Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

……………………..

ตอนที่ 14

 

  ไฟนอลไครซิสคือวิบากกรรมของนิสิตมหาวิทยาลัยที่แท้จริง

 

เจียระไนไม่ได้ไปหาสิตางศุ์อีกตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก แถมต้องทุ่มเวลาทั้งหมดกับเปเปอร์ที่ต้องส่ง และหนังสือที่ต้องอ่าน ดีว่าปีสี่คณะนี้ไม่มีธีซิสอีก ไม่อย่างนั้นสองขาคงเข้าไปเหยียบนรกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

‘แดกข้าวกับอะไร’

 

แต่ถึงจะไม่ได้เจอกัน ก็ส่งข้อความหากันทุกวัน อันที่จริงร่างสูงอยากโทร.หามากกว่า แต่ก็กลัวจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือทำรายงานของอีกฝ่าย การสอบถามความเป็นไปในแต่ละวันด้วยข้อความ ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

‘เมื่อเช้าขนมปัง เมื่อตอนกลางวันก๋วยเตี๋ยว ตอนเย็นยัง’

 

คำว่ายังจากคู่สนทนาทำเอาเจียระไนหันมองนาฬิกาแทบไม่ทัน

 

…ทุ่มกว่า แต่ข้าวเย็นยังไม่แดก มึงรอกูไปทำให้แดกรึไง?!!…

 

ร่างสูงเปลี่ยนวิธีการคุยเดี๋ยวนั้น เขากดโทรศัพท์หาสิตางศุ์ทันที ปลายสายรับ แต่เขาไม่ทันพูดอะไร เสียงหัวเราะจากฝั่งนั้นก็ดังมาก่อน

 

‘กะแล้วว่าโทร.มาแน่ๆ’ เสียงสดใสแบบนี้แสดงว่าเจ้าตัวไม่เครียด

 

“เปเปอร์เสร็จแล้วเหรอ ถึงกวนตีนกู”

 

‘อีกนิดเดียว เลยพักมาทำกับข้าวก่อน’ เสียงโคร้งเคร้งดังขึ้นเล็กน้อย บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในครัว

 

‘โจ๊ก…วิดีโอคอลมั้ย’ คำถามจากปลายสายทำเอาเจียระไนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลง เขากดตัดสาย แล้วเป็นฝ่ายกดหา อึดใจต่อมา หน้าขาวๆ ตาใสๆที่สวมแว่นกรอบบางและรอยยิ้มสวยๆก็ปรากฏบนหน้าจอ เจียระไนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว หลายวันแล้วที่ไม่ได้เจอกัน

 

ถ้าถามว่าคิดถึงมั้ย…บอกเลยว่าคิดถึงมาก แต่พอได้เห็นหน้ากันแบบนี้ คำว่าคิดถึงมากกลับน้อยจนอธิบายความรู้สึกทั้งหมดไม่ได้

 

…ไม่ใช่แค่คิดถึงมาก แต่รักมาก…

 

‘โจ๊กกินข้าวแล้วเหรอ ทำไมตาโรยๆ นอนไม่พอเหรอ’ คนที่กำลังวุ่นวายเดินไปเดินมาในครัว บางทีก็หลุดไปจากเฟรม บางทีก็มาแค่แขน แต่เสียงของสิตางศุ์ก็ยังชัดเจน

 

เจียระไนลูบหน้าตัวเองเล็กน้อย รู้สึกคันคอจนต้องกระแอมเบาๆ ช่วงสอบก็แบบนี้ ทั้งรายงาน ทั้งอ่านหนังสือ จะให้นอนพอได้ยังไง

 

“มึงทำอะไรกิน” เขาเปลี่ยนคำถาม เพราะไม่อยากพูดให้อีกฝ่ายเป็นห่วง

 

‘ผัดขี้เมา’ นอกจากคำตอบแล้ว เจ้าตัวยังยื่นหน้าเข้ามายิ้มเผล่ใส่ด้วย

 

“มึงเนี่ยนะ กินผัดขี้เมา?”

 

‘อืม แต่ไม่ใส่ใบกะเพรา ไม่ใส่พริกไทยอ่อน ไม่ใส่โหระพา ขิง ข่า อะไรพวกนั้น’

 

“แล้วมันจะเป็นผัดขี้เมาได้ไงวะ”

 

‘ก็เผ็ดไง’ เจียระไนหัวเราะเสียงดังเข้าไปในโทรศัพท์

 

‘กูอยากกินอ่ะ จะสั่งร้านตามสั่งก็กลัวแม่ค้าจะดุ เลยต้องมาทำกินเอง’

 

“แล้วนึกยังไง อยากกิน” เสียงจากอีกฝั่งเงียบไป แต่สิตางศุ์ยังคงอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ ดวงตาคู่สวยจับจ้องผ่านกล้องมาสบตากับเจียระไน

 

‘กู…คิดถึงมึง…’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผัดขี้เมาที่ร่างสูงเคยทำให้กิน นอกจากจะอร่อยแล้ว สิตางศุ์ยังจำได้ว่าเป็นอาหารที่รายนั้นชอบ พอคิดถึง ‘โจ๊ก’ ขึ้นมา ก็เลยอยาก…

 

ระหว่างพวกเขามีเพียงการจับจ้องกันและกันผ่านทางโทรศัพท์อย่างเงียบๆ ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเจียระไนพูดขึ้นมา

 

“กูก็เหมือนกัน” รู้ว่าเรายังเจอกันตอนนี้ไม่ได้ รู้ว่ายังมีเรื่องที่เราต้องทำ รู้ว่ายังมีเรื่องที่ทำให้ต้องวางเรื่องของเราเอาไว้ข้างๆ เพราะฉะนั้น…เวลานี้…เรื่องของเราคือกำลังใจที่จะทำให้ทุกอย่างผ่านพ้น

 

“มึงรีบทำได้แล้ว จะแดกกี่โมง ไอ้ที่เดินไปเดินมาเมื่อกี้นั่นหาของไม่เจอรึไง”

 

‘หาเจอสิ เออ มึงจะส่งเปเปอร์เมื่อไร’ เจียระไนปรายตาไปมองกองหนังสือและโน้ตบุ้คที่เกิดค้างอยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาที่เขานั่งอยู่ รายงานเสร็จไปเยอะแล้ว สัปดาห์หน้าก็น่าจะเข้าไปส่งได้

 

“อาทิตย์หน้า น่าจะวันจันทร์”

 

‘เหมือนกันเลย ว่าจะส่งวันจันทร์ ส่งเปเปอร์แล้ว ไปหาอะไรกินกันมั้ย’

 

“มึงอยากกินอะไรล่ะ”

 

‘ตอนนี้อยากผัดขี้เมา’ แล้วเสียงหัวเราะของคนซื่อๆที่ชักจะเริ่มกวนขึ้นทุกทีก็ดังขึ้น ก่อนที่หน้าใสๆพร้อมรอยยิ้มสวยจะโผล่มาที่หน้าจอให้เจียระไนตีหน้าดุ

 

“กูหมายถึงวันจันทร์หน้า”

 

‘อยากกินอาหารเวียดนามร้านนั้น’ ไม่ต้องระบุชื่อร้าน เพราะร้านอาหารเวียดนามในความทรงจำของพวกเขามีร้านเดียว ร้านเล็กๆบนชั้นสองของอาคารพาณิชย์ ในย่านช้อปปิ้งใกล้มหาวิทยาลัย

 

‘มึงอยากกินเปล่า ถ้ามึงไม่อยาก จะกินร้านอื่นก็ได้นะ’

 

…อยากสิ ถ้าร้านไหนที่มึงอยาก กูก็อยากทั้งนั้น…

 

“กินร้านนั้นแหละ แล้วเมื่อไรมึงจะทำสักที วันนี้จะเสร็จมั้ย ผัดขี้เมาไม่ใส่อะไรเลยของมึงน่ะ” คนถูกแซวเรื่องผัดขี้เมาหัวเราะสดใส

 

‘มึงพูดซะผัดขี้เมากูโป๊เลย’

 

สิตางศุ์หายไปจากกล้อง ได้ยินแต่เสียงโคร้งเคร้งหยิบจับเครื่องครัว เดาเอาว่าคงกำลังทำอาหารต่อ แต่เจ้าตัวก็ยังขยันส่งเสียงมาชวนคุยโต้ตอบอยู่เรื่อย ร่างสูงเอนตัวลงนอนตามความยาวของโซฟา แล้ววางโทรศัพท์พิงกับพนัก เสียงพูดคุยของพวกเขายังคงดังต่อเนื่อง ก่อนที่เสียงของเจียระไนจะเงียบไป

 

ใบหน้าขาวโผล่มาที่หน้าจอโทรศัพท์เหมือนสงสัย แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ดวงตาคู่สวยมองผ่านกล้องด้วยแววอ่อนโยน รอยยิ้มน้อยๆจุดที่ริมฝีปากสีสด ก่อนจะพึมพำเสียงเบาให้คนที่หลับไปแล้ว

 

‘กู้ดไนท์นะโจ๊ก…’

 

ค่ำนี้ เจียระไนหลับฝันดี

 

…………………………………………

 

…อาการไม่ค่อยดีว่ะ…

 

ร่างสูงสะบัดศีรษะ 2-3 ที เพื่อไล่ความมึนออกไป ตั้งแต่ตอนที่วิดีโอคอลคุยกับสิตางศุ์คราวก่อน พวกเขาก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีก แต่ก็ยังส่งข้อความคุยกันทุกวัน เจียระไนเร่งทำรายงานหามรุ่งหามค่ำ บางวันแทบไม่ได้พักผ่อน จนเหมือนหวัดจะกิน

 

…แค่หวัดพอ อย่าเป็นไข้เลย วันนี้นัดกินข้าวกับไอ้โซ่ด้วย…

 

“โจ๊ก เสร็จแล้ว พอดีเจออาจารย์พุธ เลยคุยกับแกนานไปหน่อย” ร่างสูงโปร่งวิ่งลงจากตึก วันนี้สิตางศุ์ไม่ได้สวมชุดนิสิตถูกระเบียบเพราะแค่เอารายงานมาส่ง แต่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบก็เรียกสายตาคนรอบข้างได้แล้ว โดยเฉพาะสายตาของเจียระไน

 

“คุยไร” ร่างสูงถาม แล้วออกเดินช้าๆไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่ คำตอบของคนข้างกายดังเข้าหู แต่เขาแทบจับประเด็นไม่ได้ ลมหายใจร้อนผ่าวทุกครั้งที่หายใจออกมา มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นแตะที่ซอกคอของตนเองแล้วก็รับรู้ว่าอุณหภูมิของร่างกายชักจะสูงมากขึ้นทุกที

 

“เป็นอะไรรึเปล่า หรือว่าไม่อยากกิน” สิตางศุ์เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบก็ชักเป็นห่วง แต่หนุ่มเชื้อสายจีนโบกมือไปมา

 

“เปล่า ขึ้นรถเถอะ” แล้วเจียระไนก็ขึ้นประจำตำแหน่งคนขับ คนผิวขาวจัดเดินไปนั่งที่เบาะข้างๆ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองอย่างนึกห่วง แต่ไม่ทันได้ถามอะไร โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น สิตางศุ์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู บนหน้าจอขึ้นเป็นสายเรียกเข้าจากมารดา

 

“ฮัลโล แม่ สอบเสร็จแล้ว ส่งเปเปอร์แล้ว กำลังจะไปกินข้าว…กับเพื่อน”

 

คำหลังนั้นแอบมองคนข้างกายเล็กน้อย เขาหวังว่าเจียระไนจะเข้าใจ ว่าสถานะของพวกเขาต่อคนในครอบครัว ยังไงก็ยังเป็นเพื่อน

 

“ไม่ๆ ไม่ใช่กตกับแพทหรอก เพื่อนสนิทอีกคนนึง”

 

ถึงแม้เพื่อนสนิทคนนี้จะไม่เหมือนเพื่อนสนิทคนไหนก็ตามที

 

“กลับพรุ่งนี้ ตอนเช้าเลย เดี๋ยวส่งไฟลท์ให้นะ” ปลายสายถามไถ่อีกไม่กี่ประโยค ก็เกือบจะวางสายอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่สิตางศุ์รั้งเอาไว้

 

“เดี๋ยวแม่…เอ่อ…” ดวงตาคู่สวยเหลือบมองคนข้างกายอีกครั้ง เจียระไนยังคงตั้งหน้าตั้งตาขับรถ แต่…ไม่รู้จะคิดมากรึเปล่า เรื่องที่เขาบอกว่าเป็นเพื่อน

 

…แต่…เพื่อนคนนี้เป็นคนพิเศษ ไม่เหมือนเพื่อนคนไหนในชีวิต…

 

“แม่…คุยกับโจ๊กมั้ย เพื่อนที่โซ่จะไปกินข้าวด้วยน่ะ…” คราวนี้คนที่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถหันมามองอย่างคาดไม่ถึง สิตางศุ์กดเปิดสปีกเกอร์แล้วยื่นมาใกล้ๆร่างสูง

 

“สวัสดีครับ…” เจียระไนอยู่ในภาวะสมองคิดไม่ทัน เลยส่งคำแรกไปก่อนคือทักทาย

 

‘จ้า ชื่อโจ๊กหรือโจ๊ะนะ’

 

“โจ๊กครับ”

 

‘แล้วโจ๊กกับโซ่จะไปกินอะไรกันล่ะ’

 

“อาหารเวียดนามครับ”

 

‘โอ้โฮ โซ่กินเป็นด้วยเหรอ’

 

“กินเป็นสิแม่ โจ๊กพากิน”

 

‘แสดงว่าโจ๊กเก่งนะเนี่ย แต่ก่อนโซ่กินเป็นซะที่ไหน’

 

“คนเรามันก็หัดกันได้นะ” คนเป็นลูกแท้ๆรีบแย้ง เกรงจะโดนมารดาเผากันออกสปีกเกอร์ เสียงหัวเราะสดใสถอดพิมพ์เดียวกันมาดังมาจากปลายสายที่กระบี่

 

‘แม่ถึงชมว่าโจ๊กเก่งที่หัดโซ่ได้ โจ๊กอยากได้อะไรจากกระบี่มั้ย เดี๋ยวแม่จะเตรียมไว้ให้โซ่ถือกลับไปตอนเปิดเทอม’ เจียระไนคันปาก อยากบอกว่าอยากได้เมียจากที่นั่น แต่เกรงแม่ยายจะไม่เข้าใจ เดี๋ยวไว้รอเจอเลยดีกว่า จะได้ขอได้ถนัด

 

“ตอนนี้ยังไม่อยากครับ…คุณแม่”

 

…เน้นเสียงหนักๆที่คำว่าตอนนี้ และเบานิดหน่อยตรงคำว่าคุณแม่ เดี๋ยวไก่ เอ๊ย แม่ยายตื่น…

 

‘งั้นไว้ตอนไหนอยากได้อะไรก็บอกนะ แม่ไม่กวนล่ะ กินกันให้อร่อย แล้วโซ่อย่าลืมส่งไฟลท์มาด้วยล่ะ’

 

“รู้แล้ว” ลูกชายแท้ๆดึงโทรศัพท์กลับไปแล้ว แต่ยังกดยุกยิกอยู่ คาดว่าเจ้าตัวคงกำลังส่งข้อความเป็นรายละเอียดการเดินทางกลับบ้านเกิดในวันพรุ่งนี้

 

…ใช่…พรุ่งนี้โซ่จะกลับแล้ว และกว่าจะได้มากรุงเทพฯอีกก็ตอนเปิดเทอม…ไม่นานหรอกสำหรับบางคน แต่สำหรับเจียระไนคนนี้ นานจนแทบจะขาดใจ…

 

“พรุ่งนี้…กูไปรับพาไปสนามบินนะ” สารถีขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้จะเป็นการไปส่งก็ตามที สิตางศุ์หันมายิ้ม

 

“ขอบใจ แล้ว…ไม่อยากได้อะไรจากกระบี่จริงๆเหรอ เค้กตรังมั้ย อร่อยนะ”

 

“มึงควรจะพรีเซ้นต์โอท็อปกระบี่มั้ย ไม่ใช่แนะนำเค้กตรังให้กู” คนกระบี่แต่แนะนำของดีจังหวัดตรังหัวเราะสดใส

 

“ก็เค้กตรังอร่อยจริงๆนี่นา โอ๊ย” มือใหญ่ๆเคาะมะเหงกลงกับหน้าผากขาวไปที โทษฐานชักจะกวนกันมากขึ้นทุกวัน แถมกวนไม่พอ ยังหัวเราะหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอีกต่างหาก แล้วแบบนี้จะปล่อยมันกลับกระบี่ได้ยังไง

 

“โจ๊ก…ทำไมมือมึงร้อนๆอ่ะ” คนถูกเคาะหน้าผากรู้สึกแปลกๆกับอุณหภูมิของอีกฝ่าย พอลองเอื้อมมือไปแตะแขนใหญ่ก็ถึงกับตาโต

 

“แขนมึงร้อน!” เจียระไนชะงัก รีบชักแขนออกจากมือขาวๆนั่น พอดีกับที่เขาเลี้ยวขึ้นลานจอดรถแล้วมีที่จอดว่าง เลยรีบจอดอย่างรวดเร็ว

 

“โจ๊ก มึงไม่สบายเหรอ กลับบ้านมั้ย”

 

…เรื่องสิ กูกำลังจะได้กินข้าวกับมึงเป็นมื้อสุดท้ายก่อนที่มึงจะกลับกระบี่ ใครจะโง่กลับบ้านวะ…

 

“กินก่อน ค่อยกลับ”

 

“แต่มึงตัวร้อน…”

 

“กูไม่ได้ขี้”

 

“หะ?”

 

“เออหน่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ขี้มันก็ตัวร้อนแบบนี้แหละ ไป เดี๋ยวช้า ของหมด มึงไม่ได้แดกที่อยากแดก กูไม่รู้ด้วย!” แล้วร่างสูงก็เปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็ว

 

ทว่า…พอลงไปยืนก็เหมือนพื้นจะโคลงขึ้นมากะทันหัน มือเอื้อมไปคว้าประตูรถเพื่อพยุงตัว แต่อาการมึนศีรษะทำให้เขาคว้าพลาดได้แต่จับอากาศแทน พอคว้าอะไรไม่ได้ คราวนี้ร่างสูงใหญ่เลยล้มตึงลงกับพื้น

 

“โจ๊ก!!!” เสียงของสิตางศุ์ดังลั่นลานจอดรถ แต่แทบไม่เข้ามาในสติของเจียระไนเลย

 

………………………………….

 

สายใจ สะใภ้คนที่ 5 ของตระกูลตั้งกาญจนพาณิชย์กำลังนั่งดูละครรีรันตอนบ่ายอยู่ภายในห้องทำงานของสามี วันนี้หล่อนมีนัดกับคู่ชีวิตต้องไปออกงานด้วยกันตอนเย็น แต่เนื่องจากทำผมเสร็จเร็ว ก็เลยมานั่งรอที่ออฟฟิศ ชีวิตของผู้หญิงที่ลูกๆเติบโตจนพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้กังวลเสียเท่าไร ยกเว้น…ตอนที่มีเบอร์แปลกๆโทร.เข้ามาทางโทรศัพท์

 

หญิงร่างอวบเชื้อสายจีนเพ่งมองเบอร์เล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจกดรับสาย

 

“ฮัลโล”

 

‘สวัสดีครับ คุณแม่ของโจ๊กรึเปล่าครับ’ ชื่อเล่นของลูกชายคนกลางทำเอา นิ้วอวบที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตต้องเอื้อมไปกดปิดเสียงละครรีรัน

 

“ใช่จ้ะ”

 

‘ผมชื่อโซ่เป็นเพื่อนที่คณะของโจ๊กครับ ตอนนี้โจ๊กไม่สบาย ไข้สูงมาก…’

 

“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?!” สายใจไม่รอให้อีกฝ่ายบรรยายอาการจนจบ หล่อนก็รีบพูดแทรก

 

‘คอนโดของโจ๊กครับ’

 

“ป้าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ!” แล้วหล่อนก็รีบลุกจากโซฟาเดินไปสั่งสามีที่นั่งทำงานอยู่ ก่อนจะรีบกดโทรศัพท์หาน้องชายคนเล็กของสามีซึ่งเป็นหมอให้รีบตามไปที่คอนโดของลูกชายคนกลางเป็นการด่วน

 

…โจ๊กไม่สบาย!…

 

…ให้อาม่าโล้สำเภากลับไปเมืองจีนตอนอายุเท่านี้ยังง่ายกว่าลูกชายของหล่อนคนนี้ป่วยซะอีก!!!..

 

………………………………..

 

ถึงมือหมอ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือหมอมาถึงมือคนไข้แล้ว สายใจยืนกอดอกเงียบๆ มองน้องชายคนที่ 7 ของสามีตรวจอยู่พักใหญ่ แม้จะคันปากมากๆก็ตาม

 

พอ ‘โซ้ยเจ็ก’ หรืออาคนที่ 7 ของเจียระไนปลดสเตโทสโคปลงจากหู ความเงียบที่ถือมานานก็ถูกโยนทิ้ง

 

“เป็นไงบ้างล่ะโซ้ยเจ็ก ต้องพาไปโรง’บาลมั้ย” ประชาลูกชายคนเล็กของอาม่าแห่งตระกูลตั้งกาญจนพาณิชย์ และเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ทำธุรกิจแต่เลือกประกอบอาชีพในสายแพทย์หันมามองพี่สะใภ้

 

“ไม่ต้องหรอก เป็นไข้ พักผ่อนไม่พอ ดูใต้ตามันสิ” แล้วคนเป็นอาก็ตบหัวหลานชายที่ยังถูกพิษไข้รุมเร้าไปหนึ่งทีด้วยความรักและเอ็นดู

 

“งั้นพามันกลับบ้านใหญ่ จะได้มีคนดูแล” สายใจกำลังจะกดโทรศัพท์ตามคนมาช่วยพาลูกชายตัวใหญ่กลับไปนอนที่บ้านตระกูลตั้ง แต่ก็เหมือนจะนึกขึ้นได้

 

“เออ! อาม่าไม่สบาย…ถ้าเห็นโจ๊กป่วย แกจะยิ่งเป็นห่วง…”

 

“ให้โจ๊กอยู่ที่นี่ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมดูแลให้” เสียงของบุคคลที่สี่ที่ยืนอยู่มุมห้องดังขึ้นมา ทำเอาทั้งสายใจและประชาหันมอง

 

เพื่อนของเจียระไน เพื่อนคนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่…ท่าทางน่าจะสนิทกันพอดู

 

“เราเป็นเพื่อนไอ้โจ๊กเหรอ” ประชาย้อนถาม

 

“ครับ เป็นเพื่อนที่คณะ”

 

“อยู่ภาคฯเดียวกัน?”

 

“เปล่าครับ แต่วันนี้นัดกันไปส่งเปเปอร์ แล้วไปกินอาหารเวียดนามด้วยกันต่อ แต่โจ๊ก…เอ่อ…โจ๊กเป็นลม ผมก็เลยพากลับ” สิตางศุ์เล่า เขาเป็นคนพยุงเจียระไนกลับขึ้นรถโดยให้นอนยาวที่เบาะหลัง แล้วตนเองเป็นคนขับรถกลับมาที่นี่ ก็เลยมาถึงได้อย่างปลอดภัย

 

“อาหารเวียดนาม?” สายใจและประชามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะหันไปทางเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้มป่วยของเจียระไนอีกหน

 

“เรากับโจ๊กรู้จักกันมานานแล้วเหรอ”

 

“ก็…รู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่งครับ แต่เพิ่งมาสนิทกัน”

 

…เพิ่งมาสนิทกันอีกต่างหาก…

 

สายใจกวาดตามองเพื่อนของลูกชายคนนี้ ก่อนจะตัดสินใจหันไปมองน้องชายของสามี

 

“ให้โซ้ยเจ็กเขาจัดการโจ๊กไปแล้วกัน เรามากับป้าหน่อยสิ”

 

…………………………….

 

สิตางศุ์เดินตามหลังสตรีร่างอวบผิวขาวเหลือง ผมของหล่อนถูกจัดแต่งจนฟูเป็นแผง แถมเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่อยู่บนตัวก็พอจะบอกให้รู้ว่ามารดาของเจียระไนคงจะกำลังไปงานที่ไหนสักที่ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวเสียก่อน

 

แต่…คนแต่งตัวสวยหรูที่ดูแล้วเหมือนกำลังจะไปงานเลี้ยง กลับเดินตรงดิ่งเข้าครัว เปิดตู้นั้น ปิดตู้นี้ หยิบอุปกรณ์ทั้งหม้อ ทัพพี โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป และไข่ ไม่เหมาะกับชุดสวยๆระยิบระยับนั่นเลย

 

“จะทำโจ๊กเหรอครับ ผมทำให้มั้ยครับ เดี๋ยวชุดคุณป้าจะเปื้อน” ร่างโปร่งออกตัว ดวงตาเรียวของหญิงวัยกลางคนเหลือบมามองก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ แล้วถอยออกมายืนห่างๆ

 

“เมื่อกี้เห็นบอกว่าไปกินอาหารญวนกับโจ๊กเหรอ”

 

“ครับ เรานัดส่งเปเปอร์พร้อมกันวันนี้ ก็เลยจะไปกินด้วยกัน”

 

“ร้านไหน”

 

“แถวๆมหาลัยครับ ร้านเล็กๆ แต่อร่อยทุกอย่างเลย คงเป็นเพราะโจ๊กสั่งเป็น ถ้าเป็นผมไปคนเดียวก็คงสั่งแบบเขาไม่ได้”

 

“แสดงว่าร้านนี้โจ๊กพาไป”

 

“ครับ” สิตางศุ์ยิ้มรับ แล้วหันไปฉีกซองโจ๊กสำเร็จรูปออกมาเทลงหม้อ ตวงน้ำสะอาดใส่ตามลงไป สายใจกวาดตามองการหยิบจับอุปกรณ์ในครัวของชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าแล้วก็บอกตัวเองว่า ‘โซ่’ ไม่ใช่แค่เคยมาที่นี่ แต่เคยมาใช้ครัวที่นี่ด้วยซ้ำ

 

…แล้วยังเรื่องไปทานอาหารเวียดนามด้วยกันอีก…

 

…ไม่ธรรมดาแน่นอน…

 

“ป้าถามได้มั้ย เรากับโจ๊กทำไมสนิทกันล่ะ” สิตางศุ์ชะงักไปเล็กน้อย ไม่กล้าหันมองคนถามแม้แต่นิดเดียว เขาควรจะตอบยังไงดี ที่จะไม่ทำให้เรื่องมันบานปลาย

 

“เอ่อ…เพราะว่า…เพราะว่าผมคิดจะจีบแฟนเก่าของโจ๊ก ก็เลยอยากให้โจ๊กช่วยสอน…” สายใจพยักหน้ารับรู้

 

“แล้วจีบติดมั้ยล่ะ” เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากคนถูกถาม ทว่าตามมาด้วยการส่ายศีรษะน้อยๆ

 

“ผมไม่เก่งเรื่องความรู้สึก พอรู้ตัวอีกที ก็…รู้ว่าไม่ได้คิดจะจีบแฟนเก่าของโจ๊กแล้ว แต่…ตอนนั้นก็กลายเป็นสนิทกับโจ๊กไปแล้วล่ะครับ”

 

“เราน่ะ…ชอบกินน้ำเก็กฮวยรึเปล่า” คำถามที่ไม่เข้ากับคำถามอื่นๆข้างต้น ทำเอาสิตางศุ์ต้องหันมามอง

 

“ครับ…เอ่อ…ขอบคุณนะครับ โจ๊กเอาเก็กฮวยของคุณป้ามาฝากผมบ่อยๆ” คนฟังยกมือขึ้นแตะอกแทบไม่ทัน

 

คนนี้นี่เอง ‘เพื่อนคนไหนก็คนนั้น’ ที่หล่อนต้มเก็กฮวยให้กิน

 

…ผู้ชายเหรอเนี่ย? ‘เพื่อนคนไหนก็คนนั้น’ ของโจ๊กเป็นผู้ชายเหรอเนี่ย?! ไม่อยากจะเชื่อ!!…

 

“คุณป้าเป็นอะไรไปรึเปล่าครับ ในครัวมันอบ ออกไปนั่งรอที่โซฟามั้ยครับ” คนใจหายกับลางสังหรณ์และการเชื่อมโยงของตัวเองโบกมือไปมา ก่อนจะปีนขึ้นนั่งบนสตูลบาร์

 

…ใจหายนั่นล่ะ แต่ก็อยากจะซักต่ออีกหน่อย ผู้ชายแบบนี้มีอะไรดีให้ลูกชายของหล่อนหลงหัวปักหัวปำ…

 

“เราชื่ออะไรนะ”

 

“โซ่ครับ”

 

“เป็นคนกรุงเทพฯ?”

 

“เปล่าครับ มาจากกระบี่”

 

“เรียนอยู่ภาคฯอะไร”

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ”

 

“อ้อ…จบไปจะเป็นทูตรึเปล่าล่ะ” ดวงตาคู่สวยหันมามอง ใบหน้าขาวจัดมีรอยยิ้มจาง

 

“เป็นความฝันของผมเลยครับ แต่ว่า…ผมมีคนสำคัญที่นี่ ไม่อยากไปไหนไกลๆ”

 

“คนสำคัญ? หมายถึงแฟนเหรอ”

 

“เอ่อ…หมายถึงพ่อกับแม่ ญาติๆ แล้วก็…เพื่อนคนสำคัญครับ” ประโยคหลังนั้นดูเหมือนจะทำให้ใบหน้าขาวแดงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะสายใจยิงคำถามต่อ

 

“เพื่อนคนสำคัญนี่สำคัญมากเหรอ”

 

“ครับ สำคัญมาก เป็นคนสำคัญที่…ไม่ว่ายังไงก็อยากอยู่ด้วย”

 

“เทียบกับพ่อแม่ล่ะ” สิตางศุ์เอียงคอเล็กน้อย

 

“เทียบกันไม่ได้หรอกครับ รู้สึกคนละอย่าง”

 

“ถ้าต้องเลือก?”

 

“พ่อแม่ก็รักแบบหนึ่ง กับเพื่อนคนนี้…ก็รู้สึกอีกแบบ เลือกไม่ได้ ให้ใครแทนใครก็ไม่ได้”

 

“แล้วพ่อกับแม่จะยอมเหรอ”

 

“ผมเชื่อใจพ่อกับแม่ครับ ถ้าผมบอกเขาว่าผมรู้สึกยังไงกับเพื่อนคนนี้ ผมเชื่อว่าเขาจะเข้าใจผม แล้ว…ผมก็เชื่อใจเพื่อนคนนี้ของผม ผมเชื่อว่าเขาจะเดินไปกับผม” แล้วดวงหน้าขาวก็หันกลับไปสนใจการเคี่ยวโจ๊กที่ข้นได้ที่แล้ว ก่อนจะตอกไข่ใส่ลงไป

 

สายใจมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผิวขาวจัด ชวนคุยไม่กี่ประโยค…หล่อนก็พอรู้ว่าอะไรในตัวชายหนุ่มคนนี้ที่ตรึงใจลูกชายของหล่อนไว้

 

…ความซื่อ ความบริสุทธิ์ ความจริงใจ…

 

แน่นอน อีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ก็มีคุณสมบัติข้างต้น แต่…คนตรงหน้าให้ความรู้สึกต่างออกไป บรรยากาศรอบตัวที่ดูอบอุ่นและสบาย น่าคบหา น่าเข้าใกล้ ติดอย่างเดียว…เป็นผู้ชาย

 

…อาม่าจะว่าอะไรมั้ยน้อ ป๊าล่ะจะเข้าใจรึเปล่า…

 

…ช่างเถอะ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที…

 

“โซ่… ถ้าเสร็จแล้ว ยกตามเข้าไปในห้องนอนนะ ป้า…หม่าม้าจะไปดูโซ้ยเจ็กกับโจ๊กก่อน”

 

“ครับ” สายใจลงจากสตูลบาร์กำลังจะเดินออกจากห้องครัว แต่อะไรบางอย่างดลใจให้หล่อนหันกลับมามองชายหนุ่มผิวขาวจัดที่กำลังตักโจ๊กร้อนๆใส่ชามอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

…ดูสิ…ดูความตั้งใจนั้น…เริ่มจะกระแทกใจหม่าม้าแล้วนะ…

 

“โซ่…” เจ้าของชื่อเงยหน้ามองอีกหน

 

“รู้มั้ยว่าทำไมโจ๊กพาไปกินอาหารญวน”

 

“ไม่ทราบครับ โจ๊กคงชอบ?”

 

“ไปถามโจ๊กเองแล้วกัน แล้วต่อแต่นี้เรียกหม่าม้าว่าหม่าม้านะ แล้วก็…หม่าม้าดีใจที่ได้เจอคนกินน้ำเก็กฮวยของหม่าม้าสักที” ดูเหมือนคนถูกสั่งจะงุนงง แต่สายใจไม่รอการรับคำใดๆ ก็หมุนตัวเดินจากไปแล้ว

 

…ตาใสๆนั่นน่ะ…ของดีชัดๆ!…

 

……………………………………

 

‘หม่าม้า’ และ ‘โซ้ยเจ็ก’ ของเจียระไนกลับไปแล้ว หลังจากที่สิตางศุ์กลับเข้ามาที่คอนโดอีกทีหลังจากไปเอาเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นสำหรับมาเฝ้าไข้ ตอนนี้ภายในคอนโดหรูของคนป่วยก็เลยเหลือแค่ร่างโปร่งกับคนที่ยังนอนซมไม่ได้สติอยู่บนเตียง

 

…โซ้ยเจ็กบอกว่า ให้โจ๊กนอนพักมากๆ กินน้ำเยอะๆ กินยาให้ครบ เดี๋ยวก็หาย…

 

คนผิวขาวจัดทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างเตียงอย่างช้าๆเพราะกลัวว่าจะทำให้คนที่ต้องการการพักผ่อนจะตื่น ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของร่างสูงเบาๆ ตัวยังร้อน ใบหน้าของคนหลับสนิทมีแววอ่อนล้า ริมฝีปากแห้งผาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหล่อ

 

…หล่อ…ทั้งหล่อทั้งใจดี แล้วยังชอบตามใจเสมอ…

 

มือขาวไล้ลงมาที่ข้างแก้มที่ยังร้อนผะผ่าว เจียระไนไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ได้มีผิวแก้มเนียน ไม่ได้มีโครงหน้านุ่มนวล แต่…ก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดี ทว่าคนบนโลกอีกมากก็หน้าตาดีแบบนี้ และมากกว่านี้ แต่…กลับไม่มีใครทำให้สิตางศุ์จับจ้องได้นานเท่านี้เลย

 

ร่างโปร่งชะโงกตัวเข้าไปหาช้าๆ รู้แก่ใจว่าอาจติดไข้ รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายยังป่วยและยังไม่ได้สติ แต่…เขาอยาก…

 

ริมฝีปากสีสดประทับลงที่หน้าผากร้อนของเจียระไนช้าๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาจูบเบาๆที่ปลายจมูก และ…แนบแผ่วเบาลงกับริมฝีปากแห้งระแหงนั้น อธิษฐานในใจของร่างสูงหายป่วย ก่อนจะถอยออกมา

 

คนหลับยังคงไม่รู้สึกตัว แต่ถึงอย่างนั้นริมฝีปากที่เมื่อครู่ฝากรอยจูบเอาไว้กับคนป่วยกลับมีรอยยิ้มจางๆ

 

“หายไวๆนะโจ๊ก”

 

……………………………………..

 

‘โจ๊ก!!!’…ร้องเชี่ยอะไรของมึงเนี่ย…

 

‘ขึ้นรถนะ เดี๋ยวกูพากลับ’…ไม่สิ มึงจะไปกินอาหารญวนไม่ใช่เหรอ จะกลับทำไม…

 

‘เอากุญแจรถมา กุญแจรถมึงอยู่ไหน ในกระเป๋ากางเกงเหรอ’…ไอ้ฉิบหาย อย่าล้วงลึก เดี๋ยวได้อย่างอื่นที่ไม่ใช่กุญแจ…

 

‘เบอร์พ่อแม่มึงคือเบอร์ไหนอ่ะ โจ๊ก ลืมตามาบอกกูก่อน’…อืม…อันไหนก็ได้แหละ โทร.ออกได้เหมือนกัน…

 

‘โจ๊ก หนาวมากมั้ย ไหวรึเปล่า’…หนาว มึงเปิดแอร์แรงแน่ๆ…

 

‘กินข้าวนะ จะได้กินยา’…กูไม่หิว ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น…

 

‘หายไวๆนะโจ๊ก’…พูดอีกสิ เสียงแม่งโคตรเพราะเลย…

 

‘กูนอนตรงนี้นะ อยากได้อะไร เรียกกูนะ’…นอนตรงไหน แล้วมึงจะนอนสบายเหรอ…

 

‘ขอบใจที่มาส่ง’…มึงจะไปแล้วเหรอ…

 

‘ไปแล้วนะ’…ไม่ไปได้มั้ย…

 

‘เจอกันอีกทีเปิดเทอมนะ’…กูอยากเจอมึงทุกวัน ไม่ได้อยากเจอตอนเปิดเทอม…

 

ดวงตาเรียวที่ปิดสนิทเปิดพรึ่บขึ้นมาในวินาทีนั้น ก่อนจะหลับลงอีกหนเมื่อแสงสว่างภายในห้องทำให้รู้สึกแสบตา มือใหญ่ถูกยกขึ้นมานวดขมับเบาๆเพราะยังมึนไปหมด

 

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำเอาเจียระไนต้องลืมตาขึ้นมาอีกทีแล้วหันมองไปยังต้นเสียง เจ้าของเสียงคุ้นหูไม่ใช่ใครที่ไหน สิตางศุ์นั่นเอง

 

ร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้นเลยเข่าเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยถาดอาหารที่มีควันฉุย

 

“กำลังจะเข้ามาปลุกให้กินข้าวพอดี” สิตางศุ์ว่าอย่างนั้นแล้ววางถาดอาหารลงกับโต๊ะข้างเตียง เจียระไนยังงุนงง แต่ก็ถูกพยุงให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้ว มือขาวแนบลงกับซอกคอของเขาอย่างแผ่วเบา

 

“ไข้ลดลงแล้ว แต่ต้องกินยาให้หมดนะ โซ้ยเจ็กสั่งไว้”

 

“โซ้ยเจ็ก?” ร่างสูงทวนคำ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าโซ้ยเจ็กคือใคร แต่…ที่กำลังสงสัยคือทำไมคำว่า โซ้ยเจ็กถึงออกจากปากของสิตางศุ์

 

“จำอะไรได้มั่งเนี่ย อ่ะ กินก่อนหนึ่งคำ” ข้าวต้มหมูถูกตักป้อนถึงปากพร้อมกับคำถามที่ทำเอาเจียระไนกะพริบตาปริบๆ

 

…จำอะไรได้มั่ง? จำได้ว่าจะไปกินอาหารเวียดนามด้วยกัน แล้ว…แล้วก็…นั่นสิ แล้วอะไรต่อวะ?!…

 

สิตางศุ์เห็นสีหน้าครุ่นคิดของคนป่วยเลยตัดสินใจเฉลยให้ฟัง

 

“เรากำลังจะไปกินอาหารเวียดนามด้วยกัน แต่มึงไม่สบายมาก เป็นลมที่ลานจอดรถ กูก็เลยยึดกุญแจรถมา อ่า…ขอโทษที่ขับรถของมึงนะ กูพามึงกลับมานี่ มาถึงก็นอนอยู่ที่โซฟา ลุกไม่ขึ้น กูก็เลยไล่หาเบอร์โทร.ที่บ้านมึง แต่มึงดันเซฟเบอร์ญาติๆมึงเป็นภาษาจีนหมดเลย กูก็เลยโทร.หาปก ให้ขอเบอร์พ่อแม่มึงจากแฟนมัน แล้ว…กูก็เลยโทร.ไปหาหม่าม้าของมึง…” ประโยคสุดท้ายทำเอาเจียระไนไอโขลก สำลักข้าวต้มในปาก

 

“ม…มึงว่าไงนะ?!”

 

“กูบอกว่าโทร.หาหม่าม้าของมึง แล้วหม่าม้าก็เลยมาพร้อมโซ้ยเจ็กที่เป็นหมอ เมื่อเช้า หม่าม้าก็มาอีกรอบนึง แต่มึงยังไม่ตื่น ก็เลยฝากข้าวต้มไว้นี่ไง”

 

“เมื่อเช้า?”

 

“อื้ม” เจียระไนหันมองนาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียง ซึ่งนอกจากจะบอกเวลาแล้ว มันยังบอกวันประจำสัปดาห์ วันที่ เดือน ปี

 

…วันอังคาร…

 

…เฮ้ย! วันอังคาร!!!…

 

“มึงกลับกระบี่วันนี้ไม่ใช่เหรอ?!” ใบหน้าหล่อเหลาแต่ซีดเผือดเพราะพิษไข้หันกลับมาถามด้วยความตกใจ สิตางศุ์ยิ้มจางแล้วตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าอีกคำ

 

“กูจะกลับได้ไง มึงป่วยขนาดนี้ ไม่ต้องห่วงหรอก กูบอกพ่อกับแม่แล้วว่าจะกลับช้าหน่อย เดี๋ยวค่อยซื้อตั๋วใหม่ อ่ะ กินอีกคำ” เจียระไนทั้งมึนทั้งเบลอไปหมด ทั้งพิษไข้ ทั้งคำพูดของคนตรงหน้า สิตางศุ์เป็นห่วงเขาถึงขนาดพยายามติดต่อทางบ้านของเขา สิตางศุ์เป็นห่วงเขาถึงขนาดเลื่อนตั๋วกลับต่างจังหวัด  

 

“แล้ว…มึงกินอะไรรึยัง” เขาเองก็ห่วงมันไม่ต่างกันเลย

 

“กินแล้ว ตอนหม่าม้ามาเยี่ยม ทำข้าวต้มมาเผื่อกูด้วย”

 

“ม้าทำมาเผื่อ?”

 

“อื้ม แล้ว…กูขอบคุณไปแล้วด้วยที่หม่าม้าต้มเก็กฮวยมาให้บ่อยๆ” เจียระไนตาเหลือกอีกรอบ

 

“แล้วม้าว่าไง?!”

 

“ก็ไม่ว่าไงนะ บอกแต่ว่าได้เจอคนชอบกินเก็กฮวยสักที”

 

…ฉิบหายแล้วไง ม้ากูได้ gat เชื่อมโยงเต็ม!!…

 

“อิ่มแล้วเหรอ กินอีกคำสิ แล้วเดี๋ยวจะได้กินยา มึงต้องนอนมากๆ โซ้ยเจ็กบอกว่ามึงน่าจะนอนไม่พอด้วย น่าจะบอกกู กูจะได้ไม่ชวนไปกินต่อ” ดวงตาเรียวมองใบหน้าขาวของคนที่กำลังพยาบาล

 

“ก็มึงอยากกิน”

 

“ไว้กูกลับมา ค่อยไปกินกันก็ได้นี่นา”

 

“กูไม่อยากรอ…” ดวงตาเรียวที่ยังพร่าด้วยพิษไข้แต่กลับส่งความรู้สึกมากมายที่พุ่งพล่านอยู่ในอก

 

…เหลือเวลาของเราอีกไม่มากแล้ว หมดเทอม 1 แล้ว อีกไม่ช้าก็เข้าเทอม 2 …

 

…แล้ว…แล้วถ้า…ถ้าจบเทอม 2…กูทำให้มึงอยู่กับกูไม่ได้ กูจะทำยังไง…

 

สีหน้าของคนที่กำลังอ่อนแอเพราะพิษไข้ทำเอาสิตางศุ์ใจหาย เขาไม่เคยเห็นเจียระไนเป็นแบบนี้มาก่อน นัยน์ตาสีดำสนิทมีแต่ความกังวล

 

“มึงกลัวอะไร โจ๊ก…”

 

“กู…เมื่อกี้กูฝัน ฝันว่ากูไปส่งมึงที่สนามบิน มึงบอกว่าจะไปแล้ว จะเจอกันอีกทีก็เปิดเทอม แล้วกูก็ตื่น แค่ฝัน กูยังไม่อยากฝันเลย กูไม่อยากเห็นมึงเดินไปจากกู…” มือใหญ่แตะเข้าที่แก้มขาวเบาๆ มือหยาบที่ร้อนผ่าว ทว่าสิตางศุ์กลับแนบหน้าลงกับมือนั้น

 

“กูไม่ไปไหนซะหน่อย แค่กลับบ้านเอง เดี๋ยวก็มา…”

 

“กูรู้”

 

…รู้…แต่ไม่อยาก…

 

“แต่ยังไงกูก็ต้องกลับ”

 

…เรื่องนี้กูก็รู้ แต่…กูแค่…กูแค่อยากใช้เวลาที่ยังพอมีกับมึงก็เท่านั้นเอง…

 

“กินยาเถอะ จะได้หายไวๆ” สายตาที่มองกัน ยิ่งทำให้สิตางศุ์ไหวหวั่น ใจหนึ่งก็อยากกลับไปพบหน้าครอบครัว แต่อีกใจ…ก็รู้สึกไม่ต่างจากเจียระไนเลย

 

“ถ้ากูหาย มึงก็จะกลับใช่มั้ย” คนป่วยเริ่มกลายร่างเป็นเด็กเล็ก

 

“ยังไงกูก็ต้องกลับ ถ้ามึงหาย กูจะได้กลับอย่างไม่ต้องเป็นห่วง แล้ว…ไว้…เรียนจบ มึงไปเที่ยวบ้านกูนะ…” ประโยคหลังทำเอาคนงอแงชะงักกึก

 

“ไปบ้านมึง? ที่กระบี่น่ะเหรอ”

 

“อื้ม ตอนแรกกูก็ว่าจะชวนมึงไปด้วยกันรอบนี้ แต่กูไม่เคยพาเพื่อนไปบ้าน กลัวพ่อแม่ตกใจ ก็เลยกะว่า…กลับบ้านรอบนี้ จะเอาเรื่องมึงไปเล่าให้พ่อแม่ฟังก่อน พวกเขาได้รู้จักมึง…แต่…กูจะบอกเขาว่ามึงเป็นเพื่อนนะ ไม่โกรธกูใช่มั้ย”

 

ความกลัว ความกังวล ความสงสัยในความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้เหมือนถูกทำลายลงจนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่น จริงอยู่ว่าสิตางศุ์ไม่ยอมเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของพวกเขาให้ทางบ้านรับรู้ แต่การกระทำทั้งหมดบอกให้รู้ว่าเขาคือคนพิเศษ

 

เวลา…ไม่ได้น้อยลงเพราะพวกเขาใกล้จะเรียนจบ แต่มันน้อยลงเพราะเขาเอาแต่ใช้มันให้หมดไปกับความลังเลและเป็นกังวลต่างหาก

 

…ต่อให้โซ่ไม่บอกว่ารักหรือชอบ ต่อให้ระหว่างเราจะทำได้แค่กอดหรือจูบ แต่ความรู้สึกที่มันมีให้…ก็ชัดเจนที่สุดแล้วว่า ‘พิเศษ’ แค่ไหน…

 

มือใหญ่กวาดไปโอบร่างผอมโปร่งเข้ามากอดแน่นจมอก สิตางศุ์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว ในเมื่อสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะศึกษาผู้ชายคนนี้ เขาก็พร้อมจะเรียนรู้การกระทำอย่างถึงเนื้อถึงตัวแต่แฝงความรู้สึกมากมายของเจียระไน

 

“ขอบใจนะโซ่”

 

“ขอบใจกูเรื่องอะไร”

 

“ขอบใจที่มึงยอมรับกูขนาดนี้” สิตางศุ์พิงใบหน้าลงกับลาดไหล่แข็งแรงของคนป่วย เนื้อตัวของร่างสูงยังร้อนผะผ่าวแต่มันก็ทำให้รู้ว่าคนแข็งแกร่งอย่างเจียระไนก็อ่อนแอเป็น และในเมื่อตั้งใจว่าจะศึกษาอีกฝ่ายแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนเข้มแข้งที่อ่อนแอได้คนนี้ด้วย

 

“อยู่กับกูนะโซ่…”

 

มือขาวลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆ

 

“อืม…”

 

…สัญญา…

 

…จะอยู่ด้วยกัน…

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

คาดว่าภายในเดือนหน้า เรื่องนี้น่าจะจบ ส่วนพระเอกจะผีบ้าไปจนจบมั้ย อันนี้ไม่บอก กร๊ากกกกก

ส่วนตอนนี้ โซ่แบบว่าพระเอกมากกกกก พระเอกจนบัวรู้สึกว่าโจ๊กบอบบางไปเลยค่ะ ฮ่าฮ่า

จริงๆแล้วโจ๊กเป็นคนค่อนข้างอ่อนไหว (ไม่รู้จะมีใครสังเกตเห็นความอ่อนไหวของโจ๊กมั้ย) เซนซิทีฟกับเรื่องของโซ่ กลัวโซ่ไม่เลือกตัวเอง ทั้งๆที่โซ่แสดงออกหลายครั้งว่าเป็นห่วง สังเกต และสนอกสนใจโจ๊ก

ส่วนโซ่ รายนี้ถึงจะบื้อแต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากเลยล่ะค่ะ ถ้าบอกไม่ก็คือไม่ ถ้าบอกว่าศึกษาดูใจก็คือศึกษา(คือไม่ใช่แฟนนั่นแหละ ฮ่าฮ่า)  แต่ก็เพราะโซ่เป็นแบบนี้ ถึงได้โสดมาจนปีสี่ให้โจ๊กจีบได้นะคะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ ทุกกำลังใจ พื้นที่บอร์ดเช่นเคยค่ะ

เจอกันตอนต่อไป พฤหัสหน้า (ยังไม่ต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้า จะให้เตรียมเมื่อไร เดี๋ยวบอกกกก…เรารู้ว่าใครรอคอยอะไร เรารู้ววว)

 

ป.ล. วันนี้ผลสอบแอดมิดชั่นออกแล้ว ก็มีทั้งคนดีใจและเสียใจเนาะ ยินดีด้วยสำหรับคนที่สมหวัง ส่วนคนที่พลาดไป ก็ร้องไห้วันนี้ แล้วพรุ่งนี้เริ่มต้นใหม่ค่ะ ชีวิตเริ่มใหม่ได้ทุกๆวันถ้าใจสู้

ส่วนบัว หลังจากนี้จะคอยลุ้นน้องรหัสในสาย ขอให้ได้น้องรหัสคิ้วท์ๆกะเขาสักที รอมาหลายปี สวรรค์ก็ปามาให้แต่อินดี้ทั้งน้านนนนนนน

 

Leave a Reply