Back to Home

= บล็อกนี้เป็นบล็อกตัวอย่างนิยายที่ยังไม่มีกำหนดตีพิมพ์ และยังไม่ใช่ฉบับไฟนอลสำหรับตีพิมพ์ค่ะ =

พินัยกรรมกามเทพ

Dezair

[04]

 

 

ในขณะที่ลูกชายยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนลูกสาวออกไปตามหาน้ำมนต์ตามคำแนะนำของหลวงปู่ พรอุมาผู้เหลือเพียงลำพังในไร่ของครอบครัวก็พบความยุ่งเหยิงครั้งใหญ่ เพราะเช้าวันนี้ อินทราน้องสาวของสามีผู้ไม่เคยเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายกับไร่แห่งนี้กลับหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางใบย่อมเข้ามายืนเฉิดฉายอยู่กลางบ้าน

 

 

“สวัสดีค่ะพี่พร” อินทรายกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย แต่พรอุมาทราบดีว่าคนอย่างอินทราย่อมไม่ได้มาดี

 

 

“มาที่นี่มีอะไรหรือ” หล่อนตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นึกหวั่นใจกับกระเป๋าเดินทางใบโตของน้องสามี

 

 

“อินจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่พรค่ะ ตาวินยังอยู่ในโรงพยาบาล ที่นี่เหลือแค่พี่พรกับยัยลิน ผู้หญิงแค่ 2 คนในไร่อย่างนี้ น่ากลัวออกนะคะ อินเลยว่าจะมาอยู่ด้วยสักระยะ”

 

 

พรอุมาพูดไม่ออก แม้ศวิลจะเป็นคนดูแลไร่แห่งนี้ และไร่นี้ไม่ได้มีชื่ออินทราเป็นหนึ่งในเจ้าของ แต่หญิงโสดผู้นี้ก็เกิดและเติบโตที่นี่เพราะไร่นี้เป็นสมบัติตกทอดมาจากบิดามารดาของสามี

 

 

“แล้วนี่ยัยลินไปไหนล่ะคะ หรือว่ายังไม่ตื่น” อินทราหันมาถาม หลังจากสั่งคนรับใช้ให้นำกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของหล่อนขึ้นไปเก็บห้องเดิมที่ปิดเอาไว้ เป็นอันรู้กันว่าหล่อนกลับมาทวงห้องของตนคืน หลังจากก่อนหน้านี้ไม่กล้ามาเหยียบที่นี่นับตั้งแต่อมรผู้เป็นพี่ตายจากไป เพราะเคยถูกศวิลแผลงฤทธิ์ใส่จนอาหลานเข้าหน้ากันไม่ติด

 

 

“ลิน…ออกไปข้างนอก…” พรอุมาไม่กล้าพูดว่าลูกสาวของตนไม่อยู่ และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับ อินทราไม่ใช่คนไว้ใจได้มากนัก

 

 

“ต๊าย! ดีนะคะพี่พร ลูกชายยังนอนไม่ฟื้นอยู่ในไอซียู ส่วนลูกสาวเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อวานก็ตะลอนๆออกไปนอกบ้านซะแล้ว จะว่าไปก็แปลก รถยับขนาดนั้น คนพี่ร่อแร่ส่วนคนน้องมีแค่รอยถลอกนิดเดียว มันทะแม่งๆอยู่นะคะ” อินทราพูดแล้วเหลือบมองพี่สะใภ้ที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้จะคิดตามหล่อนมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ต้องลองพูดดู

 

 

“…ไร่นี้ครึ่งนึงก็เป็นชื่อตาวินซะด้วยสิ ถ้าไม่มีตาวินสักคน ก็คง…เป็นของยายลินอย่างไม่ต้องสงสัย”

 

 

“อินจะพูดอะไร” พรอุมาสุดทนกับคำพูดของน้องสาวสามี หล่อนตัดบทด้วยความหงุดหงิด อินทราไม่เพียงแค่ปากไม่ดี แต่ยังยุยงให้คนเป็นแม่มองลูกชายลูกสาวแตกแยก

 

 

“อุ๊ย! อินก็แค่เตือนเท่านั้นเอง รู้หรอกค่ะว่าพี่พรเลี้ยงลูกมาดี พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว แต่…ใครจะรู้ พี่น้องฆ่ากันตายเพราะสมบัติก็มีเยอะอยู่นะคะ” อินทราพูดอย่างนั้นแล้วยักไหล่ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าพี่สะใภ้มองหล่อนด้วยสายตาโกรธเคืองแค่ไหน

 

 

“ถ้ายังไง อินขอไปเดินดูไร่สักหน่อยนะคะ ไม่ได้กลับมาตั้งนาน ไม่รู้อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง รู้ๆกันอยู่ว่าตาวินน่ะเผด็จการออกจะตายไป อาจตัดส่วนไหนแบ่งขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองโดยที่ไม่บอกใครก็ได้” หย่อนระเบิดเอาไว้อีกลูก แล้วน้องสาวของสามีก็เดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้พรอุมามองตามด้วยความไม่พอใจแต่ไม่อาจทำอะไรได้

 

…………………..

 

 

บึงกาฬเป็นจังหวัดเล็กๆที่ถูกแบ่งออกมาจากจังหวัดหนองคาย มีอาณาเขตส่วนหนึ่งติดกับแม่น้ำโขง ผู้คนแถวนี้มีทั้งคนไทยและคนลาวที่ข้ามฝั่งโขงมา

 

 

 

รถยนต์ที่เช่ามาจากสนามบินขับเข้ามาในละแวกตัวจังหวัดที่ค่อนข้างเงียบ ผู้คนสัญจรบางตา แต่ก็ยังพอจะเห็นวิถีชีวิตคนต่างจังหวัดอยู่บ้าง บ้านช่องแถวนี้ยังเป็นแบบตึกแถว 2 ชั้นที่ปลูกเรียงติดๆกันไป ส่วนใหญ่เปิดชั้นล่างเป็นร้านขายอาหาร ร้านของชำ ร้านขายอุปกรณ์กีฬา ร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ส่วนร้านที่ใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นร้านขายมอเตอร์ไซค์ซึ่งอยู่หัวมุมสี่แยกที่พวกเขาขับผ่านมา

 

 

“วัดอยู่แถวนี้เหรอ” คนข้างกายหันมาถาม ฐาปกรณ์กวาดตามองไปรอบๆ ขณะที่ขับรถช้าๆไปตามถนนที่พอจะขับสวนไปมาได้ โดยมีเลนซ้ายสุดใช้สำหรับจอดริมฟุตบาธ

 

 

“ไม่รู้ คงต้องลองถามดู” เพราะเทคโนโลยีที่มีไม่สามารถบอกพิกัดวัดป่าแห่งที่ 3 ที่พวกเขาต้องไปได้ ดังนั้นวิธีโบราณย่อมเป็นทางเลือกเดียว

 

 

ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าจอดริมฟุตบาธที่พอจะมีที่ว่าง ก่อนจะเปิดประตูวิ่งลงไปถามชาวบ้านแถวนั้น ศวิลได้แต่มองตามด้วยความเป็นกังวล นี่จวนจะเที่ยงแล้ว พวกเขาเพิ่งมาถึง และไม่รู้ว่าวัดที่ 3 จะหายากแค่ไหน ดีไม่ดีอาจจะต้องค้างที่นี่อีกคืน เพราะเขาตั้งใจว่าหากพ้นสี่โมงเย็นไป หัวเด็ดตีนขาดเขาก็ไม่ยอมแวะวัดที่ไหนทั้งนั้น!!

 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นปลุกสติ มือขาวเล็กล้วงลงหยิบโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมาดู คนโทร.มาหาคือป้าสมาน แม่บ้านที่ไร่ของเขานั่นเอง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย จริงอยู่ว่าสมานซึ่งเป็นแม่บ้านเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยทั้งเขาและลลิลยังเด็กจะสนิทสนมกันเหมือนคนในครอบครัว แต่ก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นอะไรที่หล่อนต้องโทร.มาในเวลานี้

 

 

“ฮัลโล” เขารับสาย

 

 

‘คุณลิน เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ’

 

 

“เรื่องใหญ่? เรื่องอะไรเหรอป้า หรือว่าแม่เป็นอะไร” พอได้ยินว่าเรื่องใหญ่ เวลานี้คงไม่มีเรื่องไหนจะใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว คนเพียงคนเดียวในบ้านที่ยังปกติดีคือมารดาของเขานั่นเอง

 

 

‘ไม่ใช่คุณพรหรอกค่ะ แต่เป็นคุณอินทราต่างหาก เธอลากกระเป๋าเข้ามาอยู่ในบ้านตั้งแต่เช้าเลยค่ะ!’

 

 

“อะไรนะ?! อาอินเข้ามาอยู่ในบ้าน?!”

 

 

‘ค่ะ จู่ๆก็ลากกระเป๋าเข้ามาบอกว่าที่ไร่เหลือแค่คุณลินกับคุณพร แกเลยจะมาอยู่เป็นเพื่อน นี่แกไม่ทราบนะคะว่าคุณลินไม่อยู่’

 

 

“แล้วแม่ให้อยู่เหรอ?” ศวิลย้อนถามด้วยความหงุดหงิดใจ น้องสาวของบิดาคนนี้ก่อปัญหาจุกจิกกวนใจเขาอยู่หลายครั้ง ครั้งที่ทำให้ความอดทนของบุตรชายคนโตของไร่วโรดมสิ้นสุดคือหลังจากสวดศพบิดาของเขาได้ 2 วัน แล้วอินทราเอาแต่ถามเรื่องพินัยกรรมในระหว่างที่พระกำลังสวด ศวิลยังจำวันนั้นได้ดีว่าเขาด่าญาติคนนี้เสียจนพระที่กำลังสวดต้องหยุดสวด แล้วแขกในงานต้องช่วยกันพาอินทราออกจากวัดไปก่อนที่พระจะเริ่มสวดใหม่อีกหน

 

 

‘คุณพรจะทำอะไรได้ล่ะคะ คุณลินรีบกลับเถอะค่ะ อย่างน้อยอย่าให้คุณอินเธอทราบเลยว่าบ้านทั้งหลังเหลือแค่คุณพรคนเดียว’ คำพูดของแม่บ้านคนเก่าคนแก่ทำเอาดวงตากลมโตต้องเหลือบออกไปมองนอกหน้าต่างรถ ฐาปกรณ์กำลังถามทางจากชาวบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อถามทางไปวัดที่ 3

 

 

…นี่เพิ่งจะวัดที่ 3 เท่านั้น เหลืออีกตั้ง 4 วัด ปัญหาที่ทับถมเข้ามาพร้อมกันทั้งเรื่องตนเอง เรื่องน้องสาว และเรื่องที่ไร่ก็ทำเอาศวิลปวดหัว…

 

 

‘คุณลิน…คุณลินคะ…’ เสียงของสมานปลุกสติ ทำเอาเขาต้องหันกลับมาสนใจโทรศัพท์ในมือ

 

 

“เข้าใจแล้ว จะรีบกลับทันทีที่ทำได้ ช่วงนี้ฝากป้าช่วยดูด้วยแล้วกัน ถ้ามีอะไรก็โทร.มาได้เลย แล้วอย่าให้อาอินรู้เรื่องที่ผมไม่อยู่บ้าน แค่นี้ก่อนนะ” เขาตัดบทเมื่อเห็นฐาปกรณ์เดินกลับมาเปิดประตูรถ ร่างสูงก้าวเท้าขึ้นนั่ง ศวิลตัดสินใจไม่พูดเรื่องที่คนทางบ้านเขาโทร.มาบอกเรื่องอินทรา เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฐาปกรณ์ เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่พูด อีกฝ่ายก็ไม่รู้ ร่างสูงไม่ได้เอะใจว่าคนข้างกายเวลานี้มีปัญหาเพิ่มขึ้นมา เขาเปลี่ยนเกียร์แล้วพารถมุ่งตรงไปยังวัดแห่งที่ 3 ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่พอจะรู้ทางโดยที่หญิงสาวข้างกายเองก็นั่งเงียบไปตลอดทางเช่นกัน

 

 

……………………

 

 

สมานมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสงสัย เมื่อกี้นี้คำพูดของลลิลฟังดูแปลก ลูกสาวคนเล็กของพรอุมาพูดจาไม่เหมือนลลิลผู้เรียบร้อยและอ่อนหวาน มันฟังดูห้าวหาญและเฉียบขาดเหมือนศวิลมากกว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือใช้คำว่า ‘ผม’

 

 

‘…อย่าให้อาอินรู้เรื่องที่ผมไม่อยู่บ้าน’

 

 

หรือบางทีอาจจะเพราะเพิ่งประสบอุบัติเหตุมา สมองอาจจะกระทบกระเทือนจนพูดจาแปลกๆก็เป็นได้

 

 

หญิงแม่บ้านสูงวัยพ่นลมหายใจแรงๆด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงหล่อนไม่เห็นด้วยเลยที่จะปล่อยลลิลซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไประหกระเหินหาน้ำมนต์ที่ไหน แต่ในเมื่อพรอุมาผู้เป็นมารดาของลลิลยินดี หล่อนที่เป็นเพียงแม่บ้านก็ทำได้เพียงแค่ห่วงใยและคอยดูแลทางนี้ให้ดีที่สุด หญิงวัยปลายกำลังจะขยับไปเตรียมอุ่นอาหารเที่ยง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง

 

 

“มีอะไรกินบ้าง พี่หมาน” สมานหันมองด้วยความตกใจ อินทรายืนกอดอกอยู่ที่กรอบประตูทางเข้าห้องครัวแล้วจับจ้องมาที่หล่อนด้วยสีหน้าและสายตาเรียบเฉย แม้จะหวั่นใจว่าคนมาใหม่อาจจะได้ยินคำพูดของหล่อนที่คุยกับลลิลเมื่อครู่ แต่สมานก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

“มีต้มจืดที่เหลือเมื่อเช้าค่ะ นี่จะผัดผักอีกสักอย่าง คุณพรเธอทานน้อย กับข้าว 2 อย่างก็ทานได้ คุณอินล่ะคะ ทานได้ไหม” อินทราเหยียดริมฝีปากอย่างไม่ค่อยจะพอใจกับอาหารกลางวันเท่าไร

 

 

“ฉันออกไปกินแถวโรงพยาบาลดีกว่า จะได้ไปเยี่ยมตาวินด้วย” สมานมองคนพูดอย่างไม่วางใจ อินทราเห็นสายตานั้นก็ถึงกับแหววออกมาอย่างเหลืออด

 

 

“มองฉันแบบนั้นหมายความว่ายังไง?! ฉันไปเยี่ยมหลานฉันมันผิดเหรอ?!” สมานไม่ได้ตอบโต้ น้องสาวของเจ้าของไร่ผู้ล่วงลับเลยไม่หาเรื่องต่อ หล่อนสะบัดหน้าเดินตึงตังออกไป ทิ้งให้แม่บ้านวัยปลายมองตามอย่างไม่สบายใจ

 

 

…ศวิลยังไม่ได้สติ ลลิลก็ไม่รู้จะได้กลับบ้านเมื่อไร แล้วอินทรายังย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่อีก นี่มันเกิดอะไรกับไร่วโรดมที่เคยสงบสุขกันแน่…

 

 

……………………………..

 

 

 

รถยนต์ยังไม่ทันวิ่งออกจากเขตเมือง ศวิลก็รู้สึกแปลกประหลาดกับร่างกายของเขา อาการปวดแปลบที่ท้องน้อยเป็นช่วงๆทำเอาเขาต้องงอตัวเป็นระยะ

 

 

“เป็นอะไร วิน” ฐาปกรณ์หันมาถามเมื่อจู่ๆ หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาก็งอตัวเอามือกดท้อง

 

 

“แวะปั๊มได้มั้ย อยากเข้าห้องน้ำ” เพราะไม่รู้ว่าปวดท้องอะไร ศวิลจึงขอเข้าห้องน้ำไว้ก่อน

 

 

ชายหนุ่มคนขับพยักหน้า ก่อนจะพารถเบี่ยงเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน เขาจอดรถที่หน้าห้องน้ำ แต่ก่อนที่คนข้างกายจะเปิดประตูลงจากรถ ฐาปกรณ์ก็รีบคว้าแขนเอาไว้แล้วย้ำชัด

 
“เข้าห้องน้ำหญิง”

 

 

ดวงตากลมโตมองเขาอย่างหงุดหงิด

 

 

“รู้แล้วล่ะหน่า!!” เสียงใสแต่ห้วนตอบกลับมาพร้อมกับกระชากแขนของตนเองออกจากการเกาะกุม ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งเข้าห้องน้ำหญิง ฐาปกรณ์มองตามจนแน่ใจว่า ‘ศวิล’ จะไม่ทะเล่อทะล่าเข้าห้องน้ำชายเหมือนคราวก่อน ก็ค่อยดับเครื่อง ลงจากรถแล้วเข้าไปจัดการธุระของตนเองในห้องน้ำเช่นกัน

 

 

ชายหนุ่มออกจากห้องน้ำอีกทีก็ยังไม่พบคนที่เดินทางมากับเขา จึงยืนเตร่รออยู่ที่หน้ารถเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะจำรถไม่ได้ เขารออีกพักใหญ่แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แวว ฐาปกรณ์ชักใจคอไม่ดี แต่ก่อนที่จะตัดสินใจไปตามหาที่ห้องน้ำหญิง คนที่เขากำลังนึกถึงก็โทรศัพท์มาหาพอดี

 

 

ร่างสูงกดรับสาย ยังไม่ทันได้พูดอะไร ปลายสายก็ส่งเสียงสั่นๆมาให้เขาได้ยิน

 

 

‘ฐา…เลือด…เลือดออก…’

 

 

“ห๊ะ?”

 

 

‘กูบอกว่าเลือดออก!’ เสียงที่ตอบกลับมาทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดหวั่น

 

 

“เลือดออกตรงไหน” เขาย้อนถามกลับไป แต่อีกฝ่ายกลับเงียบ คราวนี้เป็นฐาปกรณ์เสียเองที่เริ่มกังวล

 

 

“วิน ได้ยินกูมั้ย เลือดออกตรงไหน แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”

 

 

‘อยู่ในห้องน้ำ…’

 

 

“รออยู่ในนั้น เดี๋ยวกู…”

 

 

‘ไม่ ไม่…กู…กูหมายถึง…กูหมายถึงเลือดออกตรงนั้น…’

 

 

“แล้วตรงนั้นมันตรงไหน?!” ฐาปกรณ์ถามอย่างร้อนใจ ก้าวเท้าเร็วๆกลับไปที่ห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันจะก้าวถึง ปลายสายก็ตอบกลับมาเสียงแผ่ว

 

 

‘…ประจำเดือน…’ ขายาวที่กำลังก้าวชะงักจนทำเอาแทบล้ม

 

 

“ห๊ะ?!!!”

 

 

‘กูว่านะ…น่าจะ…เอ่อ…ประจำเดือน…’ คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับยกมือจับหน้าผาก

 

 

‘ทำไงดี…มัน…มันออกมาไม่หยุด…’ คำถามจากปลายสายทำเอาฐาปกรณ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามตั้งสติว่าจะช่วย ‘ศวิล’ อย่างไรดี

 

 

“ใจเย็นๆก่อน…เอ่อ…มึงรอในนั้น อย่าออกไปไหนนะ เดี๋ยวกูมา”

 

 

‘มึงจะไปไหน?! นี่จะทิ้งกูเรอะ?!! ไอ้ชั่ว!! อย่าให้กูออกไปได้นะมึง ต่อให้ร้อยชีวิตของมึง กูก็จะ…’

 

 

“อย่าเพิ่งด่า กูไม่ได้จะทิ้งมึง แค่จะไปซื้อของมาให้” ปลายเท้าของชาวหนุ่มเบี่ยงตรงไปยังร้านสะดวกซื้อแทน

 

 

‘ของ? ของอะไร’

 

 

“ผ้าอนามัย แค่นี้นะ” แล้วก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้สติ ฐาปกรณ์ก็กดตัดสายแล้วก้าวเท้าเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแอร์เย็นฉ่ำ แต่เหงื่อกาฬของเขากลับแตกเป็นเม็ดๆ

 

 

เกิดมาไม่เคยคิดว่าต้องมาซื้อผ้าอนามัยให้ใครเลย แล้วที่สำคัญ…ใครคนนั้นดันเป็น ‘ศวิล’ เนี่ยสิ

 

 

…ถ้ากูเลือกไปให้ไม่ถูกใจ มันจะกัดหัวกูมั้ยเนี่ย!!!…

………………………….

 

ฐาปกรณ์คิดว่าสีลิปสติกของผู้หญิงมีมากแล้ว แต่ที่มีมากไม่ต่างกันเลยก็คือผ้าอนามัย ชายหนุ่มกวาดตามองชั้นวางซึ่งเต็มไปผ้าอนามัยหลากรูปแบบหลายยี่ห้อแล้วก็มึนตึ้บไปทั้งหัว

 

 

…แล้วนี่ต้องซื้ออันไหน?!!…

 

 

ชายหนุ่มจนปัญญาจะซื้อเอง เขามองซ้ายมองขวาเห็นลูกค้าผู้หญิงของร้านกำลังยืนเลือกขนมอยู่ไม่ไกลก็รีบตรงเข้าไปหาทันที

 

 

“ขอโทษนะครับ…” เขาเอ่ย หญิงสาวหันมามองตามเสียง

 

 

“คือ…คือ…ช่วยผมเลือก…เอ่อ…ของ….เอ่อ…ของที่ผมจะซื้อให้เพื่อน…เอ่อ…เพื่อนผู้หญิง…คือ…คือผมไม่รู้จะเลือกยังไง…” พอถูกจ้องมากเข้า ฐาปกรณ์ก็เกิดอึกอักขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาพูดไม่เต็มปากว่าจะมาซื้อผ้าอนามัย ไม่ได้อับอายแต่รู้สึกเก้อเขินแปลกๆ

 

 

“ของ?” หญิงสาวผู้ถูกขอความช่วยเหลือย้อนถาม แต่พอเห็นสีหน้าอิหลักอิเหรื่อของชายหนุ่มที่บอกว่าจะมา ‘ซื้อของให้เพื่อนผู้หญิง’ หล่อนก็พอจะเข้าใจ

 

 

“อ๋อ…จะซื้อขนมปังสินะคะ”

 

 

“ไม่ใช่ขนมปังครับ คือ…เอ่อ…ผมหมายถึง…”

 

 

“หมายถึงผ้าอนามัยใช่มั้ยละคะ” หญิงสาวพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ฐาปกรณ์เก้อไปเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้ารับ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นจะช่วยเลือกนะคะ” หล่อนพูดต่อแล้วเดินนำไปที่ชั้นวางขายผ้าอนามัย ชายหนุ่มร่างสูงได้แต่เดินตามต้อยๆ

 

 

“มาเยอะหรือมาน้อยคะ แล้วมาวันแรกรึเปล่า” แล้วหญิงสาวก็หันมาถามคำถามที่ยากที่สุดคำถามหนึ่งในชีวิตของฐาปกรณ์

 

 

“อะไรนะครับ”

 

 

“หมายถึงประจำเดือนมาเยอะหรือมาน้อย? พี่พอจะทราบมั้ยคะว่าแฟนพี่ เอ่อ…เพื่อนผู้หญิงของพี่ใช้แบบยาวหรือแบบสั้น มีปีกหรือไม่มีปีก” อะไรคือแบบยาวหรือแบบสั้นและอะไรคือมีปีกหรือไม่มีปีก ฐาปกรณ์งงตึ้บออกทางสีหน้าจนคนถามถึงกับหัวเราะ

 

 

“ท่าทางจะไม่รู้สินะคะ”

 

 

“ค…ครับ…เอ่อ…ไม่รู้เลย…” และเขาก็เชื่อว่าคนที่รออยู่ในห้องน้ำและประจำเดือนกำลังมาในขณะนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร่างกายที่ตัวเองใช้อยู่จะ ‘มาเยอะ’ หรือ ‘มาน้อย’ และควรจะใช้ ‘แบบยาว’ หรือ ‘แบบสั้น’ ‘มีปีก’ หรือ ‘ไม่มีปีก’

 

 

“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบยาวและมีปีกไปก่อนแล้วกันนะคะ จะได้ไม่เลอะ” หญิงสาวพูดแล้วหยิบผ้าอนามัยมาห่อหนึ่งส่งให้เขา

 

 

“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มรับมา ค้อมศีรษะแทนคำขอบคุณอีกทีหนึ่ง ก่อนจะรีบเดินตรงไปจ่ายเงินแล้วถือถุงวิ่งตรงไปยังห้องน้ำหญิงซึ่งมีคนเดินเข้าเดินออกแทบจะตลอดเวลา ชายหนุ่มหมดทางเลือกอีกหน เพราะหากเขาทะเล่อทะล่าเข้าไปในนั้น คงถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยสาวน้อยสาวใหญ่ที่กำลังใช้บริการอยู่แน่ สุดท้ายเลยต้องขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ

 

 

“ขอโทษนะครับ พอดีผมจะเอาของให้เพื่อนผู้หญิงที่อยู่ในห้องน้ำ” เขาพูดแล้วเปิดถุงที่มีห่อผ้าอนามัยให้ผู้หญิงคนนั้นดู อีกฝ่ายมองเขาด้วยรอยยิ้มขำแต่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ

 

 

“เพื่อนคุณอยู่ห้องไหนล่ะคะ”

 

 

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

 

 

“แล้วเพื่อนคุณชื่ออะไร เดี๋ยวพี่ตะโกนเรียกให้”

 

 

“ชื่อวินครับ”

 

 

“ได้ค่ะ” ฐาปกรณ์ส่งถุงห่อผ้าอนามัยให้ผู้หญิงเดินถือเข้าไปในห้องน้ำ ส่วนตัวเขายืนรออยู่ข้างนอก ได้ยินเสียงหล่อนตะโกนเรียกชื่อ ‘คุณวิน’ อยู่ 2-3 ครั้งก็เงียบไป เดาเอาว่าของน่าจะถึงมือศวิลแล้ว

 

 

ชายหนุ่มยืนรออยู่อึดใจหนึ่ง ผู้หญิงที่เขาฝากผ้าอนามัยเข้าไปก็เดินออกมา ฐาปกรณ์ค้อมศีรษะให้อีกทีหนึ่งหล่อนก็ยิ้มให้

 

 

“เพื่อนคุณท่าทางจะปวดท้องเมนส์นะ เปิดประตูออกมาหน้าซีดเชียว หาอะไรร้อนๆให้กิน หรือไม่ก็ไปซื้อที่ติดประคบร้อนมาติดตรงท้อง จะได้ดีขึ้น” หล่อนแนะนำอย่างมีน้ำใจ

 

 

“ขอบคุณมากครับ” เขายกมือไหว้อีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นจึงเดินจากไปที่รถ ส่วนเขายืนรออยู่อีกพักใหญ่ หญิงสาวร่างบอบบางก็เดินออกมาจากห้องน้ำ

 

 

“วิน…” เขารีบก้าวเข้าไปหา ดวงหน้าหวานที่ตลอด 2 วันที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมักจะบึ้งตึงอยู่เสมอ มาวันนี้กลับซีดเซียวไร้สีเลือด

 

 

“เป็นไงมั่ง” เขาถามด้วยความห่วงใย ดวงตากลมโตฉายแววอ่อนล้าจนฐาปกรณ์ใจหาย

 

 

“ปวดท้อง…” เสียงที่ตอบกลับมานั้นแผ่วเบาจนน่าสงสาร

 

 

“กลับไปที่รถไป เดินไหวมั้ย”

 

 

“ไหว” คำตอบเหมือนจะไหว แต่พอก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าไม่สมกับเป็นคนใจร้อนก็ทำเอาร่างสูงอดไม่ได้ต้องช่วยพยุง หากเป็นเวลาอื่น ศวิลคงผลักไสความช่วยเหลือนี้ แต่เพราะเวลานี้อาการปวดท้องทำให้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขืนตัวออกจากอ้อมแขนที่โอบไหล่เขาเอาไว้ ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้อีกฝ่ายพาเขาไปจนถึงรถ

 

 

ร่างผอมบางทรุดตัวลงนั่งงออยู่บนเบาะรถแล้ว แต่หน้าตาซีดเซียวและท่าทางทรมานทำเอาฐาปกรณ์ไม่สบายใจ เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาเพื่อนสนิทอย่างชานนท์ที่น่าจะให้คำแนะนำได้

 

 

“ไอ้นนท์…ถ้าปวดท้องประจำเดือน ให้กินยาอะไรได้มั่ง” เขากรอกเสียงลงทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย

 

 

‘มึงถามอะไรนะ?!’

 

 

“กูถามว่าถ้าปวดท้องประจำเดือน ควรจะกินอะไร”

 

 

‘มึงถามทำไมเนี่ย?!’

 

 

“ไอ้วินมีประจำเดือน” ฐาปกรณ์กรอกเสียงกลับไป และแน่นอนว่าเพราะเขายังยืนอยู่ข้างเบาะที่ศวิลนั่งขดอยู่ คนมีประจำเดือนเลยได้ยินอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงเท่านั้นดวงตากลมโตที่อ่อนล้าและอ่อนแรงก็เหลือบมองทันที

 

 

“กูไม่ได้มีประจำเดือน ร่างของลินต่างหากที่มี!” แม้จะปวดท้องมากแค่ไหน แต่ศวิลก็ยังฮึดแรงออกมาพูดจนได้ ฐาปกรณ์ถลึงตาดุใส่คนปวดท้องจนแทบจะหมดแรงแต่ยังไม่วายปากดี ก่อนจะหันไปสนใจปลายสายต่อ

 

 

“ว่าไงไอ้นนท์”

 

 

‘กินพาราฯก็ได้’

 

 

“โอเค เดี๋ยวกูจะไปหาซื้อพาราฯมาให้มันกิน แค่นี้ก่อนนะ” แล้วเขาก็ตัดสายจากเพื่อนสนิท กำลังจะก้มลงบอกคนที่กำลังผจญชะตากรรมครั้งใหญ่ในชีวิต ‘ลูกผู้ชาย’

 

 

“เดี๋ยวกูจะไปซื้อยามาให้ ไอ้นนท์บอกว่ากินพาราฯ…”

 

 

“ไม่ต้องซื้อ! กูไม่กิน!”

 

 

“มึงจะไม่กินได้ไง! มึงปวดท้องหนักขนาดนี้!”

 

 

“แต่ลินไม่เคยกิน!” ศวิลจำได้ดีว่าน้องสาวของเขาปวดท้องประจำเดือนถึงขั้นต้องลาโรงเรียนก็เคย แต่หญิงสาวไม่เคยทานยาแก้ปวด เขาเคยถามเหตุผลเพราะหมายจะบังคับ แต่ลลิลยืนกรานว่าหากทานยาแก้ปวดแล้ว ครั้งต่อๆไปจะต้องทานมากขึ้นเพราะอาการปวดจะเพิ่มมากกว่าเดิม

 

 

“ลินไม่กิน แล้วทำไมมึงต้องไม่กินด้วยล่ะ” ฐาปกรณ์ยังไม่เข้าใจ นี่ชานนท์ซึ่งเป็นหมอก็ยืนยันแล้วว่าทานยาแก้ปวดได้ แต่ศวิลยังดื้อแพ่งทนปวดจนหน้าซีดขนาดนี้

 

 

“ก็อย่างที่มึงเคยพูด นี่ร่างกายของลิน ไม่ใช่ร่างกายของกู ลินเคยบอกว่าถ้ากินครั้งนึง ก็ต้องกินครั้งต่อไป แล้วครั้งต่อๆไปมันจะปวดมากกว่าเดิม เกิดหลังจากนี้น้องกูกลับมาใช้ร่างนี้แล้วปวดท้องเมนส์มากกว่านี้ น้องกูไม่แย่รึไง” คนฟังถึงกับชะงักกับเหตุผลของคนที่ยอมทนรับความเจ็บปวดเอาไว้ เหตุผลเพียงข้อเดียวที่มีคือเมื่อถึงเวลาที่ต้องคืนร่างกายให้น้องสาว ศวิลจะคืนอย่างดีที่สุด เขาเข้าใจความคิดนี้ดี

 

 

ร่างสูงถอนหายใจเบา

 

 

“แล้วมึงจะทนอย่างนี้เหรอ วิน” เขาถามด้วยความห่วงใย ร่างกายเป็นของลลิลก็จริง แต่เวลานี้ศวิลที่อยู่ในร่างลลิลกำลังต้องแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งๆที่ตลอดชีวิต ‘ลูกผู้ชาย’ ที่ผ่านมา คงไม่มีใครคาดคิดว่าคนแข็งแรงถึงไหนถึงกันอย่างศวิลต้องมาพบเจอความเจ็บปวดแสนสาหัสของการใช้ร่างผู้หญิง

 

 

“กูไหว มึงมาขับรถได้แล้ว จะได้ไปเอาน้ำมนต์ต่อ กูต้องรีบกลับบ้าน” เพราะอินทราย้ายเข้ามาอยู่ในไร่วโรดม เขาจะตะลอนๆอยู่นอกบ้านนานกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยเขากลับไปแสดงตัวว่ายังอยู่ในบ้านในฐานะ ‘ลลิล’ อินทราอาจจะพอเกรงใจกันบ้าง

 

 

ฐาปกรณ์มองคนที่ใช้เรี่ยวแรงน้อยนิดผลักเขาออกให้พ้นประตู แล้วเอื้อมมือไปดึงประตูรถมาปิดเพื่อกระตุ้นให้เขามาขับรถต่อ แต่ร่างผอมบางที่ขดอยู่กับเบาะทำให้เขาทนไม่ไหว ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง

 

…………………………….

 

 

 

โกโก้ร้อนหอมกรุ่นถูกส่งมาตรงหน้าคนกำลังปวดท้องจนได้แต่ยกเข่าขึ้นมานั่งกอดเอาไว้ ดวงตากลมโตหันมองมือใหญ่ที่ถือแก้วส่งให้เขาด้วยความไม่เข้าใจ

 

 

“พี่ผู้หญิงคนที่เขาช่วยส่งผ้าอนามัยให้มึงน่ะ บอกกูว่าให้กินของร้อนๆ จะดีขึ้น”

 

 

“แล้วนี่ก็ที่ติดประคบร้อน น่าจะช่วยได้” ฐาปกรณ์หาซื้อของตามที่ได้รับคำแนะนำมา ศวิลรับไปดูแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว

 

 

“แผ่นอย่างนี้จะได้เรื่องเหรอ”

 

 

“ลองดูก่อนสิ ยาก็ไม่กิน ก็ลองใช้วิธีแบบนี้ดูแล้วกัน” ชายหนุ่มว่าอย่างนั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปเบาะหลังแล้วหยิบเสื้อแจ็กเก็ตของตนเองมาส่งให้

 

 

“เอ้า หลังซองบอกว่าให้ติดบนกางเกงใน มึงเอาเสื้อกูคลุม แล้วค่อยติด ติดตามที่มันเขียนบอกบนซองนั่นล่ะ เห็นว่าเป็นแผ่นให้ความร้อน พนักงานในร้านก็บอกว่าใช้ได้ แล้วเดี๋ยวกูจะลองหากระเป๋าน้ำร้อนให้” ฐาปกรณ์พูดจบก็หันไปสตาร์ทรถเพื่อพารถยนต์คันเล็กออกจากสถานีบริการน้ำมัน แล้วปล่อยให้ร่างผอมบางข้างกายถือแก้วโกโก้ร้อนมือหนึ่ง ส่วนอีกมือถือแผ่นประคบร้อน มีแจ็กเก็ตของเขาวางพาดอยู่บนตัก

 

 

ดวงตากลมได้แต่เหลือบมองคนพูดที่ทำให้เขาทุกอย่าง เหมือนสมัยเด็กๆที่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วยกับวีรกรรมโลดโผนของเขาหรือไม่ แต่ก็อยู่เคียงข้างเสมอ

 

 

…ครั้งนี้ แม้จะไม่ใช่วีรกรรมอันโลดโผนของเขา แต่ฐาปกรณ์ก็ยัง…อยู่เคียงข้างเหมือนที่แล้วมา…

 

………………………..

 

 

หลังจากได้โกโก้ร้อนๆและแผ่นประคบร้อนไปแล้ว ข้างกายของชายหนุ่มก็ไม่ส่งเสียงใดๆขึ้นมาอีก ฐาปกรณ์หันไปมองอีกครั้งก็พบว่าร่างผอมบางของหญิงสาวนอนขดอยู่บนเบาะมีเสื้อแจ็กเก็ตของเขาคลุมร่างอยู่ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา นับตั้งแต่รู้จัก ‘ศวิล’ เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายในสภาพอ่อนล้าแบบนี้ เจ้าตัวมักจะมีแรงเหลือเฝืออยู่เสมอ แต่เมื่อมาอยู่ในร่างของน้องสาวผู้บอบบาง ‘ศวิล’ คนแข็งแรงกลายเป็นเปราะบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็คงคาดไม่ถึง

 

 

 

ดวงตาคมเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างรถ สองข้างทางของถนนที่แทบจะไร้รถยนต์วิ่งไปมามีแต่สวนยางสลับกับทุ่งข้าว บึงกาฬเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ ดังนั้นแม้ว่าส่วนใดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะแห้งแล้ง แต่ที่นี่เขียวชอุ่มและมีฝนอยู่เสมอ และเวลานี้ก็เหมือนท้องฟ้าที่เคยสดใสจะเริ่มมีเมฆแล้ว

 

 

ฐาปกรณ์ถอนหายใจอีกครั้ง คนข้างกายของเขากำลังป่วย แถมฝนก็ดูท่าจะใกล้ตก วัดก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเลี้ยวรถกลับเข้าเมือง อย่างน้อยไปเช็คอินโรงแรมสำหรับคืนนี้ แล้วให้คนที่กำลังป่วยอยู่ข้างๆเขาได้พักให้สบาย พรุ่งนี้ค่อยออกมาหาวัดอีกครั้งน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

 

……………………

 

โรงแรมที่บึงกาฬถูกจองผ่านระบบอินเตอร์เน็ตมาแล้วล่วงหน้า ฐาปกรณ์เพียงแค่มีหน้าที่ไปเช็คอิน แน่นอนว่าตอนแรกเขาจอง 2 ห้องเหมือนอย่างโรงแรมก่อนหน้านี้ แต่เพราะคนที่มากับเขาป่วยซมขนาดนั้น ใจเป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้แยกไปนอนเพียงลำพัง

 

 

หลังจากเช็คอินและทำเรื่องคืนห้องที่จองมาเกิน 1 ห้องแล้ว ชายหนุ่มก็เดินกลับมาที่รถที่จอดอยู่หน้าโรงแรม เขาให้หญิงสาวนอนรออยู่ในนี้โดยเปิดกระจกให้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ และแม้จะดับเครื่องยนต์ไปแล้ว แต่คนป่วยก็ยังเพลียเกินกว่าจะตื่น ฐาปกรณ์เปิดประตูรถมองสภาพซีดเซียวของคนที่ยังใช้แจ็กเก็ตของเขาคลุมร่าง

 

 

“วิน ตื่นได้แล้ววิน” เขาเรียกเสียงไม่ดังนัก แต่ก็ทำให้คนที่นอนอยู่ปรือตาขึ้นมอง

 

 

“ถึงวัดแล้วเหรอ”

 

 

“เปล่า นี่โรงแรมที่จะนอนคืนนี้” เพียงเท่านั้นดวงตากลมโตก็เหลือบมามองคนพูดด้วยแววตำหนิปนสงสัย

 

 

“ฝนจะตก แล้วระหว่างทางมันเปลี่ยว ก็เลยพากลับมาโรงแรมก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” คำว่า ‘เปลี่ยว’ ทำเอาคนกลัวสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติเข้าใจขึ้นมาทันที ดวงหน้าหวานแต่ซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือดพยักหน้ารับรู้

 

 

“ไปนอนบนห้องไป เช็คอินไว้แล้ว ลุกไหวมั้ย” แม้จะถาม แต่มือใหญ่กลับเอื้อมไปคว้าแขนเล็กมาจับแล้ว

 

 

“ไหว” และแม้จะตอบว่าไหว แต่ศวิลก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายประคองเขาลงจากรถอย่างเงียบๆ แต่พอฐาปกรณ์จะพาเข้าโรงแรมมือเปล่า คนที่เงียบมาตั้งแต่ลงจากรถก็ตั้คำถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

 

“แล้วกระเป๋าเสื้อผ้าล่ะ”

 

 

“เดี๋ยวค่อยลงมาเอาอีกที”

 

 

“หมายความว่าจะพากูขึ้นไปรอบนห้องแล้วมึงค่อยลงมาเอากระเป๋างั้นเหรอ?! ไม่มีทาง!! กูไม่รอบนห้องคนเดียวหรอกนะ!!” ศวิลคนเก่า แม้แต่การปวดประจำเดือนก็ไม่สามารถลดความเอาแต่ใจของเจ้าตัวได้ ฐาปกรณ์ถอนหายใจเบาก่อนจะตอบเสียงเรียบ แต่ในใจระอาไปมากกว่าครึ่ง

 

 

“แล้วกูจะเอามือไหนยกกระเป๋า” เขาพูดแล้วลดสายตาลงมองมือตัวเองที่กำลังช่วยประคองคนป่วยอยู่ ดวงตากลมโตเหลือบมองตามก่อนจะรีบรั้งร่างตัวเองออกจาก 2 มือของชายหนุ่มทันที

 

 

“กูเดินไหว มึงไปยกกระเป๋า แล้วค่อยขึ้นห้องพร้อมกัน” ร่างสูงขี้เกียจต่อปากต่อคำ เขายอมเดินไปเปิดฝากระโปรงหลังแล้วหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของพวกเขา 2 คนออกมา และเมื่อนั้นคนป่วยแต่กลัวผีเป็นอันดับหนึ่งของชีวิตถึงได้ยอมเดินเข้าโรงแรมแต่โดยดี

 

 

……………………

 

 

อาหารเย็นเรียบง่ายที่ไร่วโรดมถูกจัดขึ้นโต๊ะ พรอุมากลับมาจากโรงพยาบาลแล้วหลังจากไปเยี่ยมบุตรชายที่ยังนอนไม่ได้สติ ส่วนอินทรา หลังจากเมื่อตอนเที่ยงที่แวะเข้ามาดูหน้าตาอาหารกลางวันและอ้างว่าจะไปเยี่ยมหลานที่โรงพยาบาล หล่อนก็ไม่กลับมาอีก พรอุมาเองก็ไม่เห็นน้องสาวของสามีที่โรงพยาบาลเช่นกัน

 

 

“เขาคงออกไปทานข้างนอก ตักข้าวเถอะพี่หมาน” พรอุมาสรุปเอาเองเมื่อถึงเวลามื้อเย็นแล้ว แต่อินทรายังไม่กลับมาถึงไร่

 

 

สมานกำลังจะตักข้าวใส่จาน แต่เสียงเดินตึงตังดังเข้ามาในห้องอาหารเสียก่อน

 

 

“อุ๊ย! อินกลับมาทันพอดี!! นี่ซื้อกับข้าวมาเยอะเลยค่ะ กะจะมาขุนให้ยัยลินกินเยอะๆหน่อย แล้วนี่ยัยลินล่ะคะ” อินทราพูดจบก็กวาดตามองรอบห้องอาหาร แต่ไม่พบหลานสาวที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

 

 

พรอุมาและสมานเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่เป็นฝ่ายมารดาของลลิลให้คำตอบ

 

 

“ลินยังไม่กลับ”

 

 

“ยังไม่กลับ?! เพิ่งออกจากโรงพยาบาลก็เที่ยวตะลอนไม่กลับบ้านกลับช่องแล้วเหรอคะ?! นี่มันน่าคิดนะคะพี่พร ตาวินยังนอนเป็นผักอยู่ที่โรงพยาบาล แทนที่ยัยลินจะไปเฝ้าไข้พี่ชาย หรืออย่างน้อยออกไปดูไร่แทน แต่กลับหายออกจากบ้านแบบนี้ ไม่รู้ไปปาร์ตี้ฉลองอิสรภาพรึเปล่านะคะ อยู่ในกรงของตาวินมาตั้งนาน เวลานี้ล่ะโอกาสทองเลย!!” คำพูดของอินทราแต่ละคำหาดีไม่ได้ ทั้งพรอุมาและสมานอึดอัดกับคำพูดใส่ร้ายป้ายสี แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ เพราะต่างคนต่างไม่อยากให้อินทรารู้ว่าเวลานี้ลลิลจำเป็นต้องออกไปตามหาน้ำมนต์ตามคำแนะนำของหลวงพ่อ ไม่รู้เมื่อไรจะกลับ

 

 

“หรือถ้ายังไงอินโทร.ตามดีมั้ยคะ”

 

 

“ไม่ต้อง” พรอุมาร้องห้ามเสียงหลง ก่อนจะตั้งสติทำเสียงให้เป็นปกติแล้วสำทับ “…เดี๋ยวลินก็กลับ”

 

 

“จะกลับเมื่อไรล่ะคะ นี่มันกี่โมงเข้าไปแล้ว หรือจะกลับเช้าวันพรุ่งนี้”

 

 

“อิน ยัยลินน่ะโตแล้ว แกรู้ดีว่าควรจะกลับบ้านกี่โมง พี่ว่าอินทานข้าวเถอะ จะได้ไปพักผ่อน” อินทราส่ายหน้าหวือ

 

 

“พักผ่อนไม่ได้หรอกค่ะ ที่อินย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เพราะจะมาช่วยงานด้วย ตาวินนอนนิ่งอย่างนั้น ไม่รู้จะฟื้นเมื่อไร ที่นี่เหลือแค่พี่พรกับยัยลิน 2 คน จะดูแลทั้งไร่ไหวได้ยังไง พี่พรไว้ใจได้นะคะ สมัยก่อนตอนพี่อมรยังอยู่ อินก็ช่วยงานพี่อมรตั้งเยอะ อินจำได้ค่ะ ว่าต้องดูแลส่วนไหนยังไง” คำพูดของอินทราทำเอาพรอุมาและสมานนิ่งชะงัก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง

 

 

…อินทราไม่ใช่แค่จะเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่คิดจะดูแลไร่นี้ทั้งหมดแทนที่ศวิลอย่างนั้นหรือ!…

 

 

 

ติดตามตอนต่อไป (อังคารหน้า)

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมากกกกกก บ่อยจนพิมพ์เรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะมันจะอินกับบรรยากาศเกินไป ฮา (ก็เลยไปนั่งพิมพ์เรื่องอื่นแทน กร๊ากๆๆๆ อย่างงี้ก็ได้ด้วยยยย…)

 

อิคุณวินยังคงคอนเซ็ปต์ไม่น่ารักเหมือนเดิม แต่คนเราถูกปัญหาหลายด้านรุมเร้าก็มักจะแสดงด้านมืดออกมาอย่างมากมายนะคะ (นี่คือเข้าข้างที่สุดแล้ว ฮา…)

 

ส่วนฐา…อันนี้ชาติที่แล้วคงสร้างกรรมหนักมาระดับแม็กซ์จริงๆนั่นแหละ เลยต้องมาชดใช้กรรมในชาตินี้ เพราะงั้น…เราทั้งหลายมาสร้างความดีกันเถอะค่ะ ฮา

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ กำลังใจและพื้นที่บอร์ดเช่นเคยค่ะ

 

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ระวังสุขภาพกันด้วยนะคะ

เจอกันอังคารหน้า วัดที่ 4 ชิลล์ๆ ไม่น่ากลัวหรอกวิน

 

 

 

Leave a Reply