Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

……………………..

ตอนที่ 13

 

ภายในห้องเงียบกริบ

 

คอนโดขนาดย่อมที่ถูกตกแต่งอย่างเป็นระเบียบนั้นมีที่ทางให้เดินไม่มากนัก สิตางศุ์นั่งอยู่บนโซฟา ส่วนแขกกิตติมศักดิ์อย่างเจียระไนอันเชิญตัวเองยืนเด่นค้ำหัวคนนั่ง แถมจ้องตาไม่กระพริบจนเจ้าของห้องชักจะเกร็งขึ้นทุกที

 

“เอ่อ…ม…มึงนั่งก่อนมั้ยอ่ะ…อ่า…กินน้ำมั้ย เดี๋ยวกูเอาน้ำให้นะ” สิตางศุ์ลุกจากโซฟาเพื่อเดินเลี่ยงไปหาน้ำในครัว ทว่าแขนกลับถูกคว้าหมับ

 

“น้ำน่ะ กูหาแดกเองได้ ที่กูอยากได้จากมึงตอนนี้คือคำตอบ” ยอดคนต้องตรงไปตรงมา เจียระไนกล่าวไว้

 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมาสบกับดวงตาเรียวเหมือนตาเหยี่ยวที่จ้องมองมา หัวใจบีบรัดอย่างรุนแรงจนต้องหลบสายตาหนีไปอีก

 

“…ก…กูคุยกับน้องมี่แล้ว ตกลงว่าจะเป็นพี่น้องกัน…อ…อ่า…ส…ส่วนเรื่องกูกับมึง…”

 

“เรื่องของเราก็ได้ จะแยกกูแยกมึงไปทำไม” เจียระไนแทรก

 

“อย่าเพิ่งขัดกูสิ กูกำลังพยายามเรียบเรียงอยู่” ร่างโปร่งดุเบาๆ หน้านิ่วคิ้วขมวดเพื่อกลั่นกรองคำพูดที่น่าจะเข้าใจง่ายที่สุด

 

“…เอ่อ…กู…กูก็ไม่รู้ ว่าความรู้สึกของกูมันเรียกว่าอะไร กูพยายามหาคำตอบแล้วนะโจ๊ก แต่…กูไม่รู้จริงๆว่ามันคือความรัก ความชอบ หรือว่าแค่รู้สึกดี แต่…แต่กูอยากอยู่กับมึงนะ อยากมีมึงอยู่ข้างๆแบบนี้ อยากเจอมึงทุกวัน อยากคุยกับมึง อยากหัวเราะกับมึง อยากทะเลาะกับมึง อยากให้เราเป็นแบบนี้…”

 

เจียระไนแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ เกือบสองปีแห่งการรอคอย เกือบสองปีที่อยู่กับความฝันลมๆแล้งๆ

 

“ถ…ถ้า…ถ้ามึงไม่ว่าอะไร กูขอศึกษามึงก่อนได้มั้ยล่ะ”

 

“ได้!” ผู้ชายใจกว้างยิ่งกว่าแปซิฟิกรีบตอบ แต่ก็รีบปิดประตูหนีตายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

 

“…ก็ลองเป็นแฟนดูก่อน ค่อยๆดูกันไป!”

 

สิตางศุ์กะพริบตาปริบๆ เหมือนกำลังประมวลผล ก่อนจะรีบส่ายหน้า

 

“ไม่ๆ กูไม่ได้หมายถึงให้เราเป็นแฟนกัน”

 

“อ้าว!” คิ้วเข้มเหนือดวงตาเรียวกระตุกเข้าหากันทันควัน เหมือนเมื่อกี้วิ่งเล่นอยู่กับม้ายูนิคอร์นแล้วถูกกระชากกลับมาเจอผีเปรต

 

“หมายความว่าไง?!”

 

“คือ…กูว่า กูยังไม่รู้จักมึงเท่าไรเลย…เอ่อ…กู…อยากให้เราศึกษากันแบบนี้ไปก่อน…”

 

…ศึกษากันไปก่อน?…ศึกษาหอกอะไรอีก?!…

 

“เงยหน้ามองกูซิ แล้วบอกชื่อจริงนามสกุลจริงของกูมา” คำสั่งของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำเอาดวงตาใสแจ๋วแสนซื่อมีแววงุนงง แต่เจ้าตัวก็ยอมทำตาม

 

“…ชื่อ…เจียระไน  ตั้งกาญจนพาณิชย์”

 

“กูชอบกินอะไร” คนถูกถามกะพริบตาปริบๆ

 

“น้ำกระเจี๊ยบ…เอ่อ…ส่วนพวกอาหารคาว มึงเคยบอกว่าชอบกินผัดขี้เมา แต่กูเห็นมึงก็กินได้ทุกอย่าง ชอบกินของเผ็ด ไม่ค่อยชอบกินพวกน้ำต้มๆที่ร้อน ก๊วยเตี๋ยวก็เห็นกินแต่แห้ง ถ้าเป็นก๊วยเตี๋ยวน้ำต้องรอให้เย็นก่อน มึงกินขนมได้นิดหน่อย แต่ไม่ค่อยชอบ ถ้าเข้าร้านกาแฟจะสั่งเอสเพรสโซ่”

 

เจียระไนแทบกลั้นรอยยิ้มไม่อยู่ ดุนลิ้นกับข้างแก้มก็แล้ว ทำหน้าตอบก็แล้ว สุดท้ายเลยตัดสินใจหันหลังให้อีกฝ่ายเสียเลย!

 

“โจ๊ก กูพูดอะไรผิดเหรอ” เสียงจากคนข้างหลังยิ่งทำร้ายหัวใจคนฟังหนักมาก

 

…ไม่ไหวแล้วจริงๆ…กับไอ้โซ่ กูไม่ไหวแล้วจริงๆ…

 

ร่างสูงทำกระแอมไอเสียงดังแล้วหันกลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง เรียบเฉย ทว่าในดวงตาเรียวคู่นั้นวิบวับเกินกว่าจะควบคุม

 

“มึงรู้จักกูดีแล้ว”

 

“แต่…กูว่ามันยังไม่พอ…ถ้าเราจะคบกัน เราน่าจะเรียนรู้กันมากกว่านี้ มึงเป็นผู้ชาย กูก็เป็นผู้ชาย กูไม่อยากให้มึงเสียหาย”

 

เจียระไนถึงขั้นยกมือสองข้างขึ้นเท้าเอว รู้สึกถูกพลิกบทแบบแปลกๆ แถมตอนแรกใจจะแป๊วเพราะฟังดูแล้วเหมือนถูกปฏิเสธ แต่ไอ้ประโยคสุดท้ายนั่นสิ

 

‘…ไม่อยากให้เสียหาย’

 

…มันใช่เหรอวะ โซ่?!…

 

“มึงจะกลัวกูเสียหายเรื่องอะไร” ผู้ชายตัวใหญ่ ร่างสูงหนา บึกบึน หน้าตาหล่อเหลาแต่มีทัศนคติในการแอนตี้โลกทั้งใบตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจ

 

“ก็…เดี๋ยวใครๆจะหาว่ามึงคบผู้ชายนะ”

 

คนฟังรู้สึกจั๊กกะจี้ไปทั้งหัวใจ

 

…ไอ้ฉิบหาย!!! เรื่องแค่นั้นจะสร้างความเสียหายให้กูได้ยังไง?!!…

 

“โจ๊ก…” สิตางศุ์เห็นสีหน้าแปลกๆของคนตรงหน้าเลยใช้เสียงอ่อนๆเหมือนจะเอาน้ำเย็นเข้าลูบให้อีกฝ่ายฟังเหตุผล

 

“ครอบครัวมึงเป็นคนจีน เรื่องสืบสกุลสำคัญมากไม่ใช่เหรอ พวกเขาจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่ามึงมีแฟนเป็นผู้ชาย อ่า…มึงอย่าโกรธนะ กู…เคยแอบเอานามสกุลมึงไปเซิร์จในเน็ต ครอบครัวมึงเป็นไฮโซนี่นา…”

 

สถานะทางสังคมของตระกูลตั้งกาญจนพาณิชย์นั้นอยู่ท่ามกลางแสงแฟลชและสายตาของผู้คน ขนาดว่าร่างสูงเป็นคนไม่ค่อยสนใจจะออกสื่อ ข่าวในอินเตอร์เน็ตยังเคยมีเขียนถึง ‘เจียระไน  ตั้งกาญจนพาณิชย์’ เลย

 

“ไฮโซพ่อง ก็แค่รวย” คนไม่สนใจก็คือไม่สนใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยอมรับว่าครอบครัวของตัวเองออกจะมีกิจการมั่นคงและฐานะการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก

 

“นั่นแหละ กูเห็นมีงานการกุศลที่อาม่าของมึงเป็นประธานเปิดงาน มีรูปมึงถ่ายกับอาม่าของมึงด้วย อาม่าของมึง…ท่านอายุมากแล้ว ไม่รู้จะเข้าใจเรื่องแบบนี้มากแค่ไหน ตอนนี้…เราคบกันแบบนี้ไปก่อน ให้เราได้เรียนรู้กันก่อน ให้ครอบครัวเราค่อยๆรู้เรื่องของเรา แล้วถ้าถึงวันที่พวกเขาเข้าใจ แล้วเรายังเรียนรู้กันอยู่แบบนี้ มึงอยากให้กูเป็นอะไร กูก็จะเป็น…”

 

นอกจากคำพูดที่ใช้น้ำเสียงปลอบประโลมให้ใจเย็นแล้ว สายตาจากดวงตาคู่สวยที่ทอดมองมา รวมไปถึงฝ่ามือขาวที่แตะลงกับไหล่เขาอย่างแผ่วเบานั้น ทำเอาหัวใจคนฟังอ่อนยวบยาบ

 

แต่…นิสัยมุทะลุจะเอาแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการก็ยังไม่วายตั้งคำถามขึ้นมา

 

“แล้วสรุปกูกับมึงจะได้เป็นแฟนกันมั้ย”

 

เป็นอันว่าที่สิตางศุ์พูดยาวๆ ไม่มีความหมาย ร่างโปร่งถอนหายใจเบา แล้วย้ำคำเดิม

 

“ยังไม่เป็นตอนนี้ ขอศึกษากันก่อน”

 

“แต่ถัดจากไอ้สถานะศึกษานี่คือสถานะแฟน ถูกมั้ย” เจียระไนก็ยังวกกลับมาที่เรื่องแฟนเหมือนเดิม

 

…ทำงาน แม่งยังต้องมี Career Path แล้วคบกับกู มึงจะไม่ให้มีการพัฒนาสถานะได้ยังไง!!…

 

“ก็…จะว่าอย่างงั้นก็ได้”

 

“นอกจากกู มีใครที่มึงศึกษาอีกมั่ง”

 

“ไม่มีแล้ว…” คำตอบดังงุบงิบ สิตางศุ์ไม่อยากจะบอกเลย แค่ศึกษาเจียระไนคนเดียว ก็ทำให้เขาปั่นป่วนไปหมดทั้งหัวใจแล้ว

 

“โอ.เค. กูยอมอยู่ในสถานะศึกษาอะไรนี่ก็ได้ แต่กูต้องเป็นคนเดียวที่ได้ศึกษามึง ถ้ามีใครมาจีบมึง มึงต้องบอกมันว่ามึงมีแฟ…เอ่อ บอกมันว่ามึงมีคนศึกษาด้วยแล้ว ไม่งั้นก็บอกกูก็ได้ เดี๋ยวกูเคลียร์ให้เอง ไม่ต้องสะเหล่อหาคำตอบห่าเหวอะไรนั่นเองเหมือนตอนน้องมี่อีก แล้วมึงก็ห้ามไปศึกษาคนอื่นด้วย! สถานะนี้มีแค่กูคนเดียว และกูก็จะยกสถานะนี้ให้มึงคนเดียวเหมือนกัน ตกลงมั้ย”

 

ฟังๆดูแล้ว ก็ไม่ได้ต่างจากการเป็นแฟนกันแม้แต่นิด แต่ในเมื่อสถานะที่ว่าคือการศึกษา ก็ดีกว่าการระบุว่าเป็นแฟนกัน…ล่ะมั้ง

 

“ก็ได้” สิตางศุ์รับคำ เจียระไนแทบอยากจะชูมือในอากาศเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าสิ่งที่เขารอคอยและคาดหวังมาเกือบสองปี ประสบความสำเร็จแล้ว

 

…แต่…ทำในใจพอ เดี๋ยวไอ้โซ่ตกใจ…

 

“งั้นมึงไปอาบน้ำไป อาบดึกๆเดี๋ยวไม่สบาย” แฟนหมาดๆ เอ๊ย คนศึกษา(ดูใจ)หมาดๆแสดงความห่วงใยด้วยสีหน้าที่ติดจะยิ้มนิดๆที่มุมปาก

 

“อืม มึงก็กลับไปเถอะ”

 

“หืม?” คนเพิ่งอัพเกรดสถานะใหม่แต่ถูกไล่ซึ่งหน้าถึงกับหุบรอยยิ้มมุมปากแทบไม่ทัน

 

“ก็…มึงจะได้กลับไปพักผ่อน”

 

“เราเพิ่งเป็นแฟนกันนะโซ่” คนเป็นแฟนกันมันก็ต้องอยากอยู่ด้วยกัน ยิ่งอยู่ในที่รโหฐานสองต่อสองแบบนี้ ก็ต้องยิ่งอยากใกล้ชิดกัน! ไม่ใช่มาไล่กลับซึ่งๆหน้าหลังจากเพิ่งเปลี่ยนสถานะกันแบบนี้!

 

“ไม่ได้เป็นแฟน ศึกษากันก่อน” สิตางศุ์ย้ำคำเดิม แต่เจียระไนโบกมืออย่างไม่ไยดี

 

“นั่นแหละๆ แล้วมึงจะให้กูกลับเนี่ยนะ?!”

 

“แล้วมึงจะอยู่ทำไมล่ะ กูง่วงแล้ว มีอะไรไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ เออ…พรุ่งนี้กูจะเข้าไปพบอาจารย์ตอนเช้า แล้วก็เข้าห้องสมุด มึงจะมารับกูมั้ย หรือจะไปเจอกันที่คณะ”

 

“ให้รับกี่โมง”

 

“เวลาเดิมก็ได้ จะได้ไปกินข้าวด้วย มึงมีเรียนใช่มั้ย กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเรียนนะ”

 

…กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเรียนนะ…

 

…กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเรียนนะ…

 

…กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเรียนนะ…

 

…ลงท้ายประโยคว่า ‘นะ’ นี่แม่งอ้อนกันชัดๆ!!!..

 

เหมือนถูกมนต์สะกด เจียระไนแทบไม่รู้สึกตัว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองยอมเดินออกจากห้องหมายเลข 504 อย่างว่าง่าย แล้วมีเจ้าของห้องยิ้มซื่อๆใส่พร้อมกับเอ่ยประโยคสุดท้าย

 

“กู้ดไนท์ เจอกันพรุ่งนี้นะ โจ๊ก”

 

แล้วประตูห้องก็ปิดลง ทิ้งเจียระไนเอาไว้กับความงง

 

…เป็นคนที่ศึกษากันแล้ว แล้วจากนั้นก็ถูกดันออกจากห้องในเวลาอันรวดเร็ว ตบท้ายด้วยคำพูดที่เหมือนจะลูบหลังอย่างอ่อนโยนว่าเจอกันพรุ่งนี้…

 

…อ๊ะหือ ไอ้กากโจ๊ก!!! ลูกแกะหลุดมือ ขนแกะสักเส้นก็ไม่ได้ดม!!!!…

 

………………………..

 

…กาก…กากมาก…กากมากที่สุด!!!!…

 

เจียระไนรู้ว่าตัวเองควรได้รับรางวัลมนุษย์กากแห่งคณะรัฐศาสตร์ และควรได้มาแบบไร้คู่แข่งด้วยซ้ำ

 

…กากแรกคือสถานะกระดิก แต่สกินชิพเท่าเดิม เมื่อเช้าไปรับมันที่ห้อง ตั้งใจว่าเช้านี้แม่งต้องได้มอร์นิ่งคิสทันทีที่เปิดประตูมาเจอหน้ากัน ปรากฏมันตื่นสาย วิ่งหูตูบ เพราะนัดอาจารย์เอาไว้ตอนแปดโมง สรุปคือไม่ได้แตะแม้แต่ปลายเล็บ และจำนวนจูบยังคงที่แค่ 2 ครั้งเท่าเดิม…

 

…กากสองคือพอมันขึ้นรถปุ๊บ แม่งชวนคุยเรื่องมิซไซล์ที่พุ่งไปลงทะเลที่ไหนสักที่บนโลก แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่า อยากจะเข้าไปเที่ยวประเทศเจ้าของมิซไซล์นั่นสักครั้ง…สักครั้งพ่อมึงสิ! เดทกับกูยังไม่เคยไป เสือกจะหาเรื่องเอาตีนไปเหยียบนรกก่อน!!…

 

…และกากสาม…คือทั้งหมดที่เล่ามา ไอ้โจ๊กคนนี้ได้แต่อาละวาดอยู่ในใจ แล้วปล่อยให้ไอ้โซ่ยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิต!!!…

 

…กากเอ๊ย!! กากเชี่ยๆ!!!…

 

หงุดหงิดงุ่นง่านแล้วก็ได้แต่อัดบุหรี่เข้าปอดอีกหนึ่งอึกใหญ่ๆ พอดีกับที่ร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดเดินลงบันไดตึกมาหลังจากพบอาจารย์แล้วเรียบร้อย

 

“หิวมากมั้ย ขอโทษที่ช้า” สิตางศุ์ก้าวเท้าไวๆตรงมาหาคนรอขณะที่ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เขาขึ้นไปพบอาจารย์ตั้ง 15 นาทีแหน่ะ

 

“ไม่หรอก” เจียระไนตอบแล้วปรายตาลงมองหนังสือเต็มอ้อมแขนของคนข้างกายก่อนจะดึงมาช่วยถือ สิตางศุ์ค้อมศีรษะเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ

 

“มึงเอามาทำไมเยอะแยะวะ” ปากบ่น แต่มือก็คว้าไปช่วยถือ กลายเป็นว่าที่มือขาวมีหอบแค่สองเล่มบางๆ ส่วนที่เจียระไนมีสามเล่มหนาๆ

 

“อาจารย์พุธให้ยืมมา”

 

“หะ! ‘จารย์พุธ? นี่อย่าบอกนะว่าเปเปอร์ที่มึงจะส่ง ‘จารย์พุธยังไม่เสร็จ” ร่างสูงตั้งคำถามแล้วก้าวเท้าออกเดินไปยังโรงอาหาร มีคนผิวขาวจัดเดินตาม

 

“วันนี้จะกลับไปแก้ให้เสร็จจริงๆแล้วอ่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้อ่านหนังสือสอบ จะไฟนอลแล้วด้วย วันนี้เลิกเรียนแล้ว กินข้าวเที่ยงที่คณะแล้วกันนะ กูจะได้กลับไปแก้เปเปอร์ไวๆ”

 

“อือ” สารถีรับคำ ก่อนจะตั้งคำถามต่ออย่างไม่จริงจังเท่าไรนัก

 

“แล้วมึงมีเปเปอร์กี่ชิ้น” ปีสี่กันแล้ว ก็คงไม่มีเปเปอร์มากนัก

 

“เปเปอร์ 2 เอง สอบอีก 5” ดวงตาเรียวตวัดฉับมามองอย่างตกตะลึง

 

“อะไรนะ?! เปเปอร์ 2 สอบ 5 ?!! นี่มึงลง 7 ตัวเหรอ?!”

 

“อื้ม”

 

“มึงปีสี่นะโซ่ ลงเชี่ยอะไรตั้ง 7 ตัว?!!” เจียระไนโวยดังลั่นเพราะมนุษย์ปีสี่ที่ชื่อสิตางศุ์ ทำตัวเหมือนไม่ได้เรียนปีสุดท้ายแต่ประการใด ลงเรียนคุ้มกับค่าเทอมระบบเหมาจ่ายซะจนมหาวิทยาลัยน่าจะขาดทุน

 

“ก็…มีแต่วิชาน่าเรียนทั้งนั้นเลยนี่นา…”

 

“แล้วมึงเริ่มสอบเมื่อไร”

 

“อาทิตย์หน้า” เจียระไนกรอกตามองแทบจะเป็นวงกลม

 

…จะมีใครลักกี้อินเลิฟเท่ากูอีกมั้ย?! เป็นแฟนกันปุ๊บ ไฟนอลมาปั๊บ!…

 

“วันนี้กูจะกลับไปแก้เปเปอร์ให้เสร็จ แล้วก็จะเริ่มอ่านหนังสือแล้ว กูเถลไถลไม่ได้แล้วนะ ถ้าจะเจอกัน ก็…เจอกันตอนเช้ากับเย็น หรือไม่ก็กินข้าวด้วยกันที่คณะ งดเที่ยว งดดูหนัง เดี๋ยวอ่านหนังสือไม่ทัน…” ดวงตาเรียวแทบเบิกโตกับคำพูดซื่อๆของคนรักการเรียน กำลังจะอ้าปากค้านว่าไม่ยอม แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน สิตางศุ์หยิบขึ้นมาดู บนหน้าจอปรากฏว่าสายเรียกเข้ามาจากมารดา ดวงหน้าสวยยิ้มก่อนจะหันมองคนที่ยืนข้างๆ

 

“แม่โทร.มา โจ๊กไปสั่งข้าวก่อนก็ได้” แล้วร่างโปร่งก็ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะว่างในโรงอาหารก่อนจะกดรับสาย

 

“ฮัลโล แม่ เปล่าๆ ไม่มีเรียน แต่ตอนนี้อยู่คณะ มาหาอาจารย์กับมาห้องสมุด จะไฟนอลแล้ว เปเปอร์ยังไม่เสร็จเลย หนังสือก็ยังไม่ได้อ่าน”

 

“อื้ม สอบไฟนอลเสร็จจะกลับบ้าน แต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะกลับวันไหน เดี๋ยวดูก่อนว่าจะส่งเปเปอร์ได้วันไหน”

 

เจียระไนที่ยังยืนอยู่ใกล้ๆถึงกับชะงักกึก

 

…นอกจากไฟนอล สอบ 5 วิชา เปเปอร์อีก 2 ของไอ้โซ่ที่พรากเวลากูไปแล้ว ยังมีโปรแกรมกลับบ้านหลังไฟนอลอีกเหรอวะ?!…

 

…แล้วเวลาของเราล่ะโซ่! เวลาที่ให้เราได้ศึกษากัน เวลาตรงนั้น กูจะขอได้จากที่ไหน?!!!…

 

“อยากได้อะไรจากกรุงเทพฯมั้ยล่ะ เดี๋ยวซื้อไปให้…” สิตางศุ์ส่งเสียงสดใสลงในโทรศัพท์ ก่อนจะรู้สึกว่ากำลังถูกจ้องเลยละสายตาขึ้นมองคนที่ยังยืนอยู่ใกล้ๆ เจียระไนยืนจ้องหน้าบึ้งตึงดูไม่สบอารมณ์จนเขาต้องกรอกเสียงบอกปลายสายเบาๆ

 

“อ่า…แม่…แป๊บนะ เดี๋ยวโทร.กลับ…” มือขาวกดตัดสายอย่างรวดเร็วแล้วเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนกอดอกแต่ยังจ้องมองไม่กะพริบ

 

“มึงจะกลับต่างจังหวัดเหรอ?!”

 

“อื้ม กลับหลังส่งเปเปอร์” คนตอบ ตอบซื่อๆอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำเอาเจียระไนที่หงุดหงิดงุ่นง่านทำได้แค่หันมองไปทางอื่นแล้วถอนหายใจแรงๆ

 

…แม่งเอ๊ย! เห็นกูเป็นตัวเชี่ยอะไรวะ?!! ไม่เคยจะบอกห่าอะไรกูก่อนเลย!!…

 

“โจ๊ก เป็นไรเหรอ” สิตางศุ์ถาม

 

“เปล่า!” ปากว่าเปล่า แต่ไม่ยอมหันกลับมามองหน้า แต่ดูจากใบหน้าด้านข้างก็พอรู้ว่าคนพูดกำลังหงุดหงิดแค่ไหน  

 

“ไม่เป็นไรได้ไง มึงขมวดคิ้วอ่ะ”

 

“กูก็ขมวดของกูอยู่แล้ว!”

 

“อ่า…ก็ใช่ แต่…ไม่เหมือนทุกที มีอะไรบอกกูได้นะ เรากำลังศึกษากัน กูก็อยากรู้จักมึงให้มากกว่านี้”

 

คนกำลังหงุดหงิดมีอันต้องอ่อนยวบเหมือนพื้นปูนที่ยืนอยู่กลายเป็นโคลน

 

…ให้ตายเถอะวะ! ชีวิตนี้เพิ่งเห็นคุณค่าของคำว่าการศึกษาก็ตรงที่ไอ้โซ่พูดว่าเรากำลังศึกษากันเนี่ยแหละ!!…

 

…จะยิ้มแล้ว ไอ้หอก จะยิ้มแล้ว เอาไงดี…

 

“กู…แค่รู้สึกว่าเราไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน” กลั้นยิ้มด้วยการตีหน้านิ่ง พูดประโยคดราม่าเล็กน้อย ชวนให้น่าสงสาร แต่…สิตางศุ์คือมือวางอันดับต้นๆด้านความซื่อบื้อ

 

“ก็นี่ไง เราก็อยู่ด้วยกันตอนนี้อยู่นี่นา”

 

“ไม่ใช่หมายถึงตอนนี้! กูหมายถึงเดี๋ยวมึงก็จะอ่านหนังสือสอบ! ทำเปเปอร์!”

 

“มึงก็ต้องอ่านสอบกับทำเปเปอร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

 

“แต่พอปิดเทอมมึงก็ต้องกลับต่างจังหวัด!”

 

“ก็กูกลับทุกปิดเทอมอยู่แล้วอ่ะ”

 

“แล้วเมื่อไรเราจะได้อยู่ด้วยกันสักที?!”

 

“ก็ตอนนี้”

 

“ไอ้โซ่!” อารมณ์ดีๆสวิงกลับมาเป็นอารมณ์เสียอีกหน ‘โจ๊กไบโพลาร์’ เจ้าเก่าคนเดิมกลับมาแล้ว

 

“กูไม่ได้กวนนะ แต่ทุกวันนี้เราก็ยังได้เจอกันนี่นา มึงก็ยังมารับกูได้ เรากินข้าวด้วยกันได้ ตอนกลางคืนโทร.คุยกันก็ได้”

 

“แล้วมึงคิดว่ามันพอเหรอ?!” ถามประชด แต่อีกฝ่ายตอบเสียงดังฟังชัด

 

“กูว่าพอนะ”

 

จบ…ปิดเกม เจียระไนถอนหายใจเฮือกโยนหนังสือหนาๆสามเล่มในมือลงกับโต๊ะโครมใหญ่แล้วตวัดสายตามามองร่างโปร่ง

 

“มึงแดกข้าวแล้วไปรอกูที่ห้องสมุด! กูเลิกเรียนแล้วจะไปหา!!” สั่งเสียงห้วนก่อนจะเดินหนีออกจากโรงอาหารไปโดยไม่กินอะไรแม้แต่นิดเดียว

 

…มึงพอ! แต่กูไม่พอ! เข้าใจมั้ยไอ้สัด!!!…

 

……………………………

 

ปราการก้าวเท้าเร็วๆลงจากตึกเรียน หลังจากเมื่อกี้อุตส่าห์วิ่งถลาไปเข้าห้องเรียนก่อนเวลาตั้ง 15 นาทีเพื่อที่จะพบว่าเพื่อนซี้นิสัยขี้อวดคนหนึ่งที่เมื่อคืนโทร.มาแถลงเรื่องความสัมพันธ์ของมันกับ ‘โซ่ ไออาร์’ ดันโดดเรียนโดยไม่บอกกล่าวกันซะงั้น

 

‘กูเห็นไอ้โจ๊กที่โรงอาหาร’ เพื่อนคนหนึ่งในห้องบอก หลังจากปราการตะโกนถามว่าใครเห็นหัวเพื่อนซี้รายนี้ของเขาบ้าง

 

‘มันทะเลาะกับโซ่ ไออาร์ เห็นโยนหนังสือตึงตังแล้วบอกให้โซ่รอที่ห้องสมุด’

 

พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ โรงอาหารเมื่อเช้าเล่า แน่นอนว่าปราการไม่เชื่อ แต่พอรวมเข้ากับการที่เจียระไนโดดเรียนทั้งๆที่ควรจะเข้าเรียนด้วยความแจ่มใส เขาก็ชักจะอดเป็นห่วงไม่ได้

 

‘เมื่อกี้กูเห็นมันนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สนามบอล’ เพื่อนอีกคนชูบอก คราวนี้ชัดเจนหนัก เพราะการปลีกวิเวกไปที่ริมสนามบอลในช่วงคาบเรียนแถมด้วยบุหรี่ บอกอารมณ์เจียระไนได้เป็นอย่างดี ว่าอารมณ์มันไม่ดีแน่นอน!

 

ชายหนุ่มจากภาคปกครอง เลี้ยวออกจากตึกตรงดิ่งไปยังสนามฟุตบอลของคณะ ตอนเก้าโมงแบบนี้ ไม่มีใครใช้ แต่ถึงอย่างนั้นที่โต๊ะม้าหินริมสนามกลับมีใครบางคนนั่งอยู่ เห็นไกลๆก็จำได้แม่นว่าที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งนั่นไม่ใช่ใครที่ไหน ‘ไอ้โจ๊ก’ เพื่อนยากนั่นเอง

 

“โจ๊ก…” เขาตะโกนเรียก ดวงตาเรียวๆตวัดฉับไปมองรอบเดียว เจ้าของเสียงก็ถึงกับจิกปลายเท้ากับพื้นแทบไม่ทัน

 

“อะไรวะนั่น…รังสีอำมหิตขนาดนั้น”

 

“ถ้ามึงรู้ตัวว่ามาแล้วไม่เงียบ มึงเข้าเรียนไปเลย!” เจียระไนไล่กันโต้งๆถือเป็นการเตือนกันเอาไว้ก่อน ปราการอยากจะบอกจริงๆว่าถ้าจะให้เขาเงียบ ก็เอากรรไกรมาตัดลิ้นเขาเถอะ ยิ่งให้เข้าเรียนทั้งๆที่เพื่อนสนิทนั่งหน้าเป็นตูดดูดบุหรี่ปลีกวิเวกอยู่ข้างสนามบอลแบบนี้ ก็อย่าเรียกเขาว่าขาเผือกอีกเลย!

 

เพื่อนสนิทร่วมภาควิชาที่สนับสนุนเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างๆ

 

“เป็นไรวะ ไหนเมื่อคืนยังดี๊ด๊าโทร.มาอวดกูอยู่เลย” เจียระไนถอนหายใจ รู้แน่แล้วว่าที่ขู่เมื่อกี้ไม่มีความหมาย เพราะพอปราการหย่อนตัวลงนั่งข้างๆปุ๊บ มันก็ถามปั๊บ

 

…เอาวะ! ได้ระบายกับมันก็ยังดี!!…

 

“กูกับไอ้โซ่คุยกันแล้ว…”

 

“อาฮะ มึงบอกกูเมื่อคืน ว่าไอ้โซ่เลือกมึง ไม่เลือกน้องปีหนึ่ง” ใช่…เมื่อคืนเจียระไนอวดว่าตัวเองถูกเลือก แต่…ไม่ได้บอกว่าถูกเลือกมาอยู่สถานะอะไร

 

…ก็ตอนนั้นคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรต้องมารังควานใจอีกแล้วนี่หว่า! แล้วการบอกว่าไอ้โซ่เลือกกู แทนที่จะเลือกผู้หญิง มันก็ฟังดูดีกว่าสถานะศึกษาๆอะไรนั่นฉิบหาย!…

 

“มันจะให้กูกับมันศึกษากันไปก่อน”

 

“หะ?! ศึกษา? ศึกษาอะไร”

 

“ศึกษาดูใจไงสัด”

 

“เชี่ยยยยยย ศึกษาอะไรอี๊ก?!!!”

 

“กูจะไปรู้แม่งเหรอ?! ก็มันบอกแบบนี้! กูก็ถามมันแล้วว่ากูจะได้เป็นแฟนมันมั้ย มันบอกว่าให้ศึกษาไปก่อน ไว้ชัวร์แล้วจะเป็นแฟน”

 

“แล้วมึงก็ยอม?”

 

“กูทำอะไรได้ล่ะวะ?!” ปราการฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนสนิทจะยอมตามใจสิตางศุ์ขนาดนี้

 

“เสียศักดิ์ศรีปกครองฉิบหาย ลงทุนตั้งเยอะ โดนไออาร์ซื่อๆอย่างไอ้โซ่ขยับตำแหน่งให้กระจึ๋งนึง” ปราการเน้นคำว่า

‘กระจึ๋งนึง’ จนคนฟังรู้สึกเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูก

 

“แล้วมึงเอาไงต่อเนี่ย”

 

“มีอะไรให้กูเอาล่ะ…” พูดแล้วก็หงุดหงิด ที่หงุดหงิดที่สุดคือหน้าซื่อๆ ตาใสๆของสิตางศุ์เมื่อเช้านี้

 

เจียระไนไม่อยากปากโป้งเล่าให้ใครฟังเลย แต่…จะว่าคับแค้นก็ใช่ จะว่าหน้า ‘ไอ้ปาร์ค’ กำลังอยากรู้อยากเห็นสุดๆก็ใช่ รวมๆแล้วเลยต้องเล่า

 

“แล้วเมื่อเช้า…” เขาเปิดปาก สูดลมหายใจเข้าลึก

 

“…ไอ้โซ่บอกกูว่า ใกล้ไฟนอลแล้ว ต้องอ่านหนังสือสอบกับทำเปเปอร์ให้เสร็จ”

 

“แล้ว?” ปราการยังหาความเชื่อมโยงไม่เจอ จนดวงตาเรียวๆของเพื่อนสนิทต้องเหลือบมาจ้อง

 

“กูจะได้เจอมันแค่เช้ากับเย็นที่มารับมาส่ง กินข้าวที่คณะ ไม่กินที่อื่น งดเที่ยว งดเจอกันมากกว่านั้นทุกรูปแบบ”

 

“เชี่ย!!! นี่สรุปกำลังศึกษาหรือถีบมึงออกจากชีวิตวะ?!!” เจียระไนอยากจะด่าที่เพื่อนรักพูดซะเห็นภาพ แต่ก็ด่าไม่ออก เวลานี้สิ่งที่น่าเซ็งที่สุดในโลกไม่ใช่สถานะศึกษาดูใจอะไรนี่ แต่เป็นไฟนอล

 

…ไฟนอลโคตรพ่องโคตรแม่ง!…

 

“เอาหน่าๆ ใจเย็นมึง สอบไฟนอลเสร็จ มึงก็พาไอ้โซ่ไปเที่ยวไง ปิดเทอมแล้วมีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะแยะ” ปราการพยายามขายฝันโลกสวย ทำนองว่าปิดเทอมแล้วจะทำอะไรก็ได้ แต่เจียระไนส่ายหน้า

 

“มันต้องกลับบ้านต่างจังหวัด”

 

หลังจากอีเว้นท์ไฟนอล ก็มีอีเว้นท์กลับบ้านตามมารังควานหัวใจคนเพิ่งขยับฐานะหมาดๆอย่างเจียระไนอีก

 

“อ้าวเหรอ…อ่า มันอยู่จังหวัดอะไรนะ” คุ้นว่าอยู่ทางภาคใต้ เพราะปราการเคยแซวในใจว่าคนขาวจัดขนาดนั้น ไม่น่าจะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร

 

“กระบี่” คนฟังพยักหน้ารับหงึกๆ

 

…ก็ไม่ได้อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเท่าไร แต่เดี๋ยว!…โซ่เป็นคนกระบี่ แล้วที่ไอ้โจ๊กเคยพาเที่ยวบางแสนล่ะ?!!!…

 

“มึงพาเด็กจากทะเลฝั่งอันดามันเที่ยวทะเลอ่าวไทยเหรอวะ?” ดวงตาเรียวของหนุ่มเชื้อสายจีนเหลือบมองเหมือนจะ

ถามว่าเป็นปัญหาตรงไหน

 

“ใช่ แล้วยังไง”

 

“จะแล้วยังไง?! อันดามันสวยกว่าฝั่งอ่าวไทยเว้ย!”

 

“กูไม่เน้นความสวย กูเน้นฟังชั่น อ่าวไทยกับอันดามันก็ทะเลเหมือนกัน!”

 

“คราวหลังมึงก็พาไปสวนสยามสิไอ้หอก นั่นก็ทะเลเหมือนกัน!” ปราการแซะ แต่เจียระไนไม่ตอบโต้ ดูจากสีหน้าก็รู้ว่า

ค่อนข้างเครียดกับเรื่องที่เกี่ยวกับสิตางศุ์พอสมควร

 

…แหงล่ะ! อุตส่าห์ขยับสถานะขึ้นมาหน่อย ดันมาเจอ ‘ไฟนอล’ กับ ‘ปิดเทอมแล้วกลับบ้าน’ มาสกัดดาวรุ่งจนกลายเป็นดาวร่วงเฉยเลย!…

 

“แล้วโซ่จะกลับจากกระบี่เมื่อไร”

 

“ไม่รู้! กูไม่มีอารมณ์คุยกับมัน!”

 

“ตอแหล ปากว่าไม่มีอารมณ์คุยกับมัน เดี๋ยวพอมันโทร.มา มึงก็กระดิกหางวิ่งไปหา” เจียระไนถอนหายใจเฮือก กระแทกหลังพิงกับพนักเก้าอี้อย่างหมดหนทาง เวลาที่เขามีในคณะนี้ ในมหาวิทยาลัยนี้เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว มันร่อยหรอลงเรื่อยๆจนชักหวั่นใจ

 

“จะหมดเทอม 1 แล้วนะมึง เทอมหน้าก็เทอมสุดท้าย ถ้ากูยังทำให้ทุกอย่างของมันเป็นของกูไม่ได้ กูกลัวมันเปลี่ยนใจ…” เป็นครั้งแรกที่คนอย่างเขาเอ่ยปากว่ากลัวอย่างตรงไปตรงมา หัวใจเหมือนมืดแปดด้านไปหมด

 

ถ้าหาก…หัวใจของสิตางศุ์ยังเป็นของเขาไม่ได้ พอพ้นรั้วมหาวิทยาลัยไปแล้ว เขาจะเหลือโอกาสอะไรอีก

 

“กูกลัวจริงๆ…”  

 

……………………..

 

ความกังวลของเจียระไนแสดงออกทางสีหน้านิ่งๆ แต่คิ้วมักจะขมวดอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่วันนั้นที่ร่างสูงโยนหนังสือตึงตังในโรงอาหาร พวกเขาก็แทบไม่ได้คุยกันอีก แม้จะยังคงไปไหนมาไหนด้วยกันก็ตามที สิตางศุ์รับรู้ความผิดปกตินี้ แต่พอเขาลองถาม คำตอบที่ได้กลับมาคือ

 

‘เปล่า’

 

‘ไม่ได้เป็นอะไร’

 

‘กูเครียดเปเปอร์’

 

‘กูบอกว่าเปล่าไง!’

 

‘มึงห่วงตัวเองเถอะ! ไม่ต้องมาห่วงกู!!’

 

ร่างโปร่งถอนหายใจเบาๆ เหลือบตาไปมองคนที่มาห้องสมุดด้วยกันในวันเสาร์ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเริ่มสอบ เจียระไนยืนอยู่ที่ซอกระหว่างชั้นวางหนังสือที่สูงจรดเพดาน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือที่หยิบออกมา แต่อ่านได้ไม่เกินหนึ่งนาทีก็จับยัดเข้าไปใหม่แล้วหยิบอีกเล่มออกมาอ่านแทน

 

…ขนาดอ่านหนังสือ ยังดูอารมณ์ไม่ดีเลย…

 

สิตางศุ์เหลือบสายตากลับมาที่โต๊ะ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเพื่อนสนิทร่วมภาคฯอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกำลังมองมาที่เขา พฤกษากับอลงกตสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกจับได้ ก่อนที่คนทะเล้นจะทำเป็นยิ้มแหะๆแล้วแก้ตัว

 

“กูเห็นมึงมองไอ้โจ๊กตลอดเลย ก็เลย…”

 

“มันอารมณ์ไม่ค่อยดี”

 

“เอ่อ…แบบนั้นเหรอ อารมณ์ไม่ดี กูว่ามันก็หน้าตาเหมือนเดิมทุกวัน”

 

“ไม่เหมือนเดิมหรอก แบบนี้คือมันอารมณ์ไม่ดี กูถามมันแล้วว่าหงุดหงิดอะไร แต่มันบอกว่าเปล่า พอกูถามอีก มันก็ว่ามันเครียดเปเปอร์ พวกปกครอง เปเปอร์ยากเหรอ มึงสนิทกับปกครองคนไหนมั่ง ถามให้กูหน่อยสิ”

 

“เปเปอร์มันยาก แล้วมึงจะไปช่วยมันทำรึไงล่ะ ช่วงนี้ใครก็เครียดกันทั้งนั้น ไหนจะสอบ ไหนจะเปเปอร์” อลงกตที่แม้จะยอมเปิดทาง แต่ก็ยังขัดขวางในทุกๆจังหวะที่เอื้ออำนวย

 

“กูรู้ว่าใครๆก็เครียด แต่…ตอนกูเครียด มันยังช่วยกูเลย ตอนมันเครียด กูก็อยากช่วยมันบ้าง”

 

“มึงจะช่วยมันทำไม ถ้าแค่นี้แม่งยังผ่านไปไม่ได้ อีกหน่อยมันจะเป็นที่พึ่งให้มึงเหรอ อื้อ! ไอ่เอี้ยแอ้ด” กำลังจะยุแยง แต่พฤกษาที่นั่งข้างๆเอื้อมมือมาปิดปากซะก่อน แล้วหันมาเสนอกับสิตางศุ์

 

“ปิดเทอม มึงก็ชวนมันไปเที่ยวสิ”

 

“ไม่ได้หรอก กูต้องกลับบ้าน”

 

“แล้วไอ้โจ๊กล่ะ”

 

“อยู่กรุงเทพฯล่ะมั้ง”

 

“หมายความว่าปิดเทอมนี้ พวกมึงตัวใครตัวมัน คนนึงอยู่นี่ คนนึงอยู่กระบี่งี้”

 

“อื้ม ก็ต้องเป็นอย่างงั้นเเหละ”

 

“กูว่ากูรู้แล้วว่าทำไมไอ้โจ๊กเครียด” แล้วพฤกษาก็ปล่อยมือจากปากเพื่อนสนิทอย่างอลงกตมากุมหัวตัวเองแทน จะสงสารเจียระไนดีไหม ที่มันกำลังประสบความสำเร็จบนเส้นทางความรักที่ยากที่สุด

 

รักคนที่เขาไม่รักเรา อาจจะง่ายกกว่ารักคนซื่อบื้อไม่เคยเป็นแฟนใครแบบสิตางศุ์

 

“มึงรู้เหรอ แพท บอกกูหน่อยสิ เผื่อกูช่วยมันได้” ร่างโปร่งรีบร้องถามด้วยสีหน้าจริงจัง มุ่งมั่นอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจียระไน พฤกษามองคนถามด้วยสายตาตรงไปตรงมา

 

“โซ่ มึงกับไอ้โจ๊กคบกันถูกมั้ย”

 

“เรียกว่าศึกษากันก่อน อย่าเพิ่งพูดว่าคบสิ คนอื่นๆรู้เข้า ไอ้โจ๊กจะลำบากนะ”  พฤกษาไม่อยากจะบอกเลย ว่าคนทั้งมหาวิทยาลัยรู้กันหมดแล้วว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน คนปล่อยข่าวจะใครที่ไหน ถ้าไม่ใช่น้องติซซี่ปีสอง

 

“เออๆ มึงกับไอ้โจ๊กศึกษากันอยู่ แล้วคนที่ศึกษากัน มันก็ต้องอยากอยู่ด้วยกันไง”

 

“แต่ทุกวันนี้ กูก็ไปกลับพร้อมมันนะ นี่วันนี้ก็ชวนมันมาคณะด้วย”

 

“คบกันมันก็ต้องอยากมากกว่าไปกลับพร้อมกันเปล่าวะ”

 

“หมายความว่ามันอยากอยู่กับกูทั้งวันอย่างงี้เหรอ”

 

“ก็ประมาณนั้น” พฤกษาไม่อยากจะลงรายละเอียดไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่าตอนนี้หาทางให้ได้อยู่ด้วยกันก่อน ที่เหลือนอกจากนี้ให้ขึ้นกับความสามารถของ ‘ไอ้โจ๊ก’ ก็แล้วกัน

 

“อ่า…” สิตางศุ์ได้แต่ครางเสียงแผ่ว เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการแบบนี้ เจียระไนไม่ค่อยพูดอะไร ไม่ค่อยบอกความต้องการให้เขารับรู้ แล้วเขาก็เห็นว่าพบหน้ากันทุกวัน คุยกันทุกวัน ก็คงพอแล้ว แต่…สำหรับอีกฝ่ายคงไม่พอ

 

“แล้วมึงว่ากูควรทำไง” อลงกตอ้าปากจะพูด พฤกษาเล็งอยู่แล้วเลยหยิบกระดาษอัดเข้าปากเพื่อนซี้แล้วชิงพูดขึ้นมาก่อน

 

“ก่อนมึงกลับต่างจังหวัด มึงให้เวลามันสักวันสิวะ”

 

……………………………

 

ออกจากห้องสมุด เจียระไนก็ขับรถมาส่งสิตางศุ์ที่คอนโด ต่างคนต่างได้หนังสืออีกหลายเล่มมาทำรายงาน หลังจากวันนี้พวกเขาคงต้องมุ่งมั่นอยู่กับการสอบไฟนอล จะพบหน้ากันทุกวันไม่ได้อีกแล้ว

 

รถจอดสนิทที่ลานจอดรถหน้าคอนโด มือขาวปลดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่ดวงตาคู่สวยเหลือบมองคนที่ยังนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เรียกได้ว่าพักนี้แทบไม่คุยอะไรกับเขาเลย

 

“โจ๊ก…อาทิตย์หน้า มึงไม่ต้องไปรับไปส่งกูนะ กูไปสอบเองได้”

 

“แต่วันที่กูมีสอบตรงกับมึง…” ยังพูดไม่ทันจบ สิตางศุ์ก็ส่ายหน้าไปมา

 

“ไม่ต้องหรอก มึงไปเลย กูไปเองได้ ตอนจะกลับก็ไม่ต้องรอ มึงสอบเสร็จจะได้กลับไปพักผ่อน”

 

“กูไม่ได้ต้องการการพักผ่อน!!” เจียระไนเถียงขวับหน้าหงิกงอไม่สบอารมณ์ คนข้างกายถอนหายใจเบา แตะมือเข้ากับแขนใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“ช่วงนี้มึงเครียดมากเลย รู้ตัวรึเปล่า”

 

“กูก็เป็นเหมือนทุกที!”

 

“กูเป็นห่วงมึงนะ โจ๊ก” คนกำลังจะหงุดหงิดถึงกับชะงักกึก ดวงตาเรียวเหลือบมามองอย่างคาดไม่ถึง สิตางศุ์ดูจะเขินเล็กน้อยที่เอ่ยปากตรงๆแบบนี้

 

“จริงเหรอ” เสียงทุ้มถามเบา

 

“อื้อ” ดวงตาคู่สวยไม่กล้ามองสบตรงๆ ได้แต่มองไปทางอื่น แต่มือใหญ่หยาบแตะประคองแก้มให้หันมาสบตากัน

 

“โซ่…ห่วงกูเหรอ”

 

“อืม…” แค่รับคำสั้นๆ แต่หัวใจของเจียระไนกลับเต้นแรง ดวงตาเรียวกวาดมองใบหน้าขาวที่อยู่ใกล้ ใบหน้านี้…ดวงตาใสคู่นี้ ริมฝีปากสีสดนี้…ทั้งหมดนี้…อยากให้เป็นของเขาแค่คนเดียว

 

“กูจูบได้มั้ย”

 

“แต่…” สิตางศุ์กำลังจะค้าน แต่อีกฝ่ายไวกว่า

 

“รถกูติดฟิล์มทึบ”

 

“งั้นก็…ได้” เสียงอนุญาตดังแผ่วเบา ก่อนที่สัมผัสร้อนจะแตะเบาๆที่ริมฝีปากสีสด สิตางศุ์เกร็งเล็กน้อยในวินาทีแรก แต่ก็ผ่อนคลายอย่างรวดเร็วเมื่อคุ้นเคยกับความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบให้

 

…ครั้งที่สามแล้ว…สำหรับจูบจากโจ๊ก…

 

ครั้งนี้ รสจูบของร่างสูงเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง ราวกับอยากให้ทุกสัมผัสติดตรึงเข้าไปในใจจนไม่มีวันลืมเลือนได้อีก ก่อนจะผละจากอย่างแผ่วเบา

 

สิตางศุ์ลืมตาขึ้นมอง ดวงตาเรียวยังจับจ้องมาที่เขา แววตาคู่นี้ยังคงให้ลึกล้ำและอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกเช่นเคย

 

“โจ๊ก อย่าเครียดมากนะ แล้วก็ตั้งใจสอบล่ะ“ เจียระไนไม่อยากรับปาก แต่สายตาคนพูดเหมือนจะอ้อนวอนให้เขารับคำ เลยต้องยอมพยักหน้า เพียงเท่านั้นริมฝีปากสีสดฉ่ำชื้นที่เขาลิ้มลองเมื่อครู่ก็เผยรอยยิ้มหวานสดใส

 

“แล้วไว้สอบเสร็จ ส่งเปเปอร์แล้ว เราค่อยเจอกัน”

 

“เจอกัน? หมายความว่าไง?  มึงไม่ต้องกลับบ้านเหรอ?”

 

“กลับสิ แต่ก่อนกลับ จะอยู่กับมึงก่อนหนึ่งวัน” เหมือนหัวใจที่แห้งเหี่ยวได้รับสารอาหารเร่งโต เจียระไนกำลังจะอ้าปากถามซ้ำ แต่ร่างโปร่งเปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็วแล้วไปยืนยิ้มกว้าง

 

“ตั้งใจสอบ ตั้งใจทำเปเปอร์ล่ะ อย่าให้เกรดตกเพราะมัวแต่คิดเรื่องจะได้เจอกูนะ”

 

“แล้วถ้าเกรดกูขึ้น กูจะได้อะไร?!” คนหัวไวที่ชื่อเจียระไนยิงคำถามอย่างรวดเร็ว ดวงตาเรียวมองใบหน้าขาวอย่างคาดหวัง

 

“ไม่รู้ คิดดูก่อน” เจ้าตัวตอบแล้วยิ้มซนก่อนจะปิดประตูรถวิ่งเข้าตึกไป ทิ้งเจียระไนเอาไว้กับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูท่าจะหุบไม่ลงซะแล้ว

 

…เทอมนี้เกรดกูต้องขึ้น!! กูพูดเลยว่าต้องขึ้นเท่านั้น!!…

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

 

อย่างที่โจ๊กบอกค่ะ ถ้าคำตอบไม่พอใจ มันจะให้ตอบใหม่ กร๊ากกกกก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะพอใจมากแค่ไหนกับสถานะ ‘ศึกษาดูใจแต่ไม่ใช่แฟน’ เห็นโซ่ใสๆ เบลอๆ งงๆ แต่เขาก็มีอาวุธของเขา จะดูถูกเขาไม่ได้นะ ไอ้เรื่องจะได้ขย้ำอะไรนี่ ก็…รอกันไป ฮ่าฮ่า

 

ป.ล.1 ตอนที่แล้ว โจ๊กโกงวันนะคะ ไม่ถึง 3 วัน ขอความเป็นธรรมด้วยยยย (จริงๆแล้ว บัวเอาใจช่วยโซ่มากๆเลยล่ะค่ะ โซ่เหมือนเด็กถูกสปอยที่อยู่ในโลกที่ตัวเองอยู่สบายมาทั้งชีวิต แล้วอยู่ๆก็ถูกดึงให้มาอยู่ในโลกใหม่ที่มีโจ๊ก แล้วโจ๊กก็รุก&คุกคามหนักมากขนาดนี้ ถ้าโซ่ไม่บ้าไปก่อนก็น่าจะเกลียดโจ๊กแล้ววววว)

 

ป.ล.2 บัวเขียนเจ๋งกับปกไว้อยู่นิดหน่อยค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาลงเป็นตอนพิเศษสั้นๆ หรือจะเอาลงเป็นเรื่องยาวแบบโจ๊กโซ่ดี แต่ยังไงก็ต้องเอาเรื่องนี้ให้จบก่อนค่ะ ลงสองเรื่องพร้อมกันไม่ไหววววว

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตามและพื้นที่บอร์ดค่ะ

 

เจอกันพฤหัสหน้า

Leave a Reply