิดอารมณ์กับเด็กผู้ชายหรือยังไงกัน”

เขาหลุดหัวเราะสั้นๆ ออกมา “นายดูเป็นหนุ่มเต็มตัวไม่ใช่หรือ ฉันจำได้ว่าแสดงความสนใจในตัวนายอย่างชัดเจนมาตั้งแต่แรก ในหัวสวยๆ ของนายยังข้องใจอีกหรือว่าอะไรทำให้ฉันเกิดอารมณ์”

ผมแลบลิ้นออกมาแล้วเสมองไปทางอื่น หวังว่าความร้อนผ่าวบนใบหน้าจะไม่ทำให้หน้าแดง ข้อดีของการมีผิวขาวจัดนั้นรวมไปถึงการแก้มแดงเหมือนหนุ่มบริสุทธิ์ สมัยสิบปีก่อนมันอาจน่ารักดีหรอกนะ แต่ผมพ้นวัยมาเยอะแล้ว จึงมีแต่จะทำให้น่าขายหน้า

เทรวิสดีดนิ้วเพื่อดึงความสนใจของผมกลับมา “ชัดเลยว่านายทำตัวเหมือนเด็กๆ เป็นบางครั้ง” เขาเสริมอย่างหลักแหลม

“เฮอะ แหงล่ะ แล้วที่คุณสั่งผมทำโน่นทำนี่ และบังคับให้ผมถึงจุดสุดยอดจนกางเกงเลอะนี่ไม่เด็กเลยสินะ”

เขายิ้ม “มันไม่ใช่เรื่องของเด็กเลย แค่ตรงไปตรงมา ฉันหมกมุ่นกับการทำให้นายถึงจุดสุดยอดมาก” เขากระซิบเสียงต่ำที่ทำให้แนวสันหลังผมเสียวซ่าน

โชคดีที่ผมถึงจุดสุดยอดในรถไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่งั้นผมคงแข็งขึ้นมาง่ายๆ จากการได้ยินเสียงนั้นและเห็นดวงตาสีดำของเขาเป็นประกายร้ายกาจ

ผมกระแอมให้คอโล่ง “เอาล่ะ งั้นเราก็จะเข้าเมืองกัน ไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหน และทำการชี้ตัวกลิ่น มีอะไรอีกไหม”

“เจ้าหน้าที่เทคนิคในห้องแล็บกำลังเดินทางมาตรวจสอบสถานที่อย่างละเอียด นายบอกว่าได้กลิ่นเลือดสองชนิดที่นี่ เพราะงั้นเราก็อาจจะได้ดีเอ็นเอหรืออะไรบางอย่างของคนร้าย เราจะเริ่มจากจุดนั้น”

“อ้อ เจ๋งไปเลย งั้นเราจะมีคนทำงานในห้องแล็บให้เราเหมือนในทีวีใช่ไหม”

เทรวิสกลอกตา “อาจจะไม่เหมือนในทีวีนักหรอก แต่เรามีแน่นอน ไม่งั้นเราจะสืบสวนเรื่องต่างๆ ได้ยังไง เราอาจเป็นมากกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ส่วนใหญ่แล้วการสืบสวนก็เป็นแบบเดียวกัน เราแค่สามารถใช้ประสาทสัมผัสได้มากกว่าหรือเฉียบคมกว่า แต่ข้อแตกต่างก็มีอยู่แค่นั้น”

ผมยืนขึ้น เดินไปทีละก้าวและสูดกลิ่นรอบๆ ศพอีกครั้ง “ตำรวจทั่วไปไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคดีประเภทนี้สินะ”

เทรวิสลุกขึ้นยืนตระหง่านเต็มความสูงและสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ไม่ได้แตะหรอก เราเอาคดีมาทำเมื่อผู้ตายหรือคนร้ายไม่ใช่มนุษย์ นอกจากการรวบรวมปากคำจากมนุษย์ทั่วไป และช่วยเหลือพวกนั้นแล้ว พวกเขาก็แค่ช่วยเราปกปิดเรื่องบ้าๆ พวกนี้”

มีตำแหน่งหนึ่งที่มีกลิ่นโลชั่นทามือ ประเภทที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ผมเดินวนไปรอบๆ สูดกลิ่นอีกครั้ง “มีโลชั่นผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแรงมากแถวๆ นี้ ถ้าเราจับคนร้ายได้แล้วจะเป็นยังไง มีคุกเหนือมนุษย์ด้วยหรือไง”

เขาสั่นศีรษะขณะเขียนอะไรลงไปในสมุดจดเล่มเล็ก “ระบบการพิจารณาคดีของเราต่างออกไปเล็กน้อย เราสืบสวน หาหลักฐาน สภาตรวจสอบดู และถ้าสรุปว่าเป็นคดีที่น่าเชื่อถือ เราจะกำจัดคนร้ายหรือขังพวกเขาไว้สักพัก”

ผมยืนตัวแข็งกับที่ “เดี๋ยวนะ กำจัดเหรอ หมายถึงฆ่าพวกเขาใช่ไหม”

เขายักไหล่และเงยหน้าขึ้น “นี่ไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรมนะ ถ้าสัตว์ร้ายฆ่าใครแล้วหนีรอดไปได้ มันจะลงมือฆ่าอีก ผลการวิจัยหลายๆ ปีย้ำประเด็นนั้นจนไม่มีอะไรให้สงสัยอีก เราปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลไม่ได้”

“แล้วถ้ามีคนลงมือฆ่าคนอื่น คนคนนั้นก็จะถูกกำจัดใช่ไหม”

เขาพยักหน้า “ใช่ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง เว้นแต่มีสถานการณ์พิเศษ เช่นอ้างว่าป้องกันตัวหรือละเมิดกฎการร่วมคู่”

ผมนิ่วหน้า “กฎการร่วมคู่หรือ”

“ถ้าคู่ของใครถูก…แตะต้อง การฆ่าก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล”

“อย่างที่อแมนด้าฆ่าผู้ชายในลิฟต์ นั่นสมเหตุสมผลเหรอ” ผมถามมึนๆ

“อ๋อ หล่อนจะทำให้มันดูสมเหตุสมผลเองล่ะ เชื่อฉันสิ ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าหล่อนโกหก และหล่อนยังเป็นคู่ของไวส์ ดังนั้นคำพูดของหล่อนจึงน่าเชื่อถือไม่น้อย”

ผมกลับไปเดินวนรอบๆ พลางสูดกลิ่นไปด้วย “แล้วถ้าเป็นคดีเล็กๆ น้อยๆ ล่ะ อย่างปล้น ทำร้ายร่างกาย อะไรทำนองนั้นน่ะ”

เขากลอกตา “สภากำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิด แต่สำหรับการฆาตกรรม ฆาตกรต้องถูกฆ่าทิ้ง”

“มีกลิ่นหมากฝรั่งรสราสป์เบอร์รี่แถวนี้ด้วย กลิ่นยังใหม่ ใหม่เกินกว่าจะเป็นกลิ่นของฆาตกร” ผมพูดเสริม

เขาพยักหน้าแล้วจดอะไรบางอย่างลงไป เจ๋งอยู่นะที่เขาจดทุกอย่างที่ผมพูด

“งั้นสิ่งที่ผมดมกลิ่นได้จากที่นี่ก็ถือเป็นหลักฐานด้วยเหรอ”

เขาทำหน้ายุ่ง “สุดแล้วแต่โอกาส แต่มันคือสิ่งที่จะช่วยให้เราจับฆาตกรได้แน่ ดมต่อไป”

“ครับผม” ผมพึมพำเสียงเบา

หลังวนดมอีกสองสามรอบ ผมก็เสร็จงาน แถมกลิ่นอาหารเน่าๆ ไม่กี่อย่างรอบตัวก็เหม็นเกินทน ผมทนอยู่ตรงนี้ได้ไม่นานหรอก “เลือดของฆาตกรอาจจะติดอยู่บนร่างศพตรงไหนสักแห่ง มีน้ำหล่อลื่น แต่ไม่มีอสุจิ มีกลิ่นเหงื่อจากความกลัว โลชั่นทามือแบบฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ประมาณนั้นล่ะ” ผมพูดแล้วยกไหล่ขึ้นสูง “ผมได้กลิ่นอื่นๆ ด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

เทรวิสยิ้ม “ดีแล้ว ฉันจะบอกแจ็กสันเรื่องกลิ่นที่นายค้นพบ กลับไปที่รถเถอะ เราจะเข้าเมืองกัน นายจะได้ไปดมกลิ่นทำความรู้จักกับโลกของเรา”

“ฟังดูพิลึกชะมัด คุณรู้ตัวหรือเปล่า”

เขายักไหล่ “ฉันว่ามันก็ตลกอยู่นะ รีบไปได้แล้ว เจ้าหญิง เราไม่มีเวลาทั้งวัน”

เรากลับไปที่รถ และเขาขับเร็วเหมือนคนเสียสติ…อีกครั้ง ผมเลยตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้เข้าไปถึงเมือง มันเป็นพื้นถนนมั่นคง และผมจะโคตรดีใจที่ได้ลงจากรถสปอร์ตสไปเดอร์ตีนผีคันนี้สักที

 

 

Leave a Reply