Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

……………………..

ตอนที่ 16

 

สิตางศุ์เกร็งไปทั้งตัว อ้อมแขนร้อนผ่าวโอบกอดเขาเอาไว้ทั้งร่าง ริมฝีปากตะโปมจูบทั่วทั้งหน้า เจียระไนกำลังทำตามที่พูดทั้งหมด

 

…ครอบครองทั้งตัว สัมผัสทั้งตัว เป็นเจ้าของทั้งตัว…

 

แม้จะพร้อมอย่างที่เอ่ยปาก แต่ความหวาดหวั่นกลับโหมเข้ามาในใจไม่หยุด สองมือขยุ้มเสื้อของร่างสูงแน่น พยายามตอบรับรสจูบร้อนแรงนั่น ยอมเปิดปากรับการแทรกสอดด้วยปลายลิ้น ทว่าพอถูกรุกล้ำแล้ว รสจูบก็ยิ่งดุเดือดแตกต่างจากที่เคยมา

 

“อื้อ…” ร่างโปร่งได้แต่ข่มตาลงหลับ พยายามเรียนรู้สัมผัสหนักหน่วงที่บดขยี้ลงมา แต่…มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป จากความอ่อนโยนที่เคยได้รับ กลับกลายเป็นจาบจ้วงรุนแรงราวกับโหยอยาก ยิ่งพอฝ่ามือร้อนล้วงเข้ามาในเสื้อนอน ร่างทั้งร่างก็สะท้านเฮือกด้วยความขลาด

 

ทว่า…จู่ๆ มือที่สอดเข้ามาในเสื้อก็ถูกดึงออกไปพร้อมๆกับจูบที่หยุดลง

 

“โจ๊ก?…” สิตางศุ์ลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงเบาอย่างงุนงง พายุโหมกระหน่ำเมื่อครู่นี้กลายเป็นความนิ่งสงบในชั่ววินาที ดวงตาเรียวที่จับจ้องมาที่เขาแม้จะยังเต็มไปด้วยความต้องการแต่มีสติเต็มร้อย

 

“มึงแน่ใจเหรอว่าพร้อม”

 

“…น…แน่”

 

“แล้วทำไมถึงสั่นขนาดนี้”

 

“อ่า…ก็…ก็…” สิตางศุ์ไม่กล้ายอมรับว่าเพราะเขาไม่เคย แม้กระทั่งกับผู้หญิง เขาก็ไม่เคยมาไกลถึงขั้นนี้ด้วยซ้ำ กับเจียระไนเป็นคนแรก…คนแรกที่สัมผัสเขาถึงเพียงนี้

 

“มึงยังไม่พร้อมหรอกโซ่”

 

“แต่…”

 

“มึงอย่าพูดว่าพร้อมเพราะกลัวกูโกรธ อย่าดูถูกกูแบบนั้น”

 

“อ่า…ขอโทษ…”

 

เจียระไนสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองคนผิวขาวจัดที่ใบหน้าแดงก่ำ แถมปากช้ำเจ่อ แต่…ลูกตาไม่รักดีก็เอาแต่จะเหลือบกลับมามองอยู่นั่น

 

…ดูยังไงก็น่าเอา แต่ถ้าสั่นเป็นลูกหมาแบบนี้ กูจะทำลงได้ยังไง…แล้วถ้ามันสั่นไปทั้งชาติ กูไม่อดแดกไปทั้งชาติรึไง?! ต้องทำอะไรสักอย่าง! กูต้องทำสักอย่าง!…

 

“มึงช่วยตัวเองเป็นมั้ย”

 

“หา?” จากตื่นตระหนกกลายเป็นเบิกโต

 

“กูถาม ตอบมา”

 

“ก็…ก็เคยทำเอง…” คนตอบยอมตอบเสียงเบา แต่ใบหน้าก้มต่ำเพราะไม่กล้าสบตา เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องส่วนตัว จะให้มาถามตอบกันตรงหน้า สิตางศุ์คนขี้อายก็รู้สึกแปลกๆ

 

“งั้นมาช่วยกู” ความรู้สึกที่พุ่งพล่าน ยังไงก็ต้องมีทางออก แต่ถ้าขืนจบคืนนี้ด้วยการแยกย้ายทางใครทางมันไปทำกันเอง นอกจากจะไม่สมเป็นผู้ชายที่ชื่อเจียระไนคนนี้แล้ว มีหวังชาตินี้ทั้งชาติสิตางศุ์ก็คงสั่นทุกครั้งที่เขาแตะต้อง

 

…เพราะฉะนั้น…คืนนี้ ‘มือ’ ก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่มือกูอย่างเดียว!…

 

…………………………………..

 

ร่างโปร่งที่ยังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นถูกเบียดแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างร่างสูงใหญ่ของเจียระไนและผนังกระเบื้องห้องน้ำ กระเบื้องที่ว่าเย็น กลับไม่อาจทำให้หัวใจสงบลงได้เลย มันร้อนวูบวาบพอๆกับผิวแก้มที่ถูกจูบไซ้ด้วยริมฝีปากและไรหนวดแข็งๆ ในขณะที่เสียงทุ้มยังคงครางต่ำอยู่ข้างหู

 

“ขยับอีก…อื้ม…ดี…” มือขาวที่กอบกุมความแข็งแกร่งเบื้องล่างของเจียระไนนั้นถูกจับซ้อนด้วยมือใหญ่อีกที และถูกชักนำให้ขยับรูดรั้งไปตามแรงอารมณ์ของคนตัวสูงกว่า แม้จะเคยมีประสบการณ์ทำให้ตัวเองมาบ้าง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้แตะต้องของคนอื่น

 

มือขาวเงอะงะงุ่มง่ามอย่างกล้าๆกลัวๆ เหมือนกำลังจับต้องกับอะไรสักอย่างที่ไม่รู้จักมาก่อน มันร้อนผ่าว แข็งขืน และใหญ่โต

 

สิตางศุ์ทั้งเขินทั้งอาย ไม่กล้าก้มหน้าลงมองว่ามือตนเองกำลังทำอะไร ได้แต่ซุกหน้าอยู่กับลาดไหล่กว้าง กัดริมฝีปากกลั้นความรู้สึก

 

“โซ่ กูทำให้มึงมั้ย” เสียงทุ้มถามเบาที่ข้างหู ดวงตาคู่สวยหันไปมองอย่างตื่นตระหนก พยายามดันตัวออกห่างจากอีกฝ่ายเมื่อรู้ว่าเขาเองก็เริ่มมีอารมณ์เช่นกัน

 

…ก็…ใครให้มาครางเบาๆอยู่ข้างหูแบบนี้ล่ะ อย่างกับดูหนังโป๊แล้วมีอารมณ์เพราะเสียงเลย…

 

“กูทำให้” ในเมื่อไม่คำตอบ เจียระไนก็ไม่ถามซ้ำแต่ปลดกางเกงเอวยางยืดของอีกฝ่ายลง อารมณ์ที่หลั่งไหลลงไปวิ่งวนที่กลางหว่างขาทำให้สิตางศุ์เองก็ร้อนรุ่มเช่นกัน

 

“อ่ะ…โจ๊ก…ยะ…อ๊ะ…ไม่…อื้อ…”

 

ใจจริงอยากปฏิเสธ แต่พอถูกมือใหญ่กอบรวบเข้าไปหาความแข็งขืนของเจียระไน เขาก็ทำได้เพียงครางฮืออย่างอับอาย

 

“แบบนี้ดีมั้ย” แบบนี้ที่ว่าคืออารมณ์กำหนัดที่แนบสัมผัสกัน แล้วถูกชักรูดด้วยมือใหญ่ สิตางศุ์ไม่กล้าตอบ ได้แต่ครางแผ่วในคอแล้วฝังหน้าลงกับไหล่ จนคนถามต้องใช้มืออีกข้างบังคับใบหน้าแดงก่ำให้เงยขึ้นมาสบตากัน

 

“ดีมั้ย…หื้ม?” ดวงตาคู่สวยหวานฉ่ำคลอด้วยน้ำใส ผิวแก้มแดงเรื่อ ส่วนริมฝีปากนั้นได้แต่ขบเม้มเข้าหากัน ทว่าพอมือของเจียระไนขยับแรงๆ การกลั้นเสียงของสิตางศุ์ก็ไร้ความหมายอีกต่อไป

 

“อ๊ะ…โจ๊ก…อื้อ…เจ็บ…”

 

“ถ้าทำช้าๆ มันจะไม่เสร็จ”

 

“อื้อ…แต่…แต่มันเจ็บ…อ๊ะ…”

 

“ทนหน่อย”

 

“อือ…อ๊ะ…ก…ก็ได้”

 

“ก็ได้คืออะไร”

 

“ทำแรงๆก็ได้…อ๊ะ…อ๊า…”

 

ทันทีที่ได้คำอนุญาต มือใหญ่ก็เริ่มขยับรูดรั้งรุนแรงให้สองแท่งร้อนเสียดสีกันใต้การกอบกุม เสียงครางดังอื้ออึงก่อนจะจางหายเมื่อริมฝีปากเลื่อนเข้าบดเบียดกันและกัน

 

รสจูบหนักหน่วง แทรกสอดด้วยปลายลิ้น ยิ่งอารมณ์จากเบื้องล่างถูกกระตุ้นมากเท่าไร จูบของพวกเขาก็ยิ่งร้อนแรงมากขึ้นเท่านั้น ฝ่ามือใหญ่นำพาอารมณ์พุ่งทะยานขึ้นไปถึงขีดสุด ก่อนจะทะลักหยาดหยดออกมาเปรอะเปื้อนจนเหนียวเหนอะ

 

“อ่า…อ๊ะ…” สิตางศุ์อ่อนปวกเปียกไปทั้งตัว แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยืนด้วยซ้ำ ต้องพิงร่างลงกับคนตัวใหญ่กว่า แผ่นอกหนาที่เขาแพะพิงยังขยับขึ้นลงเพราะอาการหอบกระชั้น ทว่า…มือของเจียระไนกลับยังคงไม่ปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระจากกันเลย มันลูบไล้แผ่วเบาจนร่างโปร่งต้องประท้วง

 

“โจ๊ก…มันเลอะ…อื้อ…ไม่จับแล้ว”

 

“ครั้งเดียวพอเหรอ”

 

“แล้ว…แล้วมึงจะเอาอีกเหรอ?” ดวงตาคู่สวยเบิกโตแล้วร้องถามอีกหน

 

“มึงบอกว่าจะศึกษากู แต่เมื่อกี้ มีแต่กูที่จับของมึง”

 

“ก็…ก็…ตอนแรก…กู…กูก็จับแล้วไง”

 

“แต่ไม่ได้ชัก”

 

“ง่า…”

 

“อีกรอบ แต่คราวนี้มึงทำ”

 

“แต่กูเหนื่อยแล้ว…”

 

“มึงอายุเท่าไร ครั้งเดียวเหนื่อยเนี่ยนะ กูพาไปวิ่งสายพานมั้ย เป็นโรคหัวใจรึเปล่า” ปากล่อหลอกถามไปเรื่องโรคหัวใจ แต่มือบังคับอีกฝ่ายให้จับต้องกันและกันอีกหนแล้ว

 

“กูเหนื่อยจริงๆอ่ะ…อ๊ะ…อื้อ…ม…ไม่เอามาถูกันแล้วได้มั้ย มันแบบ…อ๊ะ…อื้อ”

 

สิตางศุ์พูดไม่เป็นประโยคอีกแล้ว แม้ปากจะว่าเหนื่อย แต่พอถูกบังคับให้ลองจับรวบแก่นกายทั้งสองเข้าด้วยกัน อารมณ์หวามจากการเสียดสีก็ไหลพล่านไปทั้งร่างอีกหน

 

เสียงครางดังก้องในห้องน้ำอีกพักใหญ่ ก่อนที่การเรียนรู้กันและกันในค่ำคืนนี้จะจบลง

 

…………………….

 

พฤกษาเดินเตร่จากป้ายรถรับส่งของมหาวิทยาลัยมาที่คณะ แวะทักทายน้องๆปีหนึ่งตามประสาพี่ปีสี่ที่มีมนุษยสัมพันธ์อันดี แล้วค่อยเดินตรงไปยังตึกเรียน วันนี้เขามีเรียนคาบบ่าย วิชานี้ลงเรียนพร้อมกับอลงกตและสิตางศุ์ แต่รายแรกไปเที่ยวกับทางบ้าน กลับมาไม่ทันเปิดเทอม ส่วนรายที่สอง…ก็น่าจะไม่มาเช่นเดียวกัน

 

เผลอๆ อาจจะต้องไปเยี่ยมหลังเลิกเรียนด้วยซ้ำ เพราะนอนซมลุกไม่ขึ้น อันเนื่องมาจากอาการเคล็ดขัดยอกหลัง ‘ออกกำลังกาย’

 

คิดสัปดนตามประสานายพฤกษาแสนทะเล้นได้ไม่เกินหนึ่งนาที สายตาก็เหลือบไปเห็นโต๊ะม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึกเรียน ปกติแล้ว โต๊ะม้าหินพวกนี้ไม่มีการระบุเจ้าของชัดเจน ใครผ่านไปผ่านมาก็นั่งได้ แต่…กลุ่มพวกเขาสามคนเป็นขาประจำที่มักจะแวะไปนั่งตรงนั้นบ่อยที่สุด

 

และตอนนี้หนึ่งในกลุ่มของพฤกษาก็กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น

 

…ไอ้โซ่!…มาเรียนได้ไงวะ?!!…

 

“โซ่” พฤกษาก้าวเท้าไวๆตรงเข้าไปหาด้วยความงุนงงผสมตกใจ ยิ่งหันไปเห็นคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับสิตางศุ์เป็นเจียระไน ก็ยิ่งงงหนัก

 

… พวกมันควรจะปรับความเข้าใจกันแล้ว แล้วก็ได้กันเปล่าวะ?! แล้วถ้ามันได้กัน ก็ควรจะขาดเรียนเพราะไอ้โซ่ลุกไม่ไหวงี้สิ?!!…

 

“อ้าว แพท นั่งดิ” คนผิวขาวจัดเงยหน้าจากหนังสือที่เปิดกางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาส่งยิ้มให้อย่างสดใส ไร้ซึ่งความอ่อนล้าโรยแรงใดๆ

 

…อะไรวะ?! นี่ยังไม่ได้กันเรอะ?!…

 

พฤกษาทรุดตัวลงนั่งอย่างงงๆ แต่ไม่วายหันไปมองเจียระไน ไอ้หนุ่มปกครองตาเรียวมองกลับ แต่ไม่พูดอะไร

 

“กูเอาของมาฝากด้วย” สิตางศุ์ส่งถุงของฝากจากบ้านเกิดให้ แต่เวลานี้พฤกษาไม่ได้คิดถึงของฝากเลยแม้แต่นิด สิ่งเดียวที่อยากรู้คือ…ได้กันรึยัง?

 

“อ่า…ขอบใจ…เอ่อ…กู…นึกว่าวันนี้มึงจะไม่มาซะอีก”

 

“ทำไมถึงคิดว่ากูจะไม่มาล่ะ วันนี้มีเรียนนะ” คนซื่อย้อนถามอย่างงุนงง ทำเอาคนคิดสัปดนมาตั้งแต่แรกรู้สึกบาปขึ้นมาทันที ทว่าเขาไม่ทันตอบอะไร เสียงหนึ่งที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้น

 

“พี่ซอโซ่แห่งพรหมลิขิตของน้องงงงงง” ติซซี่ ปีสองผู้ตั้งตนเป็นเอฟซีสิตางศุ์พุ่งถลาเข้ามาที่โต๊ะที่นั่งกันอยู่สามคน แต่เจ้าตัวส่งสายตาให้รุ่นพี่ในดวงใจเพียงคนเดียว

 

“ติซซี่คิดถึ้งคิดถึงค่ะ! กลับจากกระบี่ ทำไมไม่ดำขึ้นเลยล่ะคะ” ปากถาม มือคว้าแขนขาวๆของสิตางศุ์มาพลิกซ้ายพลิกขวา ทำเป็นส่องหาความคล้ำ

 

…อ๊ะหือออออ…ขาวอย่างกะเอาโอโม่มาถูทุกวันอย่างงั้นแหละ!!! เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวๆๆๆๆ…

 

“รู้ได้ยังไงว่าพี่กลับกระบี่?” ติซซี่มองข้ามศีรษะรุ่นพี่ผิวขาวจัดไปยังคนที่นั่งเล่นโทรศัพท์เงียบๆ แน่นอนว่าการมองของรุ่นน้องปีสองย่อมเป็นการมองอย่างโจ่งแจ้งด้วยการย้ายสายตาไปทางเจียระไนให้เห็นโต้งๆ

 

“ก็พี่โจ๊กขาขี้อวด!”

 

“โจ๊กอวด? อวดอะไร” สิตางศุ์ถามทั้งคนพูด ทั้งเจ้าของชื่อในคราวเดียวกัน ติซซี่ไม่รอให้ใครหน้าไหนตอบทั้งนั้น เพราะเจ้าตัวกระแซะลงนั่งร่วมเก้าอี้เดียวกับ ‘พี่โซ่’ แล้วกดโทรศัพท์อย่างรวดเร็วก่อนจะส่งให้ดูเวปไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง โพสต์หนึ่งที่ปรากฏนั้น มีรูปเค้กชื่อดังของจังหวัดตรัง พร้อมข้อความกำกับจากเจ้าของโพสต์ว่า

 

‘เค้กตรังจากคนกระบี่’

 

สั้นๆ ง่ายๆ แต่ไม่มีคำเฉลยว่าคนกระบี่ที่ว่าคือใคร แต่ทั้งอย่างนั้นก็มีคอมเม้นท์จากเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่เข้ามาส่งคำใบ้ คำตอบเรื่องคนกระบี่กันเป็นร้อย

 

“ดูรูปที่พี่โจ๊กขาเอาลงสิคะ! ต่อให้เอาสมองออกไปจากกะโหลกติซซี่ตอนนี้ ติซซี่ก็รู้ค่ะ ว่าคนกระบี่เจ้าของเค้กตรังน่ะใคร?!” ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้า บอกให้รู้ว่าติซซี่อิจฉาคนขี้อวดแค่ไหน ทว่าสิตางศุ์กลับหัวเราะเบาๆแล้วหันไปมองเจ้าของโพสต์ตัวจริงที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น

 

“ขี้อวดว่ะโจ๊ก”

 

“ใช่ค่ะ พี่โจ๊กขาขี้อวด พี่ซอโซ่ไม่คิดจะกลับมาออนไลน์บ้างเหรอคะ ทุกๆคนเขารอพี่กันอยู่นะ ติซซี่ด้วยคนนึง”

 

“พี่จำรหัสผ่านไม่ได้แล้ว” สิตางศุ์ตอบเสียงอ่อย ไม่แน่ใจนักว่าตนเองเลิกเล่นก่อนที่จะจำรหัสไม่ได้ หรือจำรหัสไม่ได้ก็เลยเลิกเล่นด้วยซ้ำ

 

“ก็ขอใหม่สิคะ ติซซี่ขอให้ ง่ายจะตาย เอารหัสเป็นเบอร์โทร.ของติซซี่แมะ?!”

 

“พี่จำเมลไม่ได้ด้วยน่ะสิ”

 

“งั้นสมัครใหม่แม่งให้หมดเลยคร่ะ! ติซซี่สมัครให้!”

 

“ไม่ต้องสมัคร” เสียงทุ้มดังขึ้นเรียบๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะส่งโทรศัพท์ตัวเองให้

 

“อยากเล่นมาเล่นของกู”

 

“ขอติซซี่แหมดังๆได้มั้ยคะ แหมมมมมมมมม!!!!…” จริตจะก้านของหนุ่มรุ่นน้องทำเอาสิตางศุ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะถูกติซซี่ชวนคุยต่อ เขาไม่ได้หันไปสนใจทั้งพฤกษาและเจียระไนอีก เลยเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่อุตส่าห์เชียร์สุดลิ่มทิ่มประตูตั้งแต่เมื่อวาน ขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ไอ้หนุ่มปกครองมากขึ้นแล้วกระซิบถามเบาๆ

 

“โจ๊ก…สรุปว่าไงวะ มึงยังไม่ได้กับเพื่อนกูเหรอ” ดวงตาเรียวตวัดมามองคนถาม เย็นชาและเรียบเฉยแตกต่างจากที่ใช้มองสิตางศุ์ลิบลับ

 

“เสือก”

 

“เออ กูยอมรับก็ได้ว่ากูเสือก กูอยากรู้”

 

“มึงอยากรู้ก็เรื่องของมึง ไม่เกี่ยวกับกู”

 

“เอ้า! ไอ้สัด! ก็นี่เรื่องของมึง กูก็ต้องมาถามมึงสิวะ”

 

“มึงก็รู้ว่าเรื่องของกู แล้วมึงจะเสือกอีกทำไม” พฤกษาคันปากยิบ อยากรู้ว่าสรุปแล้วเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยอมรับว่าสอดรู้สอดเห็นมาก แต่…แต่ก็สอดรู้สอดเห็นมาตั้งแต่แรกนี่หว่า! จะให้มาหยุดเอาตอนนี้ได้ยังไงล่ะ?!!…

 

“ก็…” ยังไม่ทันจะหาเหตุผลมาโน้มน้าวให้เจียระไนยอมพูด ติซซี่ก็ลุกขึ้นโบกมือลาเพื่อขอตัวไปเรียน สิตางศุ์เลยหันมาทางสองหนุ่มที่กำลังโต้ตอบกันเบาๆแทน

 

“คุยไรกันอ่ะ”

 

“เปล่า” พฤกษารีบตอบ ซึ่งก็สมเป็นสิตางศุ์ เพราะพอเพื่อนบอกว่าเปล่า เจ้าตัวก็ไม่ซักไซ้อะไรอีก

 

“เข้าเรียนกันมั้ย อีกสิบนาทีจะบ่ายโมงแล้ว” คำชวนของร่างโปร่งผิวขาวจัดเป็นการปิดวงจรของคนขาเผือกอย่างพฤกษาอย่างทันที หนุ่มทะเล้นแสนอยากรู้ได้แต่รับคำอย่างเซ็งๆแล้วลุกจากโต๊ะม้าหินเดินเข้าตึกเรียน

 

คาบบ่ายวันนี้ สิตางศุ์ลงเรียนวิชาเดียวกับอลงกตและพฤกษา ส่วนเจียระไนก็มีเรียนเช่นเดียวกัน แม้จะเรียนคนละวิชา คนละห้อง คนละชั้น แต่ก็เรียนตึกเดียวกัน ทว่าตอนที่กำลังจะแยกกันที่บันไดซึ่งหนุ่มปกครองต้องขึ้นไปเรียนที่ชั้นสองนั้น หญิงสาวร่างผอมบางกลับวิ่งตึงตังลงมา

 

นิตา…วิ่งผ่านพวกเขาสามคนออกไปนอกตึกเรียน หล่อนวิ่งชนสิตางศุ์ด้วยซ้ำ คนผิวขาวจัดหันมองด้วยความตกใจและนั่นทำให้เขาเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาวเพื่อนร่วมรุ่น

 

“มีไรวะ โซ่” พฤกษาถามที่เพราะเห็นเพื่อนสนิทมองตามหลังนิตาตาไม่กะพริบ

 

“กูว่า…กูเห็นนิตาร้องไห้…” คำพูดของสิตางศุ์ทำเอาเจียระไนชะงักต้องหันไปถาม

 

“ร้องไห้?”

 

“อืม…คิดว่าเห็นน้ำตานะ เป็นอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้…” คนใจดีที่มักจะเป็นห่วงคนรอบข้างอยู่เสมอก้าวเท้าจะเดินตามออกไปดู แต่ถูกคว้าแขนเอาไว้อย่างรวดเร็ว

 

“มึงจะไปไหน” คนคว้าไม่ใช่ใครที่ไหน เจียระไนนั่นเอง

 

“ออกไปดูไง ไม่รู้เป็นอะไรรึเปล่า” ร่างสูงชะงักกึก หัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ถ้านิตาร้องไห้จริงแล้วสิตางศุ์ตามไปเห็นน้ำตาจริง งานนี้มีหวังได้ซับน้ำตากันตำตาไอ้โจ๊กคนนี้แน่

 

“มึงไม่ต้องไป”

 

“แต่ว่านิตา…”

 

“เดี๋ยวกูไปดูให้เอง เข้าเรียนได้แล้ว แล้วเจอกันตอนเย็น” เจียระไนว่าอย่างนั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตึกเรียนตามหลังอดีตคนรักอย่างนิตาไป

 

“มึงนี่สมเป็นมึงจริงๆว่ะ” เสียงของพฤกษาดังขึ้น ทำเอาสิตางศุ์ที่กำลังมองตามหลังเจียระไนที่หายลับออกไปจากตึกด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมรุ่นอย่างนิตาต้องหันมอง

 

“หืม? สมเป็นกูคืออะไร?”

 

“ใจกว้างเหมือนเอาแปซิฟิกมารวมกับแอตแลนติก”

 

“ใจกว้าง?…หมายถึงกูใจกว้างเหรอ? เรื่องไหน”

 

“วุ้ย! ก็ใจกว้างให้แฟนเก่าเขาตามไปเช็ดน้ำตากันไงล่ะ! เออๆ…แต่มึงก็ไม่ต้องห่วงหรอก ไอ้เชี่ยโจ๊กเช็ดน้ำตาใครเป็นที่ไหน เผลอๆเห็นใครร้องไห้ แม่งด่าอีก ไป ไปเรียน กูไม่อยากโดนเช็คชื่อสายคาบแรก” แล้วพฤกษาก็หมุนตัวเดินนำไปห้องเรียน สิตางศุ์มองตามหลังเพื่อน ก่อนจะหันไปมองที่หน้าตึกเรียนอีกครั้ง แต่เขาไม่เห็นทั้งเจียระไนและนิตาแล้ว

 

…แต่…ไม่มีอะไรหรอก…แฟนเก่าก็เป็นเพื่อนกันได้ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย…

 

………………………….

 

เลิกเรียนแล้ว แต่วันนี้ก็ยังคงเป็นอีกวันที่สิตางศุ์ต้องมาค้างที่คอนโดของคนที่กำลังศึกษาดูใจกัน

 

ตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้เรียนรู้กันและกันไปอีกขั้น ก็พลอยทำให้การใกล้ชิดกันของพวกเขาเริ่มขยับเข้าใกล้กันมากกว่าแต่ก่อน อย่างเช่น…การนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันบนโซฟาตอนหัวค่ำ โดยที่แขนข้างหนึ่งของเจียระไนวางพาดไปบนพนักด้านหลังของสิตางศุ์ แล้วใช้ปลายนิ้วพันปลายผมที่ละต้นคอขาวเล่น

 

“วันไหนมึงไม่เรียนมั่ง” พันนิ้วเล่นกับปลายผมไป ปากก็ถาม แม้ตาจะดูโทรทัศน์ก็ตาม

 

“วันศุกร์ตอนบ่ายไม่มีเรียน ทำไมเหรอ” ส่วนคนตอบ ละสายตาจากโทรทัศน์มามอง ปากเคี้ยวผลไม้ตุ้ยๆ

 

“จะพามึงไปหาม้า จะได้เอาของฝากไปให้ เดี๋ยวกูถามม้าก่อนว่าว่างศุกร์ไหนบ้าง ชวนม้ากินแหนมเนืองด้วย” แล้วคนพูดก็ใช้มืออีกข้างที่ว่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความด้วยมือเพียงข้างเดียว

 

“ไหนแต่ก่อนเคยบ่นว่าไม่ชอบพิมพ์เมสเซจไง ทำไมพิมพ์คล่องงี้” สิตางศุ์หันไปถาม เขายังจำได้ว่าช่วงแรกๆที่สนิทกับเจียระไน ฝ่ายนั้นตอบเมสเซจเขานับครั้งได้ ส่วนใหญ่โทร.คุยกันมากกว่า

 

“ก็ตอนนั้นอยากได้ยินเสียงมึง…” คำตอบเรียบๆ แต่ทำเอาคนฟังเขินแปลกๆ เลยต้องหาทางแก้เขินด้วยการหยอกแทน

 

“แล้วตอนนี้ไม่อยากได้ยินเสียงหม่าม้าเหรอ”

 

“ไม่อยาก ม้าชอบพูดถึงมึง กูรู้สึกเหมือนตัวเองตกกระป๋อง” สิตางศุ์หัวเราะร่วนกับคำพูดของคนหน้านิ่ง ไม่อยากจะบอกเลยว่าเวลาหม่าม้าของเจียระไนโทร.มาคุยกับเขา ก็เห็นพูดถึงแต่ลูกชายคนกลางคนนี้ทุกที แล้วแบบนี้จะตกกระป๋องได้ยังไง

 

“เออ…หม่าม้าเคยถามด้วย ว่ากูรู้รึเปล่า ทำไมมึงถึงพาไปกินอาหารเวียดนาม” คนกำลังพิมพ์ข้อความส่งให้มารดาชะงักไปเล็กน้อย เหลือบตามามองคนถามเจ้าของดวงตาสวยๆที่จับจ้องเขาด้วยความอยากรู้คำตอบ

 

“แล้วมึงตอบม้าว่าไง”

 

“บอกว่าไม่รู้ หม่าม้าเลยบอกให้มาถามมึง”

 

“ดี งั้นกูไม่บอก”

 

“อ้าว…”

 

“มึงอยากรู้ มึงก็ศึกษากูเองสิ กูกับมึงกำลังศึกษากันไม่ใช่รึไง” แล้วคนพูดก็หันมายักคิ้วให้ทีเป็นเชิงท้าทาย พวกเขาไม่ทันคุยอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ในมือใหญ่ดังขึ้น สิตางศุ์ไม่ได้คิดจะอยากรู้อยากเห็น แต่สายตาเหลือบไปเห็นบนหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังดังนั่นพอดี

 

‘นิตา’

 

หัวคิ้วเจ้าของโทรศัพท์ขมวดชิดชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกดรับสายแล้วลุกจากโซฟาเดินออกไปนอกระเบียง

 

ร่างโปร่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่อุณหภูมิข้างกายกลับไม่เหมือนเดิม ไอร้อนจากคนตัวใหญ่เหลือเพียงไอจางๆบนโซฟาที่ว่างเปล่า ดวงตาคู่สวยมองตามออกไปที่นอกระเบียง เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของคนที่นั่งตัวตรงอยู่บนโซฟาเบด

 

เจียระไนหันหลังให้ประตูกระจก…มองไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายห่างไกลออกไป ไกล…จนเอื้อมไม่ถึง

 

มือขาวยกขึ้นแตะที่อกตัวเองแผ่วเบา หัวใจที่บีบรัดเหมือนกำลังปริร้าวเป็นโพรงลึก         

 

…ลึก…จนกลัวว่าหากตกลงไปในโพรงนั้น คงไม่มีวันกลับขึ้นมาได้อีก…

 

……………………………………

 

…นอนไม่หลับเลย…

 

แม้จะนอนนิ่งทั้งคืน แต่ก็ไม่ได้หลับสักงีบ มีคำถามมากมายที่ดังอยู่ในใจ วิ่งวนไปวนมาเหมือนไม่มีทางออก อยากถามว่าเจียระไนคุยอะไรกับนิตา อยากรู้ว่าเกี่ยวกับที่นิตาร้องไห้เมื่อตอนกลางวันหรือไม่ อยาก…แต่…พอเจียระไนไม่พูดขึ้นมาก่อน ไม่แม้แต่จะเกริ่นถึงนิตา เขาก็ไม่กล้าละลาบละล้วง

 

…เรื่องส่วนตัวของโจ๊กกับนิตารึเปล่า?…

 

…หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของนิตาคนเดียว?…

 

…หรือจะเป็นเรื่องส่วนตัวของโจ๊กคนเดียว?…

 

…อยากรู้ แต่ไม่กล้าถาม ถ้าโจ๊กส่งสัญญาณสักนิดว่าถามได้ ก็คงจะกล้าถามในสิ่งที่คิด แต่นี่…โจ๊กไม่พูดอะไรเลย ไม่ทำอะไรที่บอกให้รู้ว่าอนุญาตให้ถาม…

 

  สิตางศุ์เริ่มรู้สึกถึงคำว่าดาบสองคมของสถานะที่เขาเลือกหยิบยื่นให้เจียระไน ‘สถานะศึกษา’ มากกว่าความเป็นเพื่อน แต่ยังไปไม่ถึงคนรัก ยิ่งคลุ่มเครือเท่าไรก็ยิ่งต้องระมัดระวังเท่านั้น และเรื่องบางเรื่องอาจเปราะบางเกินกว่าที่สถานะนี้จะเข้าไปแตะต้อง

 

ร่างโปร่งถอนหายใจเบาๆอย่างไม่รู้ตัว เพราะเอาแต่คิดสะระตะจนไม่ได้นอนทั้งคืน เช้านี้จึงไม่สดใสเลยสำหรับเขา

 

“หน้าอย่างกับคนไม่ได้นอน เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ” เจียระไนตั้งคำถามตอนที่พวกเขามาถึงคณะ ระหว่างทางที่ขับรถมา คนที่นั่งข้างๆเอาแต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ไหนจะหน้าซีด ดูอิดโรยนั่นอีก สภาพดูแล้วไม่น่ามาเรียนด้วยซ้ำ

 

คนถูกถามหันไปส่งยิ้มจางให้แล้วส่ายหน้าไปมาเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นห่วง

 

“ไม่มีไรหรอก…สงสัยแปลกที่..”

 

“แปลกที่อะไรของมึง นอนห้องกูมากี่คืนแล้ว หรือต้องทำแบบตอนนั้น มึงถึงจะนอนหลับ?” แม้จะไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่สมองของสิตางศุ์ก็ขยายความคำว่า ‘ตอนนั้น’ ของเจียระไนเป็นภาพของพวกเขาที่กำลัง…ช่วยกันและกัน…

 

…เป็นภาพที่ชัดเจน ชวนให้เขินอายและหวามไหว…

 

“ม…ไม่ต้องเลย…” ยิ่งพูดยิ่งเขิน สิตางศุ์ก้มหน้าจนคางแทบชิดอกแล้วก้าวเท้าเร็วๆตรงไปที่โรงอาหาร แต่คนที่อดนอนมาทั้งคืน ต่อให้จะก้าวเร็วแค่ไหน ร่างสูงก็ก้าวทันอยู่ดี

 

“ไม่ต้องอะไร จะเรียนรู้กูไม่ใช่เหรอ เรื่องพวกนี้ก็ต้องเรียนบ่อยๆจะได้ชิน มึงรับปากกูแล้วว่าพร้อม” เหมือนเป็นการทวงกลายๆ แล้วทวงเรื่องพวกนี้กลางโรงอาหาร แม้จะไม่ใช้เสียงดัง หรือไม่พูดโต้งๆ แต่สิตางศุ์ก็เขินเหมือนคนทั้งโรงอาหารซึ่งมีน้อยนิดจะร่วมรับรู้อยู่ดี

 

“อ่า…มึงไปซื้อข้าวให้หน่อย…” ทางที่ดีต้องหาทางดันเจียระไนไปทางอื่น ร่างสูงยกยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดูคนเขินที่พยายามพาเขาเปลี่ยนเรื่อง

 

“แดกไร” เปลี่ยนเรื่องก็ได้ คนอย่างเจียระไนใจดีจะตาย

 

“เอามักกะโรนีกุ้ง เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำให้นะ”

 

“ไม่ต้อง สภาพสะโหลสะเหลแบบนี้ไม่ต้องเดินไปไหนเลย นั่งรอ เดี๋ยวกูไปซื้อมาให้” แล้วร่างสูงก็หมุนตัวเดินไปที่ร้านตามสั่งทันที สิตางศุ์มองตามแผ่นหลังของคนตัวสูงใหญ่ที่เดินไปสั่งข้าวเสร็จก็เดินต่อไปที่ร้านขายน้ำ

 

…ทำไมคนอื่นถึงบอกว่าโจ๊กไม่สนใจใคร ทั้งๆที่โจ๊กใจดีขนาดนี้…

 

…ยิ่งรู้จัก ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่ง…ไม่อยากปล่อยมือจากโจ๊กอีกแล้ว…

 

“โซ่…” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำเอาคนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมองตามเสียง ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าทำเอาหัวใจของคนผิวขาวจัดเหมือนจะบีบตัวรุนแรงขึ้นมาทันที

 

“นิตา…” เขาครางแผ่วเบา แต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะไม่ได้สนใจเสียงของเขานัก หญิงสาวเพื่อนร่วมรุ่นแต่ต่างภาควิชากวาดตามองไปรอบๆโรงอาหาร

 

“โจ๊กล่ะ เมื่อกี้เราเห็นเดินเข้ามาพร้อมโซ่”

 

“เอ่อ…อยู่ตรง…” ร่างโปร่งกำลังจะบอก แต่เจียระไนเดินกลับมาที่โต๊ะพอดี มือใหญ่วางแก้วน้ำเก็กฮวยและมักกะโรนีลงตรงหน้าสิตางศุ์ก่อนจะหันมองนิตา

 

“ขอคุยด้วยหน่อย” นิตาเอ่ยเรียบๆ สิตางศุ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่กล้ามองหน้าคนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆเขา วูบหนึ่งรู้สึกกลัวคำพูดประโยคต่อไปของเจียระไนขึ้นมา

 

“โซ่…” ดวงตาคู่สวยเหลือบขึ้นมองคนเรียก ร่างสูงก้มลงมองเขาวูบเดียวแล้วสั่ง

 

“มึงแดกไปก่อน เดี๋ยวกูมา” แล้วคนพูดก็เดินนำออกไปนอกโรงอาหาร มีหญิงสาวต่างภาควิชาเดินตาม สิตางศุ์มองตาม หัวใจไหววูบอย่างไม่มีสาเหตุ

 

………………………………

 

เจียระไนเดินกลับเข้ามาในโรงอาหารอีกทีก็พบว่าคนที่เขาสั่งให้กินไปก่อน กลับยังกินไม่เสร็จ ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก็พบว่าอีกห้านาทีจะเก้าโมงแล้ว

 

“ทำไมมึงยังแดกไม่หมดอีก” ร่างโปร่งที่ดูเหมือนจะเขี่ยมากกว่าตักเงยหน้าขึ้นมอง

 

“อ่า…ก็…ก็รู้สึกไม่ค่อยหิว…” สิตางศุ์ตอบได้เพียงเท่านั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นนิตาเดินตามเข้ามาด้วย คำถามมากมายดังขึ้นในใจอีกแล้ว แต่…ไม่รู้จะเริ่มถามอย่างไรดี

 

“งั้นก็ไม่ต้องกิน ลุก เดี๋ยวกูพาไปส่งที่ห้อง มึงเรียนห้องไหน” เจียระไนถาม แต่ไม่ทันจะรอฟังคำตอบเขาก็หันไปทางหญิงสาวที่เดินตามเช้ามาในโรงอาหาร

 

“เธอไปรอที่รถ เดี๋ยวเราพาโซ่ไปส่งที่ห้องเรียน แล้วจะตามไป” คำว่ารอที่รถ ทำเอาสิตางศุ์ชะงัก แต่พอเจียระไนหันกลับมา ก็เป็นอีกครั้งที่พูดอะไรไม่ออก

 

…รอที่รถ…หมายความว่าโจ๊กจะพานิตาไปไหนอย่างนั้นหรือ…

 

“มึงเดินไหวรึเปล่า” เพราะสิตางศุ์เอาแต่ยืนนิ่ง เจียระไนเลยชักเป็นห่วง เขาดึงกระเป๋าเป้ของอีกฝ่ายมาสะพายไหล่ มือข้างหนึ่งหยิบจานอาหารที่ทานไม่หมดมาถือเพื่อนำไปเก็บ ในขณะที่อีกมือจับแขนขาวของร่างโปร่งเอาไว้เพราะกลัวว่าคนสภาพสะโหลสะเหลจะล้ม

 

“ค่อยๆเดิน วิชานี้ไอ้กตกับไอ้แพทลงเรียนด้วยมั้ย” เจียระไนก้าวช้าๆ ปากก็ถามไปด้วย

 

“เปล่า”  

 

“เลิกเที่ยงใช่มั้ย”

 

“อืม”

 

“งั้นมึงเลิกแล้วโทร.มา เดี๋ยวกูจะไปรับที่ห้อง”

 

“แต่…มึง…จะไปไหนกับนิตาไม่ใช่เหรอ” สุดท้ายก็อดไม่ไหวต้องเอ่ยปากถึงเรื่องนิตาขึ้นมา

 

“พานิตาไปทำธุระ แต่ไม่นานหรอก มึงรอกูที่ห้องแล้วกัน” ทำธุระ แต่ไม่บอกว่าทำอะไร สิตางศุ์ไม่อยากคิดมากเลย แต่…เจียระไนกับนิตาเคยเป็นแฟนกัน แม้จะเลิกกันไปนานแล้ว แต่…ก็เคยคบหากัน และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งสองคนเลิกกันเพราะอะไร

 

ร่างสูงพาคนผิวขาวจัดมาถึงห้องเรียนแล้วพาไปนั่งที่โต๊ะ กวาดตามองไปรอบห้องก็เห็นแต่พวกเด็กไออาร์ มีทั้งรุ่นเดียวกับเขา และรุ่นน้อง ซึ่งเขาไม่สนิทสนมพอจะฝากฝังสิตางศุ์กับใครเลย

 

“โจ๊ก ไปเถอะ…เดี๋ยว…นิตาคอย” ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนที่ยังยืนค้ำศีรษะเขาอยู่ เสียงแกว่งเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายคงไม่ทันสังเกต

 

“อืม เลิกเรียนแล้วโทร.มาแล้วกัน” แล้วเจียระไนก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งเจ้าของดวงตาคู่สวยให้มองตามก่อนที่ใบหน้าขาวจะฟุบลงกับโต๊ะ ริมฝากสีสดเม้มเข้าหากัน เป็นอีกครั้งที่ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของเขาและเจียระไน

 

…ความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน แต่สถานะยังไปไม่ถึงคนรัก แม้จะหวงแหนแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้…

 

…ศึกษาดูใจ…

 

…สถานะนี้…ไม่ดีเลย…

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสฯหน้าค่ะ)

 

เป็นไงล่า อยากจะสมน้ำหน้าโซ่แรงๆสักหนึ่งที แต่เพราะเป็นโซ่ จะสมน้ำหน้าเบาๆแล้วกัน โทษฐานให้โจ๊กเป็นแค่คนศึกษาดูใจ โจ๊กเขาก็มีทางเลือกนะ ถึงจะเป็นผู้ชายกากๆและไบโพลาร์ก็เถอะ กร๊ากกกก

 

ส่วนโจ๊ก… แม่ยกคนไหนทุ่มสุดตัวว่าโซ่เสร็จโจ๊กแน่ ก็…เจ็บ(นิดๆ)กันไปตามระเบียบ เชียร์คนกากก็ต้องทำใจนิดนึง ฮ่าฮ่า

 

ขอบคุณคนอ่านคนเม้นท์ คนติดตามและทุกกำลังใจนะคะ ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วยค่ะ

 

เจอกันพฤหัสหน้า

ป.ล.1 ผ้าเช็ดหน้าได้ใช้อีก ผืนที่กำมาวันนี้อย่าเพิ่งปาทิ้งนะคะ ฮ่าฮ่า

ป.ล.2 อย่าด่าโซ่แรงนะ โซ่ทำตัวเองที่ให้โจ๊กเป็นคนแค่คนศึกษาดูใจ โซ่รู้ตัวแล้วว่าสถานะนี้ไม่มั่นคง โซ่จะปรับปรุง // โถวววว ลูบหัวน้อง

ป.ล.3 อิโจ๊กกากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (ก.ไก่ยาวๆทะลุออกนอกสุริยะจักรวาล)

 

Leave a Reply