Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

……………..

ตอนที่ 11

 

เจียระไนไม่คิดว่าตัวเองจะหยุดความต้องการได้ขนาดนั้นเลย แต่…พอจูบมัน จูบเพื่อราตรีสวัสดิ์ จูบเพื่อสอนให้มันรู้จักผู้ชายคนนี้ทีละน้อย และมันยินยอมพร้อมใจกับจูบทั้งสองครั้ง เขากลับอิ่มใจอย่างคาดไม่ถึง

 

…แค่นี้ก็พอแล้ว…

 

…วันนี้…ได้ใกล้ชิดมากขนาดนี้ ก็มาไกลเกินกว่าที่ฝันมากแล้ว…

 

…แหมะ! ดูเป็นผู้ชายพอเพียง!…

 

…ไหนๆ ก็อุตส่าห์พอเพียง ขอกูอวดสักหน่อยเหอะวะ!!!…

 

ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ขาดๆหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมากดเข้าไปในหน้าแอพลิเคชั่นแชท แล้วส่งข้อความหาที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

 

‘อรุณสวัสดิ์ กูอยู่ห้องไอ้โซ่’

 

คาดว่าไอ้ที่ปรึกษาน่าจะยังไม่ตื่น แต่เขาส่งข้อความไปทิ้งไว้ก่อน ให้มันตื่นมาเห็นแล้วอกแตกตายไปเลย เหมือนที่เมื่อคืนเขาเกือบอกแตกตายเพราะคำชวนซื่อๆของเพื่อนมันนั่นแหละ

 

‘ไม่ได้มารับ แต่กูมาค้าง ไม่เชื่อมึงถามเพื่อนมึงได้เลย’  

 

เขายกยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนเตียง ผ้าห่มเนื้อหนาที่คลุมถึงคอ มีเพียงใบหน้าขาวและกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มที่ซุกอยู่กับหมอน เส้นผมที่ตกเคลียแก้มทำให้เขาอดไม่ไหวต้องก้มลงใกล้ ลมหายใจเป่ารดแก้มขาวในขณะที่ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมออกอย่างอ้อยอิ่ง

 

…กูทำตามสัญญานะโซ่…

 

…ปลุกมึงตามสัญญา…

 

เจียระไนก้มหน้าลงหาแก้มขาวเย็นๆนั่น ริมฝีปากและปลายจมูกบดเบียดลงกับผิวนิ่ม กลิ่นผิวเนื้อชวนให้เผลอไผลไล้ริมฝีปากร้อนๆไปเรื่อย…เรื่อยจนเกือบจะถึงที่หมายอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าคนถูกรุกรานปรือตาขึ้นมาเสียก่อน

 

สิตางศุ์ชะงักกึก ก่อนจะยกสองมือดันหน้าอีกฝ่ายออกห่างทันควัน

 

“ท…ทำไรอ่ะ?!…” ร้องถามตาเหลือกโต ในขณะที่เจียระไนทำหน้าเฉยเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตามีประกายเซ็งเล็กน้อย

 

“หอมแก้ม”

 

…และเกือบจะได้จูบอยู่แล้ว ถ้ามึงไม่ตื่นขึ้นมาซะก่อน เสียดายสัด!…

 

“ไปอาบน้ำ เจ็ดโมงแล้ว เดี๋ยวกูไปส่ง” คนยังตะลึงรีบพยักหน้ารัวๆ สะบัดผ้าห่มลุกไปคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว  

 

เจียระไนมองร่างขาวที่หายเข้าห้องน้ำไปแล้วต้องเอาลิ้นดุนกระพุงแก้มเพราะกลัวจะยิ้ม แม้จะพลาดที่ไม่ได้มอร์นิ่งคิส แต่ได้หอมแก้มก็นับว่าคุ้มใช้ได้อยู่ เขาลุกจากเตียงกำลังจะเดินออกไปรอนอกห้องนอน ข้อความที่ส่งไปอวดยังไม่มีอะไรตอบกลับมา ไม่รู้ไอ้ที่ปรึกษาของเขามันตื่นรึยัง หรือบางที…มันอาจต้องเช็คข้อมูลก่อน…

 

ไวเท่าความคิด หน้าจอโทรศัพท์มือถือของสิตางศุ์ที่ชาร์จแบทฯอยู่ที่บนโต๊ะข้างเตียงก็เกิดแสงสว่างวาบ ดวงตาเรียวเหลือบไปมอง คิดเอาเองว่าไอ้ที่ปรึกษาของเขาคงจะส่งข้อความมาเช็คว่าที่เขาส่งไปอวดจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน ทว่า…แสงที่สว่างบนหน้าจอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันยังคงสว่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการรับข้อความแล้ว

 

แต่…มันมีสายเข้า

 

…สายเข้าตอนเจ็ดโมง?…

 

…ใคร?…

 

ร่างสูงไม่ได้อยากจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัว แต่การโทร.หาแต่เช้าแบบนี้ ทำให้เขาสงสัย ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปดูที่หน้าจอ ชื่อที่ปรากฏทำให้เขาชะงัก

 

… ’Mie IR’ …

 

คำว่า IR ข้างหลังนั่นชื่อภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแน่นอน แสดงว่าเป็นคนในภาคฯเดียวกับสิตางศุ์ แต่ตัวอักษรสามตัวข้างหน้าล่ะ อ่านว่าอะไร

 

…มี หมี่ มี่ มี้ หมี…

 

…อย่าบอกนะว่า ‘น้องมี่’ ?…

 

ไวเท่าความสงสัย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันที

 

“ฮัลโล” พอกรอกเสียงแข็งๆลงไป ปลายสายก็นิ่งไปชั่วขณะ

 

‘เอ่อ…พี่โซ่?…’

 

“ไม่ใช่ นั่นใคร”

 

‘มี่ค่ะ เอ่อ…พี่โซ่ตื่นแล้วใช่มั้ยคะ’

 

…น้องมี่จริงๆด้วย!!!…

 

“ใช่ มีอะไร” เจียระไนกลั้นลมหายใจถามให้ตอบ ทั้งๆที่ในใจตอนนี้มีมีแต่ความหงุดหงิดงุ่นง่าน

 

…ไอ้โซ่กับน้องมี่มีเบอร์กันได้ยังไง?! สองคนนี้คุยกันมานานแค่ไหนแล้ว?! แล้วทำไมน้องมี่ต้องโทร.มา?!!…

 

‘ห…เห็นวันนี้พี่โซ่มีเรียนเช้า เลยโทร.มา กลัวว่าพี่โซ่จะตื่นไม่ทัน’ หมดความอดทนสำหรับเจียระไน มนุษย์ซึ่งมีเลขสามเป็นสรณะ สามประโยคของเด็กสาวก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา

 

“ไม่ต้องห่วง ถ้ามันไม่ตื่น พี่ปลุกของพี่เองได้!! แค่นี้นะ!!!” แล้วเขาก็ตัดสายอย่างรวดเร็ว จากที่เคยคิดว่าจะไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวใดๆ วินาทีนี้เจียระไนไม่สนใจอีกแล้ว เขาเข้าไปดูในแอพลิเคชั่นแชทของโทรศัพท์ของสิตางศุ์ ห้องแชทที่สะดุดตาที่สุดคือการพูดคุยกับน้องมี่

 

ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายร้อนจนเดือดพล่าน เขาเลื่อนอ่านข้อความเก่าๆ ถึงแม้ข้อความพวกนั้นจะเป็นการให้คำแนะนำของสิตางศุ์ แต่ข้อความจากเด็กสาว ดูก็รู้ว่าหล่อนต้องการเข้าหา

 

ไม่ว่า ‘ไอ้โซ่’ จะรู้หรือไม่ว่ามันกำลังถูกน้องปีหนึ่งจีบ แต่คนที่รู้ดีกว่าใครคือเขา!

 

เจียระไนกลืนน้ำลายลงคอเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องนอน ในมือกำโทรศัพท์เจ้าปัญหาแน่นจนแทบแหลก

 

…เรื่องนี้ต้องมีคนอธิบาย!!!!…

 

………………………

 

สิบห้านาที…สำหรับการอาบน้ำแต่งตัวของสิตางศุ์ และสำหรับการระงับจิตใจของเจียระไน

 

ร่างโปร่งผิวขาวจัดออกจากห้องนอนในชุดนิสิตเรียบร้อย แล้วก็ส่งยิ้มให้คนที่นั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาในห้องอเนกประสงค์

 

“โจ๊กเห็นโทรศัพท์กูเปล่า แล้วกินไรยัง? ในตู้เย็นมีนมกล่องอยู่นะ” เจ้าของคอนโดที่หาโทรศัพท์ไม่เจอเดินไปสอดส่องที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ แม้จะยังเขินๆอยู่บ้างกับสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ทั้งเมื่อคืนและเมื่อเช้า แต่ก็ยังตั้งคำถามตามประสาเจ้าบ้านที่ดี

 

ร่างสูงไม่ตอบคำถาม แต่ลุกขึ้นยืนแล้วส่งโทรศัพท์มือถือให้คนที่กำลังหา

 

“อ้าว อยู่ที่มึงเหรอ”  

 

มือขาวจัดกำลังยื่นมารับ แต่เสียงเรียบๆของเจียระไนดังขึ้นเสียก่อน

 

“น้องมี่โทร.มา” สิตางศุ์ชะงักกึก ดวงตาคมกริบเหมือตาเหยี่ยวนั่นเรียบเฉยไม่บอกอารมณ์ ทว่าน้ำเสียงที่พูดแต่ละคำล้วนเค้นออกมาจนฟังแล้วสะท้านเฮือกไปทั้งใจ

 

“น้องมี่…ปีหนึ่งภาคฯมึงใช่มั้ย” เจียระไนถามซ้ำ สิตางศุ์ได้แต่พยักหน้ารับช้าๆ ร่างสูงเบือนสายตาหนีไปทางอื่น รู้สึกเหมือนน้ำลายเหนียวหนืดไปทั้งคอ เขารู้ดี ว่าคนตรงหน้าเป็นที่ถูกใจของใครหลายคน และใครอีกหลายคนพร้อมจะเข้ามายืนในตำแหน่งที่เขายืนอยู่ เพียงแต่…พวกนั้นไม่มีโอกาสเท่าเขา

 

“น้องเขาชอบมึงมานานแล้วนี่”

 

“ก…กู…กูไม่รู้หรอก…” สิตางศุ์ตอบเบาๆ ได้ยินเสียงหัวเราะขื่นๆในคอของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

“มึงก็ไม่เคยรู้อะไรอยู่แล้ว กูจะบอกให้ น้องมี่คนนี้เคยมางานโอเพ่นเฮ้าส์ปีที่แล้ว และน้องก็ชอบมึงมาตั้งแต่ตอนนั้น”

 

“มึง…รู้ได้ยังไง”

 

“มันไม่สำคัญหรอกว่ากูรู้ได้ไง มันสำคัญที่ว่ามึงจะเลือกอะไร”

 

ดวงตาคมจับจ้องมาที่ใบหน้าขาว แล้วถามซ้ำด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

 

“ผู้หญิงอย่างน้องมี่? ผู้ชายอย่างกู? หรือไม่เอาใครเลย!”

 

สิตางศุ์เงยหน้ามองคนพูด แล้วได้แต่เม้มปากแน่น ดวงตาเรียวของร่างสูงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แค่เห็นยังสะท้อนไปทั้งใจ อรรณพพูดถูก หากเรื่องมนทิชารู้ถึงหูเจียระไน คนที่เจ็บไม่ได้มีแค่ ‘โจ๊ก’ แต่…เขาก็เจ็บด้วย

 

…เจ็บ…เพราะทำให้คนข้างๆเสียใจ…

 

…เจ็บ…เพราะทำให้คนใกล้ตัวผิดหวัง…

 

…เจ็บ…เจ็บทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนี้…

 

………………………..

 

ดวงตาคู่สวยที่เศร้าสร้อยเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับ วันนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่เขาขึ้นรถคันนี้ ทุกครั้ง…ที่คนขับมักจะชวนคุยเรื่องจิปาถะตั้งแต่ดินฟ้าอากาศไปจนถึงการวิพากษ์เรื่องใหญ่ๆอย่างการเมืองระหว่างประเทศ หลายครั้งที่พวกเขาทุ่มเถียงกัน หลายครั้งที่เห็นพ้องไปด้วยกัน หลายครั้งที่ต่างฝ่ายต่างให้แนวคิดใหม่ๆแก่กัน ได้เรียนรู้กัน ได้ศึกษากัน ด้วยสายตา ด้วยเสียงพูดคุย ด้วยรอยยิ้ม ด้วยเสียงหัวเราะ ทว่าวันนี้…มีเพียงความเงียบ

 

รถจอดสนิทที่ลานจอดรถของคณะ คนขับหนุ่มรูปหล่อที่ไม่พูดอะไรเลยนับตั้งแต่ออกจากคอนโดห้อง 504 ก็เอ่ยขึ้นมาโดยไม่หันมองคนข้างกายแม้แต่นิดเดียว

 

“กูถามจริงๆ ที่เมื่อวานมึงให้กูไปนอนกับมึง เพราะมึงจะได้รู้ใช่มั้ยว่ามึงอยากเลือกใคร”

 

“ไม่ใช่นะโจ๊ก กูไม่ได้คิดแบบนั้น”

 

“แต่มึงก็ให้ความหวังทั้งกูทั้งน้องคนนั้นไม่ใช่รึไง!”

 

“กูไม่ได้ให้ความหวังน้องมี่”

 

“อ้อ มึงให้กูคนเดียวงั้นสิ! แล้วทำไมน้องนั่นถึงได้คุยกับมึงทุกวันแบบนั้น!!”

 

“โจ๊ก…กูยอมรับว่ากูสงสารน้อง แต่กูไม่เคยคิดจะให้ความหวังน้องเขาเลย กูกำลังหาทางปฏิเสธน้องเขา”

 

“แล้วกูล่ะ?! มึงกำลังหาทางปฏิเสธกูด้วยมั้ย?!!”

 

“ไม่ใช่…” เขาไม่เคยคิดจะปฏิเสธเจียระไน แต่…ที่ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองรู้สึกยังไงต่างหาก

 

…รัก? ชอบ? หรือแค่รู้สึกดี…

 

…จะยื้อให้โจ๊กอยู่ข้างๆต่อไป ทั้งๆที่ไม่รู้ความรู้สึกตัวเองได้ยังไง…

 

สิตางศุ์เอาแต่ครุ่นคิด อยากได้คำตอบจากหัวใจว่ารู้สึกอย่างไรกับคนข้างกาย แต่ความเงียบของเขากลับทำให้เจียระไนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ถึงจะยอมรับว่ายังไม่ได้คบหากันถึงขั้นที่อีกฝ่ายจะสวมเขาให้ แต่…แต่ ‘ ไอ้โซ่’ ก็คบเผื่อเลือก!

 

…ความรู้สึกของกู! การกระทำของกู! ทั้งหมดมันควรเอาไปเป็นช้อยส์ให้เลือกรึไง!!!…

 

“กูจะให้เวลามึงเลือก!” ในเมื่อเทไปหมดแล้วทั้งหัวใจ ต่อให้ถูกทำให้กลายเป็นตัวเลือกหนึ่ง เจียระไนก็จะใจกว้าง

 

“กูให้เวลา 3 วัน ต้องบอกกูให้ได้ว่ามึงเลือกอะไร!!” ดวงตาเรียวจ้องเขม็งมองตรงไปข้างหน้า ไม่ยอมหันกลับมาสบตาคนข้างกายอีก

 

ร่างโปร่งได้แต่เม้มปากแน่น ความรู้สึกที่ในอกคืออะไรไม่รู้ แต่ที่รู้…เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันอึดอัด ทรมาน เขาไม่อยาก…ไม่อยากถูกเมินหนีแบบนี้

 

“โจ๊ก…” ริมฝีปากสีสดที่ถูกเม้มจนขึ้นสีจัดเผยอเรียกชื่อเบาๆ แต่เจ้าของชื่อยังทำใจแข็งไม่ยอมหันมอง

 

“ลงไปซะ จะแปดโมงครึ่งแล้ว ก่อนเข้าเรียนก็กินข้าวด้วย แล้วถ้าจะกลับก็โทร.บอก” แม้จะทำใจแข็งไม่หันมอง แถมยังออกปากไล่ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นสิตางศุ์ คนอย่างเจียระไนเลยต้องมีคำสั่งรั้งท้ายตามไปด้วยนิดหน่อย

 

ไม่มีเสียงพูดอะไรจากคนผิวขาวจัดในชุดนิสิตถูกระเบียบนั่นอีก นอกจากการเปิดประตูลงจากรถอย่างเงียบๆ แล้วพอปิดประตูเดินจากไปแล้ว เจียระไนก็ยังมองกระจกส่องหลังตามส่งแผ่นหลังบางๆนั่นจนหายลับไปทางตึกเรียน เขากระแทกหลังกับเบาะนั่ง พรูลมหายใจออกมาอย่างหมดแรง

 

…หมดจริงๆ หมดทั้งใจหมดทั้งแรง…หมดเพราะไอ้โซ่คนเดียว…

 

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา มีข้อความจากที่ปรึกษากิตติมศักดิ์หลายข้อความ ทั้งหมดล้วนแสดงความห่วงใยสิตางศุ์อย่างรุนแรง

 

‘มึงทำอะไรเพื่อนกูรึเปล่า’

 

‘มึงอย่าทำอะไรมันนะเว้ย’

 

‘ถ้ามึงทำอะไรมัน กูจะโทร.ไปฟ้องพ่อแม่พี่น้องมัน ฟ้องพี่รหัสมัน เอาให้มึงอยู่ไม่สุข’

 

‘มึงตอบกูสิไอ้สัด อย่าเงียบ’

 

‘บอกกู มึงทำอะไรมันรึยัง’

 

และอีกมากมาย นับรวมๆแล้วได้เป็นสิบ ก็ไม่แปลกหรอกที่ฝ่ายนั้นจะห่วงใยขนาดนี้ ในเมื่อเขาอวดไปตั้งแต่ก่อนจะเกิดเรื่องว่าได้นอนห้องสิตางศุ์

 

…แต่แล้วยังไง? ก็แค่นอน แค่จูบกันสองที แต่น้องมี่มาจากไหนไม่รู้ มีเบอร์มันแถมรู้ตารางเรียนมัน แล้วยังโทร.มาปลุกอีกต่างหาก…

 

‘กูต่างหาก โดนเพื่อนมึงทำ’

 

ข้อความที่เจียระไนส่งกลับไปถูกอ่านอย่างรวดเร็ว แสดงว่าทางนั้นคงเปิดรออยู่แล้ว

 

‘อ้าว สรุปเพื่อนกูฟันมึงเหรอ หรือยังไง’

 

‘เพื่อนมึงมีชู้’

 

‘พูดให้ดีครับ เขาเรียกว่ามีทางเลือก ไม่ใช่มีชู้’

 

‘กูดีขนาดนี้ ยังจะหาตัวเลือกอื่นไปทำไม’

 

‘ดีแต่ไม่ถูกใจ กับถูกใจแต่ไม่ดี’

 

‘สัด ไม่ต้องมาคำคม’

 

‘ใจเย็นสิวะ แต้มต่อมึงเยอะอยู่’

 

‘กูเย็นได้สามวัน นานกว่านั้นกูจะจับปล้ำแม่ง’ เจียระไนพิมพ์ตอบอย่างหงุดหงิดก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าแล้วเปิดประตูลงจากรถ

 

…สามวัน…กับอีกเกือบสองปีที่ผ่านมา…ถ้ามันจะพัง ก็ต้องพังด้วยตัวกูเอง!…

 

…………………………….

 

“เชี่ย สามวัน!!” พฤกษาร้องลั่นเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือในมือ ทำเอาอลงกตที่นั่งใกล้ๆและกำลังเล่นโทรศัพท์เช่นเดียวกันต้องเงยหน้ามองบ้าง พอดีกับที่สิตางศุ์เดินมาถึงโต๊ะ

 

“สามวันอะไรของมึง ไอ้แพท” เพื่อนสนิทจากชมรมฟุตบอลตั้งคำถาม ทำเอาคนถูกถามยิ้มเก้อแล้วหันมองเพื่อนอีกคนที่ทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะอย่างเงียบๆ

 

“ส…สามวัน…สามวันอะไรดีวะโซ่”  

 

คำว่าสามวัน ราวกับฉุดหัวใจสิตางศุ์ให้ดำดิ่งลงมากกว่าเดิม

 

…สามวัน…โจ๊กให้เวลาสามวัน…สามวันสำหรับการตัดสินใจ…

 

คนถูกถามส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ แล้วฟุบหน้าลงกับหนังสือที่วางบนโต๊ะ อลงกตและพฤกษาหันมองหน้ากันอย่างไม่ต้องนัดเมื่อเห็นท่าทีเซื่องซึมของเพื่อนสนิท

 

“โซ่ เป็นไรไปวะ” พฤกษาถามคำถามแล้วขยับไปนั่งใกล้ๆ โอบไหล่เพื่อให้เงยหน้าขึ้นมาคุย แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มเส้นเล็กพลิ้วไปมาเมื่อเจ้าของส่ายศีรษะทั้งๆที่ยังฟุบอยู่

 

“กูไม่ขึ้นเรียนนะ”คำพูดอู้อี้จากคนรักการเรียนทำเอาเพื่อนสนิทสองคนถึงกับชะงัก  รู้แน่แล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่นอน และแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่มาจากใครบางคนด้วย

 

“ไอ้เชี่ยโจ๊กใช่มั้ย? มันทำอะไรมึง?!” อลงกตถามเสียงแข็ง คนที่นอนฟุบต้องยอมเงยหน้าขึ้นมามองอย่างคาดไม่ถึงว่าคำถามจะชี้ตัวผู้ต้องสงสัยตรงเป๊ะขนาดนี้

 

“มันทำอะไรมึง?!” คนผิวเข้มถามย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจมากกว่าเดิม

 

“เปล่า…” ไม่ใช่เจียระไนที่ทำอะไรเขา แต่เป็นเขาต่างหากที่ทำให้เจียระไนเป็นแบบนี้ ทว่าไม่ใช่แค่เจียระไนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน เพราะอลงกตก็หงุดหงิดหัวเสียไม่ต่างกันเมื่อได้ยินคำปฏิเสธจากเพื่อนสนิทที่หน้าตาดูไม่ดีเอาเสียเลย

 

“อย่ามาบอกว่าเปล่า! เมื่อคืนมันไปนอนกับมึง มันทำอะไรมึงใช่มั้ย?!” คำถามที่สามของอลงกตทำเอาทั้งโต๊ะเงียบกริบ ก่อนที่พฤกษาจะรู้สึกตัวเป็นคนแรกแล้วก็ถึงกับตบหน้าผากตัวเองแรงๆ ในขณะที่สิตางศุ์อ้าปากค้างย้อนถามละล่ำละลัก

 

“ม…มึงรู้ได้ไง…”  

 

เพื่อนสนิทสองคนเงียบ อลงกตเงียบเพราะกำลังฉุนจัด ส่วนพฤกษาเงียบแบบก้มหน้าก้มตา

 

“แพท มึงก็รู้เหรอ เรื่องที่ไอ้โจ๊กไปค้างกับกู” คนถูกถามหันมามอง ก่อนจะเหลือบไปมองอลงกตอีกที แต่รายนั้นหงุดหงิดเกินกว่าจะให้เขาปรึกษาว่าควรจะพูดความจริงไหม เวลานี้นายพฤกษาเลยเหลือหัวเดียวกระเทียมลีบ

 

…ทีเรื่องดีๆ ไม่เคยมาถามกูหรอก ทีเรื่องพากันฉิบหาย นี่มาถามกูจัง!…

 

“แพท…บอกกูมา มึงรู้อะไรอีก”

 

“กูเคยบอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกู กูไม่ควรพูด”

 

…รู้ว่าต้องพูด แต่…ก็ต้องมีเกริ่นว่าไม่อยากพูดไว้ด้วย เกิดไอ้โจ๊กกระทืบโทษฐานเปิดโปงมัน จะได้แค่เจ็บแต่ไม่ตาย…

 

เจ้าของผิวขาวจัดสูดลมหายใจลึกแล้วตัดสินใจพูดเสียงเรียบ

 

“แพท…บอกกู” สั้นๆ ได้ใจความ สิตางศุ์ใจดีก็จริง แต่เวลาเข้มงวดแบบนี้ก็ลืมความใจดีของมันไปได้เลย พฤกษาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเปิดปากพูด

 

“มึง…อ่า…รู้มั้ยว่าพักนี้…ไอ้โจ๊กมัน…จีบใครบางคนอยู่…”

 

“จีบกู” เพื่อนซี้หน้าทะเล้นที่วันนี้ทะเล้นไม่ออกถึงกับชะงักอีกหน

 

“มันบอกมึงเหรอ?!” สิตางศุ์พยักหน้ารับ

 

“เมื่อไร?!”

 

“ตอนไปเชียงคาน”

 

…สัดโจ๊ก! แล้วทีกูถามว่าเกิดไรขึ้นมั่ง เสือกบอกแค่เที่ยวเฉยๆ…

 

พฤกษามองหน้าเพื่อนที่ยังจับจ้องมาที่เขาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในเมื่อความรู้สึกของเจียระไนไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ‘ไอ้โซ่’ ก็ควรได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

 

เขากดมือถือตัวเอง 2-3 ทีแล้ววางลงตรงหน้าสิตางศุ์ จากนั้นก็หันไปดึงมือถือจากมืออลงกตมา แน่นอนว่าตอนแรกหนุ่มเข้มหน้าหงิกยื้อเอาไว้ เลยถูกตบหัวไปทีหนึ่งแล้วโดนกระชากมือถือมากดเปิดแอพลิเคชั่นเดียวกัน ก่อนจะวางลงข้างๆ

 

“พวกกู…คุยกับไอ้โจ๊กบ่อย”  

 

สิตางศุ์เห็นหน้าแชทของสองเครื่องซึ่งเป็นห้องแชทส่วนตัว มีการโต้ตอบระหว่างเจ้าของเครื่องและ ‘โจ๊ก’ ทั้งสองเครื่อง เขากวาดนิ้วขึ้นไปดูบทสนทนาเก่าๆซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเขา ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ห้องแชทของเจียระไนและอลงกตเป็นการด่ากันเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่ของเจียระไนและพฤกษาเป็นการสนับสนุนส่งเสริม

 

“ไอ้โจ๊กมันชอบมึง ก็เลยให้พวกกูช่วย”

 

“แล้วพวกมึงก็ช่วย?” สิตางศุ์ย้อนถามอย่างคาดไม่ถึง กำลังจะคิดว่าตัวเองโดนเพื่อนสนิทหลอก แต่พฤกษาตอบอย่างรวดเร็ว

 

“ก็ไม่ได้ช่วยปุบปับหรอก จริงๆ มันชอบมึงมานานแล้ว แต่ไอ้กตบอกว่าถ้ามันรอจนปีสี่ไม่ได้ ก็อย่าหวัง แถมไม่ให้มันบอกใครด้วย ไอ้กตขู่มันว่าถ้ามึงรู้ก่อนจะปีสี่ มึงกับมันจะมองหน้ากันไม่ติด”

 

“แล้วทำไมถึงให้รอจนปีสี่?” คนอธิบายชี้หน้าอลงกตตัวต้นเหตุ

 

“ไอ้เชี่ยกตถ่วงเวลาน่ะสิ”

 

“กูไม่ได้ถ่วงเวลา แค่อยากรู้ว่ามันจริงจังแค่ไหน! ตอนนั้นมันเลิกกับนิตาได้แป๊บเดียวก็มาบอกว่าชอบไอ้โซ่ มึงเชื่อใจมันได้ไง?!” ท้ายประโยค คนถ่วงเวลาหันมาถามพฤกษาที่เปิดโปงเรื่องทั้งหมดออกมา

 

“แป๊บเดียวห่าอะไร มันเลิกกับนิตาตอนปี 2 เทอม 1 แล้วพอเทอม 2 มันถึงได้มาบอกว่าชอบไอ้โซ่” สองเพื่อนซี้เถียงกันเรื่องลำดับเวลาจนสิตางศุ์ชักจะงงไปด้วย

 

“แพท มึงบอกว่าโจ๊กกับนิตาเลิกกันตั้งแต่เมื่อไรนะ…”

 

“ปี 2 เทอม 1 สองคนนั้นคบกันแค่ 2-3 เดือนเองมั้ง”

 

“อ้าว แต่…แต่ตอนนั้นมึงบอกว่าเพิ่งเลิกกัน…”

 

พฤกษาถอนหายใจเบาๆ คราวนี้อลงกตชี้หน้าเพื่อนหน้าทะเล้นบ้าง

 

“มันหาเรื่องพาไอ้โจ๊กเข้ามาในชีวิตมึงไง!”

 

“กูแค่อยากให้ไอ้โซ่ได้รู้จักไอ้โจ๊กบ้าง แล้วมึงไม่ใช่รึไงที่รับปากไอ้โจ๊กว่าถ้ามันรอจนปีสี่ มึงจะช่วยมัน”

 

“กูก็แค่รับปากกันท่ามันเท่านั้นแหละ!”

 

“แล้วเป็นไง! มึงเห็นมันรอไอ้โซ่มั้ยล่ะ สองปีไอ้เชี่ยโจ๊กไม่มีแฟนเลย วันๆมองแต่ไอ้โซ่ ถามแต่เรื่องไอ้โซ่ มึงให้มันรอ แต่พอถึงเวลา เสือกไม่ช่วยเนี่ยนะ!”

 

“กูไม่สน! กูช่วยแค่เพื่อนกู!!”

 

“มึงไม่ได้ช่วยเพราะไอ้โซ่เป็นเพื่อนมึง! แต่เพราะมึงเห็นว่าไอ้โจ๊กเป็นผู้ชาย มึงก็เลยไม่คิดจะช่วยไอ้โจ๊กต่างหาก!!”

 

“เออ! แล้วความผิดกูรึไง ที่ไอ้โจ๊กเป็นผู้ชาย! ถ้ามันเป็นผู้หญิง กูจะไม่ว่า! ถ้าพวกมันคบกันแล้วเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา อนาคตเพื่อนกูจะเป็นยังไง!! เพื่อนกูต้องทำงานทำการ มีหน้ามีตาในสังคม! กูไม่ยอมให้อนาคตเพื่อนกูมาเสียเพราะมัน!!!”

 

“มึงห่วงอนาคตไอ้โซ่ แล้วมึงห่วงปัจจุบันของไอ้โซ่บ้างมั้ย?! แค่นี้มึงดูเพื่อนมึงไม่ออกรึไงว่ามันอยากได้อะไร!”

 

“มันจะไม่เป็นแบบนี้ถ้ามึงไม่ลากไอ้โจ๊กเข้ามา!!”

 

“ต่อให้กูไม่ลากมันเข้ามา มึงคิดว่ามันจะอยู่เฉยๆรึไง!”“

 

“พอๆ มึงสองคนทะเลาะเรื่องของกูอีกแล้ว” สิตางศุ์เจ้าของเรื่องต้องรีบห้าม เพราะไม่อย่างนั้นสองคนนี้อาจลุกขึ้นต่อยกันในวินาทีถัดไป

 

“ก็มึงดูมันสิโซ่! มันบอกไอ้โจ๊กให้รอจนปีสี่แล้วมันจะช่วยเปิดทางให้ ที่ไหนได้ เสือกลากน้องมี่เข้ามาอีก! ไอ้เชี่ยกตนกสิบแปดหัว!!”

 

“กูจะกี่หัวมันก็เรื่องของกู!!”

 

“พอแล้ว! เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! ช่วยกูคิดก่อนแล้วค่อยทะเลาะกัน” สิตางศุ์โวยขึ้นมาอย่างเหลืออด ทำเอาคนกำลังทะเลาะต้องหันมอง

 

“คิดอะไร?” อลงกตถาม ในขณะที่พฤกษาทำตาโต

 

“อย่าบอกนะว่า…เมื่อคืนไอ้โจ๊กไปค้างกับมึง แล้วมัน…”

 

“ไอ้เชี่ยแพท!!!” และก่อนที่ความคิดบรรลัยจะออกจากปากเพื่อนสนิท อลงกตก็รีบด่าขึ้นมาก่อน

 

“โจ๊กมันให้เวลากูสามวัน กู…ต้องบอกมันให้ได้ว่ากูรู้สึกกับใคร…มัน…น้องมี่…นิตา…”

 

“แล้วมึงเลือกได้รึยัง” พฤกษาตั้งคำถาม ใบหน้าขาวก้มต่ำแล้วส่ายไปมา

 

“กูไม่ได้คิดจะเลือก กับน้องมี่…น้องเขาก็เป็นแค่น้อง”

 

“แล้วนิตาล่ะ…”

 

“กูไม่รู้หรอก…” สิตางศุ์ยอมรับตามตรง เขาไม่รู้ว่ารู้สึกยังไงกับนิตา เดิมทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบนิตาจริงมั้ย

 

“งั้นตัดนิตาทิ้งได้เลย วันๆมึงมองอย่างเดียว ไม่ได้สนใจอยากจะรู้จักอะไรมากกว่านั้น ขนาดนิตาเลิกกับไอ้โจ๊กมาตั้งแต่ปี 2 มึงยังไม่รู้เรื่องเลย” ร่างโปร่งเถียงไม่ออก เขาไม่รู้เลยจริงๆว่านิตาเลิกกับเจียระไนตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเป็นความผิดที่เขาเอง ที่วันๆเอาแต่เรียน ไม่ได้คบค้าสมาคมกับใคร

 

“…ทีนี้ ก็เหลือแต่ไอ้โจ๊ก” คนใช้ชีวิตง่ายๆอย่างพฤกษาย่อมตัดสินใจทุกอย่างอย่างง่ายและรวดเร็ว เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าอมทุกข์ของคนผิวขาวจัดส่ายหน้าไปมา

 

“แต่กับโจ๊ก กูก็ไม่รู้ว่ากูรู้สึกยังไงกับมัน…กูรักมันมั้ย กูชอบมันมั้ย หรือว่า…กูแค่รู้สึกดี…”

 

พฤกษาถอนหายใจ เขารู้แล้วว่าเพราะอะไร สิตางศุ์ถึงยังวนไปเวียนมาเหมือนหาทางออกไม่เจอทั้งๆที่การกระทำ คำพูดหรือความรู้สึกของมันที่มีให้เจียระไนชัดเจนจนแม้แต่คนนอกยังสัมผัสได้

 

“โซ่ มึงฟังกูนะ มึงจะนิยามทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้ กูว่าไอ้โจ๊กก็ไม่ได้อยากฟังว่ามึงรักมันรึเปล่า ชอบมันรึเปล่า หรือแค่รู้สึกดีกับมัน กูว่าอย่างเดียวที่มันอยากได้ คือมันอยากให้มึงอยู่กับมัน เหมือนที่มันอยู่กับมึง คำถามเดียวตอนนี้ที่มึงต้องตอบให้ได้ คือมึงอยากอยู่กับมันรึเปล่า”

 

“อยาก…”

 

“ก็แค่นั้นแหละ มึงอยากอยู่กับมัน มันอยากอยู่กับมึง ปิดจ๊อบครับ” พฤกษาปิดจ๊อบ แต่อลงกตกลับรีบร้องลั่น

 

“ปิดจ๊อบพ่อง!!”

 

“พ่องเชี่ยอะไร?!” ด่ามาด่ากลับ ถึงจะตัวเล็กกว่าเพื่อนจากชมรมฟุตบอลแต่พฤกษาก็ใช่จะยอมกันง่ายๆ

 

“ไอ้โซ่อยู่กับไอ้โจ๊กบ่อยกว่าอยู่กับน้องมี่! มันก็พูดได้สิว่ามันอยากอยู่กับไอ้โจ๊ก!!” อลงกตพูดก่อนจะหันมาทางเพื่อนรักที่ดูเหมือนจะงุนงงไปหมดแล้ว

 

“โซ่ มึงบอกว่ามึงอยากอยู่กับไอ้โจ๊ก เพราะมึงอยู่กับมันบ่อย มึงไม่ลองถอยออกมาจากมันล่ะ จะได้รู้ว่าถ้ามึงอยู่แบบที่ไม่มีมัน มึงจะรู้สึกยังไง น้องมี่เป็นตัวเลือกที่ดีนะเว้ย น้องกูชอบมึง น้องกูอาจจะทำให้มึงรู้สึก เหมือนที่ไอ้โจ๊กทำก็ได้”  

 

พฤกษาเห็นอาการนิ่งงันของสิตางศุ์แล้วก็ถึงกับขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิด

 

…ไอ้เชี่ยกต!!! เสนอหนทางหอยหลอดทำเรื่องไม่จบอีกแล้ว ไอ้เวรตะไล!!!!…

 

………………………………….

 

เรื่องของหัวใจมักจะส่งผลถึงความขยันและขี้เกียจเสมอ

 

ตั้งแต่เมื่อเช้าที่รู้ความจริงจากปากเพื่อนสนิทเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อเจียระไน สิตางศุ์ก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าเรียน เขาปล่อยให้อลงกตและพฤกษาเข้าเรียนแทน ส่วนตัวเองเอาแต่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ที่โต๊ะม้าหินตัวเดิมหน้าตึกเรียน

 

ดวงตาคู่สวยมองใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นลงมาบนโต๊ะม้าหินที่เขานั่งอยู่ มันแห้งกรอบและมีร่องรอยเป็นรูโหว่จากแมลง สภาพของมันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับหัวใจของเขาเลย มันเว้าแหว่ง…ราวกับมีอะไรบางอย่างกัดกิน แห้ง…จนไม่รับรู้ถึงเลือดเนื้อ

 

มีเวลาแค่สามวัน…สามวันที่เจียระไนให้…เพื่อให้เขาตัดสินใจเด็ดขาด

 

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบลงมองโทรศัพท์มือถือในมือ ที่หน้าจอยังมีเบอร์ของใครบางคนค้างอยู่ หลังจากที่เมื่อกี้เขาโทรศัพท์ไปหา

 

…น้องมี่…

 

ตอนที่รับโทรศัพท์จากเขา เสียงของหล่อนร่าเริง ยิ่งพอเขาชวนไปกินข้าววันพรุ่งนี้ หล่อนก็ถึงกับถามย้ำซ้ำๆหลายรอบว่าจริงไหม ร่างโปร่งฟุบหน้าลงกับหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใช้ประโยชน์จากความสุขของผู้หญิงคนหนึ่ง

 

“อะฮ้าย พี่ซอโซ่ มานั่งทำอะไรตรงนี้คร้า” เสียงทักดังลั่น ทำเอาคนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ถึงกับสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง น้องติซซี่ปีสองที่แสนสดใสของคณะพุ่งถลาเข้ามาที่โต๊ะ

 

“เมื่อกี้ติซซี่เห็นพี่กตกับพี่แพทเดินขึ้นตึกไปนะคะ แต่เห็นเดินกันไปด่ากันไป ติซซี่ไม่กล้าทักเลยค่ะ ไม่เหมือนพี่ซอโซ่…นั่งคนเดียว ท่าทางเปลี่ยวเหงาอย่างเงี้ย รอติซซี่ทักใช่ม้า” แล้วหนุ่มตุ้งติ้งก็สไลด์ตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างๆร่วมโต๊ะ สิตางศุ์ยิ้มจางแล้วส่ายหน้า

 

“เปล่า พี่…แค่รู้สึกไม่มีสมาธิ เลยไม่อยากขึ้นเรียนน่ะ”

 

ติซซี่ทำหน้าตกใจยกมือแตะอก

 

“สมาธิ? อุ้ยต๊าย นี่เหมือนไล่ติซซี่ทางอ้อมเลยนะคะ” ร่างโปร่งชะงักไปกับคำพูดรุ่นน้อง เขากำลังจะปฏิเสธเพราะไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ทว่าคนอารมณ์ดีเจ้าของเสียงแปดหลอดดันเหลือบตาไปเห็นหนุ่มร่วมคณะที่เดินอยู่ไม่ไกลเลยเบนความสนใจไปทางนั้นเสียก่อน

 

“อุ้ยๆ นั่นพี่แกรนด์ รปศ. หล่ออลัง งานดี เตะบอลพลิ้ว เซย์ไฮคร่า ทางนี้คร่า” ติซซี่โหวกเหวกโบกไม้โบกมือจนถูกทักหันมาส่งยิ้มให้

 

สิตางศุ์มองรุ่นน้องที่ทักทายทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ ทั้งรุ่นน้องซึ่งล้วนเป็นผู้ชายที่เดินผ่านแล้วก็นึกเอ็นดู ติซซี่เป็นคนแสดงออกเก่ง พูดคำว่าชอบกับคนนั้นที คนนี้ทีได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

…แล้วติซซี่รู้ได้ยังไง ว่าความชอบคืออะไร…

 

“ติซซี่” เขาเรียกเบาๆ ทำเอาคนที่กำลังส่งจูบให้หนุ่มรุ่นน้องที่เดินผ่านไปต้องหันมามอง

 

“อุ๊ย สมาธิสินะคะ ติซซี่ลืมเลยคร่า ไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” ทว่าหนุ่มรุ่นน้องยังไม่ทันได้ลุก มือขาวก็เอื้อมไปดึงแขนเอาไว้ ดวงตาของคนถูกคว้าแขนถึงกับเบิกโตด้วยคาดไม่ถึงว่ารุ่นพี่ที่เจ้าตัวตามเทียวไล้เทียวขื่อมานาน จู่ๆจะมาแตะเนื้อต้องตัวกันแบบนี้

 

“อ่า…ขอโทษที” พอเห็นท่าทางแข็งเกร็งและสายตาตกใจของหนุ่มหน้ามนปีสอง สิตางศุ์ก็รีบปล่อยมือ

 

“…คือ…พี่มีเรื่องอยากจะถามน่ะ…” จากคนพูดเก่งช่างฉอเลาะ ติซซี่เงียบเป็นก็วันนี้ ใบหน้าของรุ่นน้องปีสองเป็นสีชมพูในขณะที่พยักพเยิดให้รุ่นพี่พูดต่อ

 

“เอ่อ…เวลา…ติซซี่ชอบใคร ติซซี่รู้สึกยังไงเหรอ”

 

“ก็…เวลาชอบก็อยากมองอ่ะค่ะ…” สายตาของติซซี่มองตรงไปที่สิตางศุ์ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นมากัดอย่างทนไม่ไหวเพราะสายตาของรุ่นพี่ผิวขาวจัดทำให้หัวใจพองโตทุกครั้งที่สบตา

 

ทว่า…คนเป็นพี่กลับตั้งคำถามต่อโดยไม่รับรู้ถึงกระแสจิตใดๆที่รุ่นน้องร่วมคณะส่งมาให้

 

“แต่ติซซี่ก็ชอบหลายคนใช่มั้ย ไม่ได้ชอบคนเดียว?” ติซซี่ชะงักกึก สายตาที่หวานยิ่งกว่าน้ำเชื่อมเมื่อครู่นี้หายวับไปในทันที

 

…มันก็จริงอ่ะค่ะที่ติซซี่ไม่ได้ชอบคนเดียว แต่ติซซี่กำลังสารภาพความในใจกับ ‘หนึ่งในหมู่ชาย’ ที่ติซซี่ชอบไงคะ?!!…

 

…ซื่อบื้อขนาดนี้ พี่โจ๊กทนเก่งฉิบหายเลยคร่ะ!!!…

 

“คือ…ก็เหมือนเราชอบอาหารค่ะพี่ซอโซ่ เราไม่ได้ชอบแค่ข้าวไข่ดาวอย่างเดียว เล็กแห้งต้มยำก็ชอบ ข้าวต้มกุ๊ยก็ชอบ พิซซ่าก็ชอบ ถ้าวันนี้ไม่มีข้าวไข่ดาว ก็กินเล็กแห้งต้มยำได้ เพราะชีวิตนึงชอบอะไรได้หลายอย่าง แต่ถ้ารักเนี่ย…อะไรก็แทนไม่ได้”

 

“รักเหรอ…” แค่คำว่าชอบ สิตางศุ์ยังไม่รู้เลยว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร หากเพิ่มคำว่ารักเข้าไปอีก เขาคงไม่มีอันทำอย่างอื่นนอกจากวันๆเอาแต่นั่งคิดเรื่องนี้ “…แล้วติซซี่รักใครล่ะ”

 

“บอกไม่ได้คร่า แต่ไม่ได้รักพี่ซอโซ่ก็แล้วกัน ติซซี่กลัวโดนทายาทร้านทองฆ่าหมกบ่อทองไปซะก่อน ตายรวยๆก็ฟังดูดีนะคะ แต่อยากรวยก่อนตายมากกว่า” สิตางศุ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ เป็นอีกหนที่หนุ่มรุ่นน้องถอนหายใจ

 

“ฮ้าย!! ทายาทร้านทองก็พี่โจ๊กขาของติซซี่ไงคะ! ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่ารายนั้นเล็งพี่โซ่อยู่”

 

ร่างโปร่งชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง

 

“ท…ทำไมถึง…ถึงคิดแบบนั้นล่ะ…”

 

“โถ่ววววว…ก็พี่โจ๊กขาเล่นตามรับตามส่งเช้าเย็น ไม่ให้คนอื่นเสนอหน้ามาใกล้พี่ซอโซ่เลยนี่คะ ไหนจะลากไปนั่นมานี่ แถมแต่ละที่ที่ไปก็ถิ่นเด็กมหา’ลัยเรากันทั้งนั้น ใส่อะโฟสโตฟี่เอสขนาดนี้ ใครไม่รู้ก็ควักลูกกะตาเก็บเอาไว้ที่บ้านเถอะค่ะ!!”

 

“หมายความว่า…เรื่องพี่กับโจ๊ก…มีคนรู้เยอะเหรอ”

 

“โอยยยยยย…อย่าพูดว่าเยอะเลยค่ะ พูดว่าทั้งมหาลัยน่าจะง่ายกว่า! ยิ่งพี่โจ๊กขาไม่มีข่าวกับใครเลยตั้งแต่เลิกกับพี่นิตาภาคสังคมฯ แล้วจู่ๆปีเนี้ย! ก็ดันมาติดหนึบกับพี่ซอโซ่ เรื่องก็เลยยิ่งดังน่ะสิคะ! อุ้ย จริงๆติซซี่ก็ไม่ทันนะคะตอนพี่โจ๊กขากับพี่นิตาคบกัน แต่พวกรุ่นพี่นี่แหละมาเล่าให้ฟัง ว่าคบกันแป๊บๆก็เลิก” คนฟังชะงักอีกหน กระทั่งติซซี่ที่เข้ามาเรียนไม่ทันช่วงที่เจียระไนและนิตาคบและเลิกกัน ก็ยังรู้เรื่องนี้ ในขณะที่เขา…ไม่เคยรู้อะไรเลย

 

“ติซซี่…ก็รู้เหรอ…ที่โจ๊กกับนิตาเลิกกันนานแล้ว?…”

 

“รู้สิคะ! เรื่องนี้ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นแหละค่ะ! แต่ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง เขาว่ากันว่าพี่โจ๊กเฮิร์ทมากตอนเลิกกับพี่นิตา ไม่ยอมมีแฟนใหม่อีกเลย!” หนุ่มรุ่นพี่เงียบไป ทำเอาติซซี่ผู้แสนประสาทรับรู้ไวชะงักไปนิด

 

“เอ?…อย่าบอกนะคะ…ว่าพี่โซ่ไม่รู้?”

 

สิตางศุ์พยายามจะยิ้มแทนคำตอบ แต่มันก็ยากเต็มทน มารู้ตัวก็วันนี้เอง ที่ใครๆก็บอกว่าเขาซื่อบื้อ ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ซื่อบื้อแต่ยังโง่ด้วย

 

“พี่โซ่ไม่รู้จริงน่ะ?!”

 

“อืม…เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้…” …แถมยังรู้ผิดๆว่าเพิ่งเลิกกันอีกต่างหาก…

 

ติซซี่ยกมือข้างนึงแตะอกด้วยความคาดไม่ถึง

 

“แล้วพี่ไม่สงสัยบ้างเหรอ อยู่ดีๆพี่โจ๊กมายุ่งกับพี่ทำไม?!”

 

“ก็…เห็นว่าเป็นเพื่อนกัน…”

 

“นี่หมายความว่าไม่รู้ว่าถูกจีบด้วย?!”

 

“อืม” คราวนี้รุ่นน้องปีสองถึงกับยกมือทั้งสองข้างแตะอก

 

…โง้วโง่!!!… คำนี้ติซซี่คิดในใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากให้รุ่นพี่อย่างสิตางศุ์ได้ยิน เพราะแค่นี้สีหน้าของเขาหมองหม่นและน่าสงสารพออยู่แล้ว

 

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่โซ่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่…ตอนนี้รู้แล้วว่าพี่โจ๊กจีบ พี่โซ่จะทำยังไงต่อไปคะ”

 

สิตางศุ์ส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะไม่รู้อะไรเลย

 

ติซซี่เห็นสีหน้าแล้วก็ยิ่งสงสาร รู้สึกอยากปลอบประโลมขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เหลือบซ้ายมองขวาไม่เห็นเงาหัวรุ่นพี่จากภาควิชาการปกครองที่ใครๆก็ว่า ‘หวงพี่โซ่อย่างกับจงอางหวงไข่’ แล้วก็เลยตัดสินใจเอื้อมมือไปกุมมือขาวๆนั่นเอาไว้

 

“ถูกเขาจีบแล้วรู้สึกดีรึเปล่า อยากให้เขาจีบต่อมั้ย ถ้าใช่ก็เซย์เยสไป สู้ๆค่ะ ติซซี่เป็นกำลังใจให้”

 

ติซซี่เป็นกำลังใจให้ ติซซี่ให้กำลังใจกัน ติซซี่ให้กำลังใจจริงๆ

 

…อ๊ะหือ! มือพี่โซ่โคตรนิ่มอย่างกับมาชเมลโล่เลยค่ะ น่าเอาไปเผาไฟแล้วก็อมเข้าปากไปทั้งแขนยิ่งนัก!!!…

 

………………………………

วันนี้ของสิตางศุ์ผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาไม่เข้าเรียนทั้งคาบ เอาแต่นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหิน ซึ่งนอกจากติซซี่จะแวะมาทักแล้ว ก็มีเพื่อนร่วมคณะอีก 2-3 คนเท่านั้นที่เข้ามาชวนคุย แต่เขาก็ไม่มีกระจิตกระใจจะคุยกับใคร สุดท้ายก็ได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้นเพียงลำพังจนเพื่อนๆเลิกเรียน อลงกตและพฤกษาออกมาตามเขาไปกินข้าวที่โรงอาหาร ที่นั่น…เขาได้พบกับเจียระไน

 

ดวงตาสองคู่มองสบกัน ในดวงตาเรียวที่มองมานั้นเรียบเฉยจนทำเอาสิตางศุ์ใจไม่ดี

 

“แดกไร กูจะไปซื้อให้” เสียงเรียบพอๆกับสายตา ยิ่งทำเอาคนใจไม่ดีอยู่แล้ว ใจฝ่อหนักกว่าเดิม ร่างโปร่งได้แต่ส่ายหน้าไปมาแล้วตอบเบาๆ

 

“ไม่หิว”

 

“มึงไม่หิวได้ยังไง เที่ยงแล้ว เอามักกะโรนีกุ้งแล้วกัน” เจียระไนกำลังจะก้าวเดิน แต่อีกฝ่ายกลับคว้าแขนเอาไว้ คนถูกรั้งไม่ทันได้พูดอะไร ก็ถูกดึงออกมาทางด้านหลังโรงอาหารที่แทบไม่มีผู้คน

 

ยิ่งร้างผู้คน ก็ยิ่งเงียบ ยิ่งเงียบ ก็ยิ่งทำให้กดดัน สิตางศุ์รู้สึกเหมือนอากาศรอบกายหนักจนกดทับไหล่ทั้งสองข้างของเขาจนยกแทบไม่ขึ้น มันอึดอัดจนหายใจไม่ออก ไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียง

 

…แต่…แต่ยังไงก็ต้องพูด…

 

…ยังไงก็ต้องบอก…ต้องบอกโจ๊ก…

 

“โจ๊ก…” เจ้าของชื่อยังยืนเงียบ สีหน้าเรียบเฉยแต่เหงื่อกาฬซึมเต็มแผ่นหลังกว้าง บรรยากาศรอบตัวของคนผิวขาวจัดที่เอาแต่ก้มหน้าบอกเขาว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูด ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

 

…อย่าเลย…อย่าพูดอะไรที่ทำร้ายหัวใจผู้ชายคนนี้เลย…

 

“กู…กูขอโทษนะ…แต่…สามวันนี้…เราอย่าเจอกันเลย”

 

ร่างสูงแทบหยุดหายใจเมื่อประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากปากของคนตรงหน้า เขาได้ยินชัดเต็มสองหู แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถามซ้ำ

 

“มึงหมายความว่ายังไง”

 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมอง มันล้นเอ่อไปด้วยความเศร้าและอึดอัด ก่อนที่ริมฝีปากสีสดจะเผยอตอบ

 

“สามวัน…ที่มึงให้ กูจะขอ…ว่าเราอย่าเจอกันเลย”

 

เป็นการตอบซ้ำที่ย้ำชัด…

 

ย้ำ…จนเหมือนกระทืบลงบนหัวใจของผู้ชายที่ชื่อเจียระไน!

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

 

อุ้มโซ่หลบแม่ยกโจ๊กแป๊บนึงนะคะ

แฮ่…รู้ว่าทุกคนจะต้องกรีดร้องด้วยความโกรธโซ่และสงสารโจ๊ก รู้ว่าทุกคนจะต้องเสียใจที่โซ่ตัดสินใจแบบนี้ แต่…ขอให้ทุกคนเชื่อใจโจ๊กค่ะ มาถึงตอนนี้แล้ว อิโจ๊กไม่เดินถอยหลังแน่นอน ส่วนโซ่ ให้เวลาเขาหน่อย…โซ่จะเติบโตอย่างช้าๆและมั่นคงค่ะ กร๊ากกกกก

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม กำลังใจและพื้นที่บอร์ดเช่นเคยค่ะ

เจอกันพฤหัสฯหน้า

 

ป.ล. ส่วนผ้าเช็ดหน้า…กำกันต่อไปค่ะ พระเอกเรื่องนี้น่าสงสารไง บอกแล้วๆ

 

Leave a Reply