Back to Home

อีเมลลับ ฉบับไซมอน / Becky Albertalli / ข้อมูลหนังสือและตัวอย่างอ่าน

simon-450px

 

อีเมลลับ ฉบับไซมอน

สำนักพิมพ์ Taisei Books
ชื่อภาษาอังกฤษ Simon vs The Homo Sapiens Agenda (Thai Edition)
ผู้แต่ง Becky Albertalli
ผู้แปล นลิน
จำนวนหน้า 304 หน้า
ราคา 300 บาท
ประเภทเนื้อหา : นิยายแปล, วัยรุ่น, ตลกขบขัน
ISBN 978-616-7936-33-8
หมายเหตุ : มีราคาพิเศษสำหรับห้องสมุดและสถาบันการศึกษา กรุณาติดต่อทางอีเมล
เรื่องย่อ
อันที่จริงแล้ว ‘ไซมอน’ ก็อยากจะเก็บเรื่องดรามาไว้เฉพาะกับละครเวทีที่เล่นอยู่หรอกนะ ทว่ากลับต้องเผชิญดรามาในชีวิตจริงเมื่ออีเมลลับตกไปอยู่ในมือจอมแบล็กเมลอย่าง ‘มาร์ติน’ ที่ให้ไซมอนช่วยจีบสาวน้อยร่วมชั้นเรียน มิฉะนั้นรสนิยมทางเพศที่อุตส่าห์เก็บงำมานานจะรู้กันทั้งโรงเรียน ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เรื่องส่วนตัวของ ‘บลู’ เพื่อนทางอีเมลที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันก็จะถูกแฉไปด้วย
แย่ล่ะสิ… ชีวิตนักเรียนปีสามของไซมอนก็ปั่นป่วนไปหมด ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องรักสามเส้าของเราหลายๆ คน เรื่องหัวใจที่เต้นระรัวทุกทีที่เห็นคำหวานจากบลู รวมไปถึงเรื่องของตัวเองที่จะต้องก้าวข้ามความกลัวไปยังการยอมรับตัวเองด้วย จะผ่านพ้นวิกฤติสารพัดปัญหานี้ไปได้ไหมนะ!?!

 

 


 

 

 

 

 

 

Simon vs.TheHomo Sapiens Agenda

 

คำอุทิศ

แด่ไบรอัน โอเวน และเฮนรี ผู้เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันเขียนนิยายรัก

 

บทที่ 1

 

มันเป็นบทสนทนาที่มีบางอย่างเคลือบแฝงอย่างน่าประหลาดจนผมแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกแบล็กเมล

เรานั่งอยู่บนเก้าอี้โลหะพับได้ที่หลังเวทีแล้วมาร์ติน แอดดิสัน ก็เอ่ยขึ้นว่า “ฉันอ่านอีเมลของนายแล้ว”

“อะไรนะ” ผมเงยหน้ามอง

“ก่อนหน้านี้ ในห้องสมุดน่ะ ไม่ได้ตั้งใจหรอก จริงๆ นะ”

“นายอ่านอีเมลฉันงั้นเหรอ”

“ก็ฉันใช้คอมพิวเตอร์ต่อจากนาย” เขาว่า “แล้วพอพิมพ์จีเมล มันก็ดึงบัญชีผู้ใช้ของนายขึ้นมา นายน่าจะออกจากระบบก่อนนะ”

ผมจ้องเขาอย่างตกตะลึง เขาเคาะเท้ากับขาเก้าอี้ที่นั่งอยู่

“ทำไมต้องใช้ชื่อปลอมด้วยล่ะ” เขาถาม

ก็นะ ผมอยากจะบอกว่าสาเหตุที่ใช้ชื่อปลอมก็เพื่อไม่ให้คนอย่างมาร์ติน แอดดิสัน รู้ตัวตนลับของผมไง ซึ่งผมว่ามันได้ผลดีทีเดียวล่ะ

ผมเดาว่าเขาคงเห็นผมใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้น

ผมคิดว่าตัวเองแม่งงี่เง่าสุดๆ ไปเลย

เขายังมีหน้ายิ้มให้ผมอีกนะ “เอาเถอะ ฉันว่าบางทีนายอาจจะสนใจเรื่องที่พี่ชายฉันเป็นเกย์นะ”

“เอิ่ม ไม่มั้ง”

เขามองผม

“นายจะพูดอะไรกันแน่” ผมถาม

“ไม่มีอะไร ฟังนะ สเปียร์ ฉันไม่มีปัญหากับเรื่องนี้หรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้น”

นอกเสียจากว่าเรื่องนี้เป็นเพียงหายนะเล็กๆ หรืออาจกลายเป็นมหันตภัยล้างโลกเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามาร์ตินจะปิดปากเงียบได้หรือเปล่าน่ะสิ

“เรื่องนี้มันน่าอึดอัดชะมัดเลย” มาร์ตินพูด

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตอบอะไรดี

“เอาเถอะ” เขาเอ่ย “ก็ชัดอยู่แล้วว่านายไม่อยากให้คนอื่นรู้”

ผมก็ไม่อยากให้ใครรู้จริงๆ นั่นแหละ เรื่องการเปิดตัวทั้งหมดนี่ไม่ทำให้ผมกลัวสักเท่าไหร่หรอก

ผมไม่คิดว่ามันทำให้ผมกลัวนะ

แต่เรื่องนี้เป็นความน่าอึดอัดระดับมโหฬารเลยต่างหากล่ะ แล้วผมจะไม่แกล้งทำเป็นว่าผมกำลังรอคอยให้มันเกิดขึ้นด้วย ที่จริงมันอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอก ไม่ใช่สำหรับผม

ปัญหาคือ ผมไม่รู้ว่าบลูจะคิดยังไง ถ้ามาร์ตินเกิดปากพล่อยบอกใครขึ้นมาจริงๆ ประเด็นก็คือบลูค่อนข้างจะเป็นคนเก็บตัว คนประเภทที่จะไม่ลืมออกจากระบบอีเมลเด็ดขาด เป็นคนที่อาจจะไม่มีวันให้อภัยผมที่เลินเล่อได้ขนาดนี้ด้วย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมพยายามจะพูดก็คือผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีผลต่อเราไหม ทั้งบลูและผม

ผมไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าจะต้องมาพูดเรื่องนี้กับมาร์ติน แอดดิสัน ทั้งๆ ที่จะเป็นใครก็ได้ที่เข้าระบบอีเมลต่อจากผม คุณต้องเข้าใจนะว่าผมไม่มีวันจะใช้คอมพิวเตอร์ห้องสมุดตั้งแต่แรกถ้าพวกเขาไม่ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายที่โรงเรียน แล้วก็เป็นหนึ่งในวันที่ผมรอไปเช็กอีเมลผ่านแล็ปทอปของตัวเองที่บ้านไม่ไหว ผมหมายถึง แค่รอไปเช็กอีเมลผ่านมือถือในลานจอดรถก็ยังไม่ไหวเลย

นั่นเพราะเมื่อเช้านี้ผมเขียนถึงบลูผ่านบัญชีผู้ใช้ลับของตัวเอง แล้วมันก็ค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญด้วย

ผมแค่อยากรู้ว่าเขาจะตอบกลับมาหรือยัง

“ฉันว่าที่จริงคนอื่นก็น่าจะไม่มีปัญหากับเรื่องนี้นะ” มาร์ตินกล่าว “นายน่าจะเป็นตัวของตัวเองนะ”

ผมไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนด้วยซ้ำ มีเด็กรสนิยมชอบคนต่างเพศคนหนึ่งที่แทบไม่รู้จักผมเลยมาให้คำแนะนำเรื่องเปิดตัวเนี่ยนะ ผมถึงกับต้องกลอกตามองบน

“โอเค แล้วแต่นะ ฉันไม่เอาให้ใครดูหรอก” เขาบอกงั้น

ผมโล่งใจอย่างโง่ๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ถึงได้เอะใจกับคำพูดนั้น

“เอาให้ใครดู?” ผมถาม

เขาหน้าแดงแล้วขยับชายแขนเสื้อเล่น บางอย่างในสีหน้าของเขาทำให้ท้องไส้ผมปั่นป่วน

“นี่นาย—นายแคปหน้าจอเก็บไว้ด้วยเรอะ?”

“ก็…” เขาเอ่ย “ฉันอยากคุยกับนายเรื่องนั้นแหละ”

“เดี๋ยวนะ—นายแอบแคปหน้าจอไว้เหรอวะ

เขาเม้มปากแล้วมองข้ามไหล่ผมไป “เถอะน่า” เขาพูด “ฉันรู้ว่านายเป็นเพื่อนกับแอ๊บบี้ ซูโซ ก็เลยอยากขอให้—”

“เอาจริงดิ หรือบางทีเราน่าจะกลับไปคุยเรื่องว่าทำไมนายถึงถ่ายรูปอีเมลฉันเก็บไว้ดีกว่ามั้ง”

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง “ฉันหมายถึง ฉันว่าบางทีนายอาจจะอยากช่วยให้ฉันได้คุยกับแอ๊บบี้น่ะ”

ผมเกือบหลุดหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ “แล้วไง—นายอยากให้ฉันอวยนายให้เธอฟังสินะ”

“ก็ราวๆ นั้น” เขาตอบ

“แล้วทำไมฉันต้องทำด้วยวะ”

เขามองผมแล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็ลงล็อก เรื่องแอ๊บบี้ไงล่ะ นั่นแหละที่เขาต้องการโดยแลกกับการไม่ป่าวประกาศเรื่องอีเมลส่วนตัวเฮงซวยของผม

และอีเมลของบลูด้วย

พระเจ้าช่วย ผมเคยคิดว่ามาร์ตินเป็นคนไม่มีพิษมีภัยอะไร ถ้าจะว่ากันตรงๆ แล้ว เขาก็แค่เด็กคงแก่เรียนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีหรอกนะ แล้วผมก็คิดมาตลอดว่าเขาออกจะเป็นคนตลกๆ ด้วยซ้ำ

เสียแต่ว่าตอนนี้ผมหัวเราะไม่ออกนี่สิ

“นายจะบังคับให้ฉันทำให้ได้สินะ” ผมกล่าว

“บังคับเหรอ ไม่เอาน่า ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”

“แล้วอย่างไหนไม่ทราบ”

“ไม่ใช่อย่างไหนทั้งนั้น ฉันหมายถึง ฉันชอบเธอ ฉันแค่คิดว่านายน่าจะอยากจะช่วยฉัน แบบว่า…ชวนฉันไปทำกิจกรรมที่เธอจะไปด้วยอะไรแบบนั้น ไม่รู้สิ”

“แล้วถ้าฉันไม่ช่วยล่ะ นายจะเอาอีเมลไปลงเฟซบุ๊กเหรอ หรือลงทัมเบลอร์บ้าบอนั่น”

ให้ตายเถอะ ทัมเบลอร์เรื่องลับชาวครีก – พื้นที่ปล่อยผีสำหรับข่าวซุบซิบในโรงเรียนมัธยมปลายครีกวู้ด ทั้งโรงเรียนจะรู้ข่าวกันวันนั้นเลย

แล้วเราต่างคนก็ต่างเงียบ

“ฉันแค่คิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่จะช่วยเหลือกันน่ะนะ” มาร์ตินพูดขึ้นในที่สุด

ผมกลืนน้ำลายหนืดเหนียวลงคอ

“เจ้าหนูมาร์ตี้” ครูอัลไบรท์ร้องเรียกจากบนเวที “องก์สอง ฉากสาม”

“นายลองเอาไปคิดดูแล้วกัน” เขาลุกจากเก้าอี้

“โอ้ ใช่สิ เยี่ยมโคตรๆ เลยว่ะ” ผมพูด

เขามองผมแล้วก็เงียบไปอีกครั้ง

“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายอยากให้ฉันพูดอะไร” ผมกล่าวเสริมไป

“อะไรก็ได้” เขายักไหล่ และผมไม่คิดว่าตัวเองจะอยากให้ใครสักคนไปไกลๆ มากขนาดนี้มาก่อน ทว่าตอนที่นิ้วของเขาไล้ไปตามผ้าม่าน เขาก็หันมาหาผม

“สงสัยอะไรอยู่อย่าง” เขากล่าว “บลูนี่ใครเหรอ”

“คนธรรมดา อยู่แคลิฟอร์เนีย”

ถ้ามาร์ตินคิดว่าผมจะขายบลูล่ะก็ เขาก็เป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

บลูไม่ได้อยู่แคลิฟอร์เนียหรอก เขาอยู่ที่เชดี้ครีกและเรียนที่นี่ด้วย บลูไม่ใช่ชื่อจริงของเขา

เขาเป็นใครสักคน ซึ่งอาจเป็นคนที่ผมรู้จักด้วย แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร และผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอยากรู้หรือเปล่า

 

ผมไม่มีอารมณ์จะรับมือกับที่บ้านอะไรเลยในตอนนี้ ผมอาจมีเวลาสักหนึ่งชั่วโมงก่อนมื้อเย็น ซึ่งเท่ากับหนึ่งชั่วโมงในการพยายามปั่นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งวันของการเรียนมาเป็นเรื่องเล่าสุดฮา พ่อแม่ผมเป็นแบบนั้นแหละ คุณจะแค่เล่าเรื่องกางเกงในของครูวิชาภาษาฝรั่งเศสเข้าวินชนิดเป็นร่องกระแทกตา หรือเรื่องการ์เร็ตทำถาดอาหารหล่นในโรงอาหารเฉยๆ ไม่ได้ คุณต้องแสดงให้ดูด้วย การพูดคุยกับพวกท่านน่ะเหนื่อยเสียยิ่งกว่าการทำบล็อกอีก

ที่จริงก็ตลกดีนะ ผมเคยชอบการคุยเรื่อยเปื่อยและความโกลาหลก่อนมื้อเย็น แต่ตอนนี้เหมือนว่าผมไม่สามารถจะเผ่นออกจากบ้านได้เร็วพอโดยเฉพาะวันนี้ ผมแค่หยุดอยู่นานพอที่จะเกี่ยวสายจูงกับปลอกคอของบีเบอร์แล้วพามันเดินออกประตูไปเท่านั้น

ผมพยายามจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับทีแกนและซารา[1]ในไอพอดของผม แต่ผมหยุดคิดเรื่องบลูกับมาร์ติน แอดดิสันรวมถึงความเละเทะของการซ้อมละครในวันนี้ไม่ได้เลย

มาร์ตินชอบแอ๊บบี้เหมือนหนุ่มคงแก่เรียนที่มีรสนิยมชอบต่างเพศทุกๆ คนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า[2]และเอาจริงๆ นะ เขาแค่อยากให้ผมยอมให้เขาติดสอยห้อยตามไปด้วยเวลาที่ผมไปเที่ยวกับเธอ ถ้ามองในแง่นั้นมันก็ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

เสียแต่ว่าเขากำลังแบล็กเมลผมอยู่ และนั่นรวมถึงการแบล็กเมลบลูด้วย ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้ผมอยากเตะอะไรสักป้าบขึ้นมา

ทว่าเพลงของทีแกนและซาราช่วยได้ การเดินไปบ้านนิคก็ช่วยได้ อากาศให้ความรู้สึกสดชื่นของช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง และผู้คนก็วางฟักทองเรียงไว้ตามขั้นบันไดหน้าบ้าน ผมชอบนะ ผมชอบมันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว

บีเบอร์กับผมเดินตัดสนามหลังบ้านของนิคผ่านชั้นใต้ดินเข้าไปจนเจอทีวีเครื่องยักษ์ที่ตั้งหันมาทางประตู ซึ่งเหล่าอัศวินเทมพลาร์[3]กำลังถูกทำทารุณกรรมอยู่ นิคกับลีอาห์ยึดครองเก้าอี้โยกเล่นวิดีโอเกมอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ขยับตัวเลยตลอดช่วงบ่าย

นิคหยุดเกมเมื่อผมเดินเข้าไป นั่นแหละนิค นิคก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาจะไม่ยอมวางกีตาร์เพื่อคุณแต่จะหยุดเกมแทน

“บีเบอร์!” ลีอาห์พูด แล้วในชั่วพริบตามันก็เอาก้นไปวางอย่างหมิ่นเหม่อยู่บนตักเธอ ปล่อยลิ้นห้อย พลางย่ำเท้าไปเรื่อย มันไร้ยางอายสุดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าลีอาห์

“ไม่เป็นไร ทักทายหมาเถอะ ทำเป็นว่าฉันไม่อยู่นี่แล้วกัน”

“จ๋า อยากให้ฉันเกาหูให้ด้วยเหรอ”

ผมผุดยิ้มออกมา ดีเลย ทุกอย่างปกติ “นายเจอคนทรยศหรือยัง” ผมถาม

“ฆ่าทิ้งไปแล้ว” นิคตบแป้นควบคุมเกม

“เจ๋งเลย”

อันที่จริงแล้วผมไม่สนใจความปลอดภัยของบรรดานักฆ่าหรือเหล่าอัศวินเทมพลาร์หรือตัวละครในเกมอะไรเลยสักนิด แต่ผมว่าผมต้องการมัน ผมต้องการความรุนแรงของวิดีโอเกมและกลิ่นของห้องใต้ดินแห่งนี้รวมถึงความคุ้นเคยสนิทสนมของนิคกับลีอาห์ จังหวะการพูดของพวกเราและความเงียบเหล่านั้น รวมทั้งความไร้จุดหมายของช่วงบ่ายกลางเดือนตุลาคมด้วย

“ไซมอน นิคไม่เคยได้ยินเรื่องกางเกงเข้าวินล่ะ”

“โอ้วว กางเกงเข้าวิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่งดงามเสียจริง[4]

“พูดภาษาคนทีเถอะ” นิคว่า

“หรือไม่ก็เล่นละครใบ้” ลีอาห์พูดต่อ

ผมออกจะมีฝีมือด้านการเล่นบทกางเกงเข้าวินแสนยิ่งใหญ่เสียด้วย

บางทีผมคงชอบการแสดงนิดหน่อยก็เป็นได้

ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกในทริปทัศนศึกษาตอนเกรดหกของนิคกับลีอาห์ ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง แต่เมื่อพวกเราอยู่กันแค่สามคน เราจะมีช่วงเวลาทำเรื่องงี่เง่าที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ด้วยกัน มาร์ติน แอดดิสัน ไม่มีตัวตนในช่วงเวลาแบบนี้ ไม่มีความลับอะไรสักเรื่องเดียว

มีแค่ความเฮฮา มีความสุขสุดๆ

ลีอาห์แกะซองกระดาษที่ใส่หลอดดูดแล้วพวกเขาก็ช่วยกันประคองแก้วโฟมยักษ์ใส่ชาหวานจากร้านชิคฟิลเล[5] ผมไม่ได้ไปร้านชิคฟิลเลมาพักหนึ่งแล้ว น้องสาวผมได้ข่าวมาว่าพวกเขาบริจาคเงินเพื่อต่อต้านชาวเกย์ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ ที่จะไปกินอะไรที่นั่น ถึงแม้ว่าโอรีโอมิลค์เชคของพวกเขาจะคือความอร่อยล้ำที่อัดแน่นอยู่ในถ้วยขนาดยักษ์ก็ตามทีเถอะ ไม่ใช่ว่าผมจะยกเรื่องนี้มาคุยกับนิคกับลีอาห์ไม่ได้หรอกนะ แต่ผมไม่เคยพูดเรื่องเกย์กับใครเลยจริงๆ นอกจากบลู

นิคดื่มชาอึกใหญ่แล้วหาว ลีอาห์พยายามโยนก้อนกระดาษเข้าปากเขาทันที แต่นิคหุบปากฉับกั้นไม่ให้มันเข้าไปได้

เธอยักไหล่ “หาวต่อไปสิ นายขี้เซา”

“ทำไมนายดูเหนื่อยขนาดนี้ล่ะ”

“เพราะฉันปาร์ตี้หนักน่ะสิ ทั้งคืนเลยนะ ทุกคืนด้วย” นิคบอก

“ถ้าการ ‘ปาร์ตี้’ ของนายหมายถึงการบ้านแคลคูลัสน่ะนะ”

ช่างเหอะน่า ลีอาห์” เขาเอนหลังลง อ้าปากหาวอีก และครั้งนี้ก้อนกระดาษของลีอาห์ลอยแตะมุมปากของเขา

เขาปามันกลับไปใส่เธอ

“นี่ ฉันน่ะฝันแปลกๆ ซ้ำๆ ล่ะ” เขากล่าวเสริมขึ้นมา

ผมเลิกคิ้วขึ้น “จะอ้วก มปม.[6]

“เอิ่ม ไม่ใช่ฝันแบบนั้นโว้ย”

ใบหน้าของลีอาห์แดงจัดไปหมด

“ไม่ใช่” นิคบอก “ฝันแปลกจริงๆ นะ ฉันฝันว่าตัวเองอยู่ในห้องน้ำกำลังใส่คอนแทคเลนส์แล้วก็นึกไม่ออกว่าเลนส์ไหนต้องใส่ข้างไหนล่ะ”

“โอเค แล้วไงต่อ” ลีอาห์ฝังหน้าลงกับขนหลังคอของบีเบอร์ เสียงของเธออู้อี้

“ก็ไม่ไงต่อ ฉันก็ตื่น ใส่คอนแทคเลนส์ตามปกติ ทุกอย่างราบรื่น”

“เป็นฝันที่น่าเบื่อสุดๆ อะ” เธอบอกแล้วเสริมขึ้นหลังจากนั้นว่า “ก็เพราะแบบนี้เขาถึงเขียนไว้ไม่ใช่เหรอว่าเลนส์ไหนคือด้านซ้ายหรือขวาบนกล่องใส่คอนแทคเลนส์น่ะ”

“หรือทำไมคนเราถึงควรหันมาใส่แว่นแล้วเลิกจับลูกตาตัวเองซะ” ผมนั่งขัดสมาธิบนพรม บีเบอร์เลื่อนตัวออกจากตักลีอาห์แล้วเดินมาหาผม

“และเพราะใส่แว่นทำให้นายดูเหมือนแฮร์รี พอตเตอร์ ใช่ไหมล่ะ ไซมอน”

ครั้งเดียว ผมเคยพูดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

“ฉันว่าจิตใต้สำนึกพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับฉัน” นิคค่อนข้างจะมุ่งมั่นพอสมควรเมื่อเขารู้สึกทรงภูมิขึ้นมา “เห็นได้ชัดเลยว่าสาระสำคัญของความฝันก็คือการหยั่งรู้ ฉันพลาดอะไรไปนะ จุดบอดของฉันคืออะไรกันแน่”

“คอลเลกชันเพลงของนายไง” ผมเสนอ

นิคโยกเก้าอี้วิดีโอเกมไปด้านหลังแล้วดื่มชาอีกอึกใหญ่ “พวกนายรู้ไหมว่าฟรอยด์[7]ตีความความฝันของเขาเองระหว่างสร้างทฤษฎีล่ะ และเขาเชื่อว่าทุกความฝันคือการเติมเต็มความปรารถนาในจิตใต้สำนึกรูปแบบหนึ่ง”

ลีอาห์กับผมมองหน้ากันและผมบอกได้เลยว่าเราคิดเหมือนกัน ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะค่อนข้างพูดพล่ามไร้สาระ เพราะนิคนั้นออกจะหยุดไม่อยู่เท่าไหร่เมื่อเขาอยู่ในภวังค์นักปราชญ์รูปแบบหนึ่งของเขา

แน่ล่ะ ผมมีนโยบายเข้มงวดเรื่องห้ามตกหลุมรักผู้ชายที่ชอบผู้หญิง อย่างน้อยก็หนุ่มๆ ที่ยืนยันแล้วว่าชอบผู้หญิงนั่นล่ะ ถึงยังไงผมก็มีนโยบายจะไม่ตกหลุมรักนิคอีกด้วย แต่ลีอาห์น่ะหลงรักไปแล้ว แล้วมันก็ทำให้เกิดปัญหาทุกรูปแบบโดยเฉพาะเมื่อมีแอ๊บบี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลีอาห์ถึงได้เกลียดแอ๊บบี้นักหนา และเมื่อถามไปตรงๆ ก็ไม่ได้คำตอบอะไร

“โอ้ เธอน่ะเริดที่สุดไง ก็เป็นถึงเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็น่ารัก ตัวผอมด้วย แค่นั้นยังไม่ทำให้เธอน่าทึ่งอีกรึไง”

คุณต้องเข้าใจว่าไม่มีใครเชี่ยวชาญศาสตร์ของการพูดหน้าตายได้เหมือนลีอาห์แต่สุดท้ายผมก็สังเกตเห็นว่านิคเปลี่ยนที่นั่งกับแบรม กรีนเฟลด์ในช่วงพักกลางวัน เป็นการย้ายที่ที่คำนวณไว้แล้วเพื่อให้เขามีโอกาสได้นั่งตรงข้ามกับแอ๊บบี้มากที่สุดตามมาด้วยสายตา… แววตาเลื่อนลอยแบบคนป่วยเป็นไข้ใจของนิค ไอส์เนอร์กลับมาอีกครั้ง เราเคยผ่านเส้นทางชวนอาเจียนอย่างนี้มาแล้วตอนที่นิคชอบเอมี่ เอฟเวอเร็ตต์สมัยใกล้เรียนจบชั้นปีหนึ่ง[8] ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องยอมรับว่าการที่นิคกระสับกระส่ายจะเป็นจะตายเวลาที่เขาชอบใครสักคนนี่มันน่าตื่นเต้นดีชะมัด

พอลีอาห์สังเกตเห็นสายตานั่นของนิค เธอก็ฉุนขาด

ซึ่งหมายความว่านี่เป็นหนึ่งเหตุผลดีๆ ของการเป็นพ่อสื่อสัญญาทาสให้มาร์ติน แอดดิสัน เพราะถ้ามาร์ตินกับแอ๊บบี้คบกันล่ะก็ บางทีปัญหาเรื่องนิคอาจจบลงก็ได้ แล้วลีอาห์ก็จะผ่อนคลายลงได้สักที ดุลยภาพจะกลับคืนมาอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ผมกับความลับของผม มันแทบจะไม่เกี่ยวกับตัวผมเลยด้วยซ้ำ

 

 

บทที่ 2

 

จาก:hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง:bluegreen118@gmail.com

วันที่: 17 ตุลาคม 12:06 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ตอนที่นายรู้

 

ช่างเป็นเรื่องที่เซ็กซี่จริงๆ เลย บลู ฉันหมายถึง โรงเรียนมัธยมต้นน่ะเหมือนละครสยองขวัญไม่รู้จบ ก็อาจจะไม่มีวันจบสิ้นหรอก เพราะมันจบลงแล้ว แต่มันยังประทับอยู่ในจิตวิญญาณของนาย ฉันไม่สนว่านายเป็นใคร ช่วงวัยกำลังโตนี่มันโหดร้ายมากจริงๆ

ฉันสงสัยน่ะ—นายได้เจอเขาอีกไหมหลังงานแต่งงานพ่อนาย

ฉันเองยังไม่รู้เลยว่ารู้ตัวเมื่อไหร่ มันมีอะไรจุกจิกหลายๆ อย่าง เช่นฉันเคยฝันแปลกๆ เกี่ยวกับแดเนียล แรดคลิฟฟ์ หรือช่วงที่ฉันคลั่งไคล้วงแพสชันพิต[9]ตอนอยู่มัธยมต้นแล้วก็มารู้ทีหลังว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ชอบเพราะเพลงของพวกเขาเลยน่ะ

แล้วพอขึ้นเกรดแปดฉันก็มีแฟนและก็สิ่งที่เขากันเรียกว่า ‘ออกเดต’ น่ะนะ แต่นายไม่ได้ออกจากโรงเรียนสักนิด แล้วนายก็ไม่ทำอะไรแบบนั้นในโรงเรียนด้วย ฉันว่าเราจูงมือกันนะ แล้วก็ไปงานเต้นรำเกรดแปดด้วยกันในฐานะแฟนแต่ฉันกับเพื่อนเอาแต่กินฟริโตส[10]และแอบส่องดูคนอื่นจากใต้อัฒจันทร์ทั้งคืน แล้วจู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหาฉันบอกว่าแฟนฉันรออยู่ที่หน้าโรงยิม ฉันควรจะต้องออกไปหาเธอและฉันว่าเราก็ควรจะจูบกัน แบบประกบปากประสาเด็กมัธยมต้นน่ะ

และนี่คือช่วงเวลาที่ฉันภาคภูมิใจที่สุด ฉันวิ่งหนีไปซ่อนในห้องน้ำเหมือนเด็กอนุบาลสติแตกเลยล่ะ แบบขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำแล้วล็อกประตู งอขานั่งยองๆ บนชักโครกเพื่อไม่ให้ใครเห็นขา อย่างกับว่าพวกสาวๆ จะบุกเข้ามาจับฉันอย่างนั้นแหละ สาบานเลยว่าฉันอยู่ในนั้นทั้งคืนเลยแล้วก็ไม่พูดกับแฟนตัวเองอีกเลย

อีกอย่างมันเป็นวันวาเลนไทน์ด้วย ก็ฉันน่ะเจ๋งสุดๆ ไปเลยนี่นา ใช่ แล้วถ้าฉันซื่อสัตย์กับตัวเองเต็มร้อยล่ะก็ ฉันคงรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ฉันก็ยังมีแฟนสาวอีกสองคนหลังจากนั้นอยู่ดีอะนะ

นายรู้ไหมว่านี่เป็นอีเมลที่ยาวที่สุดเท่าที่ฉันเคยเขียนมาเชียวนะ ไม่ได้ล้อเล่นนะ นายอาจเป็นคนเดียวที่ได้รับข้อความมากกว่า 140 ตัวอักษรจากฉันก็ได้ สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ

เอาเถอะ ฉันว่าพอแค่นี้ดีกว่า ไม่โกหกหรอก มันเป็นวันที่ค่อนข้างประหลาดน่ะ

-ฌาคส์

 

จาก:bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 17 ตุลาคน 20:46 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ตอนที่นายรู้

 

มีแค่ฉันคนเดียวเหรอ เจ๋งจริงๆ ด้วย ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากนะ ฌาคส์ ตลกดีนะเพราะฉันก็ไม่ค่อยเขียนอีเมลเหมือนกัน และฉันก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลย มีแค่นายคนเดียวเท่านั้น

อันที่จริง ฉันคิดว่ามันคงหดหู่น่าดูถ้าช่วงเวลาที่นายภาคภูมิใจที่สุดเกิดขึ้นตอนมัธยมต้นน่ะ นายนึกไม่ถึงหรอกว่าฉันเกลียดมัธยมต้นแค่ไหน จำท่าทีที่คนอื่นจะมองนายอย่างว่างเปล่าแล้วพูดว่า “อืม โอเคคค” หลังจากนายพูดจบได้ไหม ทุกคนทำให้เห็นชัดเลยว่าไม่ว่านายจะคิดหรือรู้สึกยังไง นายก็หัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ดี แล้วแน่ล่ะ สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือฉันเคยทำอย่างนั้นกับคนอื่นเหมือนกัน มันทำให้ฉันรู้สึกคลื่นเหียนนิดหน่อยเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่ฉันจะพูดคือนายควรจะให้ตัวเองได้พักบ้าง ตอนนั้นพวกเราก็แย่ด้วยกันทั้งนั้นแหละ

ตอบคำถามนายนะ ฉันได้เจอเขาอีกไม่กี่ครั้งหลังงานแต่งงาน น่าจะสักปีละสองครั้งหรือประมาณนั้น แม่เลี้ยงของฉันจัดงานรวมญาติบ่อยน่ะ เขาแต่งงานไปแล้ว แล้วฉันคิดว่าภรรยาของเขาก็ท้องแล้วล่ะตอนนี้ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็ไม่กระอักกระอ่วนอะไรหรอกเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นในหัวฉันนี่ น่าทึ่งมากเลยว่าไหม ใครบางคนสามารถทำให้นายเกิดวิกฤตตัวตนทางเพศได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไป พูดตามตรง เขาคงยังเห็นฉันเป็นลูกชายบุญธรรมนิสัยประหลาดอายุสิบสองปีของญาติเขาอยู่เลย

ฉันว่าคำถามนี้มันชัดอยู่แล้วแหละ แต่ฉันก็จะถามอยู่ดี ถ้านายรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ แล้วนายมีแฟนเป็นผู้หญิงได้ยังไง

เสียใจด้วยสำหรับวันพิลึกของนาย

-บลู

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง: bluegreen118@gmail.com

วันที่: 18 ตุลาคม 23:15 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ตอนที่นายรู้

 

บลู

ใช่เลย “โอเคคค” แบบหลอนๆ มาพร้อมกับการเลิกคิ้วกับบิดปากเป็นรูก้นเล็กๆ และใช่ ฉันก็เคยพูดเหมือนกัน สมัยมัธยมต้นนี่พวกเรานิสัยแย่ชะมัด

ฉันว่าเรื่องมีแฟนเป็นผู้หญิงนี่อธิบายยากสักหน่อย จู่ๆ มันก็เกิดขึ้นเองน่ะ ความสัมพันธ์ตอนเกรดแปดน่ะล้มเหลวไม่เป็นท่า เลยทำให้มันแตกต่างไง สำหรับอีกสองคน ง่ายๆ เลยก็คือเราเป็นเพื่อนกัน แล้วฉันมารู้ว่าพวกเขาชอบฉัน เราก็เลยเริ่มคบกัน พอเราเลิกกันซึ่งพวกเธอทั้งคู่เป็นคนบอกเลิกฉันน่ะ มันก็ไม่เจ็บปวดอะไร ฉันยังเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าฉันสมัยปีหนึ่งอยู่เลย

เอาจริงเหรอ ฉันว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ฉันคบผู้หญิงก็เพราะฉันยังไม่มั่นใจว่าตัวเองเป็นเกย์ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะสิ หรืออาจเพราะฉันคิดว่ามันไม่ถาวรมั้ง

ฉันรู้ว่านายจะต้องคิดว่า “โอเคคคคคคย์”

-ฌาคส์

 

จาก:bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 19 ตุลาคน 08:01 น.

หัวข้อ: ภาคบังคับ

 

โอเคคคคคคคคคคคคคคคย์ย์ย์ย์ย์ย์ย์ย์ย์

(เลิกคิ้ว ปากรูก้น ฯลฯ)

-บลู

 

 

บทที่ 3

 

สิ่งที่ห่วยแตกที่สุดเกี่ยวกับสถานการณ์เรื่องมาร์ตินก็คือ ผมไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับบลู ผมไม่ถนัดที่จะเก็บความลับไม่ให้เขารู้เสียด้วยสิ

ผมหมายถึงว่า ก็มีหลายเรื่องที่เขากับผมไม่ได้เล่าให้กันฟัง เราพูดเรื่องใหญ่ๆ ทั้งหลายแต่หลีกเลี่ยงที่จะลงรายละเอียด เช่น ชื่อของเพื่อนเราหรืออะไรที่จำเพาะเจาะจงเกี่ยวกับโรงเรียน ทุกสิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นการบ่งบอกตัวตนของผม แต่ผมไม่คิดว่าเรื่องพวกนั้นเป็นความลับอะไร เหมือนเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้เอ่ยออกมามากกว่า

ถ้าบลูเป็นนักเรียนปีสามที่ครีกวู้ดจริงๆ มีตู้ล็อกเกอร์ คะแนนจีพีเอ และประวัติเฟซบุ๊กจริง ผมก็ค่อนข้างแน่ใจเลยล่ะว่าตัวเองคงจะไม่บอกอะไรเขาไปหรอก ผมหมายถึงเขาเรียนชั้นปีสามที่ครีกวู้ดนี่จริงๆ เรื่องนั้นผมรู้ แต่อีกแง่หนึ่ง เขาก็มีตัวตนแค่ในแล็ปทอปของผม เรื่องนี้พูดยากนะ

ผมเป็นคนเจอเขาในทัมเบลอร์ด้วยไม่ใช่ที่ไหน ช่วงนั้นเป็นเดือนสิงหาคมหลังจากโรงเรียนเพิ่งเปิดภาคการศึกษาใหม่ๆ ทัมเบลอร์ครีกซีเคร็ตส์ควรจะเป็นที่ที่คุณสามารถโพสต์คำสารภาพโดยไม่เปิดเผยตัวตน เรื่องมโนมั่วซั่ว ความลับนู่นนี่แล้วคนอื่นก็แสดงความคิดเห็นได้แต่จะไม่มีใครว่าอะไรคุณ เสียแต่ว่ามันกลับกลายเป็นแหล่งรวมข่าวซุบซิบและบทกวีเห่ยๆ รวมถึงข้อความจากไบเบิลที่พิมพ์ผิดอีกด้วย แต่ผมว่ามันเล่นแล้วติดพอสมควรนะ

ผมเจอโพสต์ของบลูที่นั่น ราวกับว่ามันพูดกับผม แล้วผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องของการเป็นเกย์ด้วยซ้ำ ข้อความนั้นมีอยู่แค่ห้าบรรทัดแต่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และมีความสุนทรีย์อย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังแตกต่างจากสิ่งที่ผมเคยอ่านมาก่อนโดยสิ้นเชิง

ผมว่ามันพูดถึงความโดดเดี่ยว ตลกดีนะ เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยว แต่วิธีที่บลูบรรยายความรู้สึกนั้นมีบางอย่างที่แสนจะคุ้นเคย เหมือนว่าเขาดึงความคิดออกมาจากหัวผมเลยเหมือนการที่คุณจำท่าทางของใครสักคนได้แต่ไม่เคยรู้ความคิดของเขาเลย รวมถึงความรู้สึกที่ว่า คนเราก็เหมือนบ้านหลายหลังที่มีห้องกว้างและมีหน้าต่างบานจิ๋วมากมาย

แบบที่คุณจะรู้สึกเหมือนเปลือยล่อนจ้อนอยู่

แบบที่เขารู้สึกทั้งกำลังซุกซ่อนและกำลังเปิดเผยเกี่ยวกับความจริงที่ว่าเขาเป็นเกย์

ผมรู้สึกตื่นตกใจอย่างประหลาดและไม่สบายใจตอนที่ผมอ่านถึงตรงนั้น แต่ก็ยังมีจังหวะของความตื่นเต้นอย่างเงียบๆอีกด้วย

เขาพูดถึงมหาสมุทรที่กั้นระหว่างผู้คนและสิ่งสำคัญก็คือ การตามหาชายฝั่งที่ควรค่าแก่การว่ายเข้าหา

ผมต้องรู้จักเขาให้ได้

ท้ายที่สุดแล้วผมก็รวบรวมความกล้าโพสต์ความคิดเห็นเดียวที่ผมนึกออก นั่นก็คือคำว่า ‘นี่แหละ’ ตัวหนา แล้วผมก็ทิ้งอีเมลของตัวเองให้เขา บัญชีจีเมลลับของผม

ผมใช้เวลาตลอดทั้งอาทิตย์ถัดมาหมกมุ่นกับการกังวลว่าเขาจะติดต่อมาไหม แล้วเขาก็ติดต่อมาจริงๆ เขาบอกผมภายหลังว่าความคิดเห็นของผมทำให้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขาเป็นคนระมัดระวังตัว เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนระวังตัวมากกว่าผม แล้วถ้าบลูรู้ว่ามาร์ติน แอดดิสันแคปรูปหน้าจออีเมลของเราเอาไว้ล่ะก็ ผมมั่นใจว่าเขาต้องสติแตกแน่ แต่เขาจะสติแตกในแบบของบลู

ซึ่งหมายความว่าเขาจะเลิกส่งเมลหาผม

ผมยังจำได้ดีถึงความรู้สึกที่ได้เห็นข้อความฉบับแรกจากเขาในกล่องข้อความของผม รู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำไป เขาอยากรู้จักผม ในช่วงสองสามวันหลังจากนั้นที่โรงเรียน ผมรู้สึกอย่างกับตัวเองเป็นตัวละครในภาพยนตร์สักเรื่อง ผมแทบจะจินตนาการภาพซูมระยะใกล้ใบหน้าผมฉายอยู่บนจอใหญ่ได้เลย

แปลกดีนะ เพราะในความเป็นจริงนั้น ผมไม่ใช่ตัวเอกของเรื่อง อาจเป็นแค่เพื่อนสนิทตัวเอกก็ได้

ผมว่าผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่น่าสนใจมาก่อน จนกระทั่งบลูเห็นว่าผมน่าสนใจ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกเขาไม่ได้ว่าผมไม่อยากเสียเขาไป

 

ผมหลบหน้ามาร์ตินตลอดสัปดาห์ทั้งในชั้นเรียนและตอนซ้อมละครเวที ผมเห็นอยู่หรอกว่าเขาพยายามจะสบตาผม ผมรู้ว่ามันดูขี้ขลาด ก็สถานการณ์ทั้งหมดนี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนขี้ขลาด ซึ่งไร้สาระเอามากๆ เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะช่วยเขา หรือแปลอีกอย่างได้ว่าผมจะยอมถูกเขาแบล็กเมล แล้วแต่คุณจะเรียกเถอะ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกแย่เล็กน้อย

ผมว่อกแว่กตลอดการรับประทานมื้ออาหารเย็น ในขณะที่คืนนี้พ่อแม่ผมร่าเริงเป็นพิเศษเพราะเป็นคืนที่รายการเดอะแบทเชเลอเร็ตต์ สาวโสดหารัก[11]ออกอากาศ ผมพูดจริงนะ รายการเรียลิตี้นั่นแหละ พวกเราดูรายการไปแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมาแต่คืนนี้เป็นคืนที่เราจะสไกป์หาอลิซที่เวสลีน[12]เพื่อถกกันเรื่องนี้ เป็นธรรมเนียมใหม่ของบ้านสเปียร์น่ะ ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าหัวเราะขนาดนี้มาก่อนเลย

ไม่รู้สินะ แต่ครอบครัวผมเป็นแบบนี้มาตลอด

“แล้วลีโอกับนิโคลเป็นยังไงมั่งล่ะ” พ่อผมถาม ริมฝีปากบิดไปรอบขอบส้อม การสลับเพศให้นิคกับลีอาห์นั้นเปรียบเสมือนมุกตลกสุดพีกของพ่อ

“พวกเขาน่าทึ่งน่ะสิครับ” ผมตอบ

“หรด.[13] พ่อ” นอราพูดเสียงเรียบ ช่วงนี้น้องสาวของผมมักพูดอักษรย่อในข้อความออกมาดังๆ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยใช้อักษรพวกนี้ในการเขียนข้อความจริงๆ เลยก็ตาม ผมคิดว่ามันควรจะเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันอยู่ เธอมองมาที่ผม “ไซ พี่เห็นนิคเล่นกีตาร์นอกห้องโถงรึเปล่า”

“ฟังดูเหมือนนิคพยายามจะจีบสาวนะ” แม่พูด

ตลกดีนะแม่ เพราะรู้อะไรไหม ผมกำลังพยายามห้ามไม่ให้นิคจีบสาวที่เขาชอบติดเพื่อที่มาร์ติน แอดดิสันจะได้ไม่ปูดเรื่องที่ผมเป็นเกย์ให้คนทั้งโรงเรียนรู้ นี่ผมบอกรึยังนะว่าผมเป็นเกย์

คนอื่นเขาเริ่มพูดเรื่องพวกนี้ยังไงกันนะ

เรื่องคงจะต่างออกไปถ้าเราอาศัยอยู่ที่นิวยอร์กแต่ผมไม่รู้ว่าจะเป็นเกย์ในจอร์เจียได้ยังไง เราอยู่นอกเมืองแอตแลนตาเสียอีก เพราะงั้นผมว่ามันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้ เชดี้ครีกไม่ใช่สวรรค์ที่ผู้คนเปิดกว้างขนาดนั้น ที่โรงเรียนมีผู้ชายหนึ่งหรือสองคนเปิดตัวเป็นเกย์แล้วและทุกคนก็รุมแกล้งพวกเขาตลอด ไม่ได้ใช้กำลังนะ แต่คำว่า ‘ไอ้ตุ๊ด’ก็ใช้กันแพร่หลายอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่ามีสาวๆ ที่เป็นเลสเบี้ยนกับไบเซ็กชวลอยู่บ้างแต่สำหรับผู้หญิงอาจไม่เหมือนกัน บางทีในกรณีพวกเธอเรื่องอาจง่ายกว่าก็ได้ ถ้าทัมเบลอร์จะสอนอะไรให้ผมได้สักเรื่องล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่ว่าผู้ชายหลายคนคิดว่าสาวเลสเบี้ยนน่ะฮอตสุดๆ

แต่ผมว่ามันกลับกัน มีเด็กสาวอย่างลีอาห์ที่วาดภาพดินสอแนวยาโอยแล้วโพสต์ลงเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยซึ่งสำหรับผม ผมโอเคนะ ภาพที่ลีอาห์วาดก็สวยดีด้วย

แถมลีอาห์ก็ยังชอบพวกแฟนฟิคชันชายรักชาย ซึ่งทำเอาผมสงสัยมากเสียจนเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาผมต้องไปค้นในอินเทอร์เน็ตและเจอเข้ากับบางเรื่อง ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องให้เลือกอ่านมากมายขนาดนี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเดรโก มัลฟอยมีอะไรกันเป็นพันๆ วิธีในตู้เก็บไม้กวาดทุกตู้ในฮอกวอตส์ ผมเจอบางเรื่องที่ไวยากรณ์ดีและลงเอยด้วยการนั่งอ่านตลอดทั้งคืน เป็นช่วงสองสามสัปดาห์ที่แปลกประหลาด และเป็นฤดูร้อนที่ผมเรียนรู้การซักผ้าด้วยตัวเอง เสื้อผ้าบางตัวก็ไม่ควรให้แม่ซักให้น่ะนะ

หลังมื้อเย็น นอราเข้าสไกป์บนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในห้องนั่งเล่น จากหน้าจอกล้อง อลิซดูกระเซอะกระเซิงเล็กน้อย อาจเป็นเพราะผมของเธอก็ได้ ผมสีทองเหมือนเนื้อไม้และหยิกฟู พวกเราสามพี่น้องมีทรงผมน่าขำกันทั้งนั้น เตียงของอลิซยับยู่ยี่และมีหมอนวางอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งใครบางคนยังซื้อพรมทรงกลมขาดๆ มาคลุมพื้นที่แค่ไม่กี่ฟุตบนพื้น ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกแปลกๆ ที่จะนึกว่าอลิซอยู่หอร่วมกับเพื่อนผู้หญิงที่ไหนไม่รู้จากมินนีแอโพลิส ก็ใครจะไปคิดว่าผมจะได้เห็นอุปกรณ์กีฬาในห้องอลิซกันล่ะ ทีมมินนิโซตาทวินส์[14]เชียวนะ

“โอเค พวกพ่อภาพไม่ชัดเลย เดี๋ยวหนูจะ—ไม่ เดี๋ยวนะ ภาพชัดแล้ว โอ้พระเจ้า พ่อคะ นั่นกุหลาบหรือเปล่า”

พ่อถือกุหลาบแดงอยู่และเคลื่อนเข้าใกล้เว็บแคม ผมไม่ได้โม้นะ ครอบครัวผมน่ะเอาจริงเอาจังเมื่อเป็นเรื่องรายการสาวโสดหาคู่เนี่ย

“ไซมอน ทำท่าเลียนแบบคริส แฮร์ริสัน[15]ซิ”

ข้อเท็จจริง: ผมเลียนแบบท่าทางของคริส แฮร์ริสัน ได้อย่างไร้ที่ติ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาปกติน่ะนะ แต่วันนี้ผมทำได้ไม่ค่อยดีนัก

ผมแค่ครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องมาร์ตินเซฟหน้าจออีเมลหรอก แต่เรื่องอีเมลพวกนั้นก็ด้วย ผมรู้สึกแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องแฟนสาวตั้งแต่บลูถามขึ้นมา ผมสงสัยว่าเขาจะคิดว่าผมตอแหลรึเปล่านะ ผมมีความรู้สึกว่าตั้งแต่ที่เขารู้ตัวว่าเป็นเกย์ เขาก็เลิกออกเดตกับผู้หญิงเลย ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ

“ไมเคิล ดี. อ้างว่าเขาใช้ห้องสวีตแฟนตาซีคุยกับสาวล่ะ” อลิซบอก “เชื่อไหม พวกเรา”

“ไม่เลยสักนิด ลูก” พ่อตอบ

“พวกเขาพูดแบบนี้เรื่อยแหละ” นอราพูด เธอเงยหน้าขึ้นทำให้ผมสังเกตเห็นต่างหูห้าชิ้นเรียงกันเป็นตับตามกกหู

“ใช่ไหมล่ะ” อลิซพูด “น้องรัก นายจะออกความเห็นหน่อยไหม”

“นอรา ไปเจาะหูมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” ผมแตะติ่งหูของตัวเอง

เธอหน้าแดงเรื่อ “อาทิตย์ที่แล้วมั้ง”

“ขอพี่ดูหน่อย” อลิซเอ่ยปากสั่ง นอราหันหูเข้าหากล้อง “โว้ว”

“ทำไมล่ะ” ผมถาม

“เพราะฉันอยากทำน่ะสิ”

“ใช่ แต่ทำไมต้องเจาะเยอะขนาดนี้ด้วย”

“นี่เรากลับไปพูดเรื่องห้องสวีตแฟนตาซีได้หรือยัง” เธอพูดปัด นอรามักรู้สึกอายเวลาที่ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่เธอ

“ฉันก็มันห้องสวีตแฟนตาซีนี่” ผมกล่าว “พวกเขาก็ขึ้นไปคุยกันบนห้องนี้แหละ แต่แน่ใจว่าในความแฟนตาซีนี้ไม่มีการพูดคุยเข้ามาเกี่ยวด้วยหรอก”

“แต่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องเกี่ยวกับการร่วมประเวณีนี่จ๊ะ”

แม่! ให้ตายเถอะ”

ผมคิดว่ามันคงง่ายที่จะมีความสัมพันธ์ที่ผมไม่ต้องมานึกถึงเรื่องน่าอายเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่มาพร้อมกับการหลงเสน่ห์ใครสักคน มันเหมือนกับว่าผมเข้ากับสาวๆ ได้ดี ให้จูบก็ได้ ให้คบหาก็พอทำได้อยู่นะ

“แล้วแดเนียล เอฟ. ล่ะ” นอราถามขึ้น ทัดปอยผมกับใบหู เอาจริงนะ เรื่องเจาะหูนี่ผมไม่เข้าใจเธอเลย

“โอเค แดเนียล เอฟ. น่ะร้อนแรงที่สุด” อลิซตอบ แม่ผมกับอลิซมักใช้คำว่า ‘อาหารตา’ เวลาพูดถึงคนพวกนี้

“ล้อกันเล่นเปล่าเนี่ย”พ่อผมพูด “คนที่เป็นเกย์น่ะนะ”

“แดเนียลไม่ใช่เกย์สักหน่อย” นอราเถียง

“ลูก เขาคนเดียวก็เกย์เท่ากับขบวนพาเหรดไพรด์[16]แล้ว เกย์ชนิดตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลย”

ผมตัวเกร็งไปทั้งตัว ลีอาห์เคยพูดว่าเธอยอมให้คนเรียกเธอว่ายัยอ้วนซึ่งๆ หน้าดีกว่านั่งฟังคนอื่นนินทาเรื่องน้ำหนักของเด็กผู้หญิงคนอื่น ผมคิดว่าผมเห็นด้วยเรื่องนั้นนะ ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าความอับอายอย่างลับๆ จากการถูกด่าผ่านคนอื่นอีกแล้ว

“พ่อคะ หยุดทีเถอะ” อลิซบอก

แล้วพ่อก็เริ่มร้องเพลง อีเทอร์นอล เฟลม ของวงเดอะแบงเกิลส์[17]ขึ้นมาทันที

ผมไม่เคยรู้ว่าพ่อพูดแบบนั้นเพราะท่านหมายความอย่างนั้นจริงๆ หรือแค่อยากแหย่อลิซ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่พ่อรู้สึก ก็ดีที่ได้รู้ ถึงแม้ว่าผมจะล้างสมองให้ไม่รับรู้เรื่องนี้เหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกก็ตามที

 

ปัญหาอีกอย่างคือเรื่องโต๊ะอาหารกลางวัน เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์หลังจากที่เราคุยกันเรื่องแบล็กเมลแต่มาร์ตินมาดักผมไว้ระหว่างทางกลับจากแถวรับอาหารกลางวัน

“นายต้องการอะไร มาร์ติน”

เขาเหลือบไปทางโต๊ะของผม “มีที่ว่างอีกที่ไหมล่ะ”

“เอิ่ม” ผมหลุบตา “คิดว่าไม่มี”

เกิดความเงียบอย่างน่าประหลาดขึ้นชั่วอึดใจ

“โต๊ะเรามีแปดคนแล้ว”

“ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าที่นั่งนี่เขากำหนดกันด้วย”

ผมไม่รู้จะตอบกลับยังไงดี ปกติคนเราจะนั่งที่เดิมที่เคยนั่ง ผมนึกว่านั่นเป็นกฎของจักรวาลเสียอีก

คุณไม่สามารถเปลี่ยนโต๊ะอาหารกลางวันในเดือนตุลาคมได้หรอกนะ

กลุ่มก็ผมก็แปลกๆ หน่อยแต่ก็ไปกันได้ มีนิค ลีอาห์กับผม เพื่อนของลีอาห์อีกสองคน มอร์แกนกับแอนนาคนที่อ่านหนังสือการ์ตูนและเขียนขอบตาดำแถมยังหน้าตาเหมือนกันสุดๆ แอนนากับผมเคยคบกันตอนปีหนึ่งแต่ผมก็ยังแยกแอนนากับมอร์แกนไม่ค่อยออกเลย

แล้วคุณก็ยังมีเพื่อนนักฟุตบอลแสนจะไม่มีแบบแผนของนิค นั่นคือแบรมผู้เงียบขรึมจนน่าอึดอัดกับการ์เร็ตผู้เกือบๆ จะไม่เอาไหน แล้วก็แอ๊บบี้ เธอย้ายมาจากดี.ซี.[18]ก่อนเปิดปีการศึกษาไม่นาน ผมว่าเราเหมือนดึงดูดเข้าหากันและกัน เป็นการรวมตัวกันของโชคชะตาและการบ้านวิชาโฮมรูมแบบเรียงลำดับอักษร

ยังไงก็ตาม นั่นก็คือพวกเราทั้งแปดคนที่ลงตัวดีอยู่แล้ว พวกเราอัดเก้าอี้เพิ่มมาสองตัวใส่โต๊ะสำหรับหกคนแล้วด้วย

“ก็ใช่” มาร์ตินเอียงเก้าอี้ของเขาไปด้านหลังแล้วเงยหน้ามองเพดาน “ฉันว่าเราตกลงกันเรื่องแอ๊บบี้แล้วนะ แต่…”

แล้วเขาก็เลิกคิ้วสูงใส่ผม จริงๆ นะ

เราไม่ได้ตกลงกันเรื่องข้อตกลงในการแบล็กเมลนี้อย่างจริงจังแต่มันชัดแล้วว่ากฎเป็นประมาณนี้ มาร์ตินขอให้ผมทำเรื่องบ้าบออะไรก็ได้ที่เขาต้องการแล้วผมก็ต้องก้มหน้าทำตามนั้น

แม่งโคตรจะเยี่ยมยอดเลยว่ะ

“นี่ ฉันอยากจะช่วยนายนะ”

“ว่าไงว่าตาม สเปียร์”

“ฟังนะ” ผมลดเสียงลงแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “ฉันจะคุยกับเธอเอง โอเคไหม แต่นายต้องปล่อยให้ฉันเป็นคนจัดการ”

เขายักไหล่

ผมรู้สึกได้ว่าเขามองผมตาเขียวปัดตลอดทางจนถึงโต๊ะ

ผมต้องทำตัวปกติ ไม่ใช่ว่าผมจะพูดอะไรก็ได้ ผมว่าตอนนี้ผมต้องพูดเรื่องเขากับแอ๊บบี้ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ผมอยากพูดโดยสิ้นเชิง

อาจยากสักหน่อยที่จะทำให้แอ๊บบี้ชอบหมอนี่ได้เพราะผมเองยังทนเขาไม่ได้เลย

ผมว่านั่นนอกประเด็นแล้วล่ะตอนนี้

 

เสียแต่ว่าวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ผมยังไม่ได้จัดการเรื่องนี้เลย ผมยังไม่ได้คุยกับแอ๊บบี้หรือชวนมาร์ตินมาด้วยหรือขังพวกเขาสองคนไว้ด้วยกันในห้องเรียนว่างเปล่า บอกตามตรง ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องการอะไร

ผมได้แต่หวังว่าจะยังหลีกเลี่ยงการพบคำตอบนั้นไปให้นานที่สุดเท่าที่คนเราจะทำได้ ผมว่าผมหายตัวไปบ่อยๆ หรือทำตัวติดหนึบกับนิคกับลีอาห์เพื่อที่มาร์ตินจะได้ไม่พยายามมาพูดกับผม เมื่อวันอังคารผมขับรถเข้าจอดที่ลานจอดรถแล้วนอราก็ลงจากรถ แต่พอผมไม่ลงตามไป เธอก็ชะโงกหน้ากลับเข้ามา

“พี่จะมาไหมเนี่ย”

“เดี๋ยวค่อยไป” ผมบอก

“ก็ได้” เธอหยุด “พี่โอเคเปล่า?”

“อะไร ”

เธอจ้องผม

“นอรา พี่สบายดี”

“โอเค” เธอพูดแล้วถอยกลับไป ปิดประตูดังคลิกเบาๆ แล้วเดินไปยังทางเข้าโรงเรียน ไม่รู้สิ บางครั้งนอราก็ช่างสังเกตเกินไป การพูดคุยเรื่องต่างๆ กับเธอก็อึดอัดอยู่บ้างเหมือนกัน ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจนกระทั่งอลิซจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย

ผมลงเอยด้วยการนั่งเล่นมือถือ กดโหลดอีเมลซ้ำและดูมิวสิกวิดีโอบนยูทูบ แต่เสียงเคาะที่กระจกผู้โดยสารด้านหน้าทำเอาผมเกือบกระโดดเหยง ผมว่าผมชักจะคาดหวังว่าจะเจอมาร์ตินไปทุกหนทุกแห่ง แต่คราวนี้กลับเป็นนิคล่ะ ผมชี้มือชี้ไม้ผ่านกระจกให้เขาเข้ามาในรถ

เขาปีนเข้ามานั่ง “ทำอะไรอยู่”

หลบหน้ามาร์ตินอยู่

“ดูวิดีโออยู่น่ะ” ผมบอก

“โอ้ เพื่อน เหมาะเหม็งเลย ฉันมีเพลงติดอยู่ในหัวแน่ะ”

“ถ้าเป็นเพลงของเดอะฮู[19]” ผมบอกเขา “หรือเดฟสกินเนิร์ด[20]หรือใครแนวนั้นล่ะก็ บอกเลยว่าไม่มีวัน”

“ฉันจะแกล้งทำเป็นว่านายไม่ได้พูดชื่อเดฟสกินเนิร์ดแล้วกัน”

ผมชอบแกล้งนิค

สุดท้ายเราจึงนั่งดู แอดเวนเจอร์ไทม์[21]ตอนหนึ่งไปนิดหน่อยแทนการประนีประนอมและก็เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจที่ได้ผลดีเยี่ยม ผมคอยมองนาฬิกาอยู่ตลอดเพราะไม่อยากโดดชั่วโมงภาษาอังกฤษ ผมแค่อยากลดเวลาก่อนชั่วโมงจะเริ่มซึ่งมาร์ตินอาจพยายามจะคุยกับผมได้

แล้วมันก็ตลกดี ผมรู้ว่านิคมองออกว่าผมมีเรื่องแต่เขาไม่ถามหรือพยายามง้างปากผม เป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งระหว่างเรา ผมรู้จักเสียงและสีหน้าของเขารวมถึงนิสัยแปลกๆ ของเขาด้วย อย่างเช่น การพูดคนเดียวเรื่องปรัชญาอัตถิภาวนิยม[22]ต่างๆ นานา การที่เขาเคาะปลายนิ้วกับนิ้วโป้งเวลารู้สึกประหม่า แล้วผมว่าเขาก็คงรู้เรื่องของผมแบบนี้เหมือนกัน ก็เรารู้จักกันตั้งแต่อายุสี่ขวบนี่ แต่ส่วนมากผมไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่

ซึ่งทำให้ผมนึกถึงหลายอย่างที่บลูโพสต์ลงในทัมเบลอร์

นิคแย่งมือถือผมไปแล้วเริ่มเลื่อนหาวิดีโอ “ถ้าเราหาวิดีโอที่มีสัญลักษณ์พระเยซูได้ล่ะก็ เราก็มีเหตุผลที่จะโดดวิชาอังกฤษล่ะ”

“เอิ่ม ถ้าเราเจอสัญลักษณ์พระเยซูน่ะนะ ตอนนี้ฉันใช้แอดเวนเจอร์ไทม์เขียนในเรียงความเชิงวิจารณ์อิสระอยู่เหมือนกัน”

เขามองผมแล้วหัวเราะ

เรื่องของเรื่องก็คือ เวลามีนิคอยู่ด้วย ผมไม่เหงาเลย ทุกอย่างง่ายไปหมด ซึ่งอาจเป็นเรื่องดี

 

ผมมาถึงเร็วไปนิดหน่อยสำหรับการซ้อมละครวันพฤหัสฯ ผมเลยเดินออกประตูด้านหลังหอประชุมแล้วไปเดินเล่นที่หลังโรงเรียน อากาศค่อนข้างเย็นสำหรับรัฐจอร์เจียและเหมือนจะมีฝนตกหลังมื้อกลางวันด้วย อันที่จริงแล้วที่นี่มีภูมิอากาศแค่สองแบบเท่านั้นคือ อากาศเหมาะจะใส่เสื้อมีฮู้ดกับอากาศแบบที่คุณก็จะใส่เสื้อมีฮู้ดอยู่ดี

ผมคงลืมหูฟังไว้ในกระเป๋าเป้ในหอประชุมแหงๆ ผมไม่ชอบฟังอะไรผ่านลำโพงมือถือแต่มีเพลงฟังก็ยังดีกว่าไม่มี ผมพิงกำแพงอิฐหลังโรงอาหารแล้วค้นคลังเพลงเพื่อฟังเพลงอีพีของวงลีดา[23]ผมยังไม่เคยฟังหรอกนะแต่การที่ลีอาห์กับแอนนาคลั่งไคล้มันมากก็เป็นสัญญาณที่ดี

แล้วจู่ๆ ผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป

“เอาล่ะ สเปียร์ ข้อเสนอของนายคืออะไร” มาร์ตินถาม ตรงมายืนข้างผมหลังพิงกำแพง

“ข้อเสนอของฉันเหรอ”

“ฉันว่านายหลบหน้าฉันอยู่”

เราทั้งคู่ใส่รองเท้ายี่ห้อชัคส์[24]แล้วผมไม่รู้ว่าเท้าผมเล็กเกินไปหรือเท้าเขาดูใหญ่มหึมา มาร์ตินอาจสูงกว่าผมสักหกนิ้ว เงาของเราจึงดูตลกเมื่ออยู่ข้างกัน

“ฉันเปล่าซะหน่อย” ผมพูด ก้าวออกจากกำแพงแล้วเริ่มเดินกลับไปทางหอประชุม ก็ผมไม่อยากทำให้ครูอัลไบรท์หัวเสียหรอก

มาร์ตินตามผมมาทัน “พูดจริงนะ” เขาพูด “ฉันไม่เอาอีเมลนายให้ใครดูหรอก โอเคไหม เลิกสติแตกเรื่องนี้ได้แล้ว”

แต่ผมก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะเขาไม่ได้พูดบ้าบอเลยสักนิดว่าลบมันไปแล้ว

เขามองผมแล้วผมอ่านสีหน้าเขาไม่ค่อยออก ก็ตลกนะ ผมเรียนร่วมชั้นกับหมอนี่มาหลายปี หัวเราะผสมโรงไปกับคนอื่นๆ ให้กับเรื่องไร้สาระที่เขาพูด ตลอดเวลาที่ผมเห็นเขาในละครเวที เรายังเคยนั่งข้างกันในการร้องประสานเสียงตั้งปีนึง แต่เอาจริงๆ ผมแทบไม่รู้จักเขาเลย… ไม่เลยสักนิด

ผมไม่เคยประเมินคนอื่นต่ำไปขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต

“ฉันบอกแล้วว่าจะพูดกับเธอให้” ผมพูดออกไปในที่สุด “โอเคไหม”

มือผมจับประตูหอประชุมอยู่

“เดี๋ยวสิ” เขาพูด ผมเงยหน้ามองเขา เขายื่นมือถือมาให้ “มันคงจะง่ายกว่าถ้าเราแลกเบอร์กันไว้นะ”

“ฉันมีทางเลือกด้วยเหรอ”

“ฉันหมายถึง…” เขายักไหล่

“ให้ตายเถอะ มาร์ติน” ผมกระชากมือถือของเขามา มือผมสั่นอย่างแรงด้วยความฉุนเฉียวตอนที่กระแทกเบอร์ของตัวเองใส่รายชื่อในเครื่องเขา

“เยี่ยมเลย! เดี๋ยวฉันโทรไปนายจะได้มีเบอร์ฉัน”

“เอาที่สบายใจ”

ไอ้เวรมาร์ติน แอดดิสัน ผมจะตั้งชื่อเขาในรายชื่อว่า ‘ไอ้ตูดลิง’

ผมผลักประตูเข้าไปแล้วครูอัลไบรท์ก็ต้อนเราขึ้นเวที “เอาล่ะ ครูต้องการฟากิน ดอดเจอร์ โอลิเวอร์[25]กับพวกเด็กผู้ชายนะ องก์หนึ่งฉากหก เริ่มได้”

“ไซมอน!” แอ๊บบี้ตวัดแขนโอบผมไว้แล้วจิ้มแก้มผม “อย่าทิ้งฉันไปอีกนะ”

“ฉันพลาดอะไรไปเหรอ” ผมฝืนยิ้ม

“ไม่มีอะไร” เธอพูดเบาๆ “แต่ฉันเจอยัยเทย์เลอร์ตัวแสบน่ะสิ”

“ยัยผีนรกผมบลอนด์สุดๆ”

เทย์เลอร์ เม็ตเตอร์นิช เป็นความสมบูรณ์แบบในแบบที่ร้ายกาจที่สุด เหมือนเป็นด้านมืดของความสมบูรณ์แบบ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงอีก ผมชอบจินตนาการว่าเธอนั่งอยู่หน้ากระจกทุกคืนแล้วนับฝีแปรงเวลาที่เธอหวีผม แล้วเธอก็เป็นคนประเภทที่โพสต์ถามคุณบนเฟซบุ๊กว่าทำสอบย่อยวิชาประวัติศาสตร์เป็นไงบ้าง ไม่ใช่เพื่อให้กำลังใจอะไรหรอก เธอแค่อยากจะรู้เกรดของคุณเท่านั้น

“โอเค หนุ่มๆ” ครูอัลไบรท์พูด น่าขำนะเพราะบนเวทีมีแค่มาร์ติน แคล ไพรซ์กับผมเท่านั้นที่มีคุณสมบัติข้อนี้ “ทนครูหน่อยนะ เพราะเราจะลงมือทำบล็อกกิ้ง[26]กัน” เธอเสยผมหน้าม้าออกให้พ้นตาแล้วจับไปทัดหู ครูอัลไบรท์เป็นครูที่อายุน้อยมากและมีผมสีแดงสด แดงจัดเลยทีเดียว

“องก์หนึ่ง ฉากหกคือฉากล้วงกระเป๋าใช่ไหมคะ” เทย์เลอร์ถามเพราะเธอเป็นคนประเภทที่ชอบถามคำถามเพื่ออวดสิ่งที่เธอรู้อยู่แล้ว

“ใช่จ้ะ” ครูอัลไบรท์ตอบ “รับช่วงต่อเลย แคล”

แคลเป็นผู้จัดการเวที เขาอยู่ปีสามเหมือนผม เขาถือสคริปต์เว้นบรรทัดที่ติดไว้กับแฟ้มสีฟ้าขนาดยักษ์ซึ่งเต็มไปด้วยข้อความเขียนด้วยดินสอ มันตลกตรงที่หน้าที่ของเขาคือการคอยกำกับพวกเราให้เอาจริงเอาจัง แต่ว่าเขาเป็นคนที่มีอำนาจน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมาเลย เขาค่อนข้างจะพูดจาอ่อนหวานและมีสำเนียงใต้ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันได้ยินในแอตแลนตา

เขายังมีหน้าม้าชี้ๆ สีน้ำตาลแบบที่ผมชอบและดวงตาสีน้ำทะเลเข้ม ผมไม่ได้ยินข่าวว่าเขาเป็นเกย์นะแต่ผมมีลางสังหรณ์ว่าอาจเป็นได้อยู่นะ

“เอาล่ะ” ครูอัลไบรท์พูด “ดอดเจอร์เพิ่งจะตีสนิทโอลิเวอร์แล้วพาเขากลับมาที่ซ่อนเพื่อพบกับฟากินกับเด็กๆ เป็นครั้งแรก จุดประสงค์เพื่ออะไร”

“เพื่อให้รู้ว่าใครคุมเกมค่ะ”เอมิลี กอฟฟ์ตอบ

“อาจเพื่อแกล้งเขานิดๆ หน่อยๆ หรือเปล่าคะ” มิลา โอดอมพูด

“ใช่แล้วจ้ะ เขาเป็นเด็กใหม่และเธอจะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ เขาเป็นเด็กเรียบร้อย เธออยากจะตีสนิทแล้วขโมยของจากเขา” มีสองสามคนหัวเราะ ครูอัลไบรท์เป็นครูที่เจ๋งพอสมควรเลยทีเดียว

ครูกับแคลจัดเราเข้าที่ซึ่งครูอัลไบรท์เรียกมันว่า ‘จัดวางหุ่น’พวกเขาอยากให้ผมนอนเอาข้อศอกยันไว้บนพื้นเวที แล้วโยนกระเป๋าใส่เงินเล็กๆ ไปด้วย เมื่อดอดเจอร์กับโอลิเวอร์เข้าฉากมา พวกเราต้องกระโดดลุกขึ้นแล้วคว้ากระเป๋าเงินของโอลิเวอร์ ผมมีความคิดที่จะยัดมันไว้ใต้เสื้อแล้วเดินโซเซไปรอบเวทีโดยที่มือวางอยู่บนหลังเหมือนผมตั้งท้องอยู่

ครูอัลไบรท์ชอบความคิดนี้มาก

ทุกคนหัวเราะครืน แล้วพูดตามตรงนะ นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเลยล่ะ ไฟในหอประชุมปิดไปแล้วยกเว้นดวงที่อยู่เหนือเวที เราต่างตาเป็นประกายแล้วก็หัวเราะกันเป็นบ้าเป็นหลัง ผมตกหลุมรักทุกคนนิดๆ รวมถึงเทย์เลอร์ด้วย

แม้กระทั่งมาร์ติน เขายิ้มให้ผมเมื่อสบตากันแล้วผมก็ต้องฉีกยิ้มกว้างกลับไป เขามันไอ้คนเฮงซวย จริงๆ นะ แต่เขาก็เก้งก้าง งุ่นง่านและน่าขัน มันทำให้ผมชอบเขาในบางแง่จากที่เกลียดเขาอยู่น่ะ

แน่ล่ะ ผมไม่มีวันเขียนบทกวีเพื่อเป็นเกียรติให้เขาหรอก แล้วก็ไม่รู้สิ่งที่เขาคาดหวังให้ผมไปคุยกับแอ๊บบี้ด้วย ไม่รู้อะไรเลย แต่ผมว่าผมต้องลงมือวางแผนได้แล้ว

การซ้อมจบลงแล้ว แต่แอ๊บบี้กับผมยังแกร่วอยู่ริมเวทีด้านหนึ่ง เรามองดูครูอัลไบรท์กับแคลจดข้อความลงบนแฟ้มใหญ่สีฟ้า เพราะรถบัสกลางคืนของเขตใต้จะไม่ออกจนกว่าจะอีกสิบห้านาทีถัดไป แอ๊บบี้ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน เธอกับเด็กผิวดำส่วนใหญ่ใช้เวลาในการเดินทางมาโรงเรียนต่อวันมากกว่าที่ผมใช้ทั้งสัปดาห์เสียอีก แอตแลนตาเป็นเมืองที่แบ่งแยกสีผิวอย่างน่าประหลาด แต่กลับไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย

เธอหาวแล้วล้มตัวนอนบนพื้นเวทีโดยหนุนแขนข้างหนึ่งรองศีรษะ เธอใส่กางเกงรัดรูปและเดรสสั้นพิมพ์ลาย ข้อมือซ้ายเต็มไปด้วยกำไลมิตรภาพ

มาร์ตินนั่งอยู่ตรงข้าม ห่างออกไปไม่กี่ฟุต กำลังรูปซิปเป้อย่างเชื่องช้า จนดูเหมือนเขาวางแผนมาแล้ว เขาดูจะพยายามไม่มองมาทางเรา

ตาของแอ๊บบี้ปิดสนิท เธอมีริมฝีปากที่มักจะมีรอยยิ้มจางๆ แต้มอยู่เสมอและกลิ่นของเธอคล้ายกับขนมปังเฟรนช์โทสต์ ถ้าผมชอบผู้หญิงล่ะก็ ผมว่าผมคงเข้าใจเรื่องแอ๊บบี้

“เฮ้ มาร์ติน” ผมพูด เสียงผมฟังดูแปลกๆ เขาเงยหน้ามองผม “นายจะไปบ้านการ์เร็ตพรุ่งนี้หรือเปล่า”

“ฉัน… เอ่อ…” เขาพูด “ไปปาร์ตี้เหรอ”

“ปาร์ตี้ฮัลโลวีนน่ะ นายน่าจะมานะ เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ให้”

แค่เขียนข้อความสั้นๆ ให้ไอ้ตูดลิง

“อืม อาจจะไป” เขาบอก เขาโน้มตัวมาข้างหน้าแล้วลุกขึ้นแล้วก็สะดุดเชือกรองเท้าตัวเองในทันที เขาพยายามจะทำเหมือนว่ามันเป็นท่าเต้นอะไรสักอย่าง แอ๊บบี้หัวเราะ เขายิ้มกว้าง และผมไม่ได้ล้อเล่นนะ แต่เขาโค้งรับด้วยจริงๆ ผมไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ดี ผมว่ามันคงเป็นเส้นกั้นกลางบางๆ ระหว่างการหัวเราะเยาะคนอื่นกับการผสมโรงหัวเราะไปกับคนอื่นน่ะ

ผมค่อนข้างแน่ใจว่ามาร์ตินคือเส้นกลางนั้น

แอ๊บบี้หันกลับมามองผม “ไม่ยักรู้เลยว่านายเป็นเพื่อนกับมาร์ตี้” เธอพูด

ซึ่งเป็นคำพูดที่โคตรจะน่าหัวเราะที่สุดที่เคยมีมา

 

 

บทที่ 4

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com
ถึง: bluegreen118@gmail.com
วันที่: 30 ตุลาคม 21:56 น.
หัวข้อ: ตอบกลับ: ไส้กรอกกลวง[27]

 

บลู

ฉันไม่เคยลองแต่งตัวแนวสยองขวัญอย่างจริงๆ จังๆ ดูเลยสักครั้ง ครอบครัวของฉันชื่นชอบชุดตลกๆ เราเคยแข่งกันว่าชุดของใครจะทำให้พ่อหัวเราะหนักที่สุด มีอยู่ปีหนึ่งน้องสาวฉันแต่งเป็นถังขยะด้วย ไม่ใช่ออสการ์ขี้โมโห[28]แต่เป็นถังขยะที่มีขยะเต็มเลยน่ะ ส่วนฉันก็มีอยู่มุกเดียวเลย ไอเดียเรื่องเด็กผู้ชายใส่กระโปรงไม่เคยเก่าเลย (จนกระทั่งมันตกยุค ฉันว่านะ ตอนนั้นฉันอยู่เกรดสี่แล้วแต่งชุดเดรสทรงตรงสไตล์ยุค 1920[29]ที่สวยสุดๆ แต่พอส่องกระจกเท่านั้นแหละ ฉันก็อายแทบแทรกแผ่นดินหนีเลย)

ตอนนี้ ฉันว่าฉันจะเน้นความลงตัวระหว่างความเรียบง่ายกับความเก๋าห้าวเป้ง ไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะไม่แต่งตัวน่ะ รู้ไหมว่านายเพิ่งจะโยนโอกาสทองในการได้เป็นคนอื่นสักคืนทิ้งไปนะ

ด้วยความน่าผิดหวัง

-ฌาคส์

 

จาก:bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 31 ตุลาคม08:11 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ไส้กรอกกลวง

 

ฌาคส์

ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง ฉันไม่ได้ต่อต้านการแต่งตัวและนายก็เป็นกรณีที่น่าสนใจ ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งถึงแรงดึงดูดของการได้เป็นคนอื่นสักคืนหนึ่ง (หรือทั่วๆ ไป) อันที่จริงฉันเองก็มีแค่มุกเดียวเหมือนกันตอนเด็กน่ะนะ ฉันเอาแต่แต่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่ คงเพราะฉันชอบจินตนาการว่าตัวเองมีตัวตนลับที่ซับซ้อน ไม่แน่ตอนนี้ก็ยังเป็น เพราะนั่นคือจุดประสงค์ทั้งหมดของอีเมลนี้

ยังไงก็แล้วแต่ ปีนี้ฉันจะไม่แต่งตัวเพราะไม่ได้ออกไปไหน แม่ฉันมีปาร์ตี้ที่ทำงาน ฉันเลยต้องติดแหง็กอยู่บ้านคอยแจกช็อกโกแลต ฉันแน่ใจว่านายเข้าใจว่าไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกต้องอยู่บ้านตามลำพังในคืนวันฮัลโลวีนแล้วแต่งตัวเต็มยศคอยเปิดประตูน่ะนะ

ครอบครัวนายฟังดูน่าสนใจดีแฮะ นายพูดให้พ่อแม่ยอมซื้อชุดกระโปรงให้ได้ยังไงน่ะ พนันเลยว่านายต้องเป็นสาวในเดรสทรงตรงที่เริดมากแน่ๆ พ่อแม่นายพยายามทำลายชุดแฟนซีของนายโดยทำให้มันเหมาะสมกับสภาพอากาศรึเปล่า ฉันจำได้ว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ฉันโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนน่าหัวเราะ เพราะว่ากรีนแลนเทิร์นไม่ได้ใส่เสื้อคอเต่าถึงแม้ว่าในอดีตเขาจะเคยใส่ก็เถอะ ขอโทษนะครับ แม่!

เอาเถอะ ฉันขอให้นายสนุกกับวันหยุดที่นายไม่ต้องเป็นฌาคส์ และฉันหวังว่าทุกคนจะชอบชุดนินจาของนาย (นายจะใส่ชุดนั้นไหมล่ะ การรวมตัวกันสุดเจ๋งของความเรียบง่ายกับความเก๋าห้าวเป้งน่ะ)

-บลู

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com
ถึง: bluegreen118@gmail.com
วันที่: 31 ตุลาคม 08:25 น.
หัวข้อ: ตอบกลับ: ไส้กรอกกลวง

 

นินจาเหรอ ดูดได้เก่งนะ แต่ไม่เฉียดเลยสักนิด

บทที่ 5

 

พูดตามตรงนะ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่วันฮัลโลวีนตรงกับวันศุกร์อีกแล้ว ตลอดทั้งวันที่โรงเรียนรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตเลย ดูเหมือนว่ามันจะทำให้งานน่าเบื่อน้อยลงและพวกครูตลกมากขึ้น ผมเอาเทปกาวติดหูแมวไว้บนฮู้ด ติดหางไว้ที่ก้นกางเกงยีนส์ แล้วเด็กที่ผมไม่รู้จักก็ยิ้มให้ผมที่โถงทางเดินแถมยังหัวเราะชอบใจด้วย เป็นวันที่สุดยอดจริงๆ

แอ๊บบี้กลับบ้านมากับผม จากนั้นเราจะเดินไปที่บ้านนิคทีหลังเพื่อที่ลีอาห์จะได้มารับเราทุกคนพร้อมกัน ลีอาห์อายุสิบเจ็ดแล้วซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากในจอร์เจียถ้าคุณมีใบขับขี่ ตอนนี้ผมสามารถขับรถส่งคนได้อีกแค่ทีละคน[30]เท่านั้นถ้าไม่นับนอรา จบข่าว ถึงพ่อแม่ผมจะไม่เข้มงวดในหลายๆ เรื่องแต่พวกท่านจะกลายเป็นจอมเผด็จการบ้าอำนาจได้ทันทีเมื่อเป็นเรื่องขับรถ

แอ๊บบี้ล้มลงตัวนอนกับพื้นเพื่อกอดบีเบอร์ทันทีที่เราเข้ามาในห้องครัว เธอกับลีอาห์อาจไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันเท่าไหร่นักแต่พวกเธอคลั่งไคล้สุนัขของผมเหมือนกัน แล้วตอนนี้บีเบอร์ก็นอนแผ่หงายท้องอย่างน่าขำ ตามองแอ๊บบี้อย่างเลื่อนลอย

บีเบอร์เป็นสุนัขพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์ที่มีดวงตาโตสีน้ำตาลที่ดูกระตือรือร้นเอามากๆ อลิซภูมิใจในตัวเองเหลือเกินที่เป็นคนตั้งชื่อให้มันแต่ผมจะไม่โกหกหรอกนะว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่เหมาะเหม็งสุด

“ปาร์ตี้จัดที่ไหนนะ” แอ๊บบี้ถาม เหลือบตาขึ้นมองผม เธอกับบีเบอร์กอดกันกลมไม่ยอมแยกจาก ที่คาดผมของเธอเลื่อนหล่นลงมาอยู่เหนือดวงตา มีหลายคนแต่งตัวรับเทศกาลฮัลโลวีนกันแบบนิดๆ หน่อยๆ ที่โรงเรียน เช่นใส่หูสัตว์ หน้ากากและอะไรทำนองนั้น แต่แอ๊บบี้ปรากฏตัวในชุดคลีโอพัตราเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้า

“บ้านการ์เร็ตมั้ง แถวๆ ถนนรอสเวลนะ คิดว่านะ นิครู้จักนี่”

“งั้นส่วนใหญ่ก็มีแต่หนุ่มๆ ทีมฟุตบอลน่ะสิ”

“ก็คงงั้น ไม่รู้สิ” ผมบอก

ผมได้รับข้อความจากไอ้ตูดลิงยืนยันว่าเขาจะไปที่นั่น แต่ผมไม่รู้สึกอยากเอ่ยถึงเขาในบทสนทนาเลย

“เอาเถอะ น่าจะสนุกนะ” เธอพยายามจะแงะตัวเองออกจากสุนัขของผมทำให้ชุดของเธอร่นขึ้นไปจนเกือบถึงขาอ่อน เธอใส่กางเกงรัดรูปไว้อยู่แหละแต่เอาจริงนะ ผมว่ามันตลกดี เท่าที่ผมรู้ ทุกคนคิดว่าผมชอบผู้หญิงแต่เหมือนว่าแอ๊บบี้จะรู้ตัวแล้วว่าไม่ต้องระวังตัวอะไรเวลาที่เธออยู่ใกล้ผม หรือบางทีเธออาจเป็นคนแบบนี้อยู่แล้วก็ได้ล่ะมั้ง

“เฮ้ นายหิวไหม” เธอถาม แล้วผมก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าผมควรหาอะไรให้เธอกิน

เราลงเอยด้วยการทำแซนด์วิชชีสย่างในเตาปิ้งขนมปังแล้วเอาไปกินหน้าทีวีในห้องนั่งเล่น นอราซุกตัวอยู่ที่มุมของเธอบนโซฟาพลางอ่านแมคเบธ[31]อยู่ ผมว่ามันก็ค่อนข้างฮัลโลวีนอยู่นะ นอราไม่ค่อยออกไปไหนเท่าไหร่ ผมเห็นเธอจ้องแซนด์วิชของเรา จากนั้นจึงเลื่อนตัวลงจากโซฟาไปทำแซนด์วิชกินเองบ้าง จริงๆ ถ้าเธออยากกินชีสย่างก็แค่บอกผมก็ได้ แม่ไม่สนใจว่านอราควรจะกล้าแสดงออกมากกว่านี้ อันที่จริงผมว่าผมควรจะถามว่าเธอหิวหรือเปล่า ผมไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นเท่าไหร่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในตัวผมแล้วก็ได้

พวกเรานั่งสุ่มดูรายการที่ช่องบราโว[32]โดยมีบีเบอร์นอนแผ่พาดเราอยู่บนโซฟา นอรากลับเข้าห้องมาพร้อมแซนด์วิชของเธอแล้วเริ่มอ่านหนังสือต่อ อลิซ นอรากับผมมักจะทำงานหน้าทีวีหรือฟังเพลงไปด้วยแต่พวกเราก็ยังได้เกรดดีเสมอ

“เฮ้ เราน่าจะแต่งตัวได้แล้วนะ” แอ๊บบี้พูดขึ้นมา เธอเตรียมชุดอีกชุดมาเปลี่ยนเพื่อไปปาร์ตี้โดยเฉพาะ เนื่องจากตอนนี้ทุกคนได้เห็นคลีโอพัตรากันหมดแล้ว

“แต่เราไม่ต้องไปบ้านนิคจนกว่าจะสองทุ่มนี่นา”

“แล้วนายไม่อยากแต่งตัวไว้รอเด็กมาเคาะประตูขอขนมหรือไง” เธอบอก “ฉันไม่ชอบเลยเวลาที่คนอื่นไม่ยอมแต่งตัวน่ะ”

“เอิ่ม ถ้าเธอว่าอย่างนั้น แต่ฉันบอกได้เลยนะว่าเด็กพวกนั้นอยากได้แต่ลูกอมน่ะสิพวกเขาไม่สนใจหรอกน่าว่ามันมาจากไหน”

“แบบนั้นน่าเป็นห่วงนะ” แอ๊บบี้พูด

ผมหัวเราะ “ใช่ จริงๆ”

“โอเค เอาล่ะ ฉันจะยึดห้องน้ำของนายแล้วนะ ได้เวลาแปลงร่างแล้ว”

“ฟังดูดีนี่” ผมบอก “ฉันจะแปลงร่างตรงนี้แหละ”

นอราเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ “ไซมอน อี๋…”

“มีผ้าคลุมผู้คุมวิญญาณทับเสื้อฉันนี่ ฉันว่าเธอจะรอดตายนะ”

“ผู้คุมวิญญาณคืออะไร”

ผมงี้ไปต่อไม่ถูกเลย “นอรา เธอไม่ใช่น้องสาวฉันอีกต่อไปแล้ว”

“งั้นก็เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ล่ะสิท่า” เธอว่า

 

การ์เร็ตชกกำปั้นทักทายนิคเมื่อเราเดินเข้าไป “ไอส์เนอร์ เป็น-ไง-พวก”

มีเสียงเพลงเป็นจังหวะกับเสียงระเบิดหัวเราะและผู้คนถือกระป๋องอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่โค้ก ผมเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคยกับเรื่องพรรค์นี้เลย ความจริงก็คือ ผมเคยชินกับปาร์ตี้อีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่คุณไปบ้านใครสักคนแล้วแม่ของเขาจะพาลงไปห้องใต้ดิน มีอาหารขยะกับเกมแอปเปิลส์ทูแอปเปิลส์[33]แล้วคนกลุ่มหนึ่งก็จะร้องเพลงมั่วๆ ขึ้นมา หรือบางทีก็มีคนเล่นวิดีโอเกมไปด้วย

“อยากดื่มอะไรกันบ้างล่ะ” การ์เร็ตถาม “เรามีเบียร์แล้วก็… อืม… วอดก้ากับเหล้ารัม”

“ขอบคุณ แหงสิ แต่ไม่เอาล่ะ” ลีอาห์พูด “ฉันขับรถ”

“โอ้ งั้นเรามีโค้กกับน้ำผลไม้นะ”

“ฉันขอวอดก้าผสมน้ำส้ม” แอ๊บบี้บอก ลีอาห์ส่ายหัว

“สกรูวไดรเวอร์[34]ให้วันเดอร์วูแมน[35]ได้เลยครับ แล้วไอส์เนอร์กับสเปียร์ล่ะ เอาอะไรไหม ให้ฉันเอาเบียร์ให้ไหม”

“จัดมาเลย” ผมบอก ใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

“สเปียร์กินเบียร์” การ์เร็ตพูดแล้วหัวเราะ ผมคิดว่าเพราะมันคล้องจ้องกัน เขาหายไปเอาเครื่องดื่มให้เราซึ่งแม่ผมคงจะกล่าวว่าเขาช่างเป็นเจ้าบ้านที่ยอดเยี่ยมจริง แน่ล่ะ ผมไม่มีวันเล่าให้พ่อกับแม่ฟังเรื่องแอลกอฮอล์หรอก พวกท่านคงได้หัวเสียจนแทบคลั่งน่ะสิ

ผมดึงฮู้ดผู้คุมวิญญาณขึ้นเหนือหัวแล้วเอนหลังพิงกำแพง นิคเดินขึ้นชั้นบนไปเพื่อหยิบกีตาร์ของพ่อการ์เร็ตทำให้เกิดความตึงเครียดแปลกๆ ขึ้นระหว่างแอ๊บบี้กับลีอาห์ แอ๊บบี้ร้องงึมงำตามเพลงที่เปิดอยู่พลางโยกไหล่ไปด้วย

ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเขยิบเข้าหาลีอาห์ บางครั้งผมก็รู้สึกว่าเธอรู้สึกเหมือนผม

ลีอาห์มองไปที่โซฟา “ว้าว แคตนิสจูบกับโยดาเหรอนั่น”

“ใครจูบใครนะ” แอ๊บบี้ถาม

แล้วก็เงียบ “ช่างเถอะ…ลืมมันซะ” ลีอาห์พูด

ผมคิดว่าลีอาห์จะช่างเสียดสีมากขึ้นเวลาที่เธอรู้สึกประสาทเสีย แต่แอ๊บบี้ไม่เคยจับหางเสียงของเธอได้เลย

“นิคหายหัวไปไหนเนี่ย” เธอถาม

แค่ได้ยินแอ๊บบี้พูดชื่อนิค ลีอาห์ก็เม้มปากแน่น

“ไปเล่นกีตาร์ที่ไหนแล้วมั้ง” ผมออกความเห็น

“แหงล่ะ” ลีอาห์พูด“เป็นวิธีที่น่ากระอักกระอ่วนที่สุดที่จะจีบสาวแรดๆ ไงล่ะ” ซึ่งทำให้แอ๊บบี้หัวเราะคิก ลีอาห์เหมือนจะหน้าแดงและดูพออกพอใจกับตัวเอง

ช่างเป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดเพราะบางเวลาแอ๊บบี้กับลีอาห์ก็ดูเหมือนจะพยายามเกทับกัน

การ์เร็ตเดินมาหาเราพร้อมเครื่องดื่มเต็มสองแขนและอะไรบางอย่างที่ทำให้ลีอาห์หน้าตึง

“เอาล่ะ สกรูวไดรเวอร์สำหรับสาวๆ…” การ์เร็ตพูด ยื่นแก้วไปให้พวกเธอทีละคน

“นี่มัน…ก็ได้” ลีอาห์พูด กลอกตาแล้ววางเครื่องดื่มไว้บนโต๊ะด้านหลังเธอ

“แล้วก็เบียร์สำหรับ—ตัวอะไรก็ตามที่นายเป็น”

“ผู้คุมวิญญาณไง” ผมบอก

“มันคือตัวอะไรวะนั่น”

“ผู้คุมวิญญาณไง จากเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์น่ะ”

“เห็นแก่พระเจ้าเถอะ เอาฮู้ดลงซะ แล้วเธอแต่งตัวเป็นใครล่ะ”

“คิม คาร์เดเชียน” ลีอาห์ตอบหน้าตาย

การ์เร็ตดูมึนงงกับคำตอบ

“โทรุจากเรื่องฟรุต บาสเกต เสน่ห์สาวข้าวปั้น[36]

“ฉัน…”

“การ์ตูนญี่ปุ่นไง” เธออธิบาย

“อ้อ” แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงโน้ตเปียโนดังลั่นมาจากอีกฟากห้อง ตาของการ์เร็ตต์วัดผ่านเราไปทันที มีเด็กสาวสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้เปียโน ผมว่าพวกเธอคนใดคนหนึ่งน่าจะเผลอเอาศอกไปโดนแป้น มีเสียงระเบิดหัวเราะเมาๆ ตามมา

แล้วผมก็เกือบจะหวังว่าตัวเองจะยังอยู่บ้านกับนอรา นั่งดูช่องบราโวคอยเงี่ยหูฟังเสียงเคาะประตูแล้วยัดคิทแคทไซซ์เล็กเข้าปาก ซึ่งขอบอกเลยว่ามันสนุกน้อยกว่าคิทแคทขนาดปกติมาก ไม่รู้สิ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมไม่สนุกหรอกนะ แต่อยู่ที่นี่แล้วมันรู้สึกแปลกๆ ก็แค่นั้น

ผมจิบเบียร์ รสชาติของมันน่าขยะแขยงจนน่าตกตะลึง ผมไม่คิดว่าผมคาดหวังให้มันรสชาติเหมือนไอศกรีมหรอก แต่นรกแตกเถอะ คนเราลงทุนโกหกแล้วปลอมบัตรประชาชนแอบเข้าผับเพื่อสิ่งนี้เนี่ยนะ บอกตามตรงผมยอมจูบกับบีเบอร์เสียดีกว่า สุนัขผมนะ ไม่ใช่จัสติน

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันทำให้คุณเริ่มกังวลเรื่องเสียงลือเสียงเล่าอ้างทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์

การ์เร็ตฝากเครื่องดื่มของนิคไว้กับเราแล้วตรงดิ่งไปหาสาวๆ ที่เปียโน ผมว่าพวกเธอน่าจะอยู่ปีหนึ่งนะ พวกเธอเลือกสวมชุดได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว คนหนึ่งใส่ชุดนอนผ้าไหมสีดำที่มีรูปใบหน้าฟรอยด์แปะอยู่ด้านหน้า สาวกฟรอยด์อย่างนิคต้องชอบแน่ แต่พวกเธออายุเท่านอราเอง ผมไม่อยากเชื่อว่าพวกเธอจะดื่มแล้ว การ์เร็ตรีบดึงฝาปิดแป้นเปียโนลง

ความจริงที่ว่าเขาเป็นห่วงเปียโนทำให้ผมชอบเขามากขึ้น

“มาเสียที” แอ๊บบี้เอ่ยทัก นิคกลับมาแล้ว มือประคองกีตาร์อะคูสติกไว้ราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่า เขานั่งลงปรับเสียงมันบนพื้น หลังพิงโซฟา มีสองสามคนเหลือบมามองเขาโดยยังคงพูดคุยกันต่อ แปลกนะ เพราะทุกคนที่นี่ดูคุ้นหน้าคุ้นตา แต่แทบทั้งหมดก็เป็นพวกนักฟุตบอลกับนักกีฬาประเภทอื่นๆ ซึ่งทุกอย่างดีมากจริงๆ เพียงแต่ว่าผมไม่รู้จักพวกเขาเท่านั้นเอง แน่นอนว่าผมคงไม่เจอแคล ไพรซ์ที่นี่แล้วผมก็ไม่รู้ว่ามาร์ตินไปมุดหัวอยู่ที่ไหนด้วย

ผมนั่งลงแล้วลีอาห์ก็เลื่อนตัวลงนั่งข้างผม หลังพิงกำแพงแล้วพับขาอย่างเก้ๆ กังๆ ไปด้านข้าง เพราะเธอใส่กระโปรงและผมบอกได้เลยว่าเธอพยายามไม่ให้ขาอ่อนโผล่ออกมา ซึ่งน่าหัวเราะมากและสมเป็นลีอาห์จริงๆ ผมถลาไปใกล้เธอแล้วเธอก็ยิ้มให้นิดหน่อยโดยไม่หันมามองผม ส่วนแอ๊บบี้นั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาเราซึ่งมันดีใช้ได้ ตอนนี้เรามีมุมส่วนตัวของพวกเราเองในห้องนี้แล้ว

 

ผมรู้สึกค่อนข้างมีความสุขและชักจะมึนๆ แล้วตอนนี้ แล้วเบียร์ก็ไม่ได้รสชาติแย่เหมือนที่จิบในตอนแรกๆ การ์เร็ตหรือใครสักคนคงจะปิดเครื่องเสียงแล้วคนจำนวนหนึ่งก็เขยิบเข้ามาฟังนิค ผมไม่รู้ว่าผมบอกไปหรือยัง แต่นิคมีเสียงร้องที่แหบพร่าน่าฟังที่สุดในโลก แน่ล่ะ เขามีความคลั่งไคล้แนวเพลงคลาสสิกร็อกแบบที่พ่อชอบและมีสไตล์แปลกๆ แต่ผมว่านั่นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป เพราะตอนนี้เขาจะร้องเพลงวิชยูเวอร์เฮียร์ ของพิงค์ ฟลอยด์[37]

แล้วผมก็นึกถึงบลู แคลไพรซ์ด้วย

คืออย่างนี้… ผมรู้สึกลึกๆ ว่าบลูคือแคล ไพรซ์ ผมรู้สึกได้ คงเพราะดวงตามั้ง เขามีตาสีเหมือนมหาสมุทร อัดแน่นสีฟ้าเขียวด้วยคลื่นแล้วคลื่นเล่า แล้วบางครั้งเวลาผมมองแคล ผมรู้สึกว่าเราเข้าใจกันและกัน แล้วเขาก็รู้ สมบูรณ์แบบและไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไร

“ไซมอน นายดื่มไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย” ลีอาห์ถาม ผมม้วนปลายผมของเธอเล่น ผมของลีอาห์สวยมากแล้วก็กลิ่นเหมือนเฟรนช์โทสต์เลย เดี๋ยวนะ นั่นแอ๊บบี้สิ ลีอาห์กลิ่นเหมือนอัลมอนด์

“กระป๋องเดียว” เบียร์กระป๋องเดียวที่อร่อยเลิศดีงามที่สุด

“กระป๋องเดียว ฉันไม่รู้จะพูดยังไงว่านายน่าตลกขนาดไหนแล้วน่ะนะ” แต่เธอเกือบจะยิ้มออกมา

“ลีอาห์ รู้ไหมว่าเธอหน้าตาแบบคนไอริชเป๊ะๆ เลย”

เธอมองผม “อะไรนะ”

“พวกเธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร ก็หน้าแบบคนไอริชไง เธอเป็นคนไอริชหรือเปล่า”

“เอิ่ม เท่าที่รู้ก็ไม่นะ”

แอ๊บบี้หัวเราะ

“บรรพบุรุษฉันมาจากสกอตแลนด์” ใครสักคนพูด ผมเงยหน้าขึ้น มาร์ติน แอดดิสันนั่นเอง เขาสวมหูกระต่าย

“ใช่ แน่ล่ะ” ผมพูดตอนที่มาร์ตินนั่งลงข้างแอ๊บบี้ ใกล้แต่ไม่ใกล้จนเกินไป “โอเค คืนนี้ประหลาดมากเพราะเรามีบรรพบุรุษมาจากทั่วโลกแต่ตอนนี้เรามาอยู่ในห้องนั่งเล่นบ้านการ์เร็ต แล้วบรรพบุรุษของมาร์ตินก็มาจากสกอตแลนด์ โทษทีนะ แต่ฝั่งลีอาห์มาจากไอร์แลนด์แน่นอนเลย”

“ถ้านายว่าอย่างนั้น”

“แล้วครอบครัวนิคก็มาจากอิสราเอล”

“อิสราเอลเหรอ” นิคว่า นิ้วยังคงเลื่อนไปมาเหนือเฟรตกีตาร์ “พวกเขามาจากรัสเซียต่างหาก”

ผมว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน เพราะผมคิดมาตลอดว่าชาวยิวต้องมาจากอิสราเอล

“โอเค ส่วนของฉันมาจากอังกฤษกับเยอรมัน แล้วแอ๊บบี้ก็อย่างที่รู้…” โอ้พระเจ้า ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแอฟริกาเลยแล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะเหยียดสีผิวด้วย

“แอฟริกาตะวันตกนะ ฉันว่า”

“ใช่เลย แค่เดามั่วเอาน่ะ แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”

“การค้าทาส ในกรณีของฉันนะ” แอ๊บบี้บอก

บัดซบเอ๊ย ผมควรจะหุบปาก ผมควรจะหุบปากไปตั้งแต่เมื่อห้านาทีที่แล้ว

เครื่องเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

“เฮ้ ฉันว่าฉันจะไปหาอะไรดื่มหน่อย” มาร์ตินบอก ผุดลุกขึ้นยืนเหมือนกระตุกตามแบบของมาร์ติน “ใครอยากได้อะไรไหม”

“ขอบคุณ แต่ฉันต้องขับรถ” ลีอาห์บอก แต่ถึงเธอไม่ต้องขับรถ เธอก็ไม่ดื่มอยู่ดีนั่นล่ะ ผมรู้ เพราะมีเส้นกั้นที่มองไม่เห็นอยู่และด้านหนึ่งก็คือคนอย่างการ์เร็ต แอ๊บบี้ นิคและนักดนตรีคนอื่นๆ คนแบบที่ไปปาร์ตี้ ดื่มแล้วไม่ยอมหยุดแค่เบียร์กระป๋องเดียว คนแบบที่เคยมีเซ็กซ์แล้วไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร

แล้วอีกด้านก็คือคนอย่างลีอาห์กับผมนั่นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มันดีขึ้นอย่างน่าประหลาดก็คือการที่ได้รู้ว่าบลูเป็นพวกเดียวกับเรา ผมกำลังตีความเท่าที่รู้ตอนนี้แต่ผมไม่คิดว่าบลูเคยจูบใครมาก่อน น่าขำนะ ผมไม่รู้ว่ากรณีของผมนี่นับด้วยหรือเปล่า

ผมไม่เคยจูบผู้ชายมาก่อนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดมาตลอด

“สเปียร์ล่ะ” มาร์ตินถาม

“โทษที ว่าไงนะ”

“จะดื่มอะไรไหม”

“โอ้ ขอบใจ ไม่ล่ะ” ลีอาห์ทำเสียงเหมือนขึ้นจมูก

“ฉันพอแล้วเหมือนกัน ขอบคุณนะ” แอ๊บบี้เตะเท้าเธอกับเท้าผม “ที่บ้านฉัน ฉันจะขึ้นรถไฟใต้ดินแล้วแอบย่องออกทางประตูหลัง ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร” เวลาที่แอ๊บบี้พูดว่า ‘บ้าน’เธอยังหมายถึงบ้านที่ดี.ซี. “แต่ฉันว่าพ่อแม่ไซมอนคงไม่อยากเห็นฉันเมาหรอก”

“ฉันไม่คิดว่าพวกเขาสนใจหรอกนะ”

แอ๊บบี้ปัดผมหน้าม้าไปด้านข้างแล้วเงยหน้ามองผม “ฉันว่านายจะประหลาดใจเลยล่ะ”

“พวกเขาปล่อยให้น้องสาวฉันเจาะหูเป็นล้านรูเลยนะ”

“ว้าว นอรานี่ร้ายกาจจริงๆ” ลีอาห์พูด

“โอเค นอราเป็นขั้วตรงข้ามของความร้ายกาจ” ผมส่ายหัว “ฉันสิร้ายกาจยิ่งกว่านอรา”

“อย่าให้ใครมาเถียงนายได้ล่ะ” มาร์ตินพูด กลับมานั่งลงข้างแอ๊บบี้พร้อมกับเบียร์ในมือ

แอ๊บบี้บิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้น วางมือลงบนฮู้ดของผม “มาเร็ว เขาเต้นกันอยู่นะ”

“ปล่อยเขาเต้นไป” นิคบอก

เราจะเต้น” แอ๊บบี้ยื่นแขนสองข้างไปหาเขา

“ม่ายยยยย” แต่เขาวางกีตาร์ลงแล้วยอมให้เธอดึงเขาลุกขึ้น

“เอิ่ม แต่เธอเคยเห็นท่าเต้นน่ารักของฉันรึยัง” มาร์ตินพูด

“งั้นมาดูกันเลย”

เขาทำท่าว่ายน้ำประหลาดแบบไร้เสียงตามด้วยคอมโบท่าโยกไหล่ส่ายก้นซ้ายขวา

“เยี่ยม นายเยี่ยมมากเลย” แอ๊บบี้พูด “มาเถอะ” เธอดึงมือเขาแล้วเขาก็เด้งตัวขึ้นทันทีพลางยิ้มหน้าบานเธอพาฮาเร็มเล็กๆ ของเธอไปยังบริเวณที่ปูพรมใกล้กับเครื่องเสียง ที่ที่คนอื่นกำลังดื่มและเต้นเลื้อยไปตามเพลงของคานเย[38] แต่ว่าแอ๊บบี้เข้าสู่โลกส่วนตัวเมื่อเธอเริ่มเต้น นิคกับมาร์ตินเลยได้แต่ผงกหัวอย่างเขินๆ และพยายามไม่มองกันและกัน

“โอ้พระเจ้า” ลีอาห์พูด “มันเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดเราก็ได้เป็นสักขีพยานของสิ่งที่ทรมานเสียยิ่งกว่าพิธีบาร์มิตซวาห์[39]ของนิค”

“เป้าหมายความน่าอึดอัดปลดล็อกแล้ว”

“เราถ่ายคลิปเก็บไว้ดีไหม”

“แค่ดื่มด่ำกับมันก็พอแล้ว” ผมโอบแขนรอบบ่าเธอ ดึงเธอเข้ามาใกล้ บางครั้งลีอาห์ไม่ชอบให้กอดแต่วันนี้เธอฝังหน้าลงกับไหล่ผมแล้วพึมพำอะไรใส่เนื้อผ้าคลุมของผม

“อะไรเหรอ” ผมเขย่าตัวเธอ

แต่เธอแค่ส่ายหัวแล้วถอนใจ

 

ลีอาห์มาส่งเราที่บ้านนิคตอนเที่ยงคืน จากที่นั่นแค่เดินเจ็ดนาทีก็ถึงบ้านผมแล้ว ไฟในบ้านปิดหมดแล้วทุกหลังแต่ละแวกบ้านยังคงส่องแสงสีส้ม มีฟักทองถูกทุบไม่กี่อันกับกระดาษชำระมากมายพันอยู่รอบกิ่งไม้ ตามปกติแล้วเชดี้ครีกอาจเป็นดินแดนชานเมืองในเทพนิยาย แต่เมื่อลูกกวาดวันฮัลโลวีนหมดล่ะก็ พวกอาชญากรในมุมมืดก็จะโผล่ออกมา อย่างน้อยก็สำหรับละแวกบ้านผมนะ

คืนนี้เย็นและเงียบผิดปกติ ถ้าแอ๊บบี้ไม่อยู่กับผมล่ะก็ ผมคงต้องฟังเพลงกลบความเงียบนี้ซะ ราวกับเราเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายหลังมหันตภัยซอมบี้ล้างโลก เหลือแค่วันเดอร์ วูแมนกับผู้คุมวิญญาณชาวเกย์ ซึ่งไม่ใช่ลางดีสำหรับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์

เราเลี้ยวที่สุดถนนบ้านนิค ผมหลับตาเดินยังได้เลย

“เอาล่ะ ฉันมีเรื่องอยากถามนาย” แอ๊บบี้พูด

“อะไรเหรอ”

“มาร์ตินมาคุยกับฉันตอนที่นายไปเข้าห้องน้ำ”

ผมรู้สึกว่าภายในเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง

“โอเค” ผมพูด

“นั่นแหละ ก็บางทีฉันอาจจะมองพลาดไปนะ แต่เขาพูดเรื่องงานคืนสู่เหย้า แล้วแบบพูดเรื่องนั้นตั้งสามรอบแน่ะ”

“เขาชวนเธอไปงานหรือเปล่า”

“เปล่า เหมือนกับว่า—ฉันว่าเหมือนเขาพยายามจะพูดอยู่เหมือนกัน”

ไอ้งั่งมาร์ติน แอดดิสัน เขาเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับคำว่าละเอียดอ่อน

แต่ให้ตายเถอะ ผมโล่งใจสุดๆ ที่เขาไม่ได้บอกเธอ

“ฉันเดาว่าเขาคงไม่สมหวังล่ะสิ”

แอ๊บบี้กัดริมฝีปากแล้วยิ้ม “เขาเป็นคนดีมากนะ”

“ใช่”

“แต่ฉันจะไปกับไท แอลเล็น เขาชวนฉันเมื่อสองอาทิตย์ก่อน”

“จริงเหรอ ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ”

“ขอโทษ—ก็จะให้ฉันป่าวประกาศลงทัมเบลอร์หรือไง” เธอยิ้มกว้าง “เอาเถอะ ฉันไม่รู้ว่านายจะช่วยพูดกับมาร์ตินให้หน่อยได้ไหม นายเป็นเพื่อนเขานี่ ใช่ไหมล่ะ ถ้าฉันเลี่ยงได้ฉันก็ไม่อยากรับมือกับการที่เขามาชวนไปงานหรอก”

“อืม จะจัดการให้แล้วกัน”

“แล้วเธอล่ะ ยังบอยคอตงานอยู่เหรอ” แอ๊บบี้กล่าว

“แน่นอน” ลีอาห์ นิค กับผมลงความเห็นว่างานคืนสู่เหย้าเป็นงานที่ห่วยบรมจนน่าปวดใจ เราเลยไม่ไปเลยทุกปี

“นายจะชวนลีอาห์ด้วยก็ได้นะ” แอ๊บบี้พูด เธอเอียงหน้ามองผมด้วยสีหน้าสืบสวนแปลกๆ

ผมรู้สึกว่าพายุเสียงหัวเราะระลอกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้น “เธอคิดว่าฉันชอบลีอาห์เหรอ”

“ไม่รู้สิ” เธอตอบพลางยิ้มและยักไหล่ “คืนนี้พวกนายดูหวานกันมากเลย”

“ฉันกับลีอาห์เนี่ยนะ” ผมถาม แต่ฉันเป็นเกย์นะ เกย์ เกกกกกกกกกกกกย์ย์ย์ย์ย์ พระเจ้า ผมน่าจะบอกเธอได้แล้ว ผมพอจะนึกภาพปฏิกิริยาตอบรับของเธอได้ ต้องตาโตแล้วอ้าปากค้างแน่

ใช่ แต่ไม่ใช่คืนนี้

“เฮ้” ผมพูด ไม่มองเธอเท่าไหร่ “เธอคิดว่าเธอจะชอบมาร์ตินบ้างไหม”

“มาร์ติน แอดดิสันน่ะเหรอ อืม ทำไมถามงั้นล่ะ”

“ไม่มีอะไร ไม่รู้สิ เขาก็ดีใช้ได้นะ ฉันว่า” เสียงของผมฟังดูแผ่วและสูงเหมือนลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่ากำลังทำแบบนี้อยู่

“โธ่ น่ารักจัง เพื่อนช่วยเพื่อน”

ผมงี้ไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี

แม่ผมรอเราอยู่ในครัวตอนที่เราเดินเข้าไป แล้วได้เวลาเตรียมตัวรับศึกแล้ว พอดีแม่ผมเป็นนักจิตวิทยาเด็ก แล้วมันก็แสดงออกชัดเจนเลย

“เล่าเรื่องปาร์ตี้ให้แม่ฟังหน่อย เด็กๆ!”

เอาล่ะสิ ยอดเยี่ยมครับแม่ ดีที่การ์เร็ตมีน้ำเมาเพียบเลย ผมพูดจริงนะ

แอ๊บบี้เก่งกว่าผมในเรื่องนี้ เธอบรรยายรายละเอียดของเสื้อผ้าทุกคนขณะที่แม่ผมหยิบจานของว่างขนาดมหึมามาจากเคาน์เตอร์ ปกติพ่อแม่ผมจะเข้านอนตอนสี่ทุ่มและผมรู้ว่าแม่เหนื่อยแล้ว แต่ผมรู้ว่าท่านตื่นตอนที่เรากลับถึงบ้าน ท่านรอคอยโอกาสที่จะเป็นคุณแม่สุดเจ๋งต่อหน้าทุกคน

“นิคเล่นกีตาร์ด้วยค่ะ” แอ๊บบี้บอก

“นิคมีพรสวรรค์จริง” แม่พูด

“ใช่ไหมคะ” แอ๊บบี้ตอบ “สาวๆ งี้เพ้อถึงเขาเลย”

“เพราะอย่างนี้แม่ถึงบอกไซมอนตลอดว่าให้หัดเล่นกีตาร์ไงล่ะ น้องสาวเขาก็เคยเล่นนะ”

“ผมไปนอนล่ะนะ” ผมพูด “แอ๊บบี้ โอเคนะ” แม่ให้แอ๊บบี้นอนที่ห้องของอลิซซึ่งตลกดีชะมัดเมื่อคิดว่านิคนอนบนพื้นห้องผมมาตลอดสิบปี

ผมเพิ่งได้ผ่อนคลายจริงๆ จังๆ ตอนที่เข้ามาในห้องนอนตัวเองแล้วนั่นแหละ บีเบอร์หลับไปแล้วที่ปลายเตียงผมบนกองกางเกงยีนส์และเสื้อฮู้ด เสื้อคลุมผู้คุมวิญญาณของผมกลายเป็นกองผ้าบนพื้นห้อง ที่จริงผมเล็งที่ตะกร้านะ ผมมันไม่เอาไหนเรื่องกีฬาจนน่าหัวเราะจริงๆ

ผมนอนลงบนเตียงโดยไม่สอดตัวเข้าที่นอน ผมไม่ชอบทำให้ผ้าปูเตียงยับก่อนที่จะจำเป็นจริงๆ ผมรู้มันแปลกแต่ผมจัดเตียงทุกวันถึงแม้ว่าส่วนอื่นของห้องจะรกรุงรังไปด้วยกระดาษ เสื้อผ้าใช้แล้ว หนังสือและข้าวของระเกะระกะ บางครั้งผมรู้สึกว่าเตียงคือเรือชูชีพ

ผมใส่หูฟัง นอรากับผมใช้ผนังร่วมกัน ผมเลยไม่ควรฟังอะไรผ่านลำโพงหลังเธอเข้านอนแล้ว

ผมต้องการอะไรที่คุ้นเคยอย่างเอลเลียตต์ สมิธ[40]

ผมตื่นเต็มตาและยังกระชุ่มกระชวยจากงานปาร์ตี้อยู่เลย ผมว่ามันสนุกดีนะ ผมไม่ค่อยมีปาร์ตี้งานอื่นให้เปรียบเทียบมากนัก มันบ้านิดหน่อยที่คิดว่าผมได้ลองดื่มเบียร์ ผมรู้ว่ามันโคตรจะไม่ได้เรื่องที่จะคิดแบบนั้นกับเบียร์แค่กระป๋องเดียว การ์เร็ตกับหนุ่มทีมฟุตบอลทุกคนคงคิดว่ามันบ้ามากที่จะหยุดดื่มแค่กระป๋องเดียว แต่พวกเขาไม่ใช่ผม

ผมว่าผมจะไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่หรอก ผมมั่นใจว่าถึงบอกไปก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่รู้สิ ผมต้องการใช้เวลาในหัวกับไซมอนคนใหม่ พ่อแม่ผมมีวิธีทำลายสิ่งเหล่านี้ พวกท่านช่างสงสัย เหมือนว่าพวกท่านมีความคิดเกี่ยวกับตัวผมแบบหนึ่ง แล้วถ้าผมออกนอกกรอบนั้น พวกท่านจะตกใจยกใหญ่ มีบางอย่างน่าอายเกี่ยวกับเรื่องนั้นในแบบที่ผมไม่อาจอธิบายได้

การบอกพ่อแม่เรื่องคบแฟนสาวเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและน่ากลัวที่สุด ทั้งสามครั้งเลย มันแย่ยิ่งกว่าตอนเลิกกันเสียอีก ผมไม่เคยลืมวันที่ผมเล่าให้พ่อแม่ฟังเรื่องแฟนสาวตอนอยู่เกรดแปด เรเชล ธอมัส โอ้พระเจ้า พวกเขาอยากเห็นรูปเธอในหนังสือรุ่น พ่อผมถึงขั้นไปเอาหนังสือรุ่นมาดูที่ห้องครัวเพราะแสงดีกว่าแล้วเขาก็เงียบไปสักพัก จากนั้น

“เด็กคนนี้คิ้วดก”

ผมไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำจนกระทั่งพ่อพูดขึ้นมา แต่หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมนึกออก

แม่ผมเป็นคนที่หมกมุ่นกับความคิดที่ว่าผมมีแฟนแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่เคยมีแฟนมาก่อนก็ตาม ผมไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงต้องตกใจขนาดนั้นเพราะผมมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ก็เริ่มจากการไม่เคยมีแฟนเหมือนกันทั้งนั้น แต่แน่ล่ะ แม่อยากรู้ทุกอย่าง เรเชลกับผมคบกันได้ยังไง ผมรู้สึกยังไงแล้วเราจะอยากให้แม่ขับรถไปส่งที่ไหนไหม แม่สนใจเรื่องทั้งหมดนี้อย่างบ้าคลั่ง ช่วยไม่ได้ที่พี่สาวน้องสาวผมจะไม่เคยพูดเรื่องหนุ่มๆ หรือการออกเดตเลย เลยทำให้เรื่องของผมกลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นดัง แม่เลยพุ่งความสนใจมาที่ผมเต็มๆ

บอกตามตรง ส่วนที่แปลกที่สุดก็คือพวกท่านทำให้รู้สึกเหมือนเป็นช่วงเวลาเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะทำให้มันธรรมดาสามัญไม่ได้ เท่าที่ผมรู้ การเปิดตัวไม่ใช่สิ่งที่เด็กรสนิยมชอบต่างเพศมักเป็นกังวลสักหน่อย

เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันเข้าใจ เรื่องการเปิดตัวนี่แหละ ไม่ใช่แค่ผมเป็นเกย์เพราะผมรู้อยู่ลึกๆ ว่าครอบครัวผมรับเรื่องนี้ได้ เราไม่เคร่งศาสนา พ่อแม่ผมเป็นเดโมแครตส์[41]พ่อผมชอบพูดตลกไปเรื่อยและแน่นอนว่ามันคงน่าอึดอัด แต่ผมว่าผมโชคดีนะ ผมรู้ว่าพวกท่านจะไม่ตัดผมออกจากกองมรดกหรอก และผมรู้ว่าบางคนที่โรงเรียนจะกลั่นแกล้งผมแน่แต่เพื่อนผมจะรับได้ ลีอาห์ชอบหนุ่มเกย์ ผมว่าเธอต้องตื่นเต้นเป็นบ้าแน่เลย

แต่ผมเหน็ดเหนื่อยกับการเปิดตัว ผมทำเป็นแต่เปิดตัว ผมไม่พยายามเปลี่ยนแปลง แต่ผมก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในแง่มุมต่างๆ ทีละเล็กทีละน้อย ผมมีแฟนสาว ผมดื่มเบียร์ แล้วทุกครั้ง ผมก็ต้องแนะนำตัวเองสู่จักรวาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 6

 

จาก: bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 1 พฤศจิกายน 11:12 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ไส้กรอกกลวง

 

ฌาคส์

หวังว่านายคงมีวันฮัลโลวีนที่ยอดเยี่ยม โดยที่ความเรียบง่ายกับความเก๋าห้าวเป้งของนายจะฉายแสงออกมา แถวนี้เงียบฉี่เลย มีเด็กมาเคาะประตูประมาณหกคนเอง แน่ล่ะ หมายความว่าฉันถูกผูกมัดให้ต้องกินรีสถ้วยที่เหลือแทน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าใกล้จะถึงงานคืนสู่เหย้าแล้ว ตื่นเต้นชะมัดยาด อย่าเข้าใจผิด ฟุตบอลยังเป็นกีฬาที่ฉันชอบน้อยที่สุดอยู่ดี แต่ฉันอยากไปดูการแข่งงานคืนสู่เหย้า ฉันว่าคงเพราะแสงสีและเสียงระรัวของกลอง รวมทั้งกลิ่นในอากาศ อากาศฤดูใบไม้ร่วงมักมีกลิ่นเหมือนความเป็นไปได้ หรือแค่เพราะฉันชอบส่งสายตาให้เชียร์ลีดเดอร์ก็ไม่รู้ นายรู้นี่

เสาร์อาทิตย์นี้นายจะทำอะไรสนุกๆ หรือเปล่า อากาศน่าจะดี โทษที อากาศดีเด้าJ

-บลู

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง: bluegreen118@gmail.com

วันที่: 1 พฤศจิกายน 17:30 น.

หัวข้อ: รีสดีกว่าเซ็กซ์

 

ตลกตายล่ะบลู ตลกตายชัก

เสียใจด้วยที่นายต้องติดแหง็กอยู่บ้านเจอเด็กแค่หกคนจริงๆ น่าเสียดายชะมัด ปีหน้าทำไมนายไม่วางถ้วยไว้ที่เฉลียงแล้วแปะข้อความให้เด็กพวกนั้นหยิบเองคนละสองชิ้นล่ะ แจกฟรีเลย แต่เด็กแถวละแวกบ้านฉันคงหยิบเต็มกำมือแล้วหัวเราะชั่วร้าย แล้วพวกเขาก็อาจจะฉี่ใส่ข้อความนั้นอีกนิดหน่อยด้วย ไม่แน่ว่าบางทีเด็กแถวบ้านนายอาจจะมีวัฒนธรรมกว่าแถวบ้านฉันก็ได้

แต่เอาจริงสิ รีสค้างคืนเหรอ เดี๋ยวนี้เขาส่งช็อกโกแลตผ่านอีเมลกันได้หรือยังน่ะ ได้โปรดบอกทีว่าได้

ส่วนฮัลโลวีนฝั่งฉันไม่ได้แย่อะไรนะ ฉันจะไม่เล่าอะไรมาก แต่สุดท้ายฉันก็ไปปาร์ตี้ของหมอนั่นจนได้ ฉันว่ามันไม่ใช่ที่ของฉันเท่าไหร่ แต่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ฉันว่ามันดีนะที่ได้ออกจากสิ่งที่เราคุ้นเคย เดี๋ยวนะ นี่ฉันยังไม่ได้ทำลายโอกาสที่จะทำให้นายเชื่อว่าฉันเป็นนินจานักปาร์ตี้สายฮาร์ดคอร์ไปใช่ไหม

ฉันเอาแต่คิดเรื่องความคิดในการใช้ตัวตนปลอม นายเคยรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในตัวเองบ้างไหม ไม่แน่ใจว่าฉันพูดจารู้เรื่องหรือเปล่า ฉันว่าที่ฉันพูดหมายถึงบางครั้งดูเหมือนว่าทุกคนรู้จักตัวตนของฉัน ยกเว้นตัวฉันเอง

โอเค ฉันดีใจที่นายพูดเรื่องคืนสู่เหย้า เพราะฉันลืมสนิทเลยว่าสัปดาห์แห่งจิตวิญญาณ[42]คือสัปดาห์นี้นี่ วันจันทร์คือวันแต่งตัวย้อนยุคใช่ไหม ฉันว่าฉันต้องเช็กออนไลน์แล้วจะได้ไม่ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม พูดตามตรง ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขากำหนดสัปดาห์จิตวิญญาณไว้หลังฮัลโลวีน ครีกวู้ดได้จัดเต็มวันแต่งตัวบ้าๆ ก็งานนี้แหละ วันจันทร์นายคิดว่าจะแต่งตัวยังไงน่ะ ฉันรู้ว่านายคงไม่ตอบหรอก

แล้วฉันก็รู้แล้วว่านายคงจะส่งตาหวานให้สาวเชียร์ลีดเดอร์ช่วงวันศุกร์เพราะนายมันสนแต่ผู้หญิง ฉันก็เหมือนกัน บลู ฉันก็เหมือนกัน

-ฌาคส์

 

จาก:bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 2 พฤศจิกายน 13:43 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: รีสดีกว่าเซ็กซ์

 

รีสดีกว่าเซ็กซ์งั้นเหรอ ยอมรับเลยว่าฉันไม่รู้ แต่ได้แต่หวังว่านายจะพูดผิดเรื่องนั้น บางทีนายควรเลิกมีเซ็กซ์ชายหญิงนะ ฌาคส์ แค่บอกน่ะ

เด็กแถวบ้านนายฟังดูมีเสน่ห์ดี แถวบ้านฉันไม่มีปัญหาเรื่องฉี่หรอก บางทีปีหน้าฉันอาจทำตามที่นายแนะนำก็ได้ แต่คงโดนแย้งแน่ เพราะแม่ฉันแทบไม่ออกไปไหนเลย เธอตามวิถีนินจานักปาร์ตี้ของนายไม่ทันน่ะ ฌาคส์J

ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะเรื่องที่นายบอกว่าถูกขังอยู่ในตัวเอง สำหรับฉันแล้ว ฉันว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับการที่คนอื่นจะคิดว่าเขารู้จักฉันเลย ฉันอยากจะลงมือทำบางสิ่งและพูดบางอย่าง แต่ดูเหมือนฉันจะรั้งตัวเองเอาไว้ตลอด ฉันว่าส่วนใหญ่แล้วเพราะฉันกลัว แค่คิดถึงมันก็ทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้แล้ว ฉันบอกนายหรือยังว่าฉันรู้สึกคลื่นไส้บ่อยๆ น่ะ

แน่อยู่แล้วว่าฉันไม่บอกนาย เป็นเหตุผลที่ฉันไม่อยากพูดถึงสัปดาห์แห่งจิตวิญญาณและชุดต่างๆ ฉันไม่อยากให้นายจับนั่นนี่มารวมกันแล้วรู้ว่าฉันคือใคร ไม่ว่าเราจะคุยอะไรกันในนี้ ฉันว่ามันไปไม่รอดหรอกถ้าเรารู้ตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน ฉันขอยอมรับว่ามันทำให้ฉันกังวลเมื่อคิดว่านายเป็นใครสักคนที่เชื่อมโยงกับชีวิตฉันจริงๆ มากกว่าแค่คนนิรนามสักคนในอินเทอร์เน็ต แน่ล่ะว่าบางอย่างที่ฉันเล่าให้นายฟังน่ะฉันไม่เคยเล่าให้ใครอื่นฟังเลย ไม่รู้สิ ฌาคส์ มีบางอย่างเกี่ยวกับนายที่ทำให้ฉันอยากเปิดใจ แล้วนั่นก็น่ากลัวนิดๆ สำหรับฉัน

หวังว่านี่จะไม่น่าอึดอัดเกินไป ฉันรู้ว่านายแค่ล้อเล่นตอนถามว่าฉันจะใส่ชุดอะไร แต่ฉันอยากจะบอกเอาไว้ เผื่อว่านั่นไม่ใช่แค่แกล้งถาม ยอมรับเลยว่าบางครั้งฉันสงสัยเกี่ยวกับตัวนายเหมือนกันนะ

-บลู

ป.ล. ฉันแนบถ้วยรีสมาด้วยในอีเมล หวังว่านี่คือสิ่งที่นายคิดไว้นะ

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง: bluegreen118@gmail.com

วันที่: 6 พฤศจิกายน 18:37 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: รีสดีกว่าเซ็กซ์

 

บลู

ฉันว่าฉันทำให้นายรู้สึกไม่สบายใจ ฉันขอโทษมากๆ เลยนะ ฉันค่อนข้างจะสอดรู้สอดเห็นน่ะ เป็นปัญหามาตลอดแหละ ฉันขอโทษจริงๆ บลู ฉันรู้ว่าฉันกำลังพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องเลย ไม่รู้ว่าฉันเคยบอกไปตรงๆ หรือยัง แต่อีเมลระหว่างเราสำคัญมากสำหรับฉัน ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลยถ้าฉันทำมันพังฉิบหาย โทษที ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายสบถบ้างไหม

ฉันอาจทำให้นายเข้าใจผิดเกี่ยวกับหัวข้ออีเมลนี้นะ ฉันต้องยอมรับว่าโดยเทคนิคแล้วฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารีสดีกว่าเซ็กซ์หรือเปล่า รีสแค่อร่อยแสงพุ่งเป็นบ้าเลย อย่าเข้าใจฉันผิดนะ และฉันคิดว่ามันคงดีกว่าเซ็กซ์ระหว่างชายหญิง หรือที่รู้จักกันในนาม ‘การร่วมประเวณี’ (ตามที่แม่ฉันพูด)

งั้นเซ็กซ์เพศเดียวกันเหรอ ฉันจินตนาการว่ามันคงดีกว่ารีสนิดหน่อยล่ะมั้ง แปลกหรือเปล่าที่ฉันพูดเรื่องนี้โดยไม่หน้าแดงไม่ได้น่ะ

เอาเถอะ พูดถึงรีส ขอบคุณมากเลยสำหรับรูป เหมือนอย่างที่ฉันคิดไว้เปี๊ยบเลย ฉันอยากจินตนาการถึงรสเต็ม รสช็อกโกแลตและรสชาติอร่อยเหาะที่ถ้าได้กินจะเป็นยังไงแทนการได้กินจริงๆ น่ะนะ เพราะฉันชอบทรมานตัวเองน่ะสิ แต่ฉันแค่ไม่อยากค้นกูเกิลดูเองเท่านั้นแหละ

ฉันจะบุกปล้นคลังแสงช็อกโกแลตที่เหลือของเรา แต่นั่นคงไม่ช่วยให้เอาตัวรอดผ่านสุดสัปดาห์ไปได้หรอก

-ฌาคส์

ผู้ปาร์ตี้หนักกว่าแม่ของบลูตั้งแต่ปี 2014

 

 

บทที่ 7

 

วันพุธเป็นวันแต่งตัวข้ามเพศ ซึ่งก็มีหนุ่มสาวชาวใต้รสนิยมชอบต่างเพศจำนวนหนึ่งแต่งตัวข้ามเพศนั่นล่ะ ไม่ใช่เรื่องโปรดของผมแน่นอน

เรานั่งดูเรื่องหรรษาราตรี[43]ในคาบแรกเพราะว่าอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษทุกคนชอบเรื่องสุขนาฏกรรม ครูไวส์มีโซฟาเก่าขาดวิ่นพังแหล่มิพังแหล่ที่มีกลิ่นเหมือนเบียร์อยู่ในห้องเรียน ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเด็กๆ แอบมามีอะไรกันที่นี่แล้วป้ายของเหลวของพวกเขาไว้กับโซฟาหลังเลิกเรียน เป็นโซฟาอารมณ์แบบนั้นแหละ แต่พวกเราก็สู้กันเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้นั่งที่นั่นในคาบเรียน ผมว่าเพราะเราทนทุกอย่างได้ขึ้นล้านเท่าเมื่อไม่ต้องนั่งที่โต๊ะเรียนน่ะสิ

วันนี้โซฟาตัวนั้นถูกหนุ่มชมรมฟุตบอลในเครื่องแบบเชียร์ลีดเดอร์ครีกวู้ดยึดไป หลักๆ ก็คือ นิค การ์เร็ตกับแบรม ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พวกเซียนกีฬาทำในวันสลับเพศ โรงเรียนเรามีเชียร์ลีดเดอร์แค่ประมาณยี่สิบคนเท่านั้น ผมไม่รู้ว่ามีเชียร์ลีดเดอร์เพียงพอกับกิจกรรมโรงเรียนได้ยังไง สงสัยพวกเธอจะมีชุดคนละสิบชุดล่ะมั้ง ใครมันจะไปตรัสรู้ว่าโรงเรียนนี้เอาเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง

แต่ผมต้องขอยอมรับว่ามันยอดเยี่ยมที่ได้เห็นกล้ามน่องนักฟุตบอลกับรองเท้าเทนนิสมีรอยครูดเปื้อนโผล่มาจากใต้กระโปรงพลีตเชียร์ลีดเดอร์ ผมไม่อยากเชื่อว่าแบรม กรีนเฟลด์ จะแต่งตัวกับเขาด้วย แบรมจากโต๊ะมื้อกลางวันของผมนั่นแหละ เขาเป็นหนุ่มผิวสีที่ควรจะฉลาดเป็นกรด แต่ผมไม่เคยได้ยินเขาพูดเลยนอกเสียจากว่าถูกบังคับให้พูด เขาเอียงพิงจมอยู่กับมุมโซฟาพลางแตะสลับหัวแม่เท้าข้างหนึ่งกับอีกข้าง ผมเองก็ไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยแต่ว่าเขาก็น่ารักดีเหมือนกัน

ครูไวส์เริ่มเปิดภาพยนตร์ไปแล้วตอนที่แอ๊บบี้พุ่งเข้ามาในห้อง แอ๊บบี้มีเหตุผลในการมาเข้าเรียนคาบแรกสายตลอดแหละ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ งานละครและงานคณะกรรมการทั้งหมดของเธอ แต่ไม่เคยถูกทำโทษเลยสักครั้ง ซึ่งทำให้ลีอาห์หัวเสียกับเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะเมื่อหนุ่มๆ บนโซฟามักพร้อมใจกันเขยิบที่ให้แอ๊บบี้นั่ง

เธอมองพวกที่นั่งอยู่บนโซฟารอบหนึ่งแล้วระเบิดหัวเราะออกมา นิคดูจะพอใจกับตัวเองจนน่าตลก สีหน้าของเขาเหมือนกับวันที่เขาเจอกระดูกไดโนเสาร์ฝังอยู่ในสนามเด็กเล่นโรงเรียนประถมเลยทีเดียว

ซึ่งมันกลับกลายเป็นแค่กระดูกไก่น่ะ แต่ก็นะ

“อะไรกันเนี่ย” แอ๊บบี้พูด เลื่อนตัวเข้านั่งที่โต๊ะข้างหลังผม เธอสวมชุดสูทเต็มยศพร้อมผูกไทและมีเคราปลอมยาวๆ สไตล์ดัมเบิลดอร์ด้วย “พวกนายไม่ยอมแต่งตัว!”

“ฉันติดกิ๊บนะ” ผมชี้ให้ดู

“โอเค แต่มองไม่เห็นเลยสักนิด” เธอหันไปหาลีอาห์ “ส่วนเธอยังใส่เดรสเนี่ยนะ”

ลีอาห์มองเธอแล้วยักไหล่โดยไม่อธิบายอะไร การแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากกว่าปกติในวันแต่งตัวสลับเพศคือสิ่งที่ลีอาห์ทำ เป็นวิธีการบ่อนทำลายในแบบของเธอ

ความจริงก็คือ ผมคงจะทิ้งกิ๊บติดผมที่โลกลืมไว้ในลิ้นชักของอลิซ ผมเจอมันที่นั่น และคิดว่าตัวเองคงแกล้งปล่อยเบลอมันไปได้ แต่ทุกคนรู้ว่าผมเข้าร่วมกิจกรรมบ้าๆ นี้อยู่แล้ว ก็ย้อนแย้งดีนะ แต่ถ้าวันนี้ผมไม่แต่งตัวเป็นผู้หญิงสักนิดหน่อยก็คงสะดุดอย่างน่าประหลาดทีเดียว น่าขำที่กลายเป็นว่าพวกหนุ่มนักกีฬามาดแมนที่สุด ฉลาดที่สุดและรสนิยมชอบต่างเพศที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่จัดเต็มที่สุดในวันสลับเพศ ผมว่าพวกเขาคงรู้สึกปลอดภัยในความเป็นชายของพวกเขามากพอจนพวกเขาไม่สนใจเรื่องนี้

อันที่จริง ผมเกลียดมากเวลาที่มีใครพูดแบบนั้น ผมเองก็รู้สึกปลอดภัยในความเป็นชายของผมเหมือนกัน การที่รู้สึกปลอดภัยในความเป็นชายของตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องมีรสนิยมชอบต่างเพศสักหน่อย

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดสำหรับผมคือการแต่งตัวเป็นผู้หญิง สิ่งที่ไม่มีใครแม้กระทั่งบลูได้รู้ก็คือการแต่งตัวสวยเคยมีความหมายกับผมมาก ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายหรือยอมรับเรื่องนี้ได้ยังไง แต่ผมไม่เคยลืมความรู้สึกที่ผ้าไหมและสายลมปะทะหน้าขา ผมรู้อยู่เสมอว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชาย ผมไม่เคยอยากเป็นอะไรนอกจากเด็กผู้ชาย แต่ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ผมเคยตื่นขึ้นมากลางดึกในเดือนเมษายนเฝ้าฝันถึงวันฮัลโลวีนที่จะได้แต่งตัวอย่างนั้น ทุกเดือนตุลาคมผมจะหยิบชุดมาลองสวมหลายครั้ง และตลอดเดือนพฤศจิกายน ผมก็เอาแต่หมกมุ่นฝันกลางวันเกี่ยวกับการเอาเสื้อออกตู้มาลองอีกสักครั้ง แต่ผมไม่เคยล้ำเส้นไปกว่านั้น

ไม่รู้สิ มีบางอย่างน่าอายสำหรับผมเกี่ยวกับความเข้มข้นของความรู้สึกพวกนั้น ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี เดี๋ยวนี้ผมไม่สามารถจะอดกลั้นความคิดเกี่ยวกับการแต่งตัวข้ามเพศแล้ว ผมไม่ชอบคิดถึงมันมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ หลายครั้งผมไม่อยากเชื่อว่าผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน

ประตูห้องเรียนเปิดออก มาร์ติน แอดดิสัน ยืนอยู่ตรงนั้น บังแสงสว่างจ้าจากโถงทางเดินเอาไว้ เขาไปหาเครื่องแบบเชียร์ลีดเดอร์มาจนได้ แถมเขายังยัดนมปลอมที่เหมือนจริงจนน่าประหลาดไว้อีกด้วย มาร์ตินตัวสูงมากๆ ดังนั้นพื้นที่ของเนื้อหนังที่เปิดเผยจึงดูวาบหวิวสุดๆ ไปเลย

ใครบางคนที่แถวหลังผิวปาก “สวยเช้งเลย แอดเดรอล”

“มาสายนะ คุณแอดดิสัน” ครูไวส์พูด แล้วบางทีลีอาห์อาจเข้ามาในความคิดผม แต่ผมห้ามตัวเองไม่ให้คิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่แอ๊บบี้ไม่ถูกทำโทษด้วยไม่ได้

มาร์ตินยืดแขนขึ้นแตะขอบประตูเหมือนเขากำลังโหนบาร์แล้วเสื้อชุดเชียร์ลีดเดอร์ก็ร่นขึ้นสูงกว่าเดิมเสียอีก เด็กสาวบางคนหัวเราะคิก มาร์ตินฉีกยิ้มแล้วหน้าแดง สาบานต่อพระเจ้าเลย หมอนี่ยอมโชว์เนื้อหนังตัวเองเพียงเพื่อเสียงหัวเราะถูกๆ เนี่ยนะ แต่ผมว่าเขาก็เชี่ยวชาญเรื่องนั้น เพราะผมไม่เคยเจอเด็กเรียนคนไหนที่กลุ่มเด็กป๊อปปูลาร์จะรักมากขนาดนี้ ผมจะไม่โกหกหรอก พวกเขาชอบแกล้งมาร์ติน แต่ไม่มีอะไรร้ายแรง เหมือนว่าเขาเป็นตัวนำโชคของพวกเขา

“ไว้คราวหลังนะ คุณแอดดิสัน” ครูไวส์พูด

เขาดึงเสื้อลง ดันนมกลับเข้าที่แล้วเดินออกจากห้องไป

 

ในวันศุกร์ โถงทางเดินชั้นเรียนคณิตกับวิทยาศาสตร์ก็ปกคลุมไปด้วยฟางซึ่งน่าจะหนาราวสามนิ้วใต้เท้าผม และยังมีฟางบางเส้นติดอยู่แถวช่องของล็อกเกอร์ผมด้วย ฝุ่นเหมือนจะฟุ้งขึ้นจากพื้น กระทั่งแสงไฟก็ดูไม่เหมือนเดิม

ธีมของปีนี้คือดนตรี และพวกปีสามก็เลือกดนตรีแนวคันทรีจากแนวเพลงทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้ มีแค่ในจอร์เจียที่ทำแบบนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผมใส่ผ้าพันคอและหมวกคาวบอย เพราะงานจิตวิญญาณบ้าๆ ของโรงเรียน

โอเค งานคืนสู่เหย้าห่วยแตก แล้วเพลงแนวคันทรีก็น่าอายเป็นบ้า แต่ผมชอบฟางพวกนี้เอามากๆ ถึงแม้ว่านั่นหมายความว่าแอนนากับ เทย์เลอร์ เม็ตเตอร์นิช และเด็กที่เป็นหอบหืดคนอื่นจะต้องโดดเรียนคาบวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ในวันนี้ แต่ฟางก็เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง โถงทางเดินดูเหมือนอยู่อีกจักรวาลหนึ่งเลย

ผมเกือบจะสติแตกแล้ว ตอนที่ไปกินมื้อกลางวัน พวกปีหนึ่ง พวกเขาน่ารักและน่าขำเอามากๆ พระเจ้าช่วย ผมหยุดหัวเราะพวกเขาไม่ได้เลย แนวเพลงของพวกเขาคืออีโม จึงมีเด็กปัดหน้าม้าใส่ริสต์แบนด์และมีน้ำตานองหน้า เมื่อคืนผมขอร้องให้นอราใส่วิกสีดำ ทาอายไลเนอร์ และเห็นแก่พระเจ้าเถอะ อย่างน้อยก็ใส่เสื้อเชิ้ตของวงมายเคมิคอลโรแมนซ์[44]ก็ยังดี เธอกลับมองผมเหมือนกับว่าผมเพิ่งแนะนำให้เธอแก้ผ้ามาโรงเรียน

ผมเห็นเธอแวบๆ ที่อีกฟากห้องอาหาร ผมบลอนด์หยักศกของเธอช่างขัดกับธีมอีโมสุดๆ แต่ดูเหมือนว่าเธอจูงใจให้ตัวเองทาอายไลเนอร์เหมือนแรคคูนจนได้ อาจเพราะเธอเห็นว่าคนอื่นเขาทำแบบนั้น เธอปรับตัวเก่งเหมือนกิ้งก่าเลยล่ะ

ยากที่จะเชื่อว่านี่คือคนคนเดียวกันกับที่เคยยืนยันว่าจะใส่ชุดถังขยะน่ะ

มาร์ตินนั่งที่โต๊ะติดกับเรา เขาใส่เอี๊ยม เอาจริงสิ เขามีชุดเอี๊ยมด้วย เขาพยายามจะสบตาผม แต่ผมมองไปทางอื่น ทันที การหลบหน้ามาร์ตินเหมือนเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบสำหรับผมไปแล้วตอนนี้

ผมนั่งลงตรงกลางระหว่างลีอาห์กับการ์เร็ตซึ่งกำลังเถียงกันข้ามหัวผมไป

“ใครกันวะนั่น” ลีอาห์ถาม

“เธอไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเจสัน แอลดีน[45] จริงเหรอ” การ์เร็ตพูด

“ไม่เคยจริงๆ”

การ์เร็ตฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ผมเลยตบมือลงเพื่อเลียนแบบเขา เขายิ้มให้ผมอย่างเขินอาย

“เฮ้” นิคว่า นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามผมแล้วเปิดถุงอาหารกลางวันของเขา “ฉันคิดอะไรออกล่ะ” เขาว่า “ฉันว่าเราน่าจะไปดูเกมกันนะคืนนี้”

“ล้อกันเล่นแน่ๆ” ลีอาห์พูด

นิคมองเธอ

“แล้ววาโฮล่ะ” เธอบอก เรามักจะไปเตร่อยู่ที่ร้านวอฟเฟิลเฮาส์ในช่วงเกมฟุตบอล

“มันทำไมเหรอ” นิคพูด

ลีอาห์ก้มหน้าลง ทำให้ดวงตาของเธอดูน่ากลัว แล้วริมฝีปากก็เม้มแน่นเป็นเส้นตรง ทุกคนเงียบไปพักหนึ่ง

บางทีจังหวะของผมอาจห่วยแตก ผมไม่ได้คิดถึงลีอาห์เท่าไหร่นัก

“ฉันจะไปดูแข่ง” ผมพูด เพราะผมแน่ใจว่าบลูต้องอยู่ที่นั่น ผมชอบความคิดที่ว่าได้นั่งบนอัฒจันทร์เดียวกันกับบลู

“จะไปจริงๆ เหรอ” ลีอาห์พูด ผมรู้ว่าเธอมองผมแม้ว่าผมจะมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว “เจ้าด้วยหรือ บรูตุส[46]

“โอเวอร์ไปแล้ว แบตแมน…” นิคเริ่มพูด

“เงียบไปเลย” ลีอาห์ห้ามเขา

การ์เร็ตหัวเราะอย่างประหม่า

“ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า” แอ๊บบี้มาเจอเราตกอยู่ในความเงียบแปลกๆ ที่น่าอึดอัด เธอนั่งลงข้างนิค “ทุกอย่างโอเคหรือเปล่า”

“ใช่ ทุกอย่างโอเค” นิคเหลือบมองเธอแล้วแก้มเขาก็เป็นสีชมพูเรื่อๆ

“โอเค” เธอพูดพลางยิ้มกว้าง แอ๊บบี้ไม่ได้ใส่หมวกคาวบอยเฉยๆ แต่ใส่หมวกคาวบอยเต็มยศเลย “พวกนายตื่นเต้นกับการแข่งคืนนี้หรือเปล่า”

ลีอาห์ผุดลุกขึ้นทันที ดันเก้าอี้เข้าที่แล้วจากไปโดยไม่พูดอะไรเลย

 

การแข่งเริ่มขึ้นตอนหนึ่งทุ่ม แต่จะมีขบวนพาเหรดตอนหกโมงเย็น ผมเดินไปที่บ้านนิคหลังเลิกเรียนแล้วเราขับรถกลับไปที่โรงเรียนด้วยกัน

“เราอยู่ในรายชื่อศัตรูของลีอาห์แล้วสินะ” ผมพูดขณะที่เราเลี้ยวเข้าถนนที่มุ่งหน้าไปสู่ครีกวู้ด มีรถจอดเรียงรายข้างทางอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งหมายความว่าที่จอดรถเต็มแล้ว ผมว่าคนมากมายคงชอบฟุตบอล

“เดี๋ยวเธอก็ลืม” เขาพูด “ตรงนั้นว่างไหม”

“ไม่ว่าง มีหัวก๊อกดับเพลิงน่ะ”

“ให้ตาย โอเค โอ๊ย คนเยอะเป็นบ้า”

ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่นิคได้มาดูการแข่งฟุตบอล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นครั้งแรกของผมเช่นกัน เราใช้เวลาอีกสิบนาทีในการหาที่จอดที่นิคจะถอยเข้าได้เพราะเขาไม่ชอบจอดข้างทาง ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ต้องเดินต่ออีกเป็นล้านไมล์ฝ่าฝนเข้าไปในโรงเรียน ผมว่าหมวกคาวบอยพวกนี้มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สังเกตแสงของสนามกีฬาจริงๆ พวกมันอยู่ตรงนั้นมาตลอดนั่นแหละ แล้วผมก็คงเคยเห็นเขาเปิดไฟมาก่อนบ้างแล้ว แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแสงจะสว่างจ้าได้ขนาดนี้ บลูชอบแสงไฟพวกนี้ ผมสงสัยว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนที่ปะปนกันอยู่ในสนามแล้วหรือเปล่า เราจ่ายไปสองสามดอลลาร์ได้ตั๋วมาแล้วก็เข้ามาอยู่ในงาน วงโยธวาทิตบรรเลงเพลงเมดเลย์ของเพลงบียอนเซที่เจ๋งอย่างประหลาดและเต้นแบบแข็งๆ บนอัฒจันทร์

ถึงแม้จะฝนตกและความจริงที่ว่านี่คืองานคืนสู่เหย้า มันรู้สึกเหมือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมว่าผมเข้าใจแล้วว่าทำไมบลูถึงรักมัน

“พวกนายอยู่นี่เอง!” แอ๊บบี้พูด วิ่งเหยาะๆ มาหาเรา เธอกอดพวกเราแน่นเชียว “ฉันเพิ่งส่งข้อความหาพวกนายทั้งคู่ อยากเดินพาเหรดไหม”

นิคกับผมมองหน้ากัน

“โอเค” ผมบอก นิคยักไหล่

สุดท้ายเราจึงตามแอ๊บบี้ไปที่ลานจอดรถครูซึ่งพวกคณะกรรมการนักเรียนรวมกลุ่มกันอยู่รอบรถขบวนแห่ของปีสามซึ่งสร้างอยู่บนรถเทรเลอร์ มันดูเหมือนฉากเพลงคันทรีสุดๆ มีโครงก่อขึ้นมาที่ด้านหลังรถและกองฟางท่วมสูงตามด้านข้าง มีผ้าสีแดงผูกไว้ด้วยกันไปรอบๆ กรอบของโครงเหมือนสายรุ้งประดับ มีแสงไฟคริสต์มาสโยงพาดอยู่ทุกที่ เสียงเพลงป๊อปคันทรีอู้อี้ดังจากลำโพงไอพอดของใครสักคน

แอ๊บบี้มีส่วนร่วมเต็มตัวทีเดียว เธอยืนอยู่บนขบวนแห่กับเชียร์ลีดเดอร์คนอื่น สวมกระโปรงยีนส์สั้นและเชิ้ตลายสกอตที่ผูกเป็นโบเผยช่วงกลางลำตัวของพวกเธอ มีผู้ชายสองสามคนใส่ชุดเอี๊ยมรวมถึงคนที่นั่งพิงกองฟางทำทีเป็นกำลังเกากีตาร์อะคูสติก ผมต้องยิ้มกว้างให้นิค เพราะไม่มีอะไรจะทำให้นิคโกรธได้มากไปกว่าการที่มีคนแกล้งทำเป็นเล่นกีตาร์ โดยเฉพาะคนที่ไม่แม้แต่จะสามารถขยับนิ้วไปตามเฟรตได้

แมดดี้จากคณะกรรมการนักเรียนจัดให้เรายืนเป็นแถวหลังขบวนแห่ แล้วบางคนก็ส่งฟางมาให้พวกเราคาบไว้

“แล้วพวกนายต้องคอยร้องตามนะ” แมดดี้พูด ดูเคร่งขรึมสุดๆ “พวกเขาตัดสินเราจากความมุ่งมั่นนี่แหละ”

“ง่า ปีฉาม” ผมพึมพำกับนิคที่ทำเสียงขึ้นจมูก คุณทำได้มากสุดเท่านี้แหละเวลาที่มีฟางเสียบคาอยู่ระหว่างฟัน

แมดดี้ดูตื่นตระหนกทีเดียว “ตายแล้ว โอเค ทุกคน เปลี่ยนแผนนะ ไม่เอาฟาง ทุกคนเอาฟางออก โอเค ดี เสียงดังเข้าไว้ทุกคน ยิ้มเข้าไว้”

ขบวนแห่เริ่มเคลื่อนไปรอบลานจอดรถซึ่งมาตั้งขบวนอยู่หลังความป่าเถื่อนดุดันสไตล์ร็อกแอนด์โรลที่พวกปีสองจับมายำรวมกัน เราเดินตามหลังมันไป คอยดูคิวจากแมดดี้ที่ตะโกนเชียร์และบางทีก็ร้อง ‘วู้ฮู้’ เมื่อทุกอย่างเริ่มเงียบเกินไป พาเหรดออกไปนอกบริเวณโรงเรียนด้วย จากนั้นวนรอบบล็อกหนึ่งก่อนจะกลับมาอยู่ในลู่วิ่งรอบสนามฟุตบอล แสงไฟสาดส่องลงมาที่เราแล้วผู้คนก็ส่งเสียงเชียร์ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าผมกับนิคจะมาลงเอยในที่แบบนี้ได้ เหมือนอยู่โรงเรียนดาวเด่นเชียวล่ะ ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะออกความเห็นสักอย่างเพื่อเน้นความตลกขบขันของเรื่องทั้งหมดนี่ แต่เอาจริงนะ พอไม่ทำตัวช่างถากถางอะไรสักครั้ง มันก็ดีใช่ย่อย

อาจเพราะผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่างก็เป็นได้

แอ๊บบี้กับเชียร์ลีดเดอร์คนอื่นรีบแจ้นไปเข้าห้องน้ำทันทีที่พาเหรดสิ้นสุดลงเพื่อเปลี่ยนไปใส่เครื่องแบบ ส่วนนิคกับผมก็มองไปที่อัฒจันทร์ ใบหน้าของผู้คนผสมปนเปกันไปหมด ยากที่จะมองหาคนรู้จักได้ มันออกจะเยอะไปสักหน่อย

“ทีมฟุตบอลอยู่บนนั้นไง” นิคเอ่ยขึ้นในที่สุดพลางชี้ไปที่แถวทางซ้ายถัดจากแถวบนสุดไม่กี่แถว ผมตามเขาขึ้นบันไดคอนกรีตแล้วเราก็ต้องเบียดตัวเองผ่านคนอื่นเพื่อไปหาพวกเขา พระเจ้า เมื่อคุณคิดว่าคุณได้พบเจอกับความน่าอึดอัดทุกรูปแบบแล้ว แล้วจู่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องการหาที่นั่งผุดขึ้นมา การ์เร็ตเขยิบเข้าชิดแบรมเพื่อให้มีที่ว่าง แต่ผมยังต้องนั่งตักนิคอยู่ดี แล้วแน่ล่ะว่าเรานั่งไม่ไหวแน่ ผมจึงยืนขึ้นอีกครั้งทันที รู้สึกปั่นป่วนและกระอักกระอ่วนไปพร้อมกัน

“งั้น…” ผมพูด “ฉันจะไปนั่งกับพวกชมรมการละคร” ผมเห็นผมสีบลอนด์สว่างที่หวีมาอย่างดีของเทย์เลอร์อยู่สองสามแถวข้างหน้าเราบริเวณที่ติดกับบันได เธอนั่งอยู่กับเอมิลี กอฟฟ์ และคนอื่นๆ อีกไม่มาก คนอื่นๆ ที่รวมถึงแคล ไพรซ์ หัวใจผมเต้นเร็วขึ้น ผมรู้ว่าแคลต้องมา

ผมเบียดตัวเองผ่านแถวที่นั่งอยู่แล้วลงบันไดไป รู้สึกเหมือนทุกสายตาในสนามกีฬากำลังจับจ้องมาที่ผม แล้วผมก็เอื้อมมือลอดราวบันไดเพื่อแตะไหล่แคล

“ว่าไง ไซมอน” เขาพูด ผมชอบที่เขาเรียกผมว่าไซมอน มีหลายคนเรียกผมว่าสเปียร์ ผมไม่ถือหรอก แต่ไม่รู้สิ พูดตามตรงผมว่าผมชอบอะไรก็ตามที่แคล ไพรซ์ จะเรียกผม

“เฮ้” ผมพูด “ขอนั่งด้วยคนได้ไหม”

“แน่นอนอยู่แล้ว” เขาเขยิบไปสองสามฟุต “ที่ว่างตั้งเยอะ” ซึ่งก็มีจริงๆ… ผมไม่ต้องนั่งตักเขาแล้ว ที่จริงผมแอบเสียดายอยู่เหมือนกัน

ผมใช้เวลาหนึ่งนาทีเต็มในการคิดว่าต้องตอบว่ายังไง สมองผมเบลอไปหมด

“ฉันว่าฉันไม่เคยเห็นนายที่การแข่งมาก่อนเลยนะ” แคลพูด ปัดผมหน้าม้าออกจากตา

เอาจริงนะ ผมแทบทนไม่ไหวแล้ว เพราะผมหน้าม้าของแคล ดวงตาของแคล แล้วความจริงที่ว่าเขาคอยสังเกตผมมากพอที่จะรู้ว่าผมไม่เคยมาดูการแข่งฟุตบอล

“ครั้งนี้ครั้งแรกน่ะ” ผมบอก เพราะผมต้องพูดสิ่งที่ใสๆ ที่สุดในชีวิตน่ะสิ

“เยี่ยมเลย” เขานิ่งมากเลย เขาไม่หันมองผมด้วยซ้ำ เพราะเขาสามารถคุยไปด้วยดูการแข่งไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน “ถ้าว่างฉันก็มา อย่างน้อยก็พยายามมาดูงานคืนสู่เหย้าน่ะ”

ผมพยายามคิดวิธีจะถามสิ่งที่ผมอยากถามเขาไม่ได้ บางทีถ้าผมจะลองเปรยเรื่องกลิ่นในอากาศเพื่อดูว่าเขาจะโต้ตอบยังไง แต่ถ้าผมพูดออกไปแล้วพบว่าแคลคือบลูตัวจริง เขาจะรู้ทันทีว่าผมคือฌาคส์ แล้วผมคิดว่าผมยังไม่พร้อมเท่าไรสำหรับเรื่องนั้น

ถึงแม้ว่าผมโคตรจะอยากรู้เต็มแก่จนจะทนไม่ไหวแล้วก็ตาม

“เฮ้” จู่ๆ ก็มีคนเลื่อนตัวมานั่งข้างผมบนอัฒจันทร์ มาร์ตินนั่นเอง ผมเขยิบโดยอัตโนมัติเพื่อให้มีที่ว่าง

“แอดเดอรอล” ผู้ชายบางคนข้างหลังเราทำเสียงฮึดฮัดพลางขยี้ผมมาร์ตินจนยุ่ง มาร์ตินหันไปฉีกยิ้มให้เขาแล้วลูบผมกลับเข้าที่ หรืออย่างน้อยก็พยายามจะให้เข้าทรงแล้วกัดริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง

“ว่าไง สเปียร์”

“ไม่มีอะไรนี่” ผมว่าแล้วหัวใจก็ดิ่งลง เขาหันทั้งตัวมาทางผม ท่าทางเขาก็อยากพูดด้วยเต็มแก่ หมดกันโอกาสพูดกับแคล จบกันเรื่องอากาศมีกลิ่นเหมือนความเป็นไปได้

“เฮ้ เรื่องแอ๊บบี้น่ะ”

“ว่าไง”

“ฉันชวนเธอไปงานเต้นรำ” เขาเอ่ยแผ่วมาก “แล้วเธอปฏิเสธ”

“โอเค เอิ่ม เสียใจด้วย แย่จังนะ”

“นายรู้มาก่อนไหมว่าเธอมีคู่เดตแล้ว”

“เอิ่ม รู้ ฉันว่าฉันรู้นะ โทษที” ผมพูดอีก ผมควรจะบอกมาร์ตินเรื่องนี้

“คราวหน้านายช่วยบอกฉันก่อนได้ไหม” เขาถาม “ฉันจะได้ไม่ต้องหน้าแตกยับเยินอีก” เขาดูอมทุกข์ ส่วนผมก็รู้สึกผิดอย่างประหลาด ถึงแม้ว่าเขาจะแบล็กเมลผม แต่ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี นี่มันบ้าไปใหญ่แล้ว

“ฉันไม่คิดว่าพวกเขาเป็นแฟนกันหรอกนะ” ผมบอก

“ช่างมันเถอะ” เขาพูด ผมมองเขา ผมไม่รู้ว่าเขาตัดใจจากแอ๊บบี้แล้วหรือยังไง แล้วถ้าเขาตัดใจจากเธอจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับอีเมลพวกนั้น บางทีเขาอาจใช้ต่อรองกับผมไปตลอดกาลก็ได้

ผมจินตนาการสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นไม่ออกเลย

 

 

บทที่ 8

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง: bluegreen118@gmail.com

วันที่:11 พฤศจิกายน 23:45 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ข้อความข้างต้น

 

บลู

โอเค อย่างแรกเลย โอรีโอผ่านเกณฑ์เข้ากลุ่มอาหารอย่างแน่นอน อย่างที่สองคือพวกมันคือกลุ่มอาหารประเภทเดียวที่สำคัญ พี่น้องผู้หญิงของฉันกับฉันเคยคิดสถานที่ที่เรียกว่าโชรีโอเมื่อสองสามปีก่อนในคืนหนึ่งตอนที่เราไปค้างคืนบ้านป้า เป็นที่ที่ทุกอย่างสร้างขึ้นจากโอรีโอ แม่น้ำก็เป็นโอรีโอมิลค์เชค นายนั่งบนโอรีโอยักษ์แล้วล่องลงมาได้ นายจะตักมิลค์เชคกินเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนฉากในเรื่องวิลลี วองก้า[47]น่ะ ฉันว่านะ ใครจะรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ตอนนั้น สงสัยคืนนั้นเราจะแค่หิวตาลายน่ะ ป้าฉันทำอาหารไม่ได้เรื่องเลย

เอาเถอะ ฉันยกโทษให้กับความไม่รู้ของนายก็แล้วกัน ฉันรู้ว่านายไม่รู้ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้เชี่ยวชาญอยู่

-ฌาคส์

 

จาก:bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 12 พฤศจิกายน 17:37 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ทั้งหมดที่กล่าวมา

 

ฌาคส์

จริงด้วย ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่ากำลังพูดอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโอรีโอ โชรีโอฟังดูเหมือนสถานที่มหัศจรรย์เลย เอาล่ะ คุณหมอครับ ต้องรับประทานผลิตภัณฑ์โอรีโอมากแค่ไหนสำหรับการรับประทานอาหารอย่างสมดุลครับ

ฉันเริ่มรู้สึกว่านายชอบกินของหวานนะ

-บลู

 

จาก: hourtohour.notetonote@gmail.com

ถึง: bluegreen118@gmail.com

วันที่: 13 พฤศจิกายน 19:55 น.

หัวข้อ: ชอบของหวานเหรอ

 

ฉันคิดไม่ออกเลยว่าทำไมนายถึงคิดแบบนั้น

เอาล่ะ หมอสงสัยว่าคุณจะไม่จริงจังเต็มร้อยกับการรับประทานโอรีโอ แนวทางปฏิบัตินั้นสุดแสนจะง่ายดาย ไม่มีข้อแม้อะไร อาหารเช้าจะต้องเป็นแท่งกราโนลาโอรีโอหรือโอรีโอป๊อปทาร์ต ไม่ ไม่น่าขยะแขยงครับ เงียบไปเลย อร่อยจะตาย อาหารกลางวันควรเป็นพิซซ่าโอรีโอกับโอรีโอมิลค์เชค แล้วก็โอรีโอทรัฟเฟิลสองสามชิ้นที่แม่หมอทำ (ซึ่งก็คือสิ่งที่อร่อยที่สุดในโลก) อาหารเย็นคือโอรีโอทอดเสิร์ฟบนโอรีโอไอศกรีม สำหรับเครื่องดื่มเป็นโอรีโอที่ละลายในน้ำนม ไม่ดื่มน้ำ ต้องนมโอรีโอเท่านั้น ของหวานอาจเป็นโอรีโอเฉยๆ ก็ได้ ฟังดูเหมาะดีใช่ไหม เพื่อสุขภาพนะครับบลู

สาบานต่อพระเจ้าเลย แค่พิมพ์เรื่องนี้ก็ทำเอาฉันหิวจะแย่แล้ว ฉันเคยเป็นแบบนี้มาแล้วตอนที่ยังเด็ก ไม่ตลกหรอกเหรอเวลาที่นายจินตนาการถึงอาหารขยะตอนที่นายยังเด็กน่ะ นายเอาแต่คิดถึงมันเกือบตลอดเวลา ฉันว่านายต้องคลั่งไคล้อะไรสักอย่างก่อนจะรู้จักเรื่องเซ็กซ์

-ดร.ฌาคส์

 

จาก: bluegreen118@gmail.com

ถึง: hourtohour.notetonote@gmail.com

วันที่: 14 พฤศจิกายน 22:57 น.

หัวข้อ: ตอบกลับ: ชอบของหวานงั้นเหรอ

 

ฌาคส์

ฉันรู้สึกขอบคุณที่นายช่วยดูแลสุขภาพฉันนะ คงจะยากอยู่ แต่ฉันรู้ว่าร่างกายจะขอบคุณฉัน เอาจริงนะ ไม่เถียงหรอกนะว่าโอรีโอมันอร่อยสุดยอด แล้วเมนูที่นายบรรยายมาก็ฟังดูน่าอัศจรรย์ ถ้าแม้ว่าสำหรับฉัน ฉันคงต้องตัดโอรีโอทอดออกไป ฉันเคยพลาดกินไปหนหนึ่งในงานคาร์นิวัลก่อนจะไปเล่นถ้วยหมุนมรณะ ฉันจะไม่เล่ารายละเอียดให้นายฟัง แต่ขอบอกว่าคนที่คลื่นไส้ง่ายไม่ควรเล่นถ้วยหมุนมรณะโดยเด็ดขาด ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่สามารถจะมองโอรีโอทอดเหมือนเดิมได้อีกเลย ขอโทษที่ต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนะ ฉันรู้ว่าโอรีโอสำคัญกับนายมาก

ฉันต้องขอยอมรับว่าฉันชอบจินตนาการนายเป็นเด็กเฝ้าเพ้อฝันถึงอาหารขยะ ฉันยังชอบจินตนาการถึงนาย นึกถึงเรื่องเซ็กซ์ด้วย ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะเขียนแบบนั้นลงไป ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะกดปุ่มส่ง

-บลู

 

 

บทที่ 9

 

เขาชอบจินตนาการถึงผมเคลิ้มฝันเรื่องเซ็กซ์

มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ควรอ่านก่อนเข้านอนเลยจริงๆ ผมเอนกายอยู่ในความมืดมิด อ่านประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมาบนมือถือของผม ผมว้าวุ่นใจและตื่นอยู่ แล้วก็คิดไม่ตก ทั้งหมดก็เพราะอีเมลฉบับนั้น แถมผมยังเกิดอารมณ์ด้วย แปลกจริง

มันน่าสับสนเอามากๆ เป็นความสับสนในทางที่ดี บลูมักจะระมัดระวังในสิ่งที่เขาเขียนเสมอ

เขาชอบจินตนาการถึงผมเคลิ้มฝันเรื่องเซ็กซ์เชียวนะ!

ผมนึกว่ามีแค่ผมคนเดียวเสียอีกที่คิดแบบนั้นกับเรา

ผมสงสัยว่าจะเป็นยังไงถ้าได้เจอเขาตัวเป็นๆ ในท้ายที่สุด เรายังต้องพูดกันอีกไหม หรือเราควรตรงเข้าจูบกันเลยดี ผมว่าผมพอจะนึกภาพออก เขาอยู่ในห้องนอนผม เราอยู่กันตามลำพัง เขานั่งข้างผมบนเตียงแล้วหันมามองผมด้วยดวงตาสีฟ้าเขียวคู่นั้นของเขา ดวงตาของแคล ไพรซ์ มือเขาประคองใบหน้าผมแล้วจูบผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

มือผมเอื้อมมากุมแก้มตัวเอง ก็มือซ้ายผมนั่นแหละที่จับหน้าตัวเอง มือขวาผมไม่ว่าง

ผมนึกภาพดู เขาจูบผม เป็นจูบที่ไม่เหมือนกับเรเชล แอนนา หรือว่าแครีส ไม่เหมือนกันสักนิด ไม่อยู่ในชั้นบรรยากาศเดียวกันด้วยซ้ำ ความรู้สึกจั๊กจี้เหมือนไฟช็อตแผ่ขยายไปทั่วร่าง แล้วสมองผมก็เบลอไป ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นได้จริงๆ

ผมต้องเงียบเสียงสุดๆ เพราะนอราอยู่อีกฟากผนัง

เขาสอดลิ้นเข้ามาในปากผม มือเลื่อนเข้ามาใต้เสื้อผมแล้วไล้ปลายนิ้วไปทั่วหน้าอกผม ผมเกือบถึงแล้ว เกือบจะทนไม่ไหวแล้ว พระเจ้าบลู

และแล้วร่างผมของอ่อนปวกเปียกราวกับเยลลี

 

ลีอาห์ขวางผมไว้ตอนกำลังเดินเข้าโรงเรียน

“เฮ้” เธอพูด “นอรา ขอฉกตัวเขาล่ะนะ”

“ว่าไง” ผมถาม พื้นลาดเอียงลง แล้วมีแนวคอนกรีตที่โค้งไปรอบสนามหญ้า มีหลายส่วนที่ต่ำติดพื้นเสียจนเป็นที่รองก้นคุณได้เลย

ลีอาห์หลบตาผม “ฉันมิกซ์เพลงมาให้นาย” เธอพูด ยื่นแผ่นซีดีในกล่องพลาสติกใสมาให้ผม “นายจะโหลดใส่ไอพอดตอนกลับบ้านแล้วก็ได้ ตามใจนาย”

ผมพลิกกล่องในมือ ลีอาห์แต่งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นกลอนไฮกุแทนที่จะเป็นรายชื่อเพลง

คอย่น ผมหงอก

ขอโทษทีพูดนะ ไซมอน

แต่นายแก่หงำเหงือกเลยว่ะ

 

“ลีอาห์ กลอนเพราะมากเลย”

“ใช่ โอเค” เธอเขยิบถอยไปที่แนวคอนกรีตแล้วเอนพิงมือตัวเองพลางจ้องมองผม “เอาล่ะ เราโอเคกันแล้วใช่ไหม”

ผมพยักหน้า “เธอหมายถึง…”

“เรื่องที่พวกนายทิ้งฉันไปงานคืนสู่เหย้าน่ะ”

“ฉันเสียใจจริงๆ ลีอาห์”

มุมปากเธอยกขึ้น “นายโชคดีมากนะที่วันนี้เป็นวันเกิดนาย”

แล้วเธอก็ดึงหมวกปาร์ตี้รูปกรวยออกมาจากกระเป๋าสวมลงบนศีรษะผม

“ขอโทษด้วยถ้าฉันเองก็งี่เง่าเกินไป” เธอกล่าวเสริม

 

มีเค้กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่เบิ้มในมื้อกลางวัน เมื่อผมมาถึงโต๊ะ ทุกคนก็สวมหมวกปาร์ตี้รออยู่แล้ว ธรรมเนียมเป็นแบบนั้นล่ะ ไม่มีใครได้กินเค้กถ้าไม่สวมหมวก การ์เร็ตเหมือนจะเล็งกินสองชิ้นเพราะเขามีกรวยสองอันติดอยู่บนศีรษะราวกับมีเขา

“ซายยยยมอน” แอ๊บบี้พูด อันที่จริงเธอร้องด้วยเสียงโอเปราแหบต่ำ “ยื่นมือมา หลับตานะ” ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างเบาแทบไร้น้ำหนักวางลงบนมือผม ผมลืมตาขึ้น มันก็คือกระดาษชิ้นหนึ่งพับเป็นรูปหูกระต่ายและลงสีด้วยสีเทียนสีทอง

เด็กบางคนจากโต๊ะอื่นหันมามองพวกเรา ผมรู้สึกว่าตัวเองยิ้มกว้างและกำลังหน้าแดง “ฉันควรใส่ไหม”

“แน่สิ” เธอพูด “นายต้องใส่ หูกระต่ายสีทองสำหรับวันเกิดทองคำของนาย”

“อะไรของฉันนะ”

“วันเกิดทองคำไง อายุสิบเจ็ดในวันที่สิบเจ็ด” แอ๊บบี้พูด เธอเชิดคางขึ้นอย่างวางท่าแล้วยื่นมือออกมา “นิโคลัส ขอเทป”

นิคแปะสกอตช์เทปสามชิ้นไว้ที่ปลายนิ้วของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ให้ตายเถอะ เขาเหมือนลิงน้อยสัตว์เลี้ยงของเธอเลย

แอ๊บบี้แปะเทปที่หูกระต่ายของผมแล้วจิ้มแก้มผม ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบทำบ่อยแปลกๆ เพราะดูเหมือนว่าแก้มผมจะน่าหยิก หมายความว่าไงกันนะ

“พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกนะ” ลีอาห์พูด เธอถือมีดพลาสติกและจานหลายใบไว้แล้วก็เหมือนว่าเธอจะไม่ยอมมองนิคกับแอ๊บบี้เลย

“พร้อมยิ่งกว่าพร้อม!”

ลีอาห์ตัดเค้กเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตรงเป๊ะ แล้วเหมือนมีคลื่นของความอร่อยน่าอัศจรรย์ลอยฟุ้งในบรรยากาศ ทายสิว่าโต๊ะเด็กเรียนล่วงหน้าโต๊ะไหนกลายเป็นเด็กที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในโรงเรียน

“ไม่มีหมวก อดกินเค้ก” มอร์แกนกับแอนนาออกกฎจากอีกฟากโต๊ะ มีเด็กบางคนเอาเทปมาติดกระดาษบางๆเป็นรูปกรวย แล้วมีหนุ่มคนหนึ่งจัดการเอาถุงอาหารกลางวันสีน้ำตาลมาใส่หัวเขาเหมือนหมวกเชฟ คนเราช่างหน้าไม่อายจริงๆ เวลาอยากกินเค้ก ภาพแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันที่ได้เห็น

ตัวเค้กเองก็ไร้ที่ติ ทำให้ผมรู้ว่าลีอาห์เป็นคนเลือกเค้กนี้เอง ครึ่งหนึ่งเป็นช็อกโกแลตอีกครึ่งเป็นวานิลลา เพราะผมไม่ชอบกินแค่รสชาติเดียว เค้กปกคลุมด้วยน้ำตาลไอซิงจากร้านพับลิกซ์[48]ที่รสชาติอร่อยพิลึก แล้วก็ไม่มีน้ำตาลไอซิงสีแดง ลีอาห์รู้ว่าผมคิดว่ารสชาติมันเผ็ดเกินไป

ลีอาห์จัดงานวันเกิดได้ยอดเยี่ยมสุดๆ เลย

ผมเอาเค้กที่เหลือมาตอนซ้อมละครด้วย แล้วครูอัลไบรท์ก็ยอมให้เรามีปิกนิกเค้กได้บนเวที ที่บอกว่าปิกนิกเค้ก ผมหมายถึงเด็กชมรมการละครรุมทึ้งกล่องเหมือนนกแร้งรุมทึ้งเค้กกันเต็มปากเต็มมือน่ะ

“บร๊ะเจ้า ฉันว่าฉันเพิ่งน้ำหนักขึ้นห้าปอนด์ล่ะ” เอมี เอฟเวอเร็ตต์ พูด

“โอ้ว” เทย์เลอร์พูด “ฉันว่าฉันโชคดีจริงๆ ที่มีระบบเผาผลาญไว”

นั่นแหละเทย์เลอร์ แม้แต่ผมยังรู้เลยว่าคนเราสามารถฆ่าคนอย่างมีเหตุมีผลได้ด้วยคำพูดแบบนั้น

พอพูดถึงการฆ่าที่เกี่ยวกับเค้ก มาร์ติน แอดดิสัน คลานออกจากเวทีโดยที่หน้ายังฝังอยู่ในกล่องเค้กเปล่าด้วย

ครูอัลไบรท์ก้าวข้ามเขาไป “เอาล่ะ ทุกคน กลับเข้าที่ได้แล้ว หยิบดินสอ ครูอยากให้พวกเธอเขียนเรื่องนี้ลงในสคริปต์ของพวกเธอ”

ผมไม่เกี่ยงเรื่องการเขียนหรอก ฉากที่เรากำลังซ้อมกันนั้นคือฉากในร้านเหล้า แล้วผมก็เพิ่งจดไว้เพื่อเตือนตัวเองว่าต้องเล่นเป็นคนเมา ค่อนข้างน่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่โน้ตที่เราจะไปใช้สอบปลายภาค มันคงช่วยเพิ่มเกรดใครบางคนได้เลย

วันนี้เราซ้อมโดยไม่พัก แต่ผมไม่ได้ออกทุกฉากหรอก ก็เลยมีเวลาพักหายใจหายคอบ้างนิดหน่อย แท่นยืนที่ถูกดันเข้าไปด้านข้างเวทีนั้นเหลือมาจากการซ้อมคอนเสิร์ตร้องประสานเสียง ผมนั่งใกล้กับพื้นเวทีแล้ววางศอกไว้บนเข่าตัวเอง บางครั้งผมก็ลืมไปแล้วว่ามันเยี่ยมยอดแค่ไหนที่ได้นั่งเฉยๆ มองสิ่งต่างๆ

มาร์ตินยืนอยู่ด้านล่างเวทีทางซ้าย กำลังเล่าเรื่องให้แอ๊บบี้ฟังพลางโบกไม้โบกมือไปทั่ว เธอส่ายหน้าแล้วหัวเราะ บางทีมาร์ตินอาจยังไม่ถอดใจก็เป็นได้

แล้วจู่ๆ แคล ไพรซ์ ก็มายืนอยู่หน้าผม เตะเท้าผมเบาๆ ด้วยด้านหน้าของรองเท้าผ้าใบของเขา “เฮ้” เขาว่า “สุขสันต์วันเกิดนะ”

คำอวยพรวันเกิดล่ะ

เขานั่งลงข้างผมบนแท่นยืนห่างสักหนึ่งฟุต “จะฉลองอะไรหรือเปล่า”

โอ้

โอเค ผมไม่อยากโกหก แต่ผมไม่อยากให้เขารู้ว่าแผนของผมนั้น คือการใช้เวลากับครอบครัวแล้วอ่านคำอวยพรวันเกิดบนเฟซบุ๊ก วันนี้วันจันทร์ใช่ไหมล่ะ ผมไม่คิดจะทำอะไรเจ๋งๆ ในวันจันทร์หรอก

“ก็คงงั้นมั้ง” ผมตอบในที่สุด “ฉันว่าเราจะกินไอศกรีมเค้กโอรีโอน่ะ” ผมกล่าวเสริม

ผมต้องพูดเรื่องโอรีโอออกมา

“ฟังดูดีนี่” เขาว่า “หวังว่านายจะยังไม่อิ่มก่อนนะ”

ไม่มีปฏิกิริยาให้สังเกตได้เกี่ยวกับโอรีโอ แต่ผมเดาว่ามันไม่ต้องมีความหมายอะไรก็ได้

“โอเค” แคลพูดพลางเขยิบไปข้างหน้า ผมไม่อยากให้เขาลุกขึ้นเลย แต่เขาลุกขึ้นจนได้ “เต็มที่เลยนะ”

และทันใดนั้นเขาก็วางมือลงบนไหล่ผม แค่ช่วงเศษเสี้ยววินาทีที่สั้นที่สุด ผมแทบไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ผมจริงจังมากนะ วันเกิดนี่มันมหัศจรรย์เป็นบ้าเลย

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

[1]ทีแกนและซารา (Tegan and Sara) – คู่หูนักร้องและนักแต่งเพลงฝาแฝดชาวแคนาดา ทำเพลงแนวอินดี้ป๊อป ทั้งสองให้การสนับสนุนชาวรักร่วมเพศอย่างจริงจัง

[2]โครงการเรียนล่วงหน้า (Advanced Placement Program) – รูปแบบการเรียนการสอนในสหรัฐฯ และแคนาดาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายที่มีผลการเรียนดีสามารถสอบเข้าหรือได้รับหน่วยกิตล่วงหน้าในระดับมหาวิทยาลัยได้

[3]อัศวินเทมพลาร์ – หน่วยรบที่มีฝีมือดีที่สุดในสงครามครูเสด สวมเสื้อคลุมสีขาว มีกางเขนสีแดงอยู่บนเสื้อ ภายหลังถูกกวาดล้างเนื่องจากมีอำนาจมากเกินไป

[4]ไซมอนพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le wedgie. C’est une histoire touchante.

[5]ร้านชิคฟิลเล (Chick-Fil-A) – ร้านอาหารเชนฟาสต์ฟู้ดที่มีบริษัทแม่อยู่ในเมืองแอตแลนตา มีแซนด์วิชไก่เป็นเมนูเด็ดของร้าน

[6]มปม. – TMI หรือ Too Much Information ในที่นี้แปลว่า มากไปไหม

[7]ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) – นักจิตวิทยาชาวออสเตรียผู้คิดค้นทฤษฎีจิตวิทยามากมาย

[8]ปีหนึ่ง – ระบอบการศึกษาของสหรัฐฯ แบ่งชั้นมัธยมปลายเป็น 4 ชั้น ได้แก่ ปีหนึ่ง (เทียบเท่าม.3) ปีสอง ปีสาม และปีสี่

[9]วงแพสชันพิต (Passion Pit) –  วงดนตรีแนวอินดี้อิเล็กทรอนิกจากสหรัฐฯ

[10]ฟริโตส (Fritos) – ชื่อขนมขบเคี้ยวยี่ห้อหนึ่ง

[11]เดอะแบทเชเลอเร็ตต์ สาวโสดหารัก (The Bachelorette) -รายการเรียลิตี้ทีวีที่ให้ผู้หญิงได้มาทำความรู้จักกับผู้เข้าแข่งขันชายเพื่อเลือกคนที่อยากใช้ชีวิตคู่ด้วย

[12]เวสลีน – มหาวิทยาลัยเวสลีน (Wesleyan University) มหาวิทยาลัยเอกชนตั้งอยู่ที่รัฐคอนเนตทิคัต ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1831

[13]หรด. – LOL ย่อมาจาก Laugh Out Loud ในที่นี้ใช้ว่า หรด. ย่อมาจาก หัวเราะดัง

[14]มินนิโซตาทวินส์ (Minnesota Twins) – ทีมเบสบอลอาชีพจากรัฐมินนิโซตา แข่งขันในเมเจอร์ลีก

[15]คริส แฮร์ริสัน (Chris Harrison) – พิธีกรชื่อดังของสหรัฐฯ เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกรให้รายการหาคู่ตั้งแต่ปี 2002

[16]พาเหรดไพรด์ (Pride Parade) – พาเหรดสนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยมากจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนเพื่อระลึกถึงการจลาจลสโตนวอลล์ซึ่งเป็นเหตุการณ์แรกๆ ในการเรียกร้องสิทธิชาวรักร่วมเพศ

[17]เดอะแบงเกิลส์ (The Bangles) – วงดนตรีป๊อปร็อกหญิงจากสหรัฐฯ ก่อตั้งเมื่อปี 1981 มีเพลงฮิตอย่างเพลง The Eternal Flame

[18]วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) – เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา

[19]เดอะฮู (The Who) – วงดนตรีร็อกจากเกาะอังกฤษที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

[20]เดฟสกินเนิร์ด (Def Skynyrd) – วงดนตรีแนวเมทัล

[21]แอดเวนเจอร์ไทม์ (Adventure Time) – การ์ตูนตลกฉายทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ก มีตัวเอกชื่อฟินน์เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในเรื่อง

[22]ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) – ปรัชญานี้ให้ความสนใจที่ตัวบุคคล หรือความเป็นอยู่ มีอยู่ของมนุษย์ ซึ่งมักถูกละเลย ซึ่งปรัชญากลุ่มนี้มีความคิดเห็นว่าสภาวะโลกปัจจุบันนี้มีสรรพสิ่งทางเลือกมากมายเกินความสามารถที่มนุษย์เราจะเรียนรู้ จะศึกษา และจะมีประสบการณ์ได้ทั่วถึง ฉะนั้นมนุษย์เราควรจะมีสิทธิ์หรือโอกาสที่จะเลือกสรรพสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวของตัวเองมากกว่าที่จะให้ใครมาป้อนหรือมอบให้ จากแนวความคิดดังกล่าว พวกอัตถิภาวนิยมจึงมีความเชื่อว่า เป้าหมายของสังคมนั้นต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้คนเรามีอิสรภาพ และมีความรับผิดชอบ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราพยายามเปิดโอกาสหรือยอมให้ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพที่จะเป็นผู้เลือกเอง

[23]วงลีดา (Leda) – วงร็อกจากเมืองบรูกลิน นิวยอร์ก

[24]ชัคส์ (Chucks) – รองเท้าผ้าใบภายใต้แบรนด์คอนเวิร์ส

[25]ฟากิน ดอดเจอร์ โอลิเวอร์ (Fargin Dodger Oliver) – ชื่อตัวละครหลักของเรื่อง โอลิเวอร์ ทวิสต์ ฟากินเป็นชายแก่ขี้โกง ดอดเจอร์เป็นอาชญากรเด็ก โอลิเวอร์เป็นเด็กตระกูลสูงที่ถูกเลี้ยงมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

[26]บล็อกกิ้ง (Blocking) – การกำหนดตำแหน่งบนเวที

[27]ไส้กรอกกลวง (Hollow Wieners) – ในที่นี้เป็นการเล่นคำจากคำว่า Halloween เทศกาลฮัลโลวีน

[28]ออสการ์ขี้โมโห (Oscar the Grouch) – ตัวละครในเรื่อง เซซามี สตรีท ที่มีลำตัวสีเขียวและอาศัยอยู่ในถังขยะ

[29]เดรสทรงตรง (Flapper Dress) เดรสทรงตรงพลิ้ว นิยมใส่กันในยุค 1920 หรือที่เรียกว่ายุคแจ๊ซ

[30]กฎหมายจราจรของรัฐจอร์เจีย ระบุว่าเยาวชนอายุ 16-17 ปี ที่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ในระยะเดือนที่ 7-12 สามารถมีผู้โดยสารไปด้วยได้ไม่เกินครั้งละ 1-2 คน โดยผู้โดยสารจะต้องเป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่แล้วหรือคนในครอบครัวเท่านั้น

[31]แมคเบธ (Macbeth) – บทละครโศกนาฏกรรมเรื่องดังของ วิลเลียม เชกสเปียร์ เล่าถึงความหายนะของความทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้าแมคเบธแห่งสกอตแลนด์ บทละครเรื่องนี้เชื่อกันว่าต้องคำสาป เนื่องจากนักแสดงมักประสบเคราะห์ร้าย

[32]ช่องบราโว (Bravo) – ช่องเคเบิลของสหรัฐฯ ฉายรายการเรียลิตี้และละครที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 25-54 ปี และชาวรักร่วมเพศ

[33]แอปเปิลส์ทูแอปเปิลส์ (Apples to Apples) – เกมการ์ดจับคู่ศัพท์คำโดยเน้นผู้เล่นเจ็ดถึงสิบคน

[34]สกรูว์ไดรเวอร์ (Screwdriver) – ค็อกเทลชนิดหนึ่ง ทำจากวอดก้าผสมกับน้ำส้ม

[35]วันเดอร์ วูแมน (Wonder Woman) – ซูเปอร์ฮีโร่หญิงจากค่ายดีซีคอมิกส์ เป็นเจ้าหญิงจากเผ่าแอมะซอนที่เข้ามาปราบเหล่าร้าย มีอุปกรณ์วิเศษหลายอย่าง

[36]โทรุ เสน่ห์สาวข้าวปั้น (Toru Fruit Basket) – โทรุ ฮอนดะ เด็กสาวกำพร้าจากการ์ตูนเรื่องเสน่ห์สาวข้าวปั้นที่เข้าไปพัวพันกับครอบครัวโซมะและเรื่องราวของสิบสองนักษัตรจีน

[37]พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) – วงดนตรีร็อกจากเกาะอังกฤษ เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อสื่อโฆษณาและประวัติศาสตร์ดนตรีสมัยใหม่อีกด้วย

[38]คานเย เวสต์ (Kanye West) – นักร้องแร็พ นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน สามีของคิม คาร์เดเชียน มีเพลงฮิตมากมาย

[39]พิธีบาร์มิตซวาห์ (Bar Mitzvah) – พิธีกรรมทางศาสนาของชาวยิว เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะต้องเข้าพิธีนี้ โดยถือว่าเด็กที่เข้าพิธีนี้ได้กลายเป็นผู้ใหญ่และสามารถปฏิบัติพิธีทางศาสนาแบบผู้ใหญ่ได้แล้ว โดยเด็กผู้ชายมักจะทำเมื่ออายุ 13 ปี และเด็กผู้หญิงเมื่ออายุ 12 ปี

[40]เอลเลียต สมิธ (Elliott Smith) – นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน มีสไตล์การร้องเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ เขาเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 34 ปี ในปี 2004

[41]เดโมแครตส์ (Democrats) – พรรคเดโมแครตส์ชูนโยบายสนับสนุนสิทธิชาวรักร่วมเพศในการเข้าพื้นที่สาธารณะ สิทธิในการคบหาดูใจกันและการต่อต้านการเหยียดเพศ

[42]สัปดาห์จิตวิญญาณ (Spirit Week) – สัปดาห์ที่นักเรียนสามารถแต่งตัวตามธีมที่กำหนดในแต่ละวันได้ เป็นสัปดาห์ก่อนงานคืนสู่เหย้า

[43]หรรษาราตรี (Twelfth Night) – บทละครสุขนาฏกรรมของวิลเลียม เชกสเปียร์ เป็นเรื่องราวของสองแฝดชายหญิงที่เรือแตก พลัดพรากกัน ไวโอลา นางเอกของเรื่อง ปลอมตัวเป็นผู้ชายเข้าไปอยู่ในราชสำนักของดยุคออร์ซิโน

[44]วงมายเคมิคอลโรแมนซ์ (My Chemical Romance) – วงดนตรีร็อกจากนิวเจอร์ซีย์ ยุบวงไปเมื่อปี 2013 มีเพลงฮิตอย่าง Welcome to the Black Parade

[45]เจสัน แอลดีน (Jason Aldean) – นักร้องเพลงคันทรีของสหรัฐฯ มีเพลงติดชาร์ตอย่าง Tonight Looks Good On You และ Don’t You Wanna Stay ซึ่งร้องคู่กับเคลลี คลาร์กสัน นักร้องเพลงคันทรีขวัญใจชาวอเมริกัน

[46]เจ้าด้วยหรือ บรูตุส (Et tu, Brute?) – คำพูดก่อนสิ้นใจของจูเลียส ซีซาร์ เมื่อถูกเพื่อนอย่างมาร์คุส บรูตุส ลอบสังหาร ประโยคนี้กลายเป็นวลีที่นิยมใช้เมื่อถูกเพื่อนหรือใครก็ตามหักหลัง

[47]วิลลี วองก้า (Willy Wonka) – ราชาโรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์จากเรื่อง ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต เขียนโดย โรอัล ดาห์ล

[48]ร้านพับลิกซ์ (Publix) –  ชื่อซูเปอร์มาร์เกตในอเมริกา

Leave a Reply