Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

……………..

ตอนที่ 10

 

อรรณพว่าจะอยู่เฉยๆ

 

สาบานในฐานะพี่รหัสของสิตางศุ์ที่ดูแลน้องรหัสโคตรซื่อและบื้อมาตั้งแต่รายนั้นอยู่ปี 1 ว่าไม่ได้คิดจะเข้าไปวุ่นวายเรื่องของ ‘ไอ้โซ่’ เลยแม้แต่นิด!

 

ย้ำอีกครั้งว่า…ไม่เลยแม้แต่นิด!

 

‘ไอ้โซ่มันก็แคร์ทุกคนแหละพี่ แต่ไอ้โจ๊กนี่…เอ่อ…เพิ่งเพิ่มเข้ามาในลิสต์ไง แล้ว…แล้วพี่ก็ต้องเข้าใจว่าคณะเรามันเล็ก เดินเฉียดไปเฉียดมาก็หันมาสนิทกันเฉ้ย!’ นั่นคือคำอธิบายของพฤกษาเพื่อนสนิทของสิตางศุ์ที่เขาเคยโทร.ไปบังคับขู่เข็นเอาข้อมูล แต่ดูเหมือนรายนั้นจะแถสีข้างเข้าถู ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่กอหญ้าใดๆทั้งสิ้น

 

…โอ.เค. ใจเย็นไว้ อาจไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่ต้องเผือก ไม่ต้องอยากรู้อะไรอีก…

 

ใจเย็นได้พักหนึ่ง จู่ๆก็มีข้อความจากรุ่นพี่คนหนึ่งในภาควิชาฯที่เคยเจอหน้ากันบ่อยๆ แต่ไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ แต่รายนั้นก็ยังหาทางส่งข่าวมาทางเบอร์ส่วนตัวของเขาจนได้

 

‘กูเจอน้องโซ่มากับไอ้โจ๊ก ปกครอง’

 

‘น้องมึงเสร็จแน่ๆงานนี้’

 

อรรณพโทร.กลับไปถามเดี๋ยวนั้น ได้ความว่ารุ่นพี่รายนี้ไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต เจอสิตางศุ์มากับ ‘ไอ้โจ๊ก ปกครอง’ แถมไอ้ปกครองนั่นมาด้วยไม่ว่า ยังทำตัวเป็นจงอางหวงไข่อีกต่างหาก!

 

…โอ้โฮ! ไอ้เวฟคนนี้อยากกลับคณะขึ้นมาทันที!!…แต่งานก็ต้องทำ เงินก็ต้องหา ห่วงน้องรหัสก็ห่วง แต่นายอรรณพมีสองมือสองขา ก็เลย…เอางานกับเงินก่อน เดี๋ยวเรื่องน้องรหัสค่อยใช้เงินแก้ปัญหาก็ได้วะ!…

 

แต่…สวรรค์ก็ยังไม่เป็นใจให้ ‘คอนเซนเทรท’ กับเงินและงาน เพราะล่าสุดได้รับข้อความจากน้องในสายรหัสที่อยู่ปีสอง

 

‘ผมว่า…พักนี้พี่โซ่ไม่ค่อยดีนะพี่…’

 

‘คะแนนมันตกรึไง’

 

‘เปล่า พี่โซ่ไม่รู้ใจตัวเอง’

 

‘หมายถึงเรื่องไหน’

 

‘เรื่องที่มีคนมาจีบพี่โซ่’ อรรณพตาแทบถลนใส่โทรศัพท์มือถือ

 

… กลับคณะสิครับ!! น้องกูถูกจีบของจริง!!…

 

………………………………….

 

และด้วยเหตุผลข้างต้น นายอรรณพ พี่บัณฑิตแห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ทิ้งงานทิ้งเงินมานั่งหัวโด่หัวเด่อยู่ที่โรงอาหารคณะ มีน้องรหัสผิวขาวจัดเจ้าของดวงตาคู่สวยใสแจ๋วนั่งดูดน้ำเก็กฮวยอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“ทำงานบริษัทตัวเองแบบพี่เวฟก็ดีนะ โดดงานเวลาไหนก็ได้” สิตางศุ์ทักพร้อมรอยยิ้มซื่อๆเหมือนเคย เจ้าตัวอยู่ในชุดนิสิตถูกระเบียบ บอกให้รู้ว่าวันนี้มาเรียน แต่ไม่ได้เข้าเรียนเพราะถูกตามตัวออกมาระหว่างคาบ

 

“นี่มึงชมหรือด่ากูอยู่”

 

“ผมไม่เคยด่าพี่เวฟสักที โอย…” มือของพี่รหัสเอื้อมมาดึงแก้มขาวๆนั่นอย่างหมั่นเขี้ยวไปที ก่อนจะยอมปล่อยออกให้เจ้าของแก้มขาวได้ถามต่อ

 

“แล้ว…พี่เวฟมาทำธุระแถวนี้เหรอ ทำไมเดี๋ยวนี้มาบ่อย สมัยเรียนไม่เห็นเข้าคณะบ่อยแบบนี้เลย”

 

“สมัยเรียน กูก็มาบ่อยเหอะ!”

 

…ยิ่งเวลามีคนจะเคลมมึงเนี่ย กูวิ่งสี่คูณร้อยมาเป็นไม้กันหมาทุกที…

 

อรรณพไม่อยากพูดไป เพราะพูดแล้วน้องรหัสรายนี้ก็ไม่เข้าใจ คงจะเป็นความผิดของเขาเองที่ไม่เคยให้มันรับรู้เรื่องที่มีผู้คนมากมายพร้อมจะเข้ามาจีบมัน ปัญหาก็เลยมาเกิดตอนเขาเรียนจบไปแล้วอย่างนี้ไง

 

…พอไม่มีกูคุ้มกะลาหัวเข้าหน่อย…ไอ้นั่นก็จ้องจะงาบ ไอ้โน่นก็พร้อมจะเอา กูเห็นนะนั่น ไอ้ที่ทำเป็นนั่งหลบมุมเสาต้นโน้นน่ะ มองน้องกูจนจะแดกเข้าไปทั้งตัวอยู่แล้ว! เดี๋ยวก่อนเหอะมึง! พวกนี้ไม่รู้จักไอ้เวฟพี่วินัยระดับพรีเมี่ยม! ฉายานี้ไม่ได้ได้มาเพราะจับฉลากนะโว้ย!…

 

“พี่เวฟ มีอะไรเหรอ เจอคนรู้จักเหรอ” สิตางศุ์หันมองซ้ายขวาเพราะเห็นสายตาพี่รหัสแปลกๆ แต่คนเป็นพี่จับหัวที่หันซ้ายทีขวาทีให้อยู่นิ่งแล้วมองตรงมาสบตาเขา

 

“มึงไม่ต้องเสือกเรื่องอื่น ตอบกูมาตามตรง มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

 

“ปัญหา?” สิตางศุ์ย้อนถามอย่างไม่เข้าใจ แต่พอสบตากับสายตาของรุ่นพี่หนุ่ม เขาก็ถึงกับชะงัก

 

…หรือพี่เวฟจะรู้เรื่องน้องมี่?…จะรู้ได้ยังไง ในเมื่อพี่เวฟเรียนจบไปแล้ว…

 

“กูเคยบอกมึงตั้งแต่ตอนรับมึงเข้าสาย ถ้ามึงมีปัญหาอะไร ให้บอกกู กูเป็นพี่มึง ต่อให้กูช่วยมึงไม่ได้ กูก็พร้อมจะอยู่ข้างๆมึง”

 

“ผมรู้…ว่าพี่ไม่เคยทิ้งผม…แต่…เรื่องนี้มันพูดยาก…” ร่างโปร่งเปรยแล้วถอนหายใจยาว

 

“งั้นมึงก็สมมติสิ สมมติเป็นประเทศก็ได้ ประเทศเอเป็นพันธมิตรกับกบฏในประเทศบี ประเทศซีดันสนับสนุนรัฐบาลประเทศบี แล้วประเทศเอกับซีก็รบกันในประเทศบี เอ้ย! โทษๆ ช่วงนี้กูอินเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่”

 

สิตางศุ์หัวเราะเบาๆ แต่เพียงแค่วินาทีต่อมาเสียงหัวเราะก็หายไปพร้อมๆกับรอยยิ้มที่เหือดแห้ง ความลำบากใจ กังวลใจยังลอยเคว้งคว้างอยู่ในหัวใจของเขา

 

“ผม…ไม่รู้ว่าอยู่ดีๆมันเกิดอะไรขึ้น ทำไม…จู่ๆก็มีคนเข้ามาจีบ เอ่อ…ตั้ง 2 คนแหน่ะ…คนที่หนึ่งมันมาบอกผมเองว่าจีบผม ส่วน…คนที่สองนี่…มีคนอื่นมาบอกอีกทีว่าท่าทางจะจีบ…” อรรณพรับฟังอย่างตั้งใจ ลางสังหรณ์บอกตัวเองว่า ‘ไอ้คนที่หนึ่ง’ ในคำพูดของน้องรหัสต้องเป็น ‘ไอ้โจ๊ก ปกครอง’ แน่ๆ

 

“กับคนที่หนึ่ง ผม…อยากอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่กับคนที่สอง…เอ่อ…บางทีก็อึดอัด”

 

“งั้นแสดงว่ามึงเลือกไอ้โจ๊…อ่า…เลือกไอ้คนที่หนึ่ง”

 

สิตางศุ์ส่ายหน้าไปมา

 

“ผมไม่เคยให้มันเป็นตัวเลือก ผมแค่อยากอยู่กับมัน ส่วนคนที่สองน่ะ…ยังไงก็เป็นน้อง แต่…แต่ผมไม่รู้จะปฏิเสธยังไง น้องเป็นผู้หญิง…เอ่อ ผมเข้าใจ เรื่องเพศมันไม่เกี่ยว แต่…แต่ยังไงน้องก็เป็นผู้หญิง…”

 

“ย้อนแย้งว่ะ” พี่รหัสด่า สิตางศุ์ก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 

“แล้วไอ้คนที่หนึ่งรู้มั้ย เรื่องมีไอ้คนที่สองมาจีบมึง”

 

“ไม่รู้ ผมไม่กล้าบอก ผมกลัวมันโกรธ”

 

“แล้วถ้ามันมารู้ทีหลัง มันจะไม่โกรธรึไง”

 

“ผมพยายามจะเคลียร์ให้ได้ ก่อนที่มันจะรู้ แต่…ผมสงสารน้องผู้หญิง…”

 

“มึงจะเอายังไงกันแน่ ไอ้โซ่ ตอนแรกมึงบอกอยากอยู่กับคนที่หนึ่ง ไม่อยากถูกคนที่หนึ่งโกรธ แต่เมื่อกี้เสือกบอกว่าสงสารคนที่สอง มึงสงสารคนที่สองเพราะคนที่สองเป็นผู้หญิงแล้วมึงไม่สงสารไอ้คนที่หนึ่งรึไง ถ้ามันรู้ว่ามึงไม่กล้าปฏิเสธเพราะเหตุผลโง่ๆแบบนี้ ไอ้คนที่หนึ่งมันจะรู้สึกยังไง”

 

“ผมรู้…ผมผิดเอง ผมไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง…”

 

“โซ่ ถ้ามึงเคลียร์ให้คนที่สองนั่นเลิกจีบมึงไม่ได้ แล้วเรื่องแดงขึ้นมา คนที่เจ็บที่สุดไม่ใช่มีแค่ไอ้คนที่หนึ่ง แต่มึงก็จะเจ็บด้วย”

 

“ผมเข้าใจ…” สิตางศุ์ได้แต่ก้มหน้าอย่างยอมจำนน เขารู้ว่าทางออกของปัญหานี้คือการปฏิเสธมนทิชา แต่เพราะไม่รู้จะปฏิเสธแบบไหน เขาก็เลยเครียดอยู่แบบนี้ และที่สำคัญ…มีอีกปัญหาที่รุมเร้าอยู่ในใจของเขา

 

“เอ่อ…พี่เวฟ ผมอยากปรึกษาอีกเรื่อง”

 

“ว่ามา มึงมีกี่ปัญหาเล่ามาให้หมด กูอุทิศเวลาวันนี้ให้มึงเลยหนึ่งวัน”

 

…งานเงินไม่ต้องเอา เคลียร์ปัญหาให้น้องรหัสหัวกะทิแต่โง่บรมเรื่องการใช้ชีวิตก่อน…

 

“ผม…ไม่รู้ว่าที่ผมอยากอยู่กับคนที่หนึ่ง เป็นเพราะรู้สึกดีเฉยๆ หรือว่าชอบมันด้วย?”

 

“เอ้า! แล้วใจมึงบอกว่าไงล่ะ”

 

“ผมไม่รู้…”

 

“…พี่เวฟบอกผมหน่อยสิ ทำยังไงผมถึงจะรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคนที่หนึ่ง ผมไม่อยากให้มันรอผมอีกแล้ว มันเป็นคนดี มันไม่ควรต้องมาเสียเวลารอคนโง่ๆอย่างผมเลย” อรรณพอ้าปากค้าง เรื่องน้องรหัสโง่ยังพอเข้าใจ แต่ที่ยกย่อง ‘ไอ้คนที่หนึ่ง’ ว่าดีนี่คืออะไร?!

 

…เชี่ยโจ๊ก มึงลงสาลิกาลิ้นทองมาเป่ากะหม่อมน้องกูใช่มั้ย บอกมา!!!!…

 

……………………………………..

 

‘ไอ้คนที่หนึ่งแสนดีอะไรของมึงเนี่ย มีนิสัยเสียมั้ย’

 

‘มีสิ ใครๆก็มีทั้งนั้นแหละ อย่าง…มันก็เป็นอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ ชอบขู่ ชอบบังคับ แต่ว่า…ผมก็เฉยๆนะ’

 

‘มึงมองข้ามไอ้ข้อเสียพวกนั้นได้ ว่าอย่างงั้นเถอะ’

 

‘ก็…ไม่ได้เลวร้ายอะไร…จริงๆมันก็เป็นคนใจดี ชอบดูแล เวลาอยู่กับมันแล้วสบายใจ เวลาเห็นมันยิ้ม…ก็อยากยิ้มไปกับมันด้วย ตั้งแต่รู้จักมันก็ไม่ค่อยเห็นมันทุกข์ แต่…ถ้าวันหนึ่งมันมีปัญหาอะไร ก็…อยากอยู่ข้างๆมันนะ ตั้งใจเอาไว้ว่าจะตอบแทนมันบ้าง เหมือนที่มันทำให้มาตลอด’

 

‘ก็ชัดแล้วนะ โซ่’

 

‘ชัด? พี่เวฟหมายความว่ายังไง?’ ไม่มีคำตอบจากพี่รหัส อรรณพแค่มองมาที่เขา แล้วเงียบ ปล่อยสิตางศุ์เอาไว้กับคำถามหัวข้อใหญ่ในสมอง

 

… ‘ชัด’ คืออะไร? …

………..

…..

..

 

ร่างโปร่งถอนหายใจอย่างหนักอก

 

ทำไมอรรณพถึงบอกว่า ‘ชัด’ จะชัดได้ยังไง ในเมื่อตัวเขาเองยังมองไม่ออกเลยว่าความรู้สึกที่มีคืออะไร

 

รัก? ชอบ? หรือแค่รู้สึกดี?

 

เสียงถอนหายใจจากคนข้างกาย ทำเอาร่างสูงที่กำลังขับรถต้องเหลือบตามอง พักนี้สิตางศุ์ดูไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน  และมักจะทำคิ้วขมวดเสมอๆ เจียระไนสังเกตมาหลายวันแล้ว แต่ถ้าเขาชวนคุยชวนเล่น เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะลืมเรื่องที่กำลังคิดหนักออกไป

 

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ มือใหญ่ละจากพวงมาลัยไปกดเปิดเพลงจากเครื่องเล่นเพลงของรถหรู ความเงียบภายในรถถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงร็อกหนักๆที่เจ้าของรถชอบ และมันดึงความสนใจของคนที่กำลังจมจ่อมกับความเครียดได้เป็นอย่างดี

 

“เพลงดังไปอ่ะโจ๊ก เบาเสียงหน่อย”

 

“มึงจะได้หายเครียดไง” ปากว่าอย่างนั้น แต่เจ้าของรถก็ยอมลดระดับเสียงให้เบาลงเล็กน้อย

 

“กูเครียดเหรอ?” คนทำคิ้วขมวดแต่ไม่รู้ตัวย้อนถาม เลยโดนร่างสูงเอื้อมมือมาเคาะหน้าผากไปที

 

“ย่นหมดแล้วเนี่ย เป็นอะไร”  ริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันเหมือนไม่รู้ว่าควรพูดดีมั้ย สิตางศุ์อยากเล่าปัญหาสองเรื่องใหญ่ๆในชีวิตขณะนี้ให้อีกฝ่ายฟัง เรื่องแรกคือเรื่อง ‘น้องมี่’

 

…แต่…ถ้าโจ๊กรู้ว่าไม่กล้าปฏิเสธเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงล่ะ โจ๊กจะโกรธรึเปล่า…

 

ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องความรู้สึกที่มีต่อเจียระไน

 

…แต่…ถ้าความรู้สึกที่มี ความรู้สึกที่พี่เวฟบอกว่า ‘ชัด’ ไม่ใช่สิ่งที่โจ๊กต้องการล่ะ โจ๊กจะเสียใจรึเปล่า…

 

…มีแต่เรื่องที่กังวลว่าโจ๊กจะโกรธ โจ๊กจะเสียใจ โจ๊กจะคิดมากทั้งนั้นเลย…

 

“ไม่มีอะไรหรอก”

 

…ไม่พูดไปดีกว่า ถ้าพูดแล้วโจ๊กโกรธ โจ๊กเสียใจ จะทำยังไงล่ะ…

 

ร่างสูงมองคนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่ง สิตางศุ์ไม่ใช่คนโกหกเก่ง ไม่ใช่คนปกปิดเก่ง เขารู้ว่ามันมีเรื่องในใจ เพียงแต่ไม่กล้าบอกเขา เจียระไนอยากรู้ แต่ก็ต้องทำเป็นไม่อยากรู้ไปซะ

 

“ถ้าจะให้กูช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน”

 

“เออ…วันนี้พี่รหัสกูมาหาด้วยล่ะ มึงจำพี่เวฟได้ใช่มั้ย” สิตางศุ์เปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากให้คนข้างกายจับได้ว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร

 

“จำได้ พี่มึงสนิทกับพี่รหัสกู แล้วมาทำไม ไม่ทำงานรึไง” พอถูกถามแบบนี้ คนที่อุตส่าห์หาทางเปลี่ยนเรื่องคุย แต่เรื่องดันย้อนเข้าหาตัวเองก็ชะงักไปอีกรอบ ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ

 

“เอ่อ…ก็…ก็แวะมาเฉยๆ…อ่า…แล้วพี่รหัสมึงเป็นยังไงบ้างอ่ะ” คราวนี้ร่างโปร่งเปลี่ยนเป็นคุยเรื่องพี่รหัสของเจียระไนแทน จะได้ไกลตัวออกไปอีกหน่อย

 

“ก็สบายดีล่ะมั้ง มึงจะอยากรู้ไปทำไม” ใบหน้าแบบลูกคนจีนเอี้ยวมามองเล็กน้อย ขนาดใส่แว่นตากันแดด คนผิวขาวจัดยังรู้สึกว่าตัวเองถูกดวงตาเรียวๆนั่นจ้องดุๆเลย

 

“กูก็ถามดู ก็เห็นมึงไม่ค่อยพูดถึงพี่รหัสมึง”

 

“แล้วทำไมกูต้องพูดถึงผู้ชายคนอื่นให้มึงฟัง”

 

“อ้าว…” เจอรวนมาแบบนี้ สิตางศุ์ก็ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน เจียระไนทำปากกระตุกเล็กน้อยที่ตัวเองชักจะแสดงนิสัยขี้หวงมากเกินไปหน่อย

 

“มึงไม่รู้หรอกว่าแต่ก่อนมันก็เล็งมึง แต่พี่รหัสมึงเป็นเพื่อนมัน มันก็เลยพับโครงการไป” ร่างสูงพูด ทำเอาคนฟังถึงกับกะพริบตาปริบๆ ชี้นิ้วเข้าหน้าตัวเอง

 

“เล็ง?…หมายถึงพี่รหัสมึง…เล็งกูเหรอ…”

 

“คนที่เล็งมึงน่ะมีอีกเยอะ แต่พี่รหัสมึงมันตัวพ่อ ที่มึงรอดมาได้จนทุกวันนี้ กูว่านอกจากมึงจะดวงดีแล้ว ก็บารมีพี่มึงนี่แหละ” โชคดีที่อรรณพยอมเรียนจบ 4 ปี เกิดรายนั้นบ้าดีเดือดยอมจบ 5 ปี พร้อมสิตางศุ์ เจียระไนคงไม่ได้เชิดหน้าชูคอมาเป็นสารถีอย่างทุกวันนี้

 

“กูไม่เห็นรู้มาก่อน…”

 

“คนที่คิดจะจีบมึง ไม่ได้มีแค่กูหรอก โซ่” พอพูดถึงเรื่องจีบ ก็เหมือนเป็นวัวสันหลังหวะ สิตางศุ์นึกไปถึงมนทิชาขึ้นมา และดูเหมือนสวรรค์จะกลั่นแกล้งคนมีชนักปักหลัง เพราะจู่ๆ โทรศัพท์ในมือขาวก็สั่นน้อยๆให้รู้ว่ามีข้อความเข้า และข้อความนั้นมาจาก… ‘น้องมี่’ …

 

‘พี่โซ่กลับรึยังคะ’

 

ข้อความที่ปรากฏขึ้น ทำเอาร่างโปร่งกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เหลือบมองคนข้างกายอย่างรวดเร็ว แล้วขยับตัวเอียงไปทางฝั่งประตูรถเล็กน้อยเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะแอบเห็นสิ่งที่ปรากฏในโทรศัพท์ของเขา

 

…ต้องรีบหาทางปฏิเสธ…ต้องรีบหาทางปฏิเสธน้องมี่…

 

มือขาวพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว ท่องในใจตลอดเวลาว่าต้องปฏิเสธเท่านั้น

 

‘กลับแล้วครับ’

 

‘มี่มีเรื่องอยากจะปรึกษา ถ้าโทร.หาตอนนี้จะสะดวกมั้ยคะ’

 

…น้องมีเรื่องอยากจะปรึกษา ทำยังไงดีล่ะ…

 

สิตางศุ์ได้แต่จ้องข้อความจากรุ่นน้องสาว รู้สึกแย่ที่อยากปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย แต่…แต่เขาต้องปฏิเสธ…ต้องปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมที่สุด น้องจะได้ไม่เสียใจ…

 

ปลายนิ้วพิมพ์คำว่า ‘ไม่’ แต่แล้วใบหน้าของรุ่นน้องก็ลอยขึ้นมาในความคิดให้เขาหายใจไม่สะดวกอีกหน

 

…ถ้าน้องมี่เสียใจมากๆล่ะ ถ้าปัญหาที่น้องอยากปรึกษาเป็นเรื่องใหญ่มากๆสำหรับคนสักคนล่ะ…

 

‘…มึงสงสารคนที่สองเพราะคนที่สองเป็นผู้หญิงแล้วมึงไม่สงสารไอ้คนที่หนึ่งรึไง ถ้ามันรู้ว่ามึงไม่กล้าปฏิเสธเพราะเหตุผลโง่ๆแบบนี้ ไอ้คนที่หนึ่งมันจะรู้สึกยังไง’ คำพูดของอรรณพดังขึ้นมาในหู สิตางศุ์หันมองคนที่กำลังขับรถพาเขากลับคอนโด

 

…ใช่…ไม่ควรให้โจ๊กต้องรู้เรื่องนี้แล้วกลายเป็นคนที่เสียใจ…

 

สิตางศุ์ตัดสินใจพิมพ์ข้อความไปหามนทิชาในอึดใจเดียว

 

‘พี่ขอโทษนะครับ ไม่สะดวกคุยตอนนี้’

 

แล้วเขาก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงโดยไม่รอข้อความตอบกลับใดๆจากรุ่นน้อง เวลานี้ที่เจียระไนอยู่ข้างๆเขา เขาก็ควรจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด จะได้รู้ว่าความรู้สึกที่อรรณพบอกว่า ‘ชัด’ มันหมายความว่ายังไง

 

“โจ๊ก…” เจ้าของชื่อหันมามองเป็นเชิงถาม

 

“มึงว่างใช่มั้ย? ไปกินข้าวแล้วก็…ไปดูหนังกับกูก่อนได้รึเปล่า” ร่างสูงขมวดคิ้วเล็กน้อยที่วันนี้สิตางศุ์มาแปลก เพราะชวนเขาออกนอกเส้นทาง ปกติแล้วถ้าไม่แวะหาอะไรทาน ก็มักจะให้เขาไปส่งที่ห้องเลย ไม่เคยแวะรายทางแบบนี้ แต่ในเมื่อขอมา ต่อให้อยากไปดาวอังคาร คนอย่างเจียระไนก็จะหาทุกวิถีทางพาไปนั่นแหละ

 

“ได้”  

 

“แล้ว…หลังจากดูหนังแล้ว…มึงมีอะไรต้องทำรึเปล่า”

 

“ไม่มี ทำไม มึงจะเอาอะไร”

 

“ค…ค้างคอนโดกูได้มั้ย” ประโยคถัดมาไม่ใช่คำตอบแต่เป็นการย้อนถามที่ทำเอาคนฟังแทบตาเหลือก

 

“มึงว่าไงนะ?!” สิตางศุ์หันมองด้วยดวงตาใสสีน้ำตาลเข้มที่ดูจะเต็มไปด้วยความคาดหวัง เจ้าตัวสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดอีกครั้ง

 

“คืนนี้…มึงค้างกับกูได้มั้ย กูอยากคุยกับมึง อยากรู้จักมึงให้มากกว่านี้”

 

และที่สำคัญที่สุด…อยากรู้ความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกที่แม้แต่อรรณพยังบอกว่า ‘ชัด’ สิตางศุ์ก็อยากจะมองเห็นความ ‘ชัด’ ด้วยสายตาของตัวเองสักที จะได้รู้ว่าความรู้สึกที่มีให้เจียระไนคืออะไร

 

…ความรัก? ความชอบ? หรือแค่รู้สึกดี?…

 

มันถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะเรียนรู้ความรู้สึกของตัวเอง เพื่อให้ผู้ชายที่อยู่ข้างๆเขา…ได้ก้าวเดินต่อไป

 

……………………….

 

เจียระไนแทบอยากจะลงไปดิ้นกับพื้นเหมือนเด็กห้าขวบที่ได้ของเล่นที่อยากได้ที่สุดในวันที่คาดไม่ถึงที่สุด!!

 

…ไอ้ฉิบหาย!!! ใครสั่งใครสอนให้ชวนกูนอนกับมึงด้วยหน้าตาเคร่งเครียดแต่โคตรน่ารักแบบนั้นวะ?!!!…

 

ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องใช้สติ สมาธิ หิริโอตัปปะและอุเบกขามากแค่ไหนในการขับรถจากมหาวิทยาลัยพาคนข้างกายมากินข้าว จากนั้นสิตางศุ์ก็ยังให้เขาเลือกภาพยนตร์ที่อยากดูรอบหัวค่ำ แล้วก็เข้าไปนั่งในโรงอย่างมึนๆงงๆ

 

…ครั้งแรกในชีวิตที่ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย! เพราะในสมองคิดเรื่องเดียวคือเรื่องถัดจากหนังจบ…

 

…ไอ้โซ่ชวนค้าง! ไอ้โซ่ชวนนอนด้วยกัน!…

 

ออกจากโรงภาพยนตร์แบบที่เจียระไนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าไปดูอะไร ขับรถกลับมาเอาเสื้อผ้าที่คอนโดชนิดที่เห็นไฟแดงมีรูปหัวใจ เห็นไฟเขียวมีดอกไม้ใบหญ้าประดับ เห็นรถคันไหนก็เหมือนรถคันนั้นยิ้มให้ไปหมด คนข้างกายชวนคุยอะไรก็ยิ้ม ยิ้มเหมือนไม่เคยยิ้มมาทั้งชีวิต

 

…โลกใบนี้แม่งน่าอยู่จริงๆ!…

 

“โจ๊ก อาบน้ำก่อนเลยนะ เดี๋ยวกูเปลี่ยนผ้าปูที่นอนก่อน” เจียระไนไม่รอช้า เวลาเป็นเงินเป็นทองเป็นโอกาสระดับแพตตินั่มขนาดนี้ จะมัวยึกยักทำไม เขาพุ่งตัวเข้าห้องน้ำ จัดการล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำถูสบู่ ฟอกจนสะอาด กลิ่นหอมชวนดม แล้วก็นุ่งกางเกงขายาวใส่นอนตัวเดียว

 

แน่นอน…แอบปั๊มกล้ามหน้าท้องให้ขึ้นลอนเล็กน้อย กะอวดสายตาเจ้าของคอนโดเต็มที่ว่า ‘ไอ้โจ๊ก’ คนนี้ก็มีของดีเหมือนกัน!!

 

ประตูห้องน้ำเปิดออก สิตางศุ์ที่กำลังเดินไปเดินมา เพื่อดึงผ้าปูที่นอนให้เข้ามุมก็หันมายิ้มแหยๆให้

 

“โจ๊ก มึงช่วยกูดึงหน่อยได้มั้ยอ่ะ เมื่อกี้กูดึงมุมนี้ มุมนั้นก็หลุด พอกูไปดึงมุมนั้น มุมนี้ก็หลุด สงสัยมันพอดีกับฟูกเกิน” กล้ามหน้าท้องแทบเหี่ยวแฟ้บในวินาทีนั้น เพราะอีกฝ่ายดูไม่ได้สนใจอะไรใดๆ นอกจากการพยายามปูเตียง แล้วเจียระไนจะพูดอะไรได้ นอกจากเอาผ้าเช็ดตัวไปพาด แล้วกลับมาช่วยเจ้าของห้องดึงผ้าปูที่นอนตามคำขอ

 

“สงสัยกูต้องไปซื้อใหม่” ต้องมีคนช่วยดึงอีกมุม ถึงจะปูได้ ถึงแม้ปูแล้วจะรีบตึงและสวยน่านอน แต่ถ้าต้องปูผืนนี้คนเดียว ก็คงไม่รอด

 

“พรุ่งนี้ หลังเลิกเรียนเดี๋ยวกูพาไป” สิตางศุ์ยิ้มขำ

 

“แค่ผ้าปูที่นอนเอง กูไปซื้อเองได้”

 

“กูอยากไปด้วย”

 

…แล้วกูจะถืออภิสิทธิ์เลือกสีที่กูชอบให้มึงเอามาใช้นอนทุกคืน! แม่ง…ฟีลลิ่งโคตรผัวเมีย…

 

“ก็ได้ๆ มึงดูโทรทัศน์ไปก่อน เดี๋ยวกูออกมาคุยด้วย” แล้วร่างขาวจัดก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ เจียระไนพยายามสงบสติอารมณ์ หลับตาท่องนะโมในใจเป็นร้อยจบเพื่อให้ทุกอย่างที่พองหนอ จงยุบหนอ

 

…ไอ้โซ่มันก็บอกแต่แรกแล้วว่าอยากคุยด้วย อยากเรียนรู้ อย่าเพิ่งหื่นสิโจ๊ก…

 

…ท่องไว้…ไม่หื่น…

 

…ท่องไว้…คิดถึงความรู้สึกของโซ่…

 

…ท่องไว้…ความรู้สึกของโซ่บอบบาง…

 

…ท่องไว้…กูต้องอ่อนโยน…

 

…อ่อนโยน…

 

…ฟู่…อ่อนโยน โจ๊ก…คาล์ม ดาวน์…

………………….

……………..

………

ไม่รู้หลับตาท่องทุกอย่างที่ท่องได้ไปนานเท่าไรเพื่อตั้งจิตและสมาธิให้อยู่ในเกณฑ์คนดี เสียงฝีเท้าในห้องนอนก็ดังขึ้น ดวงตาเรียวที่ตอนแรกปิดสนิทก็เลยเปิดพรึ่บ ก่อนจะค้างอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นเจ้าของห้องที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จกำลังเดินไปเดินมา

 

ร่างขาวๆในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเดินเอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ไปผึ่งที่ราว ก่อนจะหันไปก้มเปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาเช็ดผมที่ยังเปียกหมาดเพราะเพิ่งสระ แล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะกระจก เอาหวีมาสาง ตามด้วยการเหลือบตามาสบกับเขาผ่านทางภาพสะท้อนของกระจก

 

… อ๊ะหือ!!! ไอ้ฉิบหาย!! ยิ้มให้กูทั้งๆที่กำลังขยี้ผมนี่คือยั่วให้กูขยี้ความรู้สึกมึงใช่มั้ย?!!…

 

“ไม่เอาเสื้อมาเหรอ กูเปิดแอร์หนาวนะ” เจ้าของห้องหันมาถามโดยไม่ต้องสบตากันผ่านกระจกเหมือนเมื่อครู่ สะโพกพิงโต๊ะกระจก มือสองข้างยกขึ้นเช็ดผม ทำเอาเสื้อยืดลอยขึ้นเล็กน้อย เห็นเอวขาวๆรำไร

 

…ช….เชี่ย…

 

“โจ๊ก…กูเปิดแอร์หนาวจริงๆนะ” สิตางศุ์พูดซ้ำ เมื่ออีกฝ่ายมองเขาตาค้าง ไม่ตอบคำถาม เจียระไนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นเตียงตวัดผ้าห่มคลุมตัวเองเอาไว้

 

“กูนอนได้!” …เพราะตอนนี้กูชักจะรู้สึกร้อนรุ่มซะแล้ว…

 

เจ้าของคอนโดมองคนที่ปากว่านอนได้แต่เอาผ้าห่มคลุมทั้งตัวก็เข้าใจว่าเจียระไนคงเกรงใจ เลยเดินไปปรับรีโมทแอร์ให้ ปากก็พูดไปด้วย

 

“23 องศาละกันนะ มึงจะได้ไม่หนาวมาก”

 

“ปกติมึงนอนกี่องศา”

 

“ถ้าหน้าร้อนก็ 20 องศา”

 

“มึงบ้าเหรอโซ่ นอนอะไร 20 องศา”

 

“ก็ชอบหนาวๆแล้วห่มผ้าหนาๆอ่ะ” ปากก็พูด มือก็ขยี้ผมจนแห้ง เจียระไนเห็นเอวขาวโผล่ไปโผล่มาอยู่หลายที จนต้องนอนตะแคงเอา เพราะ…นอนหงายไม่ได้ เดี๋ยวไอ้โซ่สงสัยว่าทำไมมีส่วนพอง ส่วนนูน…

 

สิตางศุ์พาดผ้าเช็ดผมผืนเล็กกับพนักเก้าอี้หน้าโต๊ะกระจก ก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอีกฝั่งที่ว่างอยู่ เที่ยงคืนแล้ว…แต่วันนี้ยังไม่ง่วงเลยสักนิด

 

“มึง…คิดว่ากูแปลกมั้ยที่อยู่ดีๆก็ชวนมึงมานอนด้วย” ร่างโปร่งหันมาถามคนที่นอนตะแคงมาทางเขา

 

“ก็มึงบอกเองว่าอยากคุยกับกู”

 

“อืม…กู…อยากรู้จักมึงมากกว่านี้…”

 

“อยากรู้อะไรก็ถามมาสิ” สิตางศุ์ไถตัวลงนอนบนเตียง ดวงตาคู่สวยมองเพดานเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่างจากบนนั้น ระหว่างพวกเขามีที่ว่างคั่นกลาง เจียระไนอยากทำลายพื้นที่ตรงนี้ แต่…ก็กลัวอีกคนจะตกใจ มือที่อยากจะยื่นออกไปเลยทำได้เพียงวางเอาไว้ตรงที่ว่างนั้น แล้ว…หวังว่าอีกฝ่ายจะยื่นมือมาจับเขาบ้าง แต่ก็ดูเหมือนสิตางศุ์จะไม่รู้ตัว เพราะกำลังไตร่ตรองว่าตัวเองอยากรู้อะไรจากผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆในเวลานี้

 

“กู…ไม่รู้จะถามอะไร”

 

“งั้นแสดงว่ามึงไม่ได้อยากรู้”

 

“กูอยากรู้จริงๆนะ แต่มันเยอะไปหมด จนไม่รู้จะถามอะไรก่อน” ดวงตาคู่สวยเหลือบมามองคนที่นอนอยู่ข้างๆ ดวงตาเรียว นัยน์ตาสีดำสนิทที่บางครั้งมันก็เหมือนดึงดูดให้เขาด่ำดิ่งอย่างไม่รู้ตัว บางครั้งมันก็อบอุ่นและอ่อนโยน บางครั้งมันก็น่าค้นหาและลึกลับ เป็นดวงตาที่…อยากจะมองอย่างนี้เรื่อยๆ…

 

“ถ้าเรียนจบแล้ว มึงจะไปทำอะไรเหรอ” คำถามแรก หลังจากที่จับจ้องดวงตาคู่นี้อยู่นาน คำถามที่ถามถึงอนาคตของเจียระไน อนาคต…ที่สิตางศุ์ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหนในชีวิตของอีกฝ่าย แต่…ก็อยากให้ยังเป็นแบบนี้ เจอหน้ากันแบบนี้ ได้คุยกันแบบนี้…

 

“แล้วมึงล่ะ เรียนไออาร์ อยากเป็นทูตมั้ย” เจียระไนไม่ตอบ แต่ย้อนถามในสิ่งที่เขาก็อยากรู้เช่นกัน

 

“อืม…” คนฟังใจหาย หากสิตางศุ์เป็นทูต ภารกิจหนึ่งอย่างคือการออกไปประจำต่างประเทศ

 

…ที่ไหนล่ะ? มันจะไปอยู่ที่ไหน…

 

“ไม่กลัวเหรอ เขาจะรบกันอยู่เนี่ย” ใจไม่อยากให้เป็น ใจไม่อยากให้ไป แต่…ไม่กล้ารั้งเอาไว้ด้วยคำพูดเห็นแก่ตัวพวกนั้น สิตางศุ์ทุ่มเทกับสิ่งนี้มาตลอดสี่ปี มาวันนี้ จะให้เขาฉุดรั้งเอาไว้เพราะไม่อยากให้มันไปไหนไกลตา เจียระไนก็ไม่กล้าพอ

 

ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ

 

“พูดเหมือนพ่อกูเลย กูเลยถามกลับไปว่าใครจะรบกับใคร พ่อกูเลยพูดต่อไม่ออก”

 

“มึงแม่งยอกย้อน” คนไม่อยากให้ไปไหนไกลตาบ่นหน้านิ่วคิ้วขมวด ขนาดกับพ่อของมันเอง มันยังกล้าย้อน แล้วเขา…ที่…ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรกัน จะกล้าพูดอะไรต่อได้ยังไง

 

“แต่จริงๆกูก็ไม่อยากไปไหนไกลหรอก กูญาติเยอะ อีกหน่อยเขาก็แก่กันหมด กูกลัวไปทำงานที่ไกลๆแล้วกลับมาดูใจใครไม่ทัน แบบนั้น…กูคงเสียใจแย่เลย” นัยน์ตาสีดำสนิทที่ทอดมองมาที่คนพูดนั้นเจือแววอ่อนโยน เกือบสองปีที่ผ่านมา ที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกที่มีต่อคนที่นอนอยู่ข้างกายในเวลานี้ เจียระไนไม่ผิดหวังหรือเสียใจเลย

 

…การได้รักคนแบบโซ่คือเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต…

 

“อ่ะ!…จริงๆแล้วกูถามมึงก่อนไม่ใช่เหรอว่าจบไปแล้วจะทำงานอะไร ทำไมกลายเป็นกูเล่าเรื่องของกูก่อนล่ะ” ร่างสูงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีกับคำพูดของสิตางศุ์ที่เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถูกเขาข้ามคำถามอีกแล้ว

 

“เล่าเรื่องของมึงบ้างเลย สรุปว่าจบไปจะไปทำอะไร สอบปลัดมั้ย?” อาชีพยอดฮิตของนิสิตภาควิชาการปกครองอย่างเจียระไนก็คงไม่พ้นนักปกครองอย่างปลัด แต่…ถ้าคนขวางโลกแบบนี้สอบได้เป็นปลัดที่ไหน ที่นั่นอาจปั่นป่วนชุดใหญ่

 

“ไม่ กูจะเข้าไปช่วยงานที่บ้าน”

 

“กูถามได้รึเปล่า ที่บ้านมึงทำงานอะไร”

 

“ดูนามสกุลกูแล้วไม่รู้รึไง” ดวงตาคู่สวยมองคนพูดอย่างงุนงง

 

“กูไม่รู้นามสกุลมึงนี่นา”

 

…ไงล่ะ ไอ้โจ๊ก…โดนความซื่อทำร้ายตลอดเวลา!…

 

“ตั้งกาญจนพาณิชย์” เชื้อสายจีนโดยแท้จริง คำนำหน้ามาจากแซ่ที่ผันเสียงเป็นภาษาไทย แถมนามสกุลยาวจนคนไทยแท้หลายคนยังมองค้อน

 

สิตางศุ์กะพริบตาปริบๆราวกับกำลังประมวลผล

 

“อ่า…ขายทองเหรอ?”

 

“อืม จำไว้ด้วย” …ถ้ามึงถามซ้ำเมื่อไหร่ มึงโดน!!…

 

“อ๋อ! มึงก็เลยชื่อเจียระไนสินะ อ้าว แต่ว่าเจียระไนมันใช้กับเพชรไม่ใช่เหรอ”

 

“อาม่ากูขายทอง แต่พวกรุ่นพ่อกูก็ทำอย่างอื่น ของพ่อกูส่งออกเครื่องประดับ กูเลยชื่อเจียระไน พี่ชายชื่อบริสุทธิ์มาจากความบริสุทธิ์ของเพชร ส่วนน้องชายชื่อกะรัต” ดวงตาคนฟังมีประกายวิบวับที่ได้รู้จักเรื่องของเจียระไนอย่างเอ็กคลูซีฟขนาดนี้

 

“แล้ว…ชื่อเล่นอ่ะ”

 

“พี่ชื่อบะจ่าง น้องชื่อก๋วยจั๊บ” คราวนี้สิตางศุ์ยิ้มกว้างอย่างนึกเอ็นดู

 

“ชื่อน่ารักว่ะ”

 

“อยากรู้จักมั้ย” คำถามของเจียระไนสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา ร่างสูงอยากพาคนที่ครอบครองหัวใจของเขาไปรู้จักกับครอบครัว มือใหญ่ที่วางอยู่บนที่ว่างคั่นกลางระหว่างพวกเขากำผ้าปูที่นอนแน่นอย่างคาดหวัง…เขาหวัง…หวังว่าคำตอบของอีกฝ่าย จะพอเป็นน้ำชโลมใจเขาบ้าง

 

“อยาก…” สิตางศุ์ตอบเสียงเบา “…กูอยากรู้จัก…กูอยากรู้เรื่องของมึง…”

 

หัวใจคนฟังพองฟู เจียระไนไม่รอให้อีกฝ่ายยื่นมือมาหาอีกแล้ว แต่เป็นเขาเองที่เอื้อมมือออกไปคว้าร่างขาวจัดของคนที่นอนอยู่ข้างๆเข้ามากอดแนบอก ทำลายพื้นที่ว่างระหว่างกลางของพวกเขาด้วยมือของตัวเอง

 

“โจ๊ก…” เสียงของคนถูกกอดดังขึ้นอย่างตะกุกตะกัก

 

“กูแค่กอด ไม่ทำอะไรหรอก…” เขาปลอบ ดูเหมือนร่างในอ้อมแขนจะเกร็งเล็กน้อย แต่เมื่อเขายังกอดอยู่อย่างนั้น ก็ดูเหมือนสิตางศุ์จะเริ่มคลายความกังวลว่าเขาจะทำอะไรมากกว่านี้ลง

 

จากหนึ่งวินาที กลายเป็นนาที…จากหนึ่งนาที กลายเป็นหลายนาที คนถูกกอดเริ่มชินทีละน้อย ในที่สุดก็ยอมผ่อนคลายพิงหน้าผากลงกับลาดไหล่ของเจียระไน

 

“ไม่ถามอะไรแล้วเหรอ” ร่างสูงถามเบาๆ เมื่อคนที่ถูกเขากอดดูจะไม่ถามอะไรขึ้นมาอีก ใบหน้าที่ซุกอยู่กับไหล่เขาส่ายไปมาเล็กน้อย เส้นผมที่แห้งแล้วพลิ้วไปมาจนอดใจไม่ไหวต้องจับมาพันนิ้วเล่นเหมือนที่เคยทำ

 

“คิดไม่ออก ไว้กูคิดออก กูค่อยถามได้มั้ย”

 

“อืม”

 

…อยากถามอะไร อยากถามเมื่อไร ถามได้เลย กูพร้อมตอบมึงเสมอ…

 

“นอนซะ ดึกแล้ว พรุ่งนี้มึงมีเรียนเช้าใช่มั้ย” มือใหญ่ข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังของคนที่นอนซุกไหล่ของเขาเบาๆราวกับจะเป็นการกล่อม

 

“ใช่ เออ…กูยังไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกเลย”

 

“นอนกับกู เดี๋ยวกูปลุกเอง” คนในอ้อมแขนหัวเราะเบาๆ แล้วเงยหน้ามองด้วยสายตาระยิบหยอกล้อ

 

“ขอกูฟังเสียงปลุกของมึงก่อนได้มั้ย กูกลัวไม่ตื่น”

 

“ถ้ามึงไม่ตื่น กูด่า” เจียระไนคนปากร้าย แม้จะเที่ยงคืนกว่าแล้ว ฝีปากก็ยังดีไม่มีตก สิตางศุ์หัวเราะแต่ไม่หาเรื่องต่อ ก้มหน้าลงซุกกับไหล่ของอีกฝ่ายตามเดิม แขนแกร่งข้างหนึ่งวางพาดบนเอวของเขา น้ำหนักมันไม่น้อย แต่ก็ให้ความรู้สึกอุ่นดี

 

ค่ำคืนนี้ กำลังจะผ่านพ้นไป แต่…เจียระไนบอกตัวเองว่าคืนนี้ จะไม่ใช่แค่คืนหนึ่งเหมือนทุกๆคืนที่ผ่านมา แต่คืนนี้จะเป็นความทรงจำของเขา…และของสิตางศุ์

 

“โซ่…” เสียงทุ้มเรียกเบาๆ

 

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่วินาทีต่อมา ริมฝีปากร้อนของร่างสูงจะบดเบียดลงมาแนบสนิท ดวงตาคู่สวยเหลือกโตขึ้นเล็กน้อยกับสัมผัสที่ไม่เคยรู้จัก แต่เมื่อถูกละเลียดอย่างอ่อนโยน ความตระหนกก็ถูกแทนที่ด้วยความเผลอไผล เปลือกตาบางค่อยๆปิดลง แล้วรับรู้ความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบให้กับริมฝีปากของเขา สัมผัสที่ทำให้หัวใจสั่น สัมผัสที่ทำให้ร่างทั้งร่างสะท้านไหว สัมผัส…ที่แค่ครู่เดียว ก็ถอยห่างออกไปอย่างเชื่องช้า

 

“กู้ดไนท์…” เจียระไนกระซิบเบาๆที่ริมฝีปากชื้นฉ่ำ สิตางศุ์ลืมตาขึ้นมอง พวกเขาสบตากันอีกครั้ง ราวกับมีแรงดึงดูดหลงเหลือจากจูบเมื่อครู่ นำพา…ให้โหยหาสัมผัสนั้นอีกหน

 

คราวนี้ร่างโปร่งไม่เกร็งขึงอีกแล้ว ยินดีให้อีกฝ่ายแนบสัมผัสลงมากับริมฝีปาก ดูดดึงที่กลีบปากล่างอย่างดูดดื่ม บดเบียดเรียกร้องอย่างอ่อนหวาน ความรู้สึกในหัวใจโลดแล่นไปกับความร้อนผ่าวแสนาบซ่านที่อีกฝ่ายมอบให้ เนิ่นนาน…ก่อนที่ริมฝีปากของร่างสูงจะผละจากไป

 

ที่มุมปากสีสดของสิตางศุ์มีรอยยิ้มจาง ก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบา

 

“กู้ดไนท์เหมือนกัน”

 

คนฟังยิ้ม ยอมปล่อยให้เจ้าของเสียงซุกหน้าลงกับอกของเขาโดยไม่รั้งเอาไว้อีก ต่างคนต่างหลับตาลงให้รสจูบทั้งสองครั้งตรึงอยู่ในความทรงจำ

 

…จูบแรกสองครั้ง…

 

…จูบแรกของพวกเขา…เป็น กู้ดไนท์ คิส…

 

ค่ำคืนนี้…ทั้งสองคนนอนหลับฝันดี ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

 

ผ้าเช็ดหน้าที่ให้เตรียม คือให้เตรียมมากัดค่ะ กันเสียงกรีดร้อง กร๊ากกกกก

 

สำหรับตอนนี้ โซ่ทำรถอ้อยคว่ำ เทอ้อยเข้าปากโจ๊กทั้งตอน ถือว่าพอจะชดเชยกับการที่โซ่แจกเบอร์ให้น้องมี่อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้มั้ยคะ (ขอความเห็นใจล้วนๆ ฮ่าฮ่า) ตอนที่แล้วนี่ทีมโจ๊กกันพรึ่บพรั่บ พระเอกเรื่องนี้ทำบุญมาด้วยอะไรคะ เกรี้ยวกราดทุกตอน แต่แม่ยกก็เชียร์ทุกตอนนนนน

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม และทุกๆกำลังใจเช่นเคย ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วยค่ะ

 

เจอกันตอนหน้า กำผ้าเช็ดหน้าแน่นๆ (เอาผืนเดิมกับที่กัดวันนี้ก็ได้ค่ะ ฮ่าฮ่า)

 

Leave a Reply