Back to Home

 

 

= บล็อกนี้เป็นบล็อกตัวอย่างนิยายที่ยังไม่มีกำหนดตีพิมพ์ และยังไม่ใช่ฉบับไฟนอลสำหรับตีพิมพ์ค่ะ =

พินัยกรรมกามเทพ

Dezair

[03]

 

 

ไม่มีคำพูดใดจากคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ออกจากวัด ฐาปกรณ์เหลือบมองคนที่นั่งซุกอยู่กับเบาะหน้าตาซีดเผือดด้วยกลัวใจว่าอีกฝ่ายจะหัวใจวายไปเสียก่อน ศวิลเป็นคนกลัวผีขี้ขึ้นหัว พอมาเจอบรรยากาศวัด ผสมกับฝนที่ตกไม่ลืมหูลืมตา ไหนจะพระชราที่พูดเหมือนรู้เรื่องราวทั้งหมดอีก ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกที่คนขี้กลัวจะหน้าซีดได้ขนาดนี้

 

 

“ไหวรึเปล่า” เขาเอ่ยปากถามอย่างอดห่วงไม่ได้ เพราะคนที่ซ่ามาตลอดทางพอเจอฤทธิ์เดชวัดแรกเข้าไป เจ้าตัวก็ถึงกับตาเหลือก

 

 

“ไหว…” เสียงที่ตอบกลับมานั้นเบาโหวงราวกับจะบอกว่าไม่ไหว แต่เรื่องปากหนักปากแข็งต้องยกให้ศวิลอยู่แล้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความกลัวในจิตใจแล้วตั้งคำถามด้วยสติทั้งหมดที่มี

 

 

“แล้ว…แล้วนี่เราจะไปไหนกันต่อ…” เพราะว่ารายชื่อวัดทั้งหมดอยู่ที่ฐาปกรณ์ และเขาก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาลวันนี้ คนวางแผนในการเดินทางจึงเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนที่ต้องรับหน้าที่ขับรถ

 

 

“เข้ากรุงเทพฯ เอารถไปจอดสนามบินแล้วไปอุดรฯ”

 

 

“วัดต่อไปอยู่ในอุดรฯเหรอ”

 

 

“เปล่า ลงจากเครื่องแล้วเช่ารถไปสกลนคร กูโทร.ถามเพื่อนที่นั่นมาแล้ว วัดนี้ไปไม่ยาก”

 

 

“ไปยากไม่ยากไม่ใช่ปัญหา ขออย่าให้เป็นแบบวัดนี้เลย” ศวิลยังจำเสียงพระชรารูปนั้นที่พูดประโยคสุดท้ายกับเขาได้ดี ซ้ำยังเรียกชื่อเขาถูกอีกต่างหาก แค่คิดว่าอีกฝ่ายรู้จักชื่อเขาได้ยังไงทั้งๆที่เขาไม่เคยมาวัดนี้มาก่อน ศวิลก็ขนลุกอีกแล้ว ฐาปกรณ์ได้แต่นั่งเงียบ ไม่กล้าเอ่ยปากบอกว่าวัดที่เหลืออีก 6 วัด มากกว่าครึ่ง ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘วัดป่า’ ทั้งนั้น

 

 

 

…แล้วพระสายวัดป่าที่เคร่งการปฏิบัติกรรมฐาน ก็ล้วนแต่ขึ้นชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เสียด้วย งานนี้คงได้เห็นคนสติแตกอีกยาวววววว…

 

……………………………

 

 

เพราะฝนตก รถติด และระยะทางจากชลบุรีเข้ามาที่ท่าอากาศยานดอนเมืองนั้นไม่ใช่ใกล้ๆ จากที่ออกจากวัดป่าแห่งแรกเมื่อช่วงบ่าย กว่าจะมาถึงก็เย็นมากแล้ว โชคดีที่ฐาปกรณ์ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินไฟลท์รอบสุดท้ายของวันเอาไว้ตั้งแต่แรก

 

 

จากกรุงเทพฯมาถึงจังหวัดอุดรธานีก็เป็นเวลาเกือบค่อนคืนแล้ว และแน่นอนว่าก่อนที่ร่างสูงจะตรงดิ่งไปที่จุดบริการรถเช่า มือเล็กของคนข้างกายก็คว้าหมับ

 

 

“เดี๋ยวก่อน…” ดวงตากลมโตเหลือบมองออกไปนอกประตูกระจก เห็นท้องฟ้านอกสนามบินมืดมิดก็ยิ่งใจคอไม่ค่อยดี ถ้าหากต้องไปวัดตอนกลางคืนแบบนี้…เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะขวัญหนีดีฟ่อขนาดไหน

 

 

“เอ่อ…เรา…เราจะไปวัดกันเลยเหรอ” ดวงหน้าของคนถามมีแววลำบากใจและหวาดหวั่น จนคนเห็นยังอดสงสารไม่ได้

 

 

 

“ไปโรงแรมก่อน นอนค้างสักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกแต่เช้า” คนวางแผนว่าแบบนั้นก็พอจะเบาใจได้ ศวิลเลยปล่อยให้ฐาปกรณ์ไปจัดการเรื่องรถเช่า ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น พวกเขาก็ออกจากสนามบินประจำจังหวัดอุดรธานีแล้วตรงเข้าไปใจกลางเมืองเพื่อหาโรงแรมค้างสักคืนหนึ่ง

 

 

 

อุดรธานีเป็นจังหวัดใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่มีทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงพยาบาลระดับดีเยี่ยมและละแวกเมืองที่พลุ่กพล่าน แม้จะไม่เท่ากรุงเทพฯแต่ก็ไม่น้อยหน้าหัวเมืองใหญ่อื่นๆ โรงแรมดีๆที่น่าพักนั้นก็หาไม่ยาก สุดท้ายทั้งศวิลและฐาปกรณ์ก็มาอยู่ที่ฟร้อนท์ของโรงแรมระดับสี่ดาวที่ดูสะอาดสะอ้าน

 

 

 

“ที่ให้คนมาจองเมื่อวานนี้ครับ ชื่อฐาปกรณ์” ศวิลเหลือบตามองคนที่รับหน้าที่เจรจากับฟร้อนท์เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเตรียมการถึงกับให้คนมาจองโรงแรมเอาไว้ให้

 

 

 

“คุณฐาปกรณ์…จองไว้ 2 ห้องนะคะ” พนักงานโรงแรมสาวทวนข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ร่างสูงพยักหน้ารับ กำลังจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแต่มือเล็กของคนที่อยู่ในร่างลลิลเอื้อมมาดึงแขนเขาไว้เสียก่อน

 

 

 

“ทำไม 2 ห้อง?” ร่างสูงหันมามองหน้าคนตั้งคำถาม ศวิลเหลือบตาไปมองหน้าพนักงานที่มองมาที่พวกเขา

 

 

 

“ขอตัวแปบ” สิ่งที่พนักงานเห็นคือหญิงสาวร่างเล็กบอบบางดึงแขนชายหนุ่มร่างสูงให้เดินไปอีกทางหนึ่งแล้วเริ่มเจรจาด้วยหน้าตาจริงจังซึ่งเสียงพูดคุยนั้นเบาเกินกว่าที่เธอจะได้ยินว่าคนทั้งคู่คุยกันเรื่องอะไร แต่ที่แน่ๆฝ่ายหญิงนั้นไม่ยอมนอนคนเดียวแน่

 

 

 

“เอาห้องเดียว” ศวิลสั่งทันทีที่หลบมุมมาคุยกัน 2 คน

 

 

 

“จะนอนห้องเดียวกันได้ยังไง ก็ตอนนี้…ตอนนี้อยู่ในร่างของลิน”

 

 

 

“แต่กูไม่มีวันนอนแปลกที่คนเดียวเด็ดขาด!” เหตุผลจะเพราะอะไร ก็เพราะกลัวผีน่ะสิ!!

 

 

 

“นี่มันโรงแรมใหม่นะวิน” ฐาปกรณ์ก็รู้หรอกว่าศวิลกลัวผี แต่โรงแรมไม่ได้ดูเก่าซอมซ่อน่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนเขาที่เป็นคนในละแวกนี้ก็ยืนยันว่านี่เป็นโรงแรมสร้างใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

 

 

“แต่ที่ไหนๆก็เป็นที่เก่าทั้งนั้น!! ก่อนที่จะสร้างโรงแรมนี้ มันอาจจะเคยเป็นที่วัดหรือว่าเป็นโรง’บาลมาก่อนก็ได้นี่หว่า!!” คนฟังล่ะหน่ายกับจินตนาการอันเป็นเลิศของศวิลเสียจริง

 

 

“แต่…”

 

 

“ไม่มีแต่ กูกับมึงต้องนอนห้องเดียวกัน!!” นอกจากประกาศิตจะเฉียบขาดแล้ว หน้าตายังเอาเรื่องอีกต่างหาก ฐาปกรณ์ถอนหายใจเบา ถึงโลกสมัยนี้จะก้าวไปข้างหน้ามากแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายหัวโบราณที่มองว่าการพักห้องเดียวกันของชายหญิงเป็นเรื่องไม่เหมาะ ถึงแม้ว่าคนที่อยู่ในร่างของผู้หญิงจะเป็นผู้ชายแท้ๆอย่างศวิลก็ตามที

 

 

 

“ถ้ามีใครมาเห็นเข้า ลินจะเสียหาย” เขาอ้างถึงลลิล จริงอยู่ว่าเขาและลลิลตกลงใจที่จะหมั้นหมายกัน แต่มันเป็นการหมั้นหมายที่ไม่ได้มาจากการคบหากันฉันคนรักแต่อย่างใด นอกจากคนใกล้ชิดจริงๆแล้ว คนอื่นๆไม่มีใครรู้ว่าเขากับลลิลเป็นคนรักกัน ทุกคนรู้แค่ว่าพวกเขาเป็นคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วถ้าวันนี้เกิดมีใครมาเห็นเข้าว่าเขากับลลิลพักโรงแรมห้องเดียวกัน ก็คงเป็นภาพที่ดูไม่ดีนัก

 

 

“นี่ไอ้ฐา! นี่มันอุดรฯนะเว้ย!! ที่นี่ไม่มีใครรู้จักลิน!! แล้วถ้ากูไม่พูด มึงไม่พูด จะมีใครรู้วะ! ไปจัดการซะ!! เอาห้องเดียว!!” ศวิลยังคงยืนกรานหนักแน่น ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างจำยอมเพราะไม่อย่างนั้นเห็นทีคงต้องยืนเถียงกันอย่างนี้ทั้งคืน เขาเดินกลับไปที่ฟร้อนท์เพื่อแก้ไขการจองใหม่

 

 

 

“ถ้าเปลี่ยนเป็นห้องเดียวจะได้มั้ยครับ”

 

 

 

“ถ้าเป็นห้องสำหรับ 2 ท่าน เราจะเหลือแค่ห้องเตียงเดี่ยวแบบคิงส์ไซส์นะคะ”

 

 

 

“ครับ ตกลง” ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็ต้องตกลงอยู่แล้ว เพราะขืนไม่นอนห้องเดียวกัน ศวิลคงกัดหัวเขาเสียก่อน

 

……………………………..

 

 

เกือบค่อนคืน แต่หญิงวัยกลางคนยังคงนั่งอยู่เฉลียงหน้าบ้าน บ้านหลังย่อมบนเนินเขากลางไร่วโรดมนั้น เดิมทีมีคนอยู่ 4 คน แต่เมื่ออมรตายจากไป บ้านหลังนี้ก็เหลือเพียงเธอและลูกชายลูกสาวเท่านั้น และบัดนี้ลูกชายก็ยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนลูกสาว…ก็ออกไปตะเวนตามหาน้ำมนต์กลับมาทำพิธีตามที่หลวงปู่ซึ่งเป็นที่นับถือของครอบครัวแนะนำเอาไว้

 

 

 

บ้านที่เคยครึกครื้นเพราะเสียงพูดคุยเอาใจของลูกชายและเสียงฉอเลาะของลูกสาวจึงเงียบเหงาในพริบตา พรอุมาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีแสงดาวระยิบระยับ เธอไม่รู้ว่าบนนั้นเป็นสวรรค์หรือไม่ และไม่รู้ว่าสามีผู้แสนดีของเธอเมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาตามความเชื่อคนเฒ่าคนแก่หรือเปล่า แต่ที่รู้…เวลานี้สามีผู้จากโลกนี้ไปเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเธอ

 

 

“ช่วยลูกด้วยนะคะคุณ ช่วยวินด้วยนะคะ ถ้านี่เป็นกรรมของฉัน ก็ขอให้ลงที่ฉัน อย่าไปลงที่ลูกเลย” เธอได้แต่พร่ำบอกอย่างปวดร้าว ยิ่งหลับตาเห็นภาพลูกชายที่ยังคงนอนไม่ได้สติ เธอก็ยิ่งทนแทบไม่ไหว หัวอกของคนเป็นแม่ ยอมได้แม้แต่จะลงไปนอนแทนแล้วให้ลูกของตนกลับมามีชีวิตดังเดิม

 

 

 

หยาดน้ำตาจวนเจียนจะหลั่งราวกับอยากจะภาวนา ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือของพรอุมาดังขึ้นเสียก่อน เธอเอื้อมไปหยิบมาดู พอเห็นว่าคนที่โทร.เข้ามาคือเบอร์ของลูกสาว หญิงวัยกลางคนจึงปาดน้ำตาออกแล้วสูดลมหายใจลึกเพื่อปรับอารมณ์ก่อนจะกดรับสาย

 

 

 

“ลิน…เป็นยังไงบ้างลูก” เธอส่งเสียงทักด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แต่ไม่วายที่ปลายสายจะจับได้

 

 

‘แม่…ไม่สบายเหรอ ทำไมเสียงแปลกๆ’

 

 

“แม่ไม่ได้เป็นอะไร นี่นั่งอยู่ตรงเฉลียง สงสัยคงตากลมล่ะมั้ง แล้วนี่ลินอยู่อุดรฯแล้วเหรอลูก” ก่อนที่ลูกจะขึ้นเครื่องบิน ทางนั้นโทรศัพท์มาบอกพรอุมาเอาไว้แล้วว่าจะไปวัดที่จังหวัดสกลนครต่อ

 

 

‘อือ นี่มาแวะนอนที่โรงแรมก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปวัด แม่ไม่ต้องห่วงนะ จะรีบกลับให้เร็วที่สุด’

 

 

“จ้ะ แม่จะรอนะลูก”

 

 

‘แล้ว…วิน…เป็นยังไงบ้าง…’

 

 

“หมอบอกว่าอาการยังทรงตัว ลินไม่ต้องห่วงพี่เขาหรอก พี่เขาเก่ง พี่เขาต้องกลับมาได้แน่ๆ” ปลายสายเงียบไปอึดใจ ก่อนจะกลายเป็นเสียงแผ่วเบา

 

 

‘ทุกอย่างต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม…สัญญา…’ คำสัญญานั้นมั่นคงจนพรอุมาแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอได้แต่กล้ำกลืนมันลงไป อยากจะพูดอะไรอีกหลายอย่าง แต่ล้วนติดอยู่ในคอจนพูดไม่ออก สุดท้ายเพราะกลัวว่าจะร้องไห้ให้ลูกได้ยิน หญิงวัยกลางคนจึงเปลี่ยนเรื่องพูด

 

 

”แล้วฐาเป็นยังไงบ้าง”

 

 

‘…ก็…ก็สบายดี…’ ดูเหมือนคนตอบจะอึกอักและดูไม่เหมือนลลิลคนเดิมที่เคยชื่นชมฐาปกรณ์ให้เธอฟังทุกเช้าเย็น พรอุมาแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็คิดไปว่าอีกฝ่ายอาจจะเหนื่อยกับการเดินทางเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วลูก ไปนอนได้แล้วลิน นี่ดึกมากแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องไปวัดแต่เช้าใช่มั้ย”

 

 

‘แม่ก็อย่านอนดึกนะ’ สองแม่ลูกร่ำลากันเล็กน้อย ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างวางสายจากกัน พรอุมามองโทรศัพท์ในมือด้วยความรักความคิดถึง ก่อนจะแนบมันเข้ากับอก ราวกับต้องการใช้มันเป็นตัวแทนของลูกสาวที่จากบ้านไกล

 

 

…เมื่อไหร่หนอ…เมื่อไหร่ลูกของเธอจะได้กลับมา…ทั้งสองคน…

 

………………………

 

 

ศวิลมองโทรศัพท์ในมือด้วยความห่วงใย แม่เขาร้องไห้…ทำไมเขาจะไม่รู้…ถึงแม้แม่จะเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง แต่กับเรื่องลูก แม่อ่อนไหวเสมอ…แค่ได้ยินเสียงแม่สั่นเครือ ศวิลก็แทบอยากจะเหาะกลับบ้าน แต่เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่กว่าการกลับไปปลอบประโลมมารดาบังเกิดเกล้า เขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่

 

 

“น้าพรเป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มดังมาจากข้างหลัง คนที่ยืนอยู่ที่ระเบียงหันไปมองก็พบว่าฐาปกรณ์อาบน้ำเสร็จแล้ว

 

 

“ก็…ดี” ศวิลตอบเรียบ ในใจยังคงเป็นกังวลและห่วงทั้งแม่ห่วงทั้งน้อง ความเป็นกังวลนั้นฉายชัดบนใบหน้าจนฐาปกรณ์เดินเข้าไปหา เขาวางมือบนไหล่แล้วบีบเบาๆราวกับจะให้กำลังใจ ศวิลหันกลับมามอง เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ความรู้สึกประหลาดนี้มันเกิดตั้งแต่ตอนที่ฐาปกรณ์กุมมือเขาในวัด ฐาปกรณ์ที่เขารู้จัก ฐาปกรณ์ที่เป็นที่พึ่ง ฐาปกรณ์ที่อยู่เคียงข้าง

 

 

…มันเป็นความผูกพันและเป็นความทรงจำระหว่างพวกเขา พวกเขาที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ที่ไหนมีเขา เป็นต้องมีชานนท์และฐาปกรณ์ จนกระทั่ง…วันที่ความเกลียดชังมาถึง…

 

 

ศวิลหันหน้าหนีไปอีกทางเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเรื่องระหว่างเขาและฐาปกรณ์มันไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว นับตั้งแต่ที่ฐาปกรณ์ได้ไร่วโรดมครึ่งนึง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาก็มองว่ามันใช้ความเชื่อใจและสนิทสนมทำให้ไร่ของครอบครัวเขากลายเป็นของมัน

 

 

“กูจะไปอาบน้ำ!” ไหล่เล็กถูกเจ้าของกระชากออกจากมือใหญ่ ก่อนที่ร่างของหญิงสาวจะหมุนตัวเดินไปที่ห้องน้ำทันที ร่างสูงได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจเบา วูบหนึ่งเขาเหมือนได้ศวิลเพื่อนเก่ากลับมา แต่สุดท้าย…ศวิลก็ยังเกลียดเขาเหมือนเดิม

 

…………………………….

 

 

ทว่า ‘คนเกลียดกัน’ บนโลกนี้คงไม่มีใครคนไหนจะยอมให้อีกฝ่ายมานอนร่วมเตียง แม้จะเป็นเตียงขนาดคิงส์ไซส์ก็ตามที แต่เมื่อศวิลบวกลบคูณหารในใจดูแล้ว การนอนคนเดียวบนเตียงกว้างๆ อาจทำให้เขาต้องพบเจอกับ ‘อะไรบางอย่าง’ มานอนเคียงข้าง ไม่รู้เตียงนี่เคยมีคนตายมาก่อนหรือเปล่า ที่ดินตรงนี้อาจจะเคยเป็นที่ฝังศพของใคร หรือชั้นนี้อาจเคยมีคดีฆาตกรรม ทางที่ดีระหว่างสิ่งที่เกลียดกับสิ่งที่กลัว เขาย่อมเลือกที่จะอยู่กับสิ่งที่เกลียดดีกว่าต้องประสบพบเจอกับสิ่งที่กลัว!!

 

 

“มึงมานอนบนเตียงกับกู”

 

 

นิ้วเรียวเล็กชี้ลงบนเตียง ในขณะที่ฐาปกรณ์กำลังเอาหมอนของตนไปวางที่โซฟาซึ่งจะใช้เป็นที่นอนในคืนนี้

 

 

“อะไรนะ?” เขาหันมาย้อนถามด้วยความสงสัย หญิงสาวผู้มีใบหน้าอ่อนหวานและอ่อนโยนกลับตีสีหน้าบึ้งตึงได้สมกับเป็น ‘ศวิล’ แถมทำเสียงแข็งตอบกลับมาอีกต่างหาก

 

 

“กูบอกให้ขึ้นมานอนบนเตียงกับกู!”

 

 

“มึงจะบ้ารึไง! ตอนนี้มึงอยู่ในร่างของลิน…” และลลิลเป็นผู้หญิง ต่อให้ก่อนหน้านี้ทั้งเขาและเธอหมายมั่นว่าจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสกับเธอ ยิ่งคนในร่างของลลิลคือศวิลด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

 

 

“แต่กูไม่มีวันนอนบนเตียงนี้คนเดียว!”

 

 

“ทำไมมึงจะนอนไม่ได้”

 

 

“เตียงนี้มีใครตายมาบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ กูจะไปนอนคนเดียวลงได้ยังไง!!” ฐาปกรณ์ถอนหายใจแรงอย่างเหนื่อยหน่าย ศวิลคือมนุษย์ผู้เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหนก็ตาม

 

 

“ขึ้นมานอนบนนี้!!” เจ้าตัวย้ำอีกครั้งอย่างถือดีและเอาแต่ใจ ลำบากคนถูกสั่ง ต้องเอาหมอนกลับขึ้นไปวางบนเตียงเช่นเดิม

 

 

“ไปเอาหมอนในตู้มาคั่นตรงกลาง” ชายหนุ่มร่างสูงเป็นคนออกคำสั่งบ้าง คราวนี้ดวงตากลมโตของหญิงสาวถึงกับถลึงจ้องอย่างเอาเรื่องแล้วแผดเสียงกลับไป

 

 

“กลัวกูจะปล้ำมึงรึไง?!!”

 

 

“กลัวมึงจะตุกติก ตื่นเช้ามาแล้วหาเรื่องกูมากกว่า ไปเอาหมอนมาคั่นกลาง วิน” เรียกชื่อต่อท้ายเป็นการย้ำชัดว่าถ้าศวิลไม่ทำตาม ฐาปกรณ์ก็จะไม่นอนบนเตียง คนกลัวผีขี้ขึ้นหัวเลยได้แต่เดินกระแทกเท้าตึงตังไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบหมอนมาวางคั่นตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งคู่

 

 

แล้วสงครามน้ำลายในค่ำคืนนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อต่างฝ่ายต่างล้มตัวลงนอนหันหลังให้กันและกัน คนละฟากฝั่งของเตียง

 

 

…หรืออาจจะไม่…

 

 

“ไม่ต้องปิดไฟ กูไม่ชอบนอนที่มืดๆ” ศวิลหาเรื่องขึ้นมาก่อนเหมือนรู้ชะตา ขณะที่ร่างสูงกำลังจะเอื้อมมือไปปิดไฟจากแผงสวิซซ์ข้างเตียงพอดี มือใหญ่หยุดชะงักในทันที

 

 

“เปิดไฟทั้งห้องแบบนี้ กูก็นอนไม่ได้” ฐาปกรณ์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าข่มใจเต็มทน

 

 

“แต่กูไม่ชอบนอนปิดไฟ!!”

 

 

“แต่ถ้าไม่ปิดไฟ กูจะนอนยังไง”

 

 

“ไม่เห็นยาก! มึงก็เอาอะไรมาปิดตาสิ!!”

 

 

“วิน แยกห้องนอนมั้ย” หมดทางสู้ เพราะศวิลไม่มีทางนอนคนเดียว เจ้าตัวทำอะไรไม่ได้นอกจากทำเสียงฮึดฮัดแล้วตวัดผ้าห่มคลุมโปงเสียเลย ฐาปกรณ์เหลือบมองคนเอาแต่ใจแล้วได้แต่ถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดไฟทุกดวงจากแผงสวิสซ์ข้างเตียงอีกครั้ง แล้วห้องทั้งห้องก็มืดลงในพริบตา…

 

 

ชายหนุ่มได้ยินเสียงขัดอกขัดใจมาจากคนใต้โปงผ้าห่ม แต่เขาไม่สนใจ เมื่อทั้งห้องมืดดีแล้วก็หลับลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งคนขี้กลัวให้นอนข่มตาใต้ผ้าห่มไปอีกค่อนคืน

 

…………………………….

 

 

เช้าวันต่อมา ฐาปกรณ์และศวิลเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมเพื่อขับรถไปยังจังหวัดที่อยู่ติดกันอย่างสกลนคร อากาศยามเช้าวันนี้ค่อนข้างสดใส แดดจัดสาดส่องไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เลยพอจะทำให้คนกลัวผีพอจะใจชื้นได้บ้างว่าวัดที่สองคงจะไม่ลงอีหร็อบเดียวแบบวัดแรกที่พาเอาเขาขนหัวลุกสุดๆ ทว่ายังไม่ทันจะเห็นป้ายบอกทางไปจังหวัดสกลนคร ฐาปกรณ์ก็เลี้ยวรถเข้าจอดที่ข้างถนนหน้าร้านอาหาร

 

 

“จอดทำไม?”

 

 

“ลงไปหาอะไรกินก่อน แล้วค่อยไปต่อ” คนจอดรถว่าอย่างนั้น ก่อนจะดับเครื่องแล้วก้าวลงจากรถ ศวิลเดินตามเข้าไปในร้านที่แปลงมาจากอาคารพาณิชย์สองคูหา ภายในร้านมีโต๊ะเรียงรายและลูกค้าจำนวนมาก ฐาปกรณ์หาโต๊ะว่างได้โต๊ะหนึ่ง เขาจึงตรงเข้าไปนั่ง

 

 

“เอาไข่กระทะ” เขาสั่งกับเด็กเสิร์ฟ แล้วหันมามองเพื่อนร่วมทางที่ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ศวิลยังตาลีตาเหลือกอยู่เลยไม่รู้จะสั่งอะไรดี มองโต๊ะข้างๆเห็นไข่ดาวมีทั้งหมูสับและกุนเชียงโปะอยู่ในไข่ดาวก็คิดเอาเองว่าน่าจะเป็น ‘ไข่กระทะ’ อย่างที่ว่า เลยหันไปพยักหน้ากับฐาปกรณ์ให้สั่งเผื่อเขาด้วย

 

 

“ไข่กระทะสอง แล้วก็เอาขนมปังแบบนั้นด้วย” ขนมปังที่ว่าเป็นขนมปังทรงรีคล้ายขนมปังฝรั่งเศสแต่ผ่ากลางใส่ด้วยหมูสับ กุนเชียงและหมูยอ ร่างบางดูคนสั่งที่เหมือนคุ้นเคยแล้วก็ได้แต่สงสัย รอจนเด็กเสิร์ฟจากไปแล้ว ถึงได้ตั้งคำถาม

 

 

“มึงเคยกินเหรอ”

 

 

“เคย”

 

 

“เคยตอนไหน? ทำไมกูไม่เห็นเคย” ศวิลเริ่มเอาเรื่องเพราะเขาและฐาปกรณ์โตมาด้วยกัน มีหรือที่ฐาปกรณ์ทำอะไร กินอะไร แล้วเขาจะไม่เคยทำด้วย กินด้วย

 

 

“ตอนปี 4 มาเที่ยวบ้านเพื่อนแถวนี้ เพื่อนเลยพากิน” อ้อ…ตอนเรียนปี 4 นั่นเอง ช่วงนั้นเขาเริ่มเกลียดฐาปกรณ์พอดี…

 

 

คนทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ รออยู่อึดใจหนึ่งอาหารที่สั่งไปก็มาส่งที่โต๊ะ พวกเขาไม่รอช้ารีบจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กินได้ไม่ถึงครึ่ง ช้อนส้อมในมือหญิงสาวก็วางลง ฐาปกรณ์เงยหน้ามองคนที่หันไปหยิบแก้วน้ำมาดื่มด้วยความประหลาดใจ

 

 

“อิ่มแล้วเหรอ”

 

 

“อือ…อะไรวะ กินไปนิดเดียวเอง อิ่มได้ไง” คนตอบพึมพำในประโยคท้ายอย่างนึกหงุดหงิด ไข่กระทะอะไรนี่ก็อร่อยเสียด้วย นี่เขายังกินไปนิดเดียวเอง

 

 

“คงเป็นเพราะลินกินได้น้อย…” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้คนฟังนึกขึ้นได้ ตอนนี้เขาอยู่ในร่างของลลิล จะกินเท่าที่เคยกินเหมือนสมัยเป็นศวิลก็คงไม่ได้

 

 

“ก็คงจริง…” คนที่อยู่ในร่างลลิลรับคำอย่างนึกเสียดาย ตาตกลงมองไข่กระทะที่เหลือมากกว่าครึ่งแล้วก็นึกสงสารน้องสาวที่มีร่างกายเป็นหญิงกินน้อย กินนิดๆหน่อยๆก็อิ่ม เขาที่เป็นผู้ชายมาตลอดยังจะโชคดีเสียกว่า กินอะไรก็ได้ที่อยากกินและกินได้เท่าที่อยากกินด้วย

 

 

“อร่อยมั้ยล่ะ” ฐาปกรณ์มองเห็นความเสียดายที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าหวานนั้น จึงเอ่ยปากถามอย่างนึกสงสาร

 

 

“อือ”

 

 

“ทำไม่ยากหรอก หาซื้อกระทะแบนๆแบบนั้นกลับไปทำกินเองที่บ้านก็ได้”

 

 

“กูทำกับข้าวเป็นซะที่ไหนล่ะ”

 

 

“ก็แค่ตอกไข่ลงไป…”

 

 

“ตอกไข่ก็ยากแล้วเว้ย!” ฐาปกรณ์มองคนเถียงแล้วยิ้มจางอย่างนึกเอ็นดู หลายปีที่พวกเขาเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นคนห่างไกล ศวิลก็ยังคงทำอาหารไม่เป็นเหมือนเดิม

 

 

“งั้นเดี๋ยวจะทำให้กิน” คนฟังนิ่งงันด้วยเพราะไม่ได้ยินประโยคนี้มานานแสนนาน สมัยก่อนเวลาเขาแวะไปบ้านของฐาปกรณ์ที่อยู่ใกล้ๆด้วยสภาพหิวโซ เจ้าของบ้านมักจะพูดประโยคนี้ให้เขาได้ยินเสมอ หรือแม้กระทั่งฐาปกรณ์แวะมาที่บ้านเขาและพ่อกับแม่ไม่อยู่ แขกผู้มีเกียรติก็ต้องรับหน้าที่เข้าครัวอยู่ดี เพราะเจ้าของบ้านอย่างเขาทำอาหารไม่เป็น ทว่า…พอความเกลียดชังเข้าครอบงำหลังจากบิดาของเขาตายจากไป ประโยคนี้ก็เลือนหายไปจากความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งวันนี้…

 

 

ดวงตากลมจับจ้องชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ ความทรงจำเก่าๆไหล่บ่าเข้ามาในมโนสำนึก ความทรงจำที่ครั้งหนึ่งของชีวิต เขาเคยมีฐาปกรณ์อยู่เคียงข้างตลอดเวลา

 

………………………………….

 

 

วัดแห่งที่ 2 เป็นวัดป่าในจังหวัดสกลนคร ศวิลผู้กลัวผีออกจะดูกล้าหาญกว่าเมื่อวานที่ไปวัดแห่งแรก เพราะวันนี้ฟ้าใสแดดจัด ให้อย่างไรเขาก็ว่าผีไม่มีทางโผล่ออกมาในเวลากลางวันแสกๆเช่นนี้แน่ แต่แล้วความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อฐาปกรณ์เลี้ยวรถเข้าสู่อาณาเขตของวัด

 

 

“…เอ่อ…วัดนี้เหรอ…” คนนั่งคู่คนขับหันไปถามด้วยน้ำเสียงที่ติดไปทางหวาดหวั่น ดวงตากวาดมองออกไปนอกกระจกรถแล้วก็พบว่าแม้ภายนอกจะฟ้าใสแดดจัดเพียงไร แต่ภายในวัดกลับอึมครึ้มด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ที่สูงชะลูดจนแทบจะบดบังแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์

 

 

“น่าจะใช่ ลงกันเถอะ” ฐาปกรณ์หยิบกระดาษที่เขียนชื่อวัดออกมาดูอีกทีแล้วก็เก็บมันลงที่กระเป๋าเสื้อตามเดิมเมื่อเห็นว่าชื่อวัดที่ได้มานั้นตรงกับชื่อวัดที่ปากทางเข้าเมื่อครู่นี้ เขาเปิดประตูลงจากรถพลอยให้อีกคนลงจากรถมาด้วย

 

 

 

แค่ก้าวเท้าลงมายืน ไอเย็นวูบก็พุ่งเข้ามาจับตามผิว ศวิลห่อไหล่ด้วยความหนาวยะเยือกแล้วก็รีบเดินไปยืนชิดชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ทันที ฐาปกรณ์ก้มลงมองคนที่ยืนเบียดอยู่ข้างกายเขา ทั้งขำทั้งเอ็นดูที่ไม่ว่าศวิลจะเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหรือจะเป็นศวิลที่มาอยู่ในร่างน้องสาว แต่ก็ยังเป็นศวิลคนกลัวผีขี้ขึ้นหัวคนเดิมวันยังค่ำ

 

 

 

“ข้างนอกแดดแรงขนาดนั้น ทำไมข้างในนี้เย็นอย่างงี้วะ” เสียงพึมพำจากคนขี้กลัวดังเข้าหูให้ฐาปกรณ์ได้ยินจนอยากหัวเราะ แต่ก็เกรงว่าไอ้คนขี้กลัวจะกระโดดงับคอเขาเพื่อแก้แค้นเสียงหัวเราะของเขาเสียก่อน จึงต้องทำเฉย แต่แม้จะทำเฉย ฐาปกรณ์ก็ยังเป็นเหยื่อให้ศวิลเล่นงานอยู่ดี

 

 

 

“แล้วจะยืนอยู่อย่างงี้รึไง?! รีบพาไปเอาน้ำมนต์สิวะ! จะได้รีบออกกันซักที! กูไม่ได้จะอยู่ที่นี่ทั้งวันนะโว้ย!!!” คนปากดีเงยหน้าด่าเขาด้วยหน้าตาเอาเรื่อง แม้จะเป็นหน้าตาของหญิงสาวอย่างลลิล แต่น่าแปลกที่ชายหนุ่มเห็นเป็นดวงหน้าโมโหหงุดหงิดของศวิลอย่างชัดเจน

 

 

 

ร่างสูงไม่พูดอะไร เขากวาดตามองไปรอบๆบริเวณวัด นอกจากต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วอาณาบริเวณแล้ว ยังมีกุฏิไม้แบบยกพื้นชั้นเดียวปลูกเรียงกันไป นอกจากเสียงลม เสียงนกร้องแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใด สิ่งมีชีวิตนอกจากสุนัขกับแมวจรจัดแถวนั้นก็เห็นจะมีชายชราที่ยืนกวาดเศษใบไม้อยู่ไม่ไกล เขาจึงเดินตรงเข้าไปหา

 

 

“ขอโทษนะครับ ผมมาขอพบเจ้าอาวาส ไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน”

 

 

ชายชราหันมามองแล้วยิ้มอ่อนโยนแต่ไม่พูดอะไรนอกจากชี้ไปที่กุฏิหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ภาษามือเพียงอย่างเดียวทำให้ฐาปกรณ์นิ่งไปเล็กน้อย แต่ก็ยังยกมือไหว้

 

 

“ขอบคุณครับ” เขาพูดแล้วเดินนำศวิลไปยังกุฏิที่ถูกชายชราชี้ คนขี้กลัวรู้สึกประหลาดกับท่าทางของชายชราผู้บอกทาง อะไรบางอย่างดลใจให้เขาหันกลับไปมองยังตำแหน่งที่ชายชราคนเมื่อกี้กำลังกวาดเศษใบไม้อยู่ แต่…ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่มีชายชรา ไม่มีไม้กวาด ไม่มีเศษใบไม้…

 

 

“ฐา…ฐา…” ศวิลกระตุกแขนคนที่เดินนำ เสียงสั่นจนแทบจะสั่นไปทั้งตัว ฐาปกรณ์หันกลับมามอง

 

 

“ม…ไม่…ไม่มี…ลุงคนเมื่อกี้ไม่อยู่แล้ว…” ไม่พูดเปล่า แต่พยักเพยิดไปทางเก่าที่พวกเขาเพิ่งเห็นชายแก่ยืนกวาดเศษใบไม้ แต่บัดนี้ บริเวณนั้นปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ

 

 

ฐาปกรณ์ไม่ใช่คนขี้กลัว แต่เขาก็อดกลั้นหายใจไม่ได้ ชายหนุ่มยกแขนขึ้นโอบไหล่หญิงสาวร่างเล็กบางให้เข้ามาแนบชิดราวกับจะปกป้องโดยไม่รู้ตัว

 

 

“ลุง…ลุงนั่นหายไปได้ไง…” ร่างสั่นสะท้านในอ้อมแขนถามเสียงเบาหวิว ร่างสูงไม่มีคำตอบให้ นอกจากโอบร่างที่สั่นเทิ้มมากขึ้น ดวงตาคมกวาดมองไปโดยรอบ รู้สึกไม่ชอบมาพากล เขาไม่ใช่คนกลัวสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ แต่ที่เขากลัวคือคนด้วยกันต่างหาก

 

 

“ไม่ต้องไปสนใจ ไปเอาน้ำมนต์ไป” เขาก้มลงพูดกับคนในอ้อมแขน แล้วพาหญิงสาวที่ตัวแข็งทื่อออกเดินไปยังกุฏิไม้ แต่ศวิลก็ยังไม่วายหันไปมองเบื้องหลังเป็นระยะ ฐาปกรณ์เห็นอาการทั้งตื่นกลัวทั้งอยากรู้อยากเห็นของคนในอ้อมแขนเลยต้องส่งเสียงดุ

 

 

“วิน อย่ามอง” ดวงตากลมโตหันมามองเขาอย่างตื่นๆ หน้าซีดขาวจนน่าสงสาร

 

 

“อย่ามอง ถ้าเห็นอะไรก็เงียบเอาไว้ เข้าใจรึเปล่า” ไม่ต้องถามซ้ำ ศวิลก็พยักหน้าหงึกๆอย่างว่าง่าย ฐาปกรณ์จึงหันไปสนใจกับกุฏิไม้ชั้นเดียวที่ถูกยกพื้นจากดินแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น

 

 

“ขอโทษครับ” เขาตะโกนเข้าไปข้างในกุฏิด้วยเสียงไม่ดังมากนัก อึดใจเดียวชายชราก็ชะโงกหน้าออกมา ศวิลถึงกับตาเหลือก

 

 

“นั่น…นั่น…นั่นลุงคนที่กวาดใบไม้!!!…ทะ…ทำ…ทำไมมาอยู่ตรงนี้!!” หญิงสาวชี้หน้าชายชราผู้โผล่หน้าออกมาจากกุฏิแล้วร้องถามเสียงสั่นสะท้าน ฐาปกรณ์เองก็ตกใจไม่ต่างกัน เขาเปลี่ยนจากกระชับอ้อมแขนโอนร่างหญิงสาวเป็นดึงร่างผอมบางไปอยู่ข้างหลังเขาแทน

 

 

ชายชรายังคงมีรอยยิ้มเช่นเคย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

 

“ก็ลุงเห็นคุณ 2 คนยืนชี้อะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ก็เลยมาบอกเจ้าอาวาสไว้ก่อนอย่างไรล่ะ” คนฟังเหลือบตามองกันด้วยใจคอไม่สู้ดีทั้งคู่ แต่อึดใจต่อมา พระชราเจ้าของกุฏิก็เดินออกมาที่ประตู พอเห็นผ้าเหลือง ฐาปกรณ์และศวิลจึงพากันยกมือไหว้ จากที่หวั่นๆไม่รู้ว่าชายชราเป็นคนหรือผี พอเห็นผ้าเหลืองของพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วก็ค่อยพอจะเบาใจขึ้นมาบ้าง

 

 

“หน้าตาไม่ใช่คนแถวนี้ เป็นยังไงมายังไงถึงมาที่นี่ล่ะ” พระวัยปลายร่างผอมตั้งคำถาม แล้วก้าวลงจากกุฏิ

 

 

“พวกผมมาจากชลบุรีครับ จะมาขอน้ำมนต์ของหลวงพ่อ” คนตอบคือฐาปกรณ์ ส่วนศวิลตอนนี้ยืนหลบอยู่ข้างหลัง สองมือกำจิกเสื้อเขาแน่น โผล่ลูกตาพ้นไหล่เขาเพื่อดูลาดเลาเท่านั้นเอง

 

 

“มาไกลเชียว” เจ้าอาวาสเปรย ก่อนจะหันไปทางชายชราผู้ขึ้นไปตามท่านบนกุฏิ “…ไปเอาน้ำมนต์มาให้โยม 2 คนนี้ที” คนฟังรับคำสั่งแล้วก้าวเท้ากลับขึ้นกุฏิอีกครั้ง พระชราหันมาทางแขกผู้มาไกล แล้วก็ยิ้มจางเมื่อเห็นหญิงสาวหลบอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มร่างสูง

 

 

“แล้วนั่นเป็นอะไรล่ะโยม ไม่ต้องกลัวหรอก ที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัว” ฐาปกรณ์เหลือบไปมองคนที่หลบอยู่ข้างหลังเขา มือเล็กที่เขาจับอยู่เย็นเฉียบจนน่าใจหาย

 

 

“วิน…ไหวรึเปล่า” เขาถามเสียงเบาให้ได้ยินกัน 2 คน ศวิลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะยอมพยักหน้ารับสั้นๆ

 

 

“เพื่อนผมเขาไม่ค่อย…คุ้นกับที่นี่น่ะครับ” ฐาปกรณ์หันมากล่าวกับเจ้าอาวาส พระชรายิ้มน้อยๆ ทว่าสายตายังจับจ้องหญิงสาวที่หลบอยู่เบื้องหลังเขา ศวิลสบตาได้แค่วูบเดียวก็มีอันต้องกดสายตาตัวเองลงมองไหล่ของคนที่ยืนบังเขาแทน ทว่าหูเขาก็ยังได้ยินคำพูดของพระรูปนั้น

 

 

“อย่ายึดติดนักเลย อะไรไม่คุ้นก็ทำใจเรียนรู้เสียบ้าง อะไรที่คุ้นก็ทำใจปล่อยมือไปบ้าง ชีวิตจะได้เป็นสุข” เพียงเท่านั้น ศวิลก็เหลือบตาขึ้นสบดวงตาของเจ้าอาวาสทันที

 

 

“ปล่อยไม่ได้” เขาตอบอย่างไม่รู้ตัว พระชราเพียงถอนหายใจเบา ทว่าก็ยังมีรอยยิ้มน้อยๆ

 

 

“โยมยึดเอาไว้ด้วยมือของตัวเอง มันก็จะเป็นกรรมของโยมสืบต่อไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ล้วนเป็นผลจากวันนี้ทั้งสิ้น จำคำของอาตมาให้ดี” ฐาปกรณ์หันมองคนที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังเขา แต่ศวิลไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยวาง ดวงตากลมโตยังคงดื้อดึงและมุ่งมั่น

 

 

…ศวิลมาที่นี่เพื่อช่วยน้องสาว ต่อให้โลกถล่มแผ่นดินทลาย ศวิลก็ยังยึดมั่นที่จะช่วยน้องสาวเพียงคนเดียวที่มี ต่อให้หลังจากนี้จะต้องชดใช้กรรมเช่นไร ก็ยอม…

 

 

ไม่มีคำพูดใดๆอีก พอดีกับที่ชายชรากลับลงมาจากกุฏิพร้อมด้วยขวดน้ำมนต์เล็กๆ เจ้าอาวาสรับมาส่งให้กับแขกผู้มาเยือนทั้ง 2 ฐาปกรณ์เป็นคนยื่นมือออกไปรับ

 

 

“ขอบคุณครับหลวงพ่อ”

 

 

“แล้วจะไปไหนกันต่อล่ะ”

 

 

“ไปบึงกาฬครับ”

 

 

“เดินทางปลอดภัยนะโยม”

 

 

“ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ” ฐาปกรณ์ยกมือไหว้ หญิงสาวที่หลบอยู่ข้างหลังเขาก็พลอยยกมือไหว้ตามด้วย พระชรายิ้มรับน้อยๆเช่นเดิม แต่ก่อนที่คนทั้งคู่จะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ เสียงของท่านก็ดังรั้งเอาไว้

 

 

“ในเมื่อตัดสินใจจะผูกกรรมต่อกันเช่นนี้ ก็จงทำใจยอมรับวันข้างหน้า…วันข้างหน้าที่เป็นผลมาจากวันนี้” ศวิลหันกลับไปมองเจ้าของคำเตือน ดวงตากลมโตไหวระริกเมื่อคำพูดของเจ้าอาวาสไม่ต่างอะไรกับคำเตือนของหลวงปู่ผู้เป็นคนยื่นข้อเสนอให้เขาหาน้ำมนต์ 7 วัดกลับไปช่วยน้องสาว

 

 

‘…จงทำใจยอมรับวันข้างหน้า…วันข้างหน้าที่เป็นผลมาจากวันนี้’

 

 

ความหวาดหวั่นแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ แต่ศวิลตัดบทด้วยการหันไปพูดกับชายหนุ่มก่อน

 

 

“ไปเถอะ ฐา” เขาพูดแล้วคว้าแขนฐาปกรณ์ให้ออกเดินกลับไปที่รถ เจ้าอาวาสแห่งวัดป่าที่แสนห่างไกลมองตามร่างของคนทั้ง 2 ดวงตาเหี่ยวย่นลดลงมองมือขาวเล็กที่จับมือของชายหนุ่มไม่ปล่อย แล้วทำได้เพียงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้คนทั้ง 2 ฝ่าฟันไปได้ด้วยดี

 

……………………………

 

 

คนข้างกายนั่งนิ่งนับตั้งแต่ออกจากวัด ฐาปกรณ์ได้แต่เหลือบตามองด้วยความเป็นห่วง แม้ร่างที่นั่งอยู่ข้างเขาจะเป็นของลลิล แต่เวลานี้เขากลับเห็นเป็นศวิลที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกำลังจมจ่อมอยู่กับปัญหาเพียงลำพัง

 

 

…ศวิลเป็นเช่นนี้เสมอ เจ้าตัวไม่เคยแพร่งพรายปัญหาให้ใครรู้ เอาแต่เก็บไปคิด เก็บไปแก้เพียงลำพัง ทั้งๆที่เขาพร้อมยื่นมือช่วยเหลือเสมอ…

 

 

“เป็นอะไร” และสุดท้ายก็เป็นชายหนุ่มที่ตั้งคำถามขึ้นมาก่อน

 

 

“ถ้ากูได้น้ำมนต์มาครบ 7 วัด มึงว่าลินจะกลับมามั้ย”

 

 

“ทำไมถามอย่างนั้น หลวงปู่ท่านพูดเองไม่ใช่เหรอ ว่าถ้าได้น้ำมนต์ครบ 7 วัด ทั้งลินและมึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

 

 

“แต่ทำไมพระรูปเมื่อกี้ถึงพูดเหมือนหลวงปู่ ว่าหลังจากนี้กูต้องยอมรับผลที่มาจากการกระทำของกู” ศวิลอยากช่วยน้องสาว แต่เมื่อถูกย้ำซ้ำๆว่าหลังจากทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว เขาต้องยอมรับผลของการกระทำของตนเอง เขาไม่รู้ว่าผลที่ว่านั้นคืออะไร เขาไม่รู้ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย แต่…แต่เขากลัว…เขากลัวว่าลลิลอาจจะกลับมาไม่เหมือนเดิม…

 

 

…ลลิลอาจจะกลับมาอย่างคนพิกลพิการ ลลิลอาจจะกลับมาอย่างไม่สมประกอบ…หากเขาต้องเห็นน้องสาวของตนเองเป็นเช่นนั้น เขาจะทำใจยอมรับได้หรือ ถ้าต้องเห็นน้องของตนเองทุกข์ทนทรมาน ไม่เหมือนลลิลผู้สดใสเหมือนก่อน…

 

 

ฐาปกรณ์เหลือบสายตามามองคนข้างกาย เวลานี้ศวิลผู้เข้มแข็งกำลังอ่อนแอ อ่อนแอเพราะความกังวล อ่อนแอเพราะความหวาดหวั่น

 

 

“แต่ถ้ามึงไม่ทำ สิ่งที่เหลืออยู่คือร่างของลินและวิญญาณของมึง มึงจะทนได้เหรอ” ศวิลหันมองคนพูด ดวงตาคมที่เหลือบมามองเขานั้นราวกับปลุกศวิลที่หวาดหวั่นให้กลับมาเข้มแข็ง

 

 

…ใช่…เพื่อไม่ให้เหลือแค่ร่างของลลิล เขาต้องทำ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผลของการกระทำของเขาจะเป็นอะไร ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย ไม่ว่าลลิลจะกลับมาได้มากแค่ไหน เขาก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เหลือแค่ร่างของน้อง…

 

 

ไม่มีคำพูดใด ดวงหน้าหญิงสาวเบือนออกไปทางหน้าต่างรถยนต์ ดวงตากลมโตที่มองออกไปข้างนอกนั้นฉายแววมุ่งมั่น กลับไปเป็น ‘ศวิล’ คนเก่าที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา ฐาปกรณ์เหลือบสายตามองคนข้างกายอีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะมีแต่ความเงียบเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นความเงียบที่เขาบอกตนเองว่าศวิลกลับมาเป็นคนเดิมแล้ว ชายหนุ่มยิ้มจางแล้วเหยียบคันเร่งพารถยนต์ตรงไปยังจังหวัดที่ 3

 

 

…น้ำมนต์วัดที่ 3 รอพวกเขาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง…

 

 

ติดตามตอนต่อไป (อังคารหน้าค่ะ)

 

นิสัยคุณวินแกไม่(ค่อย)ดีจริงๆค่ะ เป็นตัวเอกที่นิสัยเสียเกินหน้าเกินตาความเป็นตัวเอกมากๆ ขนาดบัวยังสงสารฐาเลย เวรกรรมอะไรต้องมาช่วยคนนิสัยไม่ดีแบบนี้ ฮา

แต่…ถ้าไม่มีสีดำก็จะไม่มีสีขาวจริงมั้ยคะ เพราะงั้น คุณวินก็ต้องเป็นสีดำไปก่อน ให้คุณฐาเขาขัดเกลาจิตใจนิดนึง เดี๋ยวก็ขาวค่ะ กร๊ากกกก

ขอบคุณพื้นที่บอร์ด คนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตามและทุกกำลังใจ

เจอกันอังคารหน้าค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply