Back to Home

พินัยกรรมกามเทพ ตอนที่ 5

= บล็อกนี้เป็นบล็อกตัวอย่างนิยายที่ยังไม่มีกำหนดตีพิมพ์ และยังไม่ใช่ฉบับไฟนอลสำหรับตีพิมพ์ค่ะ =

พินัยกรรมกามเทพ

Dezair

[05]

 

 

ภายในห้องพักโรงแรมกว้างขวาง ฐาปกรณ์กำลังใช้พื้นที่โต๊ะหน้ากระจกในการติดตามงานในช่วงที่เขาลาหยุดมา ชายหนุ่มเป็นพนักงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง โชคดีว่าไม่ค่อยมีกิจธุระหรือเจ็บป่วยให้ต้องลา พอคราวนี้มีเหตุจำเป็นที่จะต้องลาโดยอ้างว่าญาติป่วย หัวหน้างานก็ยินดีให้เขาลาหยุดได้ตามต้องการ แต่ทั้งอย่างนั้น เขาก็พกโน้ตบุ้คมาเพื่อทำงานด้วย

 

 

“ภายในสัปดาห์นี้ ผมจะหาทางแวะเข้าไปเซ็นนะครับพี่ ขอโทษจริงๆที่ต้องให้รอ” เขากรอกเสียงลงในโทรศัพท์มือถือ ขณะที่สายตาจดจ้องอยู่ที่หน้าจอโน้ตบุ้คเพื่ออ่านเนื้องานที่มีปัญหา และจำเป็นต้องมีลายเซ็นของเขาในส่วนที่ต้องแก้ไข

 

 

“ครับ จะพยายามไปให้เร็วที่สุด” พอย้ำคำหนักแน่น ทางปลายสายก็เหมือนจะพอใจอยู่บ้าง จึงสอบถามเรื่อง ‘อาการป่วยของญาติ’ ที่เขาอ้างเป็นเหตุผลในการลา

 

 

ดวงตาคมเหลือบไปมองยังร่างผอมบางบนเตียงกว้างที่ยังนอนนิ่ง

 

 

“ก็…ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไรครับ คงอีกพักใหญ่ๆ” เขาตอบสั้นๆ เพราะหากต้องอธิบายอาการป่วยที่ว่า คงไม่มีใครเชื่อ

 

 

“ครับ แล้วผมจะรีบกลับไปเร็วที่สุด ขอบคุณมากครับพี่” เขาตัดสาย แล้วหันกลับไปไล่อ่านอีเมลต่างๆที่ค้างอยู่ในระบบเพื่อติดตามงานของตนต่อ แต่ทำงานได้เพียงครู่เดียว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกหน คราวนี้ไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ของเขา ชายหนุ่มกวาดตามองรอบห้องแล้วถึงได้พบต้นตอของเสียงเป็นโทรศัพท์มือถือของ ‘ลลิล’ นั่นเอง

 

 

ฐาปกรณ์เดินไปหยิบมาดู เห็นเป็นสายเรียกเข้าจากมารดาของ 2 พี่น้องศวิลและลลิล จึงตัดสินใจรับสาย

 

 

“สวัสดีครับ”

 

 

‘ฐาเหรอจ้ะ? ลินอยู่ตรงนั้นมั้ย’

 

 

“ลิน…เอ่อ…ลินหลับไปแล้วครับ”

 

 

‘หลับ? ตอนนี้น่ะเหรอ’ ฐาปกรณ์เหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็พบว่านี่เป็นเวลาทุ่มนึงเท่านั้นเอง

 

 

“เอ่อ…ครับ ผมคิดว่าเขาหลับไปแล้ว คือวันนี้เขาดูเพลียๆ ก็เลยพากันเข้ามาพักที่โรงแรมก่อน นี่มือถือเขาติดมาที่ผมได้ยังไงก็ไม่ทราบเหมือนกัน” เขาจงใจพูดเหมือนว่าทั้งเขาและลูกสาวของพรอุมาพักกันคนละห้อง เพราะไม่อยากให้คนฟังรู้สึกไม่ดีหากทราบว่าเขาพักห้องเดียวกับ ‘ลลิล’

 

 

‘อ้อ อย่างนั้นเหรอ…’ เสียงจากปลายสายฟังดูไม่ดีเอาเสียเลยจนฐาปกรณ์นึกเป็นห่วง

 

 

“มีอะไรรึเปล่าครับน้าพร ให้ผมไปเคาะห้องลินมั้ยครับ”

 

 

‘ไม่ต้องหรอกจ้ะ ไม่มีอะไร แล้ว…นี่จะกลับมาเมื่อไรล่ะ’

 

 

“ตอนนี้ได้มา 2 วัดแล้วครับ กำลังจะหาของวัดที่ 3 น่าจะหาได้ภายในพรุ่งนี้”

 

 

‘ถ้าอย่างนั้น รีบกลับนะจ๊ะ’

 

 

“ครับ”

 

 

‘ฝากบอกลินด้วย ว่าน้าคิดถึง’ แล้วพรอุมาก็วางสายจากไป ฐาปกรณ์ยังติดใจน้ำเสียงไม่สู้ดีของหญิงผู้นี้ จึงตัดสินใจโทร.หาคนที่พอจะสืบเรื่องราวให้เขาได้

 

 

…ชานนท์…

 

………………………….

 

นายแพทย์ชานนท์กำลังจะกลับบ้านพอดี ตอนที่มีโทรศัพท์จาก ‘ฐาปกรณ์’ เขากดรับสายขณะก้าวเท้าขึ้นรถยนต์

 

 

“นี่มึงยังมีชีวิตอยู่เรอะ?! กูนึกว่าถูกคนปวดท้องเมนส์กินหัวไปแล้วซะอีก!” นายแพทย์หนุ่มทักทายอย่างอารมณ์ดี นึกสภาพไม่ออกว่า ‘ศวิล’ ที่กำลังปวดท้องรอบเดือนจะหงุดหงิดงุ่นง่านขี้โมโหมากแค่ไหน เพราะปกติเจ้าตัวก็ขี้หงุดหงิดกับฐาปกรณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

 

 

‘ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน’ ชานนท์ขำก๊ากอย่างอดไม่ไหว

 

 

“แล้วนี่มันเป็นยังไงบ้าง”

 

 

‘หลับไปแล้ว แล้วจะปวดท้องอีกมั้ย’

 

 

“อันนี้ตอบยาก อาจจะปวดหรืออาจจะไม่ ให้มันกินยาก็สิ้นเรื่อง”

 

 

‘มันยอมซะที่ไหน’

 

 

“บังคับไม่ได้ด้วยล่ะสิ มึงมันแพ้ทาง 2 พี่น้องนี่มาตลอดนี่หว่า ยิ่งตอนนี้มาเป็นแพ็คคู่เลย วิญญาณพี่ในร่างน้อง” ชานนท์แซว ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆจากปลายสายก็พอรู้ว่าอีกฝ่าย ‘แพ้ทาง 2 พี่น้อง’ นี่จริง

 

 

“แล้วนี่มึงโทร.มามีอะไร อย่าบอกนะว่าจะปรับทุกข์ที่ต้องอยู่กับมนุษย์เมนส์ที่ชื่อ ศวิลน่ะ”

 

 

‘เปล่า กูจะวานมึงแวะไปดูที่ไร่ให้หน่อย เมื่อกี้น้าพรโทร.มา เสียงฟังไม่ค่อยดี’

 

 

“ได้ เดี๋ยวกูแวะไปดูให้แล้วจะโทร.ไปบอก” ชานนท์รีบรับปาก เขาตัดสายแล้วสตาร์ทรถขับออกจากโรงพยาบาล ใจนึกเป็นห่วงมารดาของเพื่อนที่เขาเห็นมาแต่เล็ก พรอุมาเป็นคนเงียบๆมาแต่ไนแต่ไร ยิ่งพอลูกชายลูกสาวประสบอุบัติเหตุทั้งคู่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหญิงหม้ายผู้นั้นแบกรับความทุกข์ทั้งหมดเอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว

 

 

…ขออย่าให้ความทุกข์เหล่านั้นบั่นทอนกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ของหล่อนเลย…

 

…………………………..

 

 

 

ศวิลหลับไปพักใหญ่ๆ ตื่นขึ้นมาอีกที ทั่วทั้งห้องก็เปิดไฟสีเหลืองอมส้มแล้ว เขาลืมตามองไปรอบห้อง ก่อนจะค่อยลุกขึ้นนั่งแล้วถึงได้เห็นฐาปกรณ์กำลังนั่งพิมพ์โน้ตบุ้คอยู่ที่โต๊ะกระจกที่ปลายเตียง ชายหนุ่มเห็นเขาผ่านทางเงาสะท้อนบนกระจกพอดี เลยหันกลับมา

 

 

“เป็นยังไงบ้าง หายปวดท้องรึยัง”

 

 

“ก็…ดีขึ้นบ้างแล้ว” ร่างผอมบางตอบ ก่อนจะเบี่ยงปลายเท้าลงจากเตียง เพียงเท่านั้นฐาปกรณ์ก็รีบลุกขึ้นเดินมาคว้าแขนไว้

 

 

“จะเข้าห้องน้ำ” คนป่วยตอบ แต่ฐาปกรณ์กลับยืนนิ่ง สายตามองผ่านไหล่หญิงสาวลงไปที่เตียง ทำเอาคนที่เพิ่งลุกขึ้นมาต้องหันไปมอง รอยเลือดที่เปื้อนเป็นวงกว้างอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวก็ทำเอา ‘ศวิล’ ถึงกับตาโตอ้าปากค้าง

 

 

“ไปเข้าห้องน้ำก่อนไป เอ้า…กระเป๋าเสื้อผ้า แล้วก็นี่…ฉันให้คนไปซื้อมาให้แล้ว” ฐาปกรณ์ได้สติก่อน เขาดันหลังเล็กให้ตรงไปที่ห้องน้ำ ก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าและถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อซึ่งมีผ้าอนามัยหลากหลายยี่ห้อมาส่งให้

 

 

พอส่งคนมีปัญหาเข้าห้องน้ำไปแล้วเรียบร้อย ชายหนุ่มก็ได้แต่กลับมายืนอยู่ข้างเตียง มือกุมขมับว่าจะทำเช่นไรกับ ‘รอยเปื้อน’ นี่ดี ที่แน่ๆศวิลไม่มีทางมาจัดการหรอก เพราะแค่เมื่อกี้หันมากลับมาเห็น มันยังทำตาโต อ้าปากค้างอยู่เลย เขาเดินหมุนไปหมุนมาอยู่พักใหญ่ ก็พอดีคนที่หายเงียบเข้าไปในห้องน้ำเปิดประตูออกมาอีกครั้งในชุดเสื้อคลุมผ้าขนหนู

 

 

“กางเกงมันเลอะ แล้วก็กลัวว่าถ้าใส่ตัวอื่น มันจะเลอะอีก” หญิงสาวพูดเสียงแผ่วเมื่อฐาปกรณ์มองเขาเงียบๆ

 

 

“แล้วกางเกงอยู่ไหนแล้ว”

 

 

“อยู่ที่คอกฝักบัว” พอได้คำตอบ ร่างสูงก็ทำท่าจะเดินสวนเข้าห้องน้ำ แต่มือขาวเล็กรีบคว้าหมับเอาไว้

 

 

“มึงจะทำอะไร?!” ดวงตากลมเบิกมองมาที่เขาด้วยความตื่นตระหนก ฐาปกรณ์มองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ

 

 

“จะซักกางเกงให้น่ะสิ”

 

 

“แต่…”

 

 

“กูทำให้เอง” เขาย้ำคำเดิม ก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะกระจก “ไปนั่งรอตรงนั้นไป” สั่งเสร็จแล้วก็ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำ ศวิลทำได้เพียงเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ตามที่อีกฝ่ายสั่ง ฐาปกรณ์หายเข้าไปห้องน้ำพักใหญ่ก็เดินออกมาพร้อมกางเกงของหญิงสาวที่เขาซักหมาดแล้ว นำไปผึ่งเอาไว้ที่นอกระเบียงพร้อมด้วยชั้นใน จากนั้นจึงกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกหน และออกมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กและสบู่ก้อนที่ฟอกได้ฟองขึ้นมาเล็กน้อย นำมาทำความสะอาดรอยเปื้อนบนผ้าปูที่นอนอย่างไม่มีท่าทีรังเกียจ ดวงตากลมโตของหญิงสาวได้แต่เฝ้ามองการกระทำทุกอย่างของร่างสูงเงียบๆ

 

 

ฐาปกรณ์เป็นเช่นนี้เสมอ ทำทุกอย่างโดยไม่พูดอะไร ทำทุกอย่างอย่างเงียบๆ ต่อให้มีใครมาถามก็ไม่เคยเสนอหน้าออกรับความดีความชอบ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังตั้งใจทำทุกอย่าง…เหมือนสมัยก่อนไม่มีผิด

 

 

“หิวรึเปล่า” รอยเปื้อนพอจะจางลงบ้างแล้ว ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถามคนที่นั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะกระจก

 

 

“นิดหน่อย”

 

 

“โทร.ลงไปสั่งที่ครัวของโรงแรมมั้ย ตอนนี้ครัวยังเปิดอยู่”

 

 

“กินอะไรล่ะ” คำถามต่อมาทำเอาคนกำลังตั้งอกตั้งใจซักรอยเปื้อนบนผ้าปูที่นอนต้องเงยหน้ามอง ดวงตาสองคู่สบกันในขั่วขณะหนึ่ง มีเพียงความเงียบที่ลอยคว้างอยู่กลางห้อง ก่อนที่จะเป็นฝ่าย ‘ศวิล’ ที่เบือนสายตาหนีไปมองทางอื่นแทน ฐาปกรณ์อมยิ้มจางอย่างนึกเอ็นดู ไม่เคยเห็น ‘ศวิล’ เป็นฝ่ายหลบสายตาใครมาก่อน จนกระทั่งวันนี้

 

 

“เอาข้าวผัดก็ได้” หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่โทรศัพท์ที่โต๊ะข้างเตียง กดเบอร์ตรงลงไปที่ห้องครัวของโรงแรมแล้วสั่งข้าวผัด 1 จาน กับข้าวต้มอีก 1 จาน จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิม มองดูร่างสูงตั้งอกตั้งใจซักผ้าปูที่นอนด้วยวิธีง่ายๆจากสบู่ก้อนและผ้าชุบน้ำบิดหมาด จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น

 

 

“สงสัยข้าวจะมาแล้ว เข้าไปอยู่ในห้องน้ำก่อนไป” ฐาปกรณ์หันมาสั่งคนที่ลุกขึ้นเตรียมตัวจะไปเปิดประตู หญิงสาวทำคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ชายหนุ่มเลยต้องอธิบายอีกรอบ

 

 

“แต่งตัวไม่เรียบร้อย” คำพูดของเขาทำเอาศวิลเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้เขาอยู่ในร่างน้องสาว การเดินไปเดินมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำไม่ใช่เรื่องที่เหมาะนัก หากยังคิดจะรักษาหน้าตาของ ‘ลลิล’ ต่อไป

 

 

เป็นอีกครั้งที่คนเรื่องมากยอมทำตามคำสั่ง หลบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำตอนที่ฐาปกรณ์ไปเปิดประตูเพื่อให้บริกรนำอาหารที่สั่งเข้ามาวาง เมื่อจ่ายเงินและบริกรออกจากห้องไปแล้ว เขาถึงเคาะประตูห้องน้ำเรียกคนที่หลบอยู่ในนั้นออกมา

 

 

“ข้าวต้มอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างน่ะ” ฐาปกรณ์พูดแล้วโบ้ยหน้าไปที่โซฟาเดี่ยว 2 ตัวและโต๊ะเล็กที่มีข้าวผัดและข้าวต้มวางอยู่ ศวิลกำลังจะเอ่ยชวนให้อีกฝ่ายมาทานพร้อมกัน แต่สายตามองเลยออกไปยังนอกระเบียงที่เปิดผ้าม่านอยู่ เครื่องหมายกากบาทสีเขียวที่มองเห็นจากในห้องทำเอาคิ้วเรียวขมวดฉับเข้าหากัน

 

 

“นั่นอะไร!” ฐาปกรณ์มองตาม แต่ยังไม่เข้าใจคำถาม

 

 

“เครื่องหมายกากบาทนั่นน่ะ โรงพยาบาลใช่มั้ย?!”

 

 

“ใช่ แล้วยังไง” พอชายหนุ่มย้อนถามอย่างนั้น ดวงตากลมก็ถึงกับตวัดฉับมามองที่เขาอย่างไม่พอใจ

 

 

“แล้วยังไง?! มึงถามมาได้ยังไงว่าแล้วยังไง! ห้องนี้มองเห็นโรงพยาบาลแล้วทำไมมึงไม่ขอเปลี่ยนห้อง!! อย่างงี้เขาเรียกว่าฮวงจุ้ยไม่ดีโว้ย!! มึงโทร.ลงไปที่ฟร้อนท์แล้วขอเปลี่ยนห้องเดี๋ยวนี้เลย!! ถึงว่า! เมื่อกี้กูหลับไม่สนิทก็เพราะนอนในห้องที่เห็นโรงพยาบาลได้นี่ล่ะ!!” ฐาปกรณ์กรอกตามองไปรอบห้องด้วยความระอาถึงขีดสุด เขาเดินตรงไปที่ระเบียงแล้วรูดม่านปิดอย่างรวดเร็ว

 

 

“มึงคิดว่าปิดม่านแล้วอะไรๆจะดีขึ้นรึไง!! กูไม่ยอมหรอกนะ! กูจะเปลี่ยนห้อง!” ถึงแม้จะป่วยแต่ศวิลเป็นคนฤทธิ์เยอะอย่าบอกใคร เจ้าตัวจะพุ่งไปที่โทรศัพท์ แต่ฐาปกรณ์ล็อกเอวเอาไว้ได้หวุดหวิดก่อนที่ร่างบางจะถึงโทรศัพท์เสียอีก

 

 

“ปล่อยกู!”

 

 

“ไม่ปล่อย! ไปนั่งกินข้าวดีๆ!”

 

 

“กูไม่กิน!! กูจะเปลี่ยนห้อง!!

 

 

“ห้องไหนมันก็เห็นโรงพยาบาลทั้งนั้น!” คราวนี้ดวงตากลมโตหันมามองอย่างตกตะลึงปนโมโห

 

 

“อะไรนะ! แล้วมึงมานอนโรงแรมนี้ได้ไง!”

 

 

“มีโรงแรมให้นอนก็บุญแค่ไหนแล้ว! ถ้ามึงยังเรื่องมาก กูจะพามึงเข้าไปนอนในโรงพยาบาล!”

 

 

“นี่มึงขู่กูเหรอ?!!!”

 

 

“กูไม่ได้ขู่ แต่กูจะทำจริงๆ ถ้ามึงไม่เชื่อมึงลองดู โทร.ไปขอเปลี่ยนห้องเมื่อไร กูจะเช็คเอ้าท์พามึงไปนอนในโรงพยาบาลจริงๆ เพื่อนกูเป็นหมอที่โรงพยาบาลนั้น และเขามีบ้านพักอยู่ข้างใน ถ้ามึงอยากเปลี่ยนที่นอนก็เอาเลย!” สงครามสายตาอาฆาตกำลังร้อนเป็นไฟ พอดีเสียงโทรศัพท์มือถือของฐาปกรณ์ดังขึ้นมา เขาจึงปล่อยมือที่ล็อกเอวหญิงสาวเอาไว้ แต่ไม่วายส่งสายตาคาดโทษตลอดเวลาที่เดินไปรับโทรศัพท์ คนโทร.มาขัดตาทัพไม่ใช่ใครที่ไหน ชานนท์นั่นเอง

 

 

“ว่าไงไอ้นนท์” ปลายสายแจ้งข่าวเรื่องที่เขาให้ตามไปดูที่ไร่วโรดม และเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็ถึงกับนิ่งชะงัก

 

 

“อะไรนะ…คุณอินทราย้ายเข้าไปอยู่ในไร่เหรอ” เขาย้อนถามเสียงไม่ดังนัก แต่ก็ได้ยินไปถึงหูศวิลทื่ยืนอยู่ไม่ไกล ฐาปกรณ์หันไปสบตากับร่างผอมบาง ดวงตาของคนที่เขาจับจ้องนั้นไม่มีวี่แววตกใจ หนำซ้ำยังติดจะตำหนิเขาด้วย

 

 

“ขอบใจมาก แล้วพวกกูจะรีบกลับ” และทันทีที่เขาตัดสายจากเพื่อนนายแพทย์ เสียงขุ่นเคืองก็ดังมาจากหญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำ

 

 

“มึงใช้ให้ไอ้นนท์เข้าไปยุ่งกับไร่ของกูทำไม?!!!”

 

 

ฐาปกรณ์มองตอบด้วยสายตาไม่ลดราวาศอกเช่นกัน เขายกสองแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทางจองหองอย่างที่ศวิลเกลียดที่สุด

 

 

“ไร่วโรดมไม่ใช่ของมึงคนเดียว วิน มันเป็นของกูครึ่งหนึ่ง มึงอย่าลืม”

 

 

…แล้วความสัมพันธ์ที่เหมือนจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว ก็พังครืนลงพร้อมกับคำเตือนของฐาปกรณ์…

 

 

…ไร่วโรดมไม่ใช่แค่ของศวิล แต่เจ้าของครึ่งหนึ่งของไร่นี้ชื่อฐาปกรณ์…

 

 

………………………..

 

เพราะเรื่องชื่อเจ้าของไร่วโรดม ทำให้คน 2 คนกลับมาหมางเมินกันเช่นเก่า ก่อนหน้านี้แม้ศวิลจะไม่ชอบขี้หน้าฐาปกรณ์มากเพียงใด แต่ก็ไม่ถึงกับบ่ายหน้าหนีเหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

 

 

ดวงหน้าหวานของหญิงสาวบึ้งตึงมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น พอเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมแล้ว ต่างคนต่างก็ยังไม่พูดอะไร ขึ้นรถคันเดียวกัน แต่แทบจะไม่มีคำพูดใดๆต่อกันเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

ฐาปกรณ์ยังทำหน้าที่ขับรถ ส่วนคนข้างกายก็ยังเอาแต่นั่งเฉย จนสุดท้ายคนที่ทนใจแข็งต่อไปไม่ไหวก็คือร่างสูง

 

 

“หิวรรึเปล่า” เขาตั้งคำถามเพราะยังไม่มีอะไรรองท้องทั้งคู่

 

 

“ไม่”

 

 

“แล้วยังปวดท้องอยู่มั้ย”

 

 

“ไม่” คำตอบสั้นห้วน ฟังดูแล้วเจ้าตัวไม่ได้รับรู้ถึงความห่วงใยของคนถามเลยสักนิด ชายหนุ่มพ่นลมหายใจแรงๆ แล้วเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางที่เป็นสวนยางทึบทึม ดวงตากลมโตของหญิงสาวตวัดมองอย่างเอาเรื่อง

 

 

“จอดทำไม?!! กูจะรีบไปวัด!!”

 

 

“กูก็รีบ” ชายหนุ่มหันมามองคนข้างกายด้วยสายตาเรียบเฉย

 

 

“มึงรีบ มึงก็ขับต่อสิ!”

 

 

“กูต้องตกลงกับมึงก่อน เสร็จจากวัดนี้แล้ว เราจะกลับชลบุรีกัน และกูจะค้างที่ไร่วโรดม”

 

 

“ฝันรึไง?!! จะขอไปค้างที่ไร่ของกู!!”

 

 

“มึงต่างหากที่ฝัน ที่คิดว่าไร่นั่นเป็นของมึงคนเดียว ไม่สิ…ตอนนี้เจ้าของไร่อีกคนที่มีชื่อร่วมกับกูกำลังนอนไม่รู้เรื่องอยู่ที่โรงพยาบาล และถ้าไอ้คนคนนั้นเป็นอะไรไป ไร่ทั้งหมดจะกลายเป็นของกูคนเดียว ตามที่พ่อมึงทำพินัยกรรมเอาไว้”

 

 

“ไอ้!!!…” ศวิลด่าไม่ออก ทุกข้อความในพินัยกรรมที่บิดาของเขาทำไว้ มีหรือจะจำไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นพินัยกรรมที่ไม่ยุติธรรมที่สุด! พ่อของเขายกไร่ครึ่งหนึ่งให้เป็นสิทธิ์ขาดของฐาปกรณ์ ทุกวันนี้ถึงแม้เขาจะทำตัวประหนึ่งเป็นเจ้าของไร่ทั้งหมด แต่ในทางนิตินัยแล้ว ครึ่งหนึ่งของไร่นั้นมีชื่อฐาปกรณ์เป็นผู้ถือครอง

 

 

ศวิลไม่เคยเข้าใจ ทำไมบิดาถึงทำพินัยกรรมแบบนี้ ฐาปกรณ์เข้ามาฉุบมือเปิบไร่ไปครึ่งหนึ่งอย่างไม่มีเหตุผล และมันก็ไม่เคยบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรพ่อของเขาถึงยกไร่ให้มัน ทั้งๆที่ควรจะยกให้เขา หรือยกให้ลลิล!!

 

 

“เราจะไปเอาน้ำมนต์ที่วัด แล้วจะกลับชลบุรี” ฐาปกรณ์ย้ำคำเดิม แต่คนข้างกายหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกราวกับไม่อยากรับรู้ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเกลียดเขาเพราะอะไร แต่…ความจริงก็คือความจริง ความจริงที่ว่าอมร บิดาของศวิลและลลิลยกไร่ให้เขาครึ่งหนึ่งทั้งๆที่ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกัน

 

 

“วิน คุณอินทราไม่ใช่คนดี” เขาเอ่ยเสียงเบา ราวกับจะบอกความนัยว่าที่เขาจำเป็นต้องเข้าไปปรากฏตัวในไร่วโรดม ทั้งๆที่ไม่เคยกลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลยนับตั้งแต่วันเปิดพินัยกรรมของอมร เป็นเพราะเวลานี้อินทรากำลังอยู่ที่นั่น

 

 

ดวงตากลมโตเหลือบกลับมามองอย่างโกรธแค้น อย่างที่ทำเอาฐาปกรณ์ยอกไปทั้งหัวใจ

 

 

“กูก็ไม่เคยคิดว่าอาอินเป็นคนดีมาตั้งแต่แรก ไม่เหมือนมึง…ทั้งๆที่กูไว้ใจ ทั้งๆที่กูเชื่อใจ แต่สุดท้ายมึงก็ทรยศกู”

 

 

ประโยคสุดท้ายนั้นทั้งสั่นทั้งสะท้านปนเปทั้งอารมณ์เสียใจ โกรธแค้นและผิดหวัง หัวใจคนฟังเหมือนถูกลุกลามด้วยน้ำแข็งจนเย็นเยียบ ชายหนุ่มเบือนสายตาหนีออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ด้วยไม่อาจอธิบายสิ่งใดได้ เขาถอนหายใจเบากับตัวเอง แล้วจึงเปลี่ยนเกียร์พารถยนต์ออกสู่ถนนอีกครั้ง

 

 

… ‘แต่สุดท้ายมึงก็ทรยศกู’… รู้ทั้งรู้ว่าศวิลเป็นคนปากร้ายแค่ไหน แต่…ฐาปกรณ์ก็ยังทำใจให้คุ้นเคยกับความปากร้ายของอีกฝ่ายไม่ได้เสียที…

 

……………………………..

 

 

อาจจะเพราะวัดแห่งที่ 3 ไม่ได้รกครึ้มน่ากลัวเหมือน 2 วัดแรก หนำซ้ำศวิลผู้ซึ่งกลัวผีเป็นที่สุดก็อยู่ในอารมณ์หงุดหงิดชนิดที่ไม่มีสมองจะคิดเรื่องผีสางอีกแล้ว พอรถยนต์จอดที่ลานวัด เจ้าตัวก็เปิดประตูลงแล้วเดินอาดๆไปหาพระร่างกำยำที่กำลังปัดกวาดศาลายกพื้นริมน้ำ

 

 

“ท่านครับ กุฏิของเจ้าอาวาสอยู่ทางไหน” เพราะไม่มีอารมณ์จะมาเคร่งเรื่องร่างกายผู้หญิงที่ตนเองใช้อยู่ ศวิลจึงเอ่ยปากตามความเคยชิน พระหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อยแล้วยิ้มจาง ก่อนจะชี้ไปที่เรือนไม้ใกล้ๆ

 

 

“นั่น”

 

 

“ขอบคุณครับ” หญิงสาวร่างบางกำลังจะหมุนตัวเดินตรงไปยังกุฏิไม้ชั้นเดียว แต่ท่านเรียกเอาไว้เสียก่อน

 

 

“เดี๋ยวก่อน โยม” คำว่า ‘เดี๋ยว’ ทำเอาคนอารมณ์ร้อนชะงักกึกแล้วตวัดสายตากลับไปมองคนเรียกอย่างหงุดหงิด

 

 

“เข้ามาในเขตวัดแล้ว ปล่อยวางอารมณ์ในจิตใจบ้างดีไหม” ศวิลนิ่งไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวดีว่าเขากำลังเอาอารมณ์ที่โมโหฐาปกรณ์ไปลงกับคนรอบข้าง แม้กระทั่งกับพระที่วัดแห่งนี้ที่เขามาขอความช่วยเหลือ

 

 

หญิงสาวร่างบอบบางยกสองมือพนมแล้วก้มศีรษะลง

 

 

“ขอโทษครับ” แต่จะให้พูดจาเป็นผู้หญิง ศวิลก็ทำไม่เป็น พระหนุ่มเพียงยิ้มน้อยๆ พอดีกับที่ฐาปกรณ์เดินมาถึง ดวงตากลมโตของหญิงสาวตวัดไปมองอย่างขุ่นเคือง แต่เขาไม่สนใจ ยกมือไหว้ทำความเคารพพระสงฆ์ตรงหน้า

 

 

“มาที่นี่มีอะไรหรือ”

 

 

“จะมาขอน้ำมนต์น่ะครับ” ฐาปกรณ์เป็นคนตอบ

 

 

“เอาไปทำไมล่ะ” คราวนี้คนทั้งคู่ที่ดั้นด้นมาจากชลบุรีถึงกับเงียบไป เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดเหตุผลที่แท้จริงในการมาขอน้ำมนต์ดีไหม เรื่องเหนือธรรมชาติ บางครั้งแม้แต่พระก็คงไม่เชื่อ

 

 

“น้ำมนต์เป็นที่พึ่งทางใจ คนเจ็บคนป่วยมาขอรดน้ำมนต์ ก็ว่าอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่น้ำมนต์ยังไม่ทันทำอะไร แต่ใจคนคิดไปแล้วว่าน้ำมนต์ช่วยได้ คนกำลังทุกข์ มีปัญหาสารพัดมาขอรดน้ำมนต์ ก็ว่าขจัดความทุกข์ได้เป็นปลิดทิ้ง นี่น้ำมนต์ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไร แต่ใจคนคิดแล้วว่าน้ำมนต์ทำให้ชีวิตเป็นมงคลได้ คนเรานะโยม อะไรก็ไม่ใหญ่เท่าใจ ถ้าใจแข็งแรง ถ้าใจเป็นสุข น้ำมนต์ก็ไม่จำเป็น”

 

 

“จำเป็น!! น้ำมนต์ของวัดนี้จำเป็น!! เจ้าอาวาสอยู่ที่กุฎิใช่ไหม ผมจะไปพบ!” ศวิลเถียงขวับ ก่อนจะรีบตัดบทเพราะไม่อยากเสียเวลากับพระตรงหน้า เขามาที่นี่เพื่อมาขอน้ำมนต์ ไม่ใช่มาถูกเทศนาสั่งสอน

 

 

“อาตมานี่ล่ะเจ้าอาวาส” คำพูดของพระหนุ่มทำเอาร่างผอมบางที่กำลังจะหมุนตัวเดินตรงไปยังกุฎิเรือนไม้ถึงกับชะงัก ก่อนจะหันมามองอย่างคาดไม่ถึง ทว่าพระหนุ่มยังคงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะถามไปอีกเรื่อง

 

 

“โยมบอกว่าน้ำมนต์ของวัดนี้จำเป็น นั่นเพราะใจของโยมบอกว่าจำเป็น มันจึงจำเป็น ยิ่งใจบอกว่าจำเป็นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการผูกบ่วงให้รัดตัวของโยมเองเท่านั้น”

 

 

“ท่านอย่าพูดมากไปกว่านี้เลย ผมดั้นด้นมาที่นี่ เพราะผมยินดีที่จะยอมรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้! ต่อให้จะมีกี่บ่วงมารัดผมไว้ ผมก็ยินดี!! ขอแค่รัดผมคนเดียว อย่าให้แม่ผม น้องผมต้องเดือดร้อน!” เพราะอะไรก็ไม่สำคัญสำหรับศวิลเท่ากับครอบครัวที่มีเพียงมารดาและน้องสาว ยิ่งในเวลานี้น้องสาวของเขาไม่รู้อยู่ที่ไหน จะทุกข์ร้อนจะหนาวเหน็บแค่ไหน เขาก็ต้องช่วยเหลือให้น้องได้กลับมา

 

 

…ยิ่งคิดก็ยิ่งห่วง ยิ่งห่วงก็ยิ่งร้อนรุ่มเหมือนไฟเผามอดไหม้หัวใจ…

 

 

“บ่วงไม่ได้รัดโยมคนเดียว แต่บ่วงรัดคนข้างๆโยมไว้ด้วยต่างหาก” เพียงเท่านั้นศวิลที่กำลังร้อนรุ่มไปทั้งใจเพราะกลัวว่าจะไม่ได้น้ำมนต์จากวัดนี้ก็ถึงกับนิ่งงัน เขาหันไปมองฐาปกรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ชายหนุ่มร่างสูงก็ยังเงียบ

 

 

“เขายอมตกอยู่ในบ่วงกรรมเดียวกับโยม เท่านี้เพียงพอไหมที่จะปล่อยวางทิฐิในใจลงบ้าง” คนถูกสั่งสอนถึงกับตัวชาไปทั้งร่าง แต่ก็ยังไม่วายเถียงอย่างหัวแข็ง

 

 

“แต่เรื่องนี้มันก็มีส่วน ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะมัน!” หากไม่ใช่ว่าฐาปกรณ์จะแต่งงานกับลลิล และเป่าหูให้ลลิลมาขออนุญาตเขา อุบัติเหตุคืนนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น และเขากับน้องก็ไม่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้

 

 

“ทิฐิ ใจร้อน เจ้าคิดเจ้าแค้น โทษคนอื่น แต่ไม่โทษตัวเอง หากได้น้ำมนต์กลับไป ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อน” ราวกับพระหนุ่มหมดใจจะสั่งสอน ศวิลได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งใจเสีย ร่างผอมบางของหญิงสาวทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับพื้นเพื่อขอความเมตตา

 

 

“แล้วท่านจะให้ผมทำยังไง!! ผมต้องการน้ำมนต์! ผมยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้น้ำมนต์กลับไป!”

 

 

“ถ้าอย่างนั้น อาตมาของบิณฑบาตได้ไหม ความแค้นที่อยู่ในใจของโยม” ดวงตากลมโตเบิกโพลงกับคำพูดของพระรูปนั้น ก่อนจะเหลือบไปมองคนข้างกาย

 

 

“หมายความว่ายังไง จะให้ผมอภัยมันอย่างนั้นเหรอ…”

 

 

“ไม่ต้องอภัย ขอแค่ปล่อยความแค้นไป เชื่ออาตมาเถอะ น้ำมนต์อาจจะช่วยโยมได้ แต่คนที่ช่วยหัวใจของโยมให้เป็นสุข ก็มีแค่ใจของโยมเท่านั้น” ดวงหน้าหวานได้แต่ก้มต่ำ ทำไมจะไม่รู้ว่านอกเหนือความแค้นที่มีต่อฐาปกรณ์แล้ว สิ่งที่หลงเหลือคือความทรงจำมากมายที่อีกฝ่ายอยู่เคียงข้างกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ความทรงจำที่ถูกบดบังด้วยความแค้นเคืองจนลืมเลือนไปแล้วว่าครั้งหนึ่งฐาปกรณ์เคยเป็นเพื่อนที่เขารักมากเพียงใด

 

 

“อาตมาจะนำน้ำมนต์มาให้” พระหนุ่มเดินแยกไปยังเรือนไม้ซึ่งเป็นกุฏิของท่าน ฐาปกรณจึงหันมาดึงแขนเล็ก

 

 

“ลุกขึ้นเถอะ วิน” ร่างผอมบางยอมลุกขึ้นยืนราวกับตุ๊กตา หัวเข่า 2 ข้างเลอะฝุ่นแดงของพื้นดินจนฐาปกรณ์อดไม่ได้ที่จะก้มลงปัดให้ ดวงตากลมโตเหลือบลงมองคนที่ใช้สองมือปัดฝุ่นบนกางเกงให้เขาแล้วก็รู้สึกเหมือนภาพในวัยเด็กย้อนกลับมา ภาพในวัยเด็กที่ฐาปกรณ์คอยดูแลเขา

 

 

…แต่…ความทรงจำเหล่านั้นมันจางไปหมดแล้ว ต่อให้เหลือ ก็มีแค่เศษเสี้ยวที่ไม่ว่ายังไงก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับมาเป็นเหมือนเก่าไม่ได้…

 

 

“ต่อให้ไม่มีความแค้น เราก็กลับมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิมไม่ได้อยู่ดี” ศวิลพูดเสียงเรียบ และไม่รอให้อีกฝ่ายปัดเศษฝุ่นบนกางเกงของตนเสร็จ ร่างผอมก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถโดยไม่พูดอะไรอีก ฐาปกรณ์ได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก

 

 

…ศวิลจะรู้บ้างไหม ว่าคนที่จะช่วยหัวใจของเขาให้เป็นสุข ก็มีแค่ใจของศวิลที่ไม่เกลียดชังเขาแล้วเท่านั้นเอง…

 

……………………

 

อินทรายังคงไม่เห็นเงาของหลานสาวผู้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เมื่อเช้าตอนที่หล่อนลงไปรับประทานอาหารก็พบแค่พรอุมา ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายนั้นย่อมไม่พูดอะไรเช่นเคย ยิ่งเมื่อหล่อนทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะด้วย พรอุมาก็ขอตัวไปเฝ้าไข้ลูกชาย ตอนนั้นอินทราจึงพูดแกมขออนุญาตว่าจะออกไปดูงานในไร่ พี่สะใภ้ของหล่อนไม่พูดอะไร หล่อนก็ถือว่าเป็นการอนุญาต

 

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย กลับขึ้นไปหาชุดสวยๆใส่ ออกไปช้อปปิ้งมาแล้วรอบนึง บ่ายแก่ๆอินทราก็สั่งให้คนงานนำรถกอล์ฟมารับหล่อนไปส่งที่ตึกออฟฟิศที่อยู่ด้านหน้าสุดของไร่ ชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหารฟิวชั่นซึ่งใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่จากในไร่ กิจการไปได้ดีทีเดียวจากที่หล่อนคะเนด้วยสายตา แม้ลูกค้าจะไม่มากแต่ก็มีเข้ามาเรื่อยๆตลอดทั้งวัน ส่วนชั้น 2 และ 3 เป็นออฟฟิศของไร่ แน่นอนว่าย่อมมีห้องทำงานของศวิล

 

 

“ช่วงที่ตาวินยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ฉันก็จะมาดูแลกิจการแทนตาวิน คุณมนัสจำฉันได้ใช่มั้ย ฉันอินทราเป็นน้องสาวของพี่อมร เจ้าของไร่นี้” ไม่ต้องให้ใครพามาแนะนำตัว หล่อนก็เอ่ยกับชายร่างท้วมชื่อมนัสซึ่งเป็นผู้ช่วยพี่ชายของหล่อนมาตั้งแต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ พอเขาตายจากไป มนัสก็ยังทำงานอยู่ที่นี่พร้อมตำแหน่งเดิมแต่กลายเป็นผู้ช่วยของศวิลแทน

 

 

“ครับ จำได้” มนัสรับคำอย่างงุนงง อันที่จริงเขารู้เรื่องที่อินทราย้ายเข้ามาอยู่ในไร่วโรดมตั้งแต่เมื่อวานจากเพื่อนรักที่เป็นผู้จัดการในไร่ แต่เขาก็ไม่คิดว่าอินทราจะกล้าบุกเดี่ยวมาที่ออฟฟิศ แล้วประกาศตัวว่าจะมารับหน้าที่แทนศวิลแบบนี้

 

 

“ดีจ้ะ แล้วไหนห้องทำงานของตาวินล่ะ ฉันใช้ห้องนั้นได้”

 

 

“เอ่อ…ห้องคุณวินล็อกครับ” มนัสตอบตามตรง และเพียงเท่านั้นสีหน้ายิ้มแย้มของอินทราก็บึ้งตึงทันที

 

 

“หมายความว่ายังไง ห้องล็อก!”

 

 

“คือ…ประตูมันล็อกน่ะครับ” ชายร่างท้วมไม่กล้าพูดมากกว่านั้นว่าคนล็อกคือพรอุมาที่แวะมาที่นี่เมื่อเช้าก่อนออกไปโรงพยาบาล ซ้ำยังย้ำหนักแน่นว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปใช้ห้องของศวิลเป็นอันขาด

 

 

“แล้วฉันจะทำงานยังไง?! ไปหาวิธีเปิดมาเดี๋ยวนี้นะคุณมนัส! ฉันมาทำงานแทนตาวิน! ฉันก็ต้องใช้ห้องตาวิน!!”

 

 

“เปิดไม่ได้หรอกครับ คุณวินรู้เข้าโกรธตายเลย ไปเปิดห้องแกโดยไม่ขออนุญาต”

 

 

“ขออนุญาต?!! มันนอนเป็นผักไม่หือไม่อืออย่างนั้นฉันจะไปขออนุญาตมันยังไง!!!”

 

 

“ก็…ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่ยังไงก็ต้องรอจนกว่าคุณวินจะอนุญาต” มนัสตอบ อินทราพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด

 

 

“แล้วคุณมนัสจะให้ฉันทำงานที่ไหน?! ฉันต้องการดูเอกสารทั้งหมด!! เดี๋ยวฉันบริหารผิดพลาด ตาวินฟื้นขึ้นมาก็จะโกรธฉันอีก!!!”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณอินทราก็ยังไม่ต้องบริหารดีมั้ยครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง ทำเอาคนกำลังหงุดหงิดที่ถูกขัดใจต้องตวัดสายตาหันไปมอง หล่อนขมวดคิ้วฉับเมื่อพบว่าชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเพื่อนสนิทของศวิลแวะเวียนมาที่นี่อีกแล้ว

 

 

“อีกไม่นานไอ้วินก็ฟื้น หรือถ้ารอมันฟื้นไม่ไหว น้องลินก็กำลังกลับมา” ชานนท์พูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เขาตัดสินใจไม่ผิดที่วันนี้แวะมาที่นี่ก่อนจะกลับบ้าน นับตั้งแต่เมื่อวานที่รู้ว่าอินทราย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาก็เดาเอาว่าน่าจะเกิดปัญหาเพราะญาติของศวิลคนนี้มาพร้อมกับปัญหาเสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม

 

 

“เธอพูดเหมือนไม่รู้จักยัยลิน ยัยนั่นน่ะเด็กสปอย ตาวินทำให้ทุกอย่าง เด็กไม่ประสีประสาอย่างนั้นจะมาดูแลไร่คนเดียวได้ยังไง รับรองว่าพอตาวินฟื้นขึ้นมาคงได้มาตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวที่น้องมันบริหารอิรุ่ยฉุ่ยแฉะ!!” นายแพทย์หนุ่มมองคนพูดอย่างไม่พอใจ เด็กที่อินทราพูดถึงคือลลิลซึ่งเป็นหลานสาวแท้ๆ ต่อให้ลลิลจะเป็นเด็กไม่ประสีไม่สา หรือถูกสปอยมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพูดประชดประชันต่อหน้าพนักงานในออฟฟิศของไร่แบบนี้

 

 

“ดูเหมือนคุณอินทราจะลืมอะไรไปอย่างนะครับ ไร่นี้ไม่ใช่ของไอ้วินคนเดียว น้าอมรยกไร่นี้ให้ไอ้ฐาด้วย แล้วบังเอิญว่าไอ้ฐาก็กำลังจะกลับมาที่นี่พร้อมน้องลินนี่ล่ะครับ” อินทราชะงักแทบหยุดหายใจ หล่อนเหลือบมามองคนพูดด้วยดวงตาเบิกโพลง ชานนท์ยกยิ้มที่มุมปากน้อยๆแล้วย้ำอีกครั้งเพื่อไม่ให้หญิงตรงหน้าสร้างปัญหามากกว่านี้

 

 

“อ้อ แล้วผมจะบอกอีกอย่าง…” เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วก้มลงพูดเสียงเบาให้ได้ยินแค่ 2 คน

 

 

“พินัยกรรมบอกว่าไร่นี้เป็นของไอ้วินกับไอ้ฐา ถ้าใครคนหนึ่งตาย ไร่นี้จะเป็นของอีกคนทั้งหมด เพราะงั้น…คนที่ไม่มีชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องเป็นเจ้าของไร่อย่างคุณอินทรา ช่วยอยู่เฉยๆกินเงินรายเดือนอย่างเดียวพอจะดีกว่ามั้ยครับ เพราะไอ้ฐาเห็นมันเงียบๆไม่หือไม่อือกับใคร แต่มันก็ไม่ใช่คนใจดี ขืนวุ่นวายมากๆ มันสั่งตัดเงินรายเดือนของคุณอินทราลง ระวังจะอยู่ไม่สุข” แล้วเขาก็หัวเราะในคออย่างอารมณ์ดี อินทรามองชายหนุ่มอายุคราวหลานด้วยความแค้นเคือง แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าสะบัดหน้าเดินหนีลงจากออฟฟิศไป เมื่อนั้นเสียงหัวเราะของชานนท์จึงหยุดลง เขาหันไปทางมนัสทื่ยืนอยู่ไม่ไกล

 

 

“น้ามนัสล็อกห้องไอ้วินไว้ดีๆนะ”

 

 

“ครับ จะดูแลห้องคุณวินยิ่งชีวิต แล้วที่เมื่อกี้คุณหมอบอกว่าคุณฐากำลังจะกลับมาพร้อมคุณลินนี่เรื่องจริงเหรอครับ” ชานนท์พยักหน้ารับ เขาเพิ่งคุยโทรศัพท์กับฐาปกรณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน 2 คนนั้นกำลังขึ้นเครื่องกลับมาจากจังหวัดอุดรธานีแล้ว อีกไม่นานคงมาถึงชลบุรี

 

 

มนัสถึงกับหน้าเสียที่รู้ว่าคนที่ศวิลเกลียดเข้าไส้กำลังจะมาเหยียบที่นี่ ทั้งๆที่แม้จะมีชื่อเป็นเจ้าของ แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยแวะเวียนมาที่นี่เลยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นว่านับตั้งแต่วันเปิดพินัยกรรมของอมร ศวิลก็ประกาศตัดเป็นตัดตายกับฐาปกรณ์ที่คบหากันมาตั้งแต่เด็กทันที

 

 

“ถ้าคุณวินรู้เข้าล่ะก็…”

 

 

“ไอ้วินรู้…”

 

 

“คุณวินรู้?!” มนัสทวน ทำเอาชานนท์นิ่งไปอึดใจหนึ่งที่หลุดปากออกไป

 

 

“เอ่อ…หมายถึงเดี๋ยวมันก็รู้ แต่ไม่มีปัญหาหรอก ระหว่างให้คุณอินทราดูแลไร่ กับให้ไอ้ฐาดูแล ตัวเลือกหลังดีที่สุดอยู่แล้ว” แม้จะเห็นด้วยกับตัวเลือกที่ว่า แต่ชายร่างท้วมก็อดไม่ได้ที่จะขยาด หากศวิลตื่นมารับรู้ว่าฐาปกรณ์เข้ามาดูแลไร่วโรดม อาจมีคนถูกไล่ออก…ชื่อมนัส

 

 

“น้ามนัสเชื่อผมเถอะ ถ้าไอ้วินรู้ รับรองน้าจะไม่มีความผิด ผมจะรับผิดแทนเอง”

 

 

“โธ่ คุณหมอก็พูดไป พอถึงเวลาจริงๆ ชีวิตคุณหมอคนเดียวจะรับผิดได้ทั้งหมดมั้ยยังไม่รู้เลย” มนัสว่าอย่างนั้นอย่างหมดทางเลือก ก่อนจะเดินคอตกกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะ ชานนท์มองตามแล้วได้แต่กรอกตามองเพดาน

 

 

…ถ้าถึงเวลาจริงๆ แล้วเขารับผิดคนเดียวไม่ไหว ก็ลากไอ้ฐามาร่วมรับผิดแทนก็สิ้นเรื่อง ไหนๆรายนั้นสำหรับศวิลก็ผิดมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วนี่หว่า…

 

………………………….

 

ในขณะที่อินทรากำลังกังวลเรื่องฐาปกรณ์จะเข้ามาดูแลไร่แทนศวิล คนที่อินทรากำลังนึกถึงเพิ่งจะลงจากเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง นับตั้งแต่ออกจากวัดที่ 3 หญิงสาวก็ไม่พูดอะไรเกินความจำเป็น ตลอดทางจากบึงกาฬกลับมาขึ้นเครื่องที่จังหวัดอุดรธานี และตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน คน 2 คนที่มาด้วยกันกลับนั่งหันไปคนละทางเหมือนไม่ได้มาด้วยกันแต่อย่างใด

 

 

“ไอ้นนท์บอกว่า คุณอินทราบุกไปที่ออฟฟิศ จะเข้าไปนั่งทำงานในห้องมึงให้ได้” ฐาปกรณ์หันมาเล่า หลังจากเมื่อกี้เขาเปิดโทรศัพท์แล้วพบว่าชานนท์ส่งข้อความมาทิ้งเอาไว้ บอกเล่าเรื่องราวอย่างละเอียดว่าน้องสาวของบิดาของศวิลไปแผลงฤทธิ์อะไรที่ออฟฟิศบ้าง

 

 

คนฟังได้แต่เงียบ เปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถโดยไม่พูดอะไร ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย แต่ก่อนที่เขาจะสตาร์ทรถ ฐาปกรณ์ก็หันไปย้ำความจริงที่ศวิลต้องยอมรับ

 

 

“เข้าใจใช่มั้ย ว่าการที่กูกลับไปที่ไร่นั่น มึงควรจะทำหน้ายังในฐานะลิน” คนตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ไม่อยากยอมรับ ไม่อยากแม้แต่จะให้ฐาปกรณ์เหยียบไร่วโรดม แต่ความจริงก็คือความจริง ข้อความในพินัยกรรมของบิดาระบุชัดว่าเจ้าของไร่วโรดมมี 2 คน คือศวิลและฐาปกรณ์ ต่อให้เขาคือศวิล แต่ร่างที่เขาใช้อยู่คือลลิลซึ่งไม่มีสิทธิ์ใดๆในไร่นั้น ต่อให้ป่าวประกาศไปทั่วทั้งไร่ว่าคนที่ใช้ร่างของลลิลคือศวิล ก็ไม่มีผลใดๆทางกฎหมาย คนเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ทุกอย่าง…คือฐาปกรณ์

 

 

สองมือกำแน่นด้วยความอัดอั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกกับชีวิตของเขาขนาดนี้ ให้มาอยู่ในร่างน้องสาว ให้ต้องพึ่งพาคนที่เกลียดที่สุด เพื่ออะไร?!!

 

 

ฐาปกรณ์เหลือบมองคนข้างกายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอีกหน คำพูดของเจ้าอาวาสวัดที่ 3 ไม่ได้ทำให้ศวิลปล่อยวางจากเรื่องของเขา ท่าทางมึนตึง เมินเฉย แต่ยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจและโกรธเคืองฉายชัดจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรอีก

 

 

…เพราะไม่ว่ายังไง…ศวิลก็ยังเกลียดเขาอยู่ดี…

 

…………………

 

ชานนท์ยังคงนั่งเล่นรอที่ไร่วโรดม เขารู้จักคุ้นเคยกับแม่บ้านอย่างสมานดี ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวในบ้าน ป้าสมานก็สั่งให้เด็กรับใช้ยกน้ำยกขนมมาต้อนรับอย่างสนิทสนม วันนี้เป็นวันหยุดของเขา ดังนั้นนายแพทย์หนุ่มจึงมีเวลามากพอที่จะนั่งรอใครบางคนที่กำลังกลับมาที่ไร่อย่างใจเย็น

 

 

…หายไปด้วยกันมาตั้ง 3 วัน 2 คืน แถมบรรลุภารกิจได้น้ำมนต์กลับมาอีก 3 วัน เขาก็ต้องอัพเดตหน่อยว่าฐาปกรณ์ยังมีอวัยวะครบ 32 ประการ ส่วนศวิลที่อยู่ในร่างลลิลก็ไม่ได้กินเพื่อนรักของเขาเป็นอาหารไปเสียก่อน…

 

 

“เห็นเจ้านัสมันมาส่งข่าวว่าคุณลินจะพาคุณฐามาด้วยเหรอคะ คุณหมอ” ป้าสมานยกขนมเข้ามาให้อีกจาน แล้วตั้งคำถามเสียงเบาด้วยความสงสัย แต่สีหน้าของหญิงวัยปลายแสดงออกว่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่งที่รู้ว่าลลิลจะกลับมาที่ไร่พร้อมกับคนที่ศวิลเกลียดที่สุด

 

 

“ครับ นี่ใกล้จะถึงแล้ว” ชานนท์ตอบ ไม่กล้าอธิบายเพิ่มเติมว่าคนที่พาฐาปกรณ์เข้าไร่ไม่ใช่ลลิลอย่างที่สมานคิด แต่เป็นศวิลต่างหาก

 

 

“ตายแล้ว แล้วถ้าคุณวินเกิดรู้เข้า…”

 

 

“ไม่ตายหรอกครับ ป้าหมาน ไอ้วินรู้หรือไม่รู้ มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ดีซะอีก ถ้ามันเกิดนิมิตเห็นว่าไอ้ฐามาเหยียบที่นี่ มันจะได้รีบฟื้นมาไล่ตะเพิดไอ้ฐาออกไปไงครับ” นายแพทย์หนุ่มพูดแล้วหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างอารมณ์ดี แต่แม่บ้านสูงวัยยังไม่สบายใจ ตีแขนคนพูดดังเพี๊ยะ

 

 

“คุณหมอนี่พูดเป็นเล่น! เกิดคุณวินฟื้นขึ้นมาตะเพิดคุณฐาจริงๆล่ะก็ คงมีคนถูกตะเพิดอีกหลายคนเลยค่ะ โทษฐานปล่อยให้คุณฐาเข้ามา” แค่ฟังคนแก่อายุมากกว่าแม่พูดอย่างนี้ ชานนท์ก็เข้าใจทันทีว่าคนที่นี่ถึงจะรักศวิลมาก แต่ก็กลัวศวิลมากเช่นกัน

 

 

“คนที่นี่กลัวแต่จะโดนไอ้วินไล่ออกนะครับ” เขาหยอก

 

 

“โอย…โดนไล่ออกก็แค่เก็บกระเป๋าออกจากที่นี่ไป แต่ถ้าถูกด่าตอนก่อนจะออกไปนี่สิคะ ใครหน้าไหนถูกคุณวินด่าล่ะก็ ชาตินี้ชาติหน้าก็ไม่เจริญหรอกค่ะ ดูอย่างคุณอิน…เจริญมั้ยล่ะ” แล้วสมานก็วกกลับไปประชดประชันอินทรา รายนี้หล่อนเห็นมาตั้งแต่ยังสาว สมัยก่อนสวยเป็นอันดับต้นๆของจังหวัด มีผู้ชายมาจีบหัวกระไดไม่แห้ง แต่ปากของอินทราพาเอาผู้ชายทุกคนหายเข้ากลีบเมฆไปหมด นอกจากปากไม่ดีแล้ว ยังสุรุ่ยสุร่ายมาแต่ไหนแต่ไร งานการในไร่ไม่เห็นจะเคยช่วยทำสักอย่าง ที่อมรทำพินัยกรรมยกไร่ทั้งหมดให้ลูกชายและฐาปกรณ์ สมานก็คิดว่าสมควรแล้วที่น้อง 2 คนของอมรจะไม่ได้สักอย่างนอกจากเงินรายเดือนที่ปันจากกำไรของไร่

 

 

“ป้าหมานก็พูดไป” ชานนท์เอ็ด แต่ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงเบา “แล้วนี่คุณอินทราเขาไปไหนแล้วล่ะครับ”

 

 

“อยู่บนห้องแหน่ะค่ะ” ชายหนุ่มมีคำถามจะถามต่อ แต่เสียงเดินตึงตังดังเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่เขานั่งอยู่ พร้อมด้วยเสียงแหววดังสนั่นเมื่อเจ้าของฝีเท้าเห็นสมานอยู่ในห้องกับเขา

 

 

“พี่หมาน!! ทำไมไม่ให้คนจัดโต๊ะ!! นี่ฉันต้องกินข้าวเย็นนะ!!” อินทราลงมาจากห้องเพื่อทานมื้อค่ำ แต่เมื่อหล่อนชะโงกหน้าไปดูในห้องรับประทานอาหาร กลับพบเพียงโต๊ะที่ว่างเปล่า นอกจากหงุดหงิดเรื่องอาหารเย็นที่ไม่เห็นแม้แต่เงา หล่อนยังหัวเสียที่ยังคงเห็นชานนท์วนเวียนอยู่ในไร่

 

 

“แล้วนั่นไม่มีงานมีการทำรึไง! คนไข้ล้นโรงพยาบาลแล้วล่ะมั้ง! เอาแต่มานั่งกระดิกขาอยู่ที่นี่!!” หล่อนหันไปขึ้นเสียงประชดประชันชานนท์ แต่นายแพทย์หนุ่มไม่เดือดร้อน เขาทำเป็นยักไหล่

 

 

“พอดีเลิกงานแล้วครับ เลยไม่มีงานมีการทำ” อินทราสะบัดหน้าพรืดอย่างไม่ต่อปากต่อคำ แต่ในเมื่อหาเรื่องชานนท์ไม่ได้ หล่อนจึงหันไปเอาเรื่องสมานแทน

 

 

“แต่วันนี้ไม่ใช่วันหยุดของพี่หมานนี่ใช่มั้ย?!! แล้วจะจัดโต๊ะอาหารเย็นให้ฉันได้รึยัง?!!”

 

 

“ยัง!!!” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังอินทรา ทำเอาคนกำลังอาละวาดเพราะความหิวถึงกับชะงักกึก

 

 

“ฉันเป็นคนบอกให้ป้าหมานรอเอง!!” อินทราขนลุกวาบไปทั้งตัว ก่อนจะตวัดสายตาหันไปมองอย่างคาดไม่ถึง เนื้อเสียงเป็นของลลิล แต่วิธีพูดเหมือนศวิลไม่มีผิด

 

 

“ยัยลิน…” หล่อนครางเสียงเบา แล้วยิ่งเห็นว่ามีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างกายหลานสาว หล่อนก็ยิ่งเบิกตาโพลง

 

 

…ฐาปกรณ์!!…

 

 

แม้จะไม่ได้พบหน้ากันนาน แต่หล่อนก็จำได้ดีว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างลลิลคือฐาปกรณ์!!

 

 

“ใช่” ดวงตากลมโตของหญิงสาวมองตรงมาที่อินทราอย่างไม่กลัวเกรง ไม่มีแม้แต่ความเคารพนบนอบ ไม่แม้แต่จะยกมือไหว้หล่อนในฐานะญาติผู้ใหญ่ อินทราคอแข็งตึงด้วยความไม่พอใจ

 

 

“หึ! ดีเหลือเกิน! พี่ชายยังนอนไม่รู้เรื่องอยู่ที่โรงพยาบาล นี่ก็พาผู้ชายอีกคนเข้าบ้าน ตอนตาวินยังอยู่คงจะเก็บกดมากสิท่า…” และเพราะหลานสาวไม่พินอบพิเทาเหมือนก่อน อินทราก็ไม่คิดเกรงใจ พูดจาแดกดันทั้งหลานสาวหลานชายได้ในคราวเดียวกัน คนฟังซึ่งเป็นศวิลในร่างของลลิลควันแทบออกหู เกือบจะได้ด่าอาแท้ๆของตนเองอีกสักชุด แต่มือใหญ่คว้าแขนรั้งสติเขาเอาไว้ก่อน

 

 

“เพราะว่าพี่ชายของลินยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ผมก็เลยต้องมาดูแลที่นี่แทนตามพินัยกรรมของน้าอมรครับ” ฐาปกรณ์อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ

 

 

อินทราเหยียดริมฝีปากเป็นเส้นตรง ลดสายตาลงมองมือใหญ่ของชายหนุ่มร่างสูงที่ยังจับแขนเล็กของหลานสาวหล่อนเอาไว้

 

 

“ฉันว่าไอ้รถชนจนตาวินนอนไม่ฟื้นนี่ท่าทางจะไม่ใช่อุบัติเหตุซะแล้วล่ะมั้ง น้องสาวเล่นแท็กทีมพาตัวหารเข้ามาดูแลงานแทนแบบนี้…”

 

 

“เฮ้ย!…” ศวิลทนไม่ไหวจะอยู่เฉย เพราะคำพูดของอินทราเท่ากับโยนความผิดอุบัติเหตุรถชนให้ลลิลคนเดียว ทั้งๆที่เขารู้ดีกว่าใครว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะอะไร ในเมื่อเขาเป็นคนขับ และวันนั้นฝนตกหนัก ถนนลื่น ความเร็วของรถและรถที่วิ่งสวนมากินเลนเขา วินาทีนั้นเขารู้ดีว่าเบรกทำหน้าที่ของมันแล้ว แต่มันช้าเกินไปที่จะหยุดทุกอย่างได้

 

 

“ผมมาที่นี่ตามหน้าที่ ในฐานะเจ้าของครึ่งหนึ่งร่วมกับวิน ไม่ได้มาเพราะอยากได้อย่างอื่น ครึ่งหนึ่งของที่นี่ยังไงก็ยังเป็นของวิน” ฐาปกรณ์ยังคงรั้งแขนเล็กเอาไว้ไม่ให้คนอารมณ์ร้อนแสดงพฤติกรรมอะไรที่น่าสงสัย

 

 

“ใช่ครับ แล้วที่ไอ้ฐามาที่นี่ก็เป็นความเต็มใจของไอ้วินด้วย” ชานนท์ที่นั่งอยู่เงียบๆที่โซฟา ลุกขึ้นเดินเข้ามาร่วมวงด้วย อินทราตวัดสายตามามองอย่างไม่เชื่อ แม้แต่หญิงสาวร่างเล็กบอบบางก็ยังแอบถลึงตาใส่เขาที่กล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่า ‘ศวิล’ เต็มใจให้ฐาปกรณ์มาเหยียบที่นี่

 

 

“ฉันไม่เชื่อ! ตาวินมันเกลียดนายคนนี้จะตายไป!!”

 

 

“เกลียดก็ส่วนเกลียด งานก็ส่วนงานนะครับ ไอ้วินมันโตแล้ว ไม่เอา 2 เรื่องนี้มาปนกันหรอก จริงมั้ยลิน” แล้วชานนท์ก็ทำเป็นหันไปถามหญิงสาว ดวงตากลมโตถลึงใส่เขาอีกทีหนึ่ง แต่ก็จำต้องยอมรับคำไปกับคำพูดเมื่อครู่

 

 

“จริง” พอได้ยินหลานสาวเอ่ยเช่นนั้น อินทราก็ยิ่งหงุดหงิด

 

 

“คอยดูเถอะ! ตาวินฟื้นขึ้นมาเมื่อไร! ฉันจะฟ้องตาวินให้หมดว่าพวกเธอรวมหัวกันเข้ามาโกงไร่!!” แล้วหล่อนก็สะบัดหน้าเดินตึงตังออกจากห้องนั่งเล่น แต่ไม่วายส่งเสียงดังกลับเข้ามา

 

 

“พี่หมาน!! มาตั้งโต๊ะ ฉันหิว!!!”

 

 

“ป้าหมาน ไปตั้งโต๊ะ แต่ยังไม่ต้องให้ใครกิน ฉันจะรอแม่ ถ้าใครรอไม่ไหวก็ให้เขาออกไปกินที่อื่น!!” หญิงสาวเถียงทันควัน ท่ายืนคอแข็ง มองยังไงก็ไม่เหมือนหลานสาวหัวอ่อนที่ชื่อลลิล

 

 

คนเป็นอาได้แต่เข่นเขี้ยวแต่ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากเดินหนีเข้าห้องรับประทานอาหารไปนั่งรอจนกว่าพรอุมาจะกลับมาจากเยี่ยมศวิล

 

 

…ก็ว่าไอ้วินมันหมดฤทธิ์นอนเป็นผักอยู่ที่โรงพยาบาล คงไม่มีใครลุกขึ้นมางัดข้อกับหล่อนได้อีก นึกไม่ถึงว่าหมดไอ้วินจะกลายเป็นได้ยัยลินลุกขึ้นมาทำหน้ายักษ์ แถมดุเหมือนเสืออย่างพี่มันไม่ผิด!!…นี่พวกมันไปคายตะขาบ สืบทอดทายาทกันตั้งแต่เมื่อไร ยัยลินที่เคยว่าง่ายถึงได้ลุกขึ้นมาแข็งขืนใส่หล่อนแบบนี้!…

 

 

…หรือว่าจะเป็นเพราะมัน?! ไอ้ฐาปกรณ์!!! ต้องเป็นเพราะมันแน่ๆ!!!…

 

 

ติดตามตอนต่อไป (วันอังคารหน้าค่ะ)

วินเนี่ย ไม่น่ารักเลยจริงๆค่ะ ฮา…แต่จะว่าไปแล้วคาแรกเตอร์ของวินก็เป็นคาแรกเตอร์สูตรสำเร็จมากเลยนะคะ

 

เป็นลูกชายคนโต พ่อตาย เหลือแม่กับน้องสาวและคนงานในไร่ต้องดูแล ความคิดประเภทที่ว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ตัวเองเป็นผู้นำครอบครัว ต้องปกครองทุกคนในบ้านให้ได้ก็เลยตีกรอบให้วินเดินไปในทางที่เอาตัวเองเป็นใหญ่สุดๆ ก็เลยกลายมาเป็นนิสัยไม่น่ารักอย่างที่เห็นเนี่ยแหละค่ะ ฮา

 

แต่…ถึงแม้ว่าจะไม่น่ารัก ก็ยังเหลือมิชชั่นอีกตั้ง 4 วัด เพราะงั้น…สู้ๆค่ะวิน กร๊ากกกกกก…

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม กำลังใจและพื้นที่บอร์ดเช่นเคยค่ะ

 

เจอกันอังคารหน้า

Leave a Reply