Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

………………..

ตอนที่ 18

 

อลงกตกลับมาเรียนหลังจากเปิดเทอมไปแล้ว อันที่จริงก็กะจะมาช้ากว่านี้อีกหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะสังคมโซเชียลช่วงที่ผ่านมารุมเร้าเหมือนไฟลนก้นให้รีบกลับกรุงเทพฯโดยด่วน

 

“กต…เป็นไง ไปเที่ยวมาสนุกเปล่า” ส่วนรายนี้คือคนที่ทำให้เกิดประเด็นทางในสังคมออนไลน์แบบไม่ค่อยรู้ตัว สิตางศุ์ยังคงทักทายเพื่อนรักอย่างสดใสในคาบเช้าของวันทันทีที่เจอกันในห้องเรียน

 

หนุ่มนักฟุตบอลประจำคณะเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ

 

…แปดโมงห้าสิบ มีเวลาสิบนาทีก่อนเริ่มเรียน…

 

“นั่งสิ” เขาเอ่ยปากแล้วหยิบกระเป๋าตัวเองที่จองที่ไว้ให้เพื่อนไปวางอีกฝั่งซึ่งพฤกษานั่งอยู่

 

“เป็นยังไงมั่ง” พอสิตางศุ์ทรุดตัวลงนั่ง อลงกตก็ตั้งคำถามทันควัน คำถามนั้นฟังดูกว้าง แต่พอมองเข้าไปในดวงตาของคนถาม สิตางศุ์ก็พอจะรู้ว่าเรื่องไหนที่อลงกตอยากรู้ที่สุด เขายิ้มจางๆก่อนจะตอบ

 

“ก็…ทุกอย่างโอ.เค” คนฟังเงียบ บอกให้รู้ว่าสิตางศุ์จะพูดแค่นี้ไม่ได้ ร่างโปร่งประสานมือวางบนโต๊ะ ปลายนิ้วขาวลูบกันไปมาเหมือนเจ้าตัวกำลังกลั่นกรองความรู้สึกในใจออกมาเป็นคำ

 

“…กูคิดว่าตัวเองโตขึ้นเยอะเลย แต่ก่อนเคยคิดว่าโลกของกูเล็กนิดเดียวแล้วก็มีพร้อมทุกอย่างแล้ว จนไอ้โจ๊กเข้ามา กูเหมือนเพิ่งรู้ว่ากูเหลือที่ที่หนึ่งเอาไว้ และกูก็มองข้ามที่ตรงนั้นมาตลอด ไม่รู้มาก่อนเลยว่าโลกของกูใหญ่ได้มากกว่าที่กูรู้สึกอีก อ่า…มึงเข้าใจที่กูพูดมั้ย กูไม่เก่งเรื่องอธิบายความรู้สึก” ประโยคหลังนั้นเหมือนเจ้าตัวจะบ่นกับตัวเอง

 

“กูเข้าใจ มึงอธิบายดีขึ้นเยอะแล้ว แล้ว…มึงกับมัน ไปกันได้ดี?”

 

“คิดว่านะ…เราตกลงกันแล้วว่าถ้ามีอะไรจะคุยกันตอนนั้นเลย” อลงกตพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามอีกคำถามที่คาใจ

 

“เป็นแฟนกับมันรึยัง” ใบหน้าขาวขึ้นสีเล็กน้อย ก่นจะส่ายไปมา

 

“ยัง…ยังไม่ได้ขอ”

 

“แล้วมึงจะรออะไรวะ?!” พฤกษาที่นั่งถัดจากอลงกตเสนอหน้าขึ้นมาถาม วันนั้นที่เกิดเรื่องจนเจียระไนไปตามสิตางศุ์กลับมาจากบ้านเขา ก็อุตส่าห์สนับสนุนส่งเสริมให้รีบพูด รีบบอก คนอย่างเจียระไน ถึงจะปากไม่ดี หน้าตาดูหงุดหงิดตลอดเวลา แต่มันก็แรร์ไอเทมไม่ใช่น้อย แล้วยังคิดจะเอ้อระเหยอยู่อีก?!

 

“ง่า…กูไม่ได้รอ…แต่…แต่กู…กูอยากบอกความรู้สึกของกูให้มันรู้ด้วย เอ่อ…แต่…แต่กูยังไม่รู้ว่าความรู้สึกของกูเรียกว่าอะไร พวกมึงว่า…รักมั้ย? หรือว่าชอบ?”

 

“รัก ถึงขั้นรักมาก”

 

“ไม่รัก ติดไปทางเฉยๆ”

 

คำตอบของเพื่อนสนิทสองคนนั้นแตกต่างกันสุดกู่ สิตางศุ์มองพฤกษาที มองอลงกตทีอย่างไม่รู้จะเชื่อใครดี

 

“กูว่ามึงควรถามตัวเอง ตอนที่มึงเข้าใจผิดเรื่องนิตาน่ะ มึงรู้สึกยังไง” พฤกษาผู้อยู่ในเหตุการณ์เอ่ยปาก

 

“กูว่าถามตัวเองไม่พอ ต้องถามพ่อแม่มึงด้วยสิ ถ้ามึงคบกับไอ้โจ๊ก พ่อแม่มึงจะโอ.เค.มั้ย” ในขณะที่อลงกตเสนอแนะไปอีกทาง ซึ่งดูแล้วเป็นหนทางที่จะพาไปสู่ความวิบัติฉิบหายมากกว่าจะประสบความสำเร็จ

 

“พ่อแม่กูรู้จักโจ๊กอยู่นะ กูเคยวิดีโอคอลให้ได้เจอกัน กูขอพ่อกับแม่แล้วว่าเรียนจบ จะพาโจ๊กไปเที่ยวที่บ้าน” คนเสนอให้บอกพ่อแม่ชะงักไปเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะเตรียมการเอาไว้แล้ว

 

“แล้วพ่อแม่ไอ้โจ๊กล่ะ”

 

“หม่าม้ารู้แล้ว ญาติบางคนของโจ๊กก็รู้แล้ว ทุกคนโอ.เค.”

 

“แล้วคนที่ยังไม่รู้?” สิตางศุ์ชะงัก ความรู้สึกของคนในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้คนที่รู้เรื่องนี้และยอมรับได้ไม่ใช่ทุกคน ยังเหลือคนที่ยังไม่รู้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรับได้หรือไม่ เขาไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นชนวนเหตุของความบาดหมาง เพราะฉะนั้น…ทุกอย่างต้องรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป

 

“กูรู้…ว่าเรื่องของกูกับไอ้โจ๊กไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราไม่ใช่ผู้ชายกับผู้หญิง มันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้กูกับมันอาจจะไปกันไม่รอดในวันหนึ่ง แต่…กูจะพยายามให้ดีที่สุด กูจะทำให้คนรอบข้างมันยอมรับให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ใครเอาเรื่องนี้มาสร้างความลำบากใจให้มัน เรื่องของกูต้องไม่ทำให้มันเสียใจอีก”

 

ท่าทางมุ่งมั่นจริงจังทำเอาอลงกตได้แต่เงียบ พฤกษาเลยขยับเข้าใกล้เพื่อนซี้จากชมรมฟุตบอลแล้วให้ข้อมูลเพิ่มเติม

 

“ไอ้โซ่ลงเรียนภาษาจีนด้วย…” พูดกับอลงกตแล้วก็เหลือบตาไปมองคนที่ดั้นด้นไปหาคอร์สลงเรียนภาษาจีน

 

“…ตอนลงเรียนนโยฯจีน ไม่เห็นจะกระตือรือร้นอยากรู้ภาษาจีนเลย เหมาเจ๋อตุงกับเติ้งเสี่ยวผิงต้องร้องไห้”

 

“ก็ตอนเรียนมันมีเท็กซ์ภาษาอังกฤษ” คนเคยลงเรียนวิชานโยบายต่างประเทศจีนแต่ไม่เคยเรียนภาษาจีนแย้งเบาๆ

 

“มึงเรียนภาษาจีนเพราะไอ้โจ๊กเหรอ” อลงกตถาม และคำตอบที่ได้คือการพยักหน้ารับ

 

“โจ๊กเข้ามาอยู่ในโลกของกูเยอะแล้ว กูอยากเข้าไปอยู่ในโลกมันบ้าง”

 

ไม่มีคำพูดอะไรจากอลงกตอีก เพื่อนที่เขาดูแลมาตลอด เพื่อนที่เขาเคยคิดว่ามันเหมือนเด็ก มาวันนี้…สิตางศุ์เติบโต และค่อยๆก้าวไปในจุดที่อยากจะปกป้องใครสักคน อยากจะทำให้ใครสักคนไม่เจ็บปวดหรือเสียใจ และอยากจะมีส่วนร่วมกับโลกของใครสักคน

 

…ไอ้โซ่โตขึ้นจริงๆ…

 

…ไอ้โซ่…รักไอ้โจ๊กจริงๆ…

 

“ความรู้สึกของมึงน่ะ…กูเห็นด้วยกับไอ้แพท มึงต้องหาเอง…”

 

อลงกตพูดแล้วก็ถอนหายใจทีหนึ่งเหมือนเป็นสัญญาณของการปล่อยวาง ก่อนจะพูดต่อสั้นๆ

 

“…พยายามเข้าล่ะ”

 

“…กู…เป็นกำลังใจให้”

 

สิตางศุ์ยิ้มกว้าง ยิ่งกว่าการยอมรับคือความจริงใจ เป็นความจริงใจจากเพื่อนคนหนึ่งที่เขารักมาก

 

“อื้อ…ขอบใจนะ กต”

 

……………………………………

 

เรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องที่ต้องหาเอง แต่สิตางศุ์ยังไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกที่มีคืออะไร พฤกษาและอลงกตก็ตัดหางปล่อยวัดไม่ช่วยเขาแล้ว จะให้ไปปรึกษากับเจียระไนก็ไม่ได้ วิธีที่ดีสำหรับคนรักการเรียนอย่างสิตางศุ์คือถามผู้รู้ และผู้รู้ของเขาในเวลานี้ก็คือบุพการีที่โทรศัพท์คุยกันทุกเย็น

 

“ขอคุยกับพ่อ”

 

‘พ่อ ลูกจะคุยด้วย’ ตอนแรกคนที่อยู่ในสายคือมารดา แต่พอลูกชายที่กรุงเทพฯขอสายบิดา โทรศัพท์ก็ถูกเปลี่ยนมือ

 

“พ่อหลบมาจากแม่แป๊บนึงสิ จะถามเรื่องสำคัญ เดี๋ยวแม่ได้ยินแล้วพ่อจะเขิน”

 

‘อะไร จะเขินได้ยังไง’

 

“เอาหน่า” มีเสียงเดินอยู่อึดใจหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงปิดประตู สิตางศุ์ก็เดาว่าบิดาคงหาที่คุยมิดชิดแล้ว

 

“จะถามพ่อหน่อย ตอนพ่อรู้ตัวว่ารักแม่ พ่อรู้สึกยังไงเหรอ”

 

‘ก็รู้สึกว่ารัก’

 

“แล้วพ่อรู้ได้ไงว่าที่รู้สึกเรียกว่ารักอ่ะ”

 

‘ไม่ยาก ทุกอย่างในร่างกายมันจะบอกให้รู้เองว่าคนนี้พิเศษ’

 

“ยกตัวอย่างหน่อยสิ”

 

‘ก็…อย่างเวลาแม่ยืนอยู่กับคนอื่นๆ ถึงมีคนเยอะแค่ไหน พ่อก็เห็นแม่เสมอ’

 

สิตางศุ์นิ่งงันกับคำพูดของบิดา อยู่ดีๆเขาก็นึกถึงเรื่องที่เชียงคานขึ้นมา ตอนที่ออกจากร้านขายเสื้อ ตอนที่คนในถนนเยอะแยะมากมาย แต่…เขากลับมองเห็นหลังของเจียระไน และไม่ต้องมองซ้ำ ปากก็เรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปแล้ว

 

…ไม่ว่าจะมีคนเยอะแค่ไหน ก็มองเห็นโจ๊กเสมอ…

 

‘หรือว่า…อาจจะเพราะแม่รักพ่อก็ไม่รู้นะ คนเยอะแค่ไหน ก็ยังเอาตัวเองมาอยู่ในสายตาพ่ออยู่ดี’ เสียงของบิดาดังขึ้นมาอีก ทำเอาคนเป็นลูกหัวเราะเบาๆ

 

“โอ้โฮ ถ้าแม่ได้ยิน แม่ต้องบิดหูพ่อแน่เลย ไปหาว่าแม่รักพ่อมาก” ปลายสายหัวเราะกลับมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าอ่อนโยน

 

‘โซ่ ความรักน่ะมันพิเศษ มันทำให้เราเห็นคนธรรมดาคนนึงเป็นนางฟ้า แต่อีกแว่บนึงก็เห็นนางฟ้าคนนั้นเป็นคนธรรมดาที่เราอยากอยู่ด้วย’

 

“พ่อรู้สึกตอนไหนว่าอยากอยู่กับแม่”

 

‘ตอนแรกๆ’

 

“อ้าว แล้วตอนนี้ล่ะ”

 

‘คิดว่าทำยังไงถึงจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่’

 

“พ่อไม่มั่นใจเหรอ”

 

‘เปล่า แต่คิดถึงอนาคต โซ่ เมื่อไรที่ถามตัวเองว่าจะอยู่กับคนคนนั้นไปจนแก่ได้มั้ย ความรู้สึกของโซ่ก็ไม่ได้มีแค่ความอยากอีกแล้ว แต่มันจะมีเหตุผล มันจะมีความพยายาม และมันจะทำให้เราอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ ถ้าโซ่ตั้งคำถามแบบนี้กับใคร แสดงว่าโซ่คิดถึงอนาคตของตัวเองที่มีคนคนนั้นอยู่ด้วย พ่อว่านั่นคือความรัก’

 

สิตางศุ์รับฟังอย่างสงบ ทว่าหัวใจนั้นไหวหวิวยามคิดถึงสิ่งที่เขากำลังทำอยู่

 

…ทำให้พ่อแม่คุ้นเคยกับโจ๊ก ทำให้พ่อแม่รับรู้การมีอยู่ของโจ๊ก…เพราะหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าพ่อกับแม่จะรักโจ๊กและยินดีกับเรื่องของเรา…

 

…วันหนึ่งข้างหน้า อนาคตที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไร แต่…ก็ยังอยากเห็นใครบางคนยืนอยู่ด้วยกันไปจนถึงวันนั้นอยู่ดี…

 

โปร่งยิ้มน้อยๆ รู้สึกเหมือนประตูในใจถูกเปิดออกกว้าง…กว้างจนเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาแต่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ยืนอยู่ในนั้น

 

…โจ๊กอยู่ในนั้น…ไม่รู้ว่าอยู่มานานหรือยัง แต่…ยังยืนอยู่ในนั้น ราวกับรอคอย…

 

“พ่อว่า…คำว่ารักสำคัญมั้ย”

 

‘ไม่สำคัญหรอก’ คนเป็นพ่อตอบไว ก่อนจะอุบอิบต่อมาในตอนท้าย ‘แต่ไม่รู้ทำไม ผู้หญิงชอบฟัง ไอ้ที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้ก็รักทั้งนั้น ไม่เห็นจะสนใจ ต้องให้พูดเป็นคำ’

 

สิตางศุ์หัวเราะสดใส นึกถึงผู้ชายที่อยู่หลังบานประตูหัวใจที่ถูกเปิดออกนั้นก็กำลังรอคอยคำบางคำจากเขา เช่นเดียวกับที่มารดาเรียกร้องจากบิดา

 

“คงเข้าใจง่ายกว่าการกระทำมั้งพ่อ”

 

‘โซ่ก็หัดพูดไว้ซะล่ะ จะได้ไม่ลำบาก พ่อเนี่ยพูดไม่เป็น กว่าจะพูดแต่ละทีต้องฝึกหน้ากระจกก่อน โอย…ฝึกเป็นชั่วโมง ไม่รู้ทำไมมันพูดยาก’ เสียงหัวเราะสดใสของคนเป็นลูกดังขึ้นอีก พ่อของเขาเป็นคนจริงจัง เรื่องให้พูดคำว่ารักคำว่าชอบนั้นดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ฟังดูแล้วก็พยายามจะพูดให้ได้ สมกับพยายามจะอยู่กับแม่ของเขาไปจนแก่

 

สองพ่อลูกคุยกันอีกไม่กี่ประโยค ก็วางสายจากกัน พอนั่งเงียบๆเพียงลำพังในห้องของตัวเองแล้ว เรื่องที่พูดคุยกับบิดาก็เหมือนค่อยๆตกผลึกในใจ ร่างโปร่งลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหากระจก จับจ้องมองตัวเองในกระจกบานนั้น

 

…ความรัก ทำให้ร่างกายของเราเปลี่ยนไป ประสาทรับรู้ของเราจะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นคนพิเศษ…

 

…เพราะว่าความรักอย่างนั้นหรือ ผู้ชายธรรมดาๆอย่างโจ๊ก…ถึงได้ดูเป็นคนพิเศษทุกทีเลย…

 

“รัก…” คำเดียวสั้นๆ พูดง่าย แต่เมื่อลองทบทวนหัวใจเพื่อพูดเป็นประโยคที่ยาวขึ้น ใบหน้าขาวที่สะท้อนอยู่บนกระจกกลับขึ้นสีเรื่อน้อยๆ ทว่าดวงตาคู่สวยคู่นั้นยังคงแน่วแน่ แม้จะพูดยากอยู่สักหน่อย แต่…ถ้าลองดูหน้ากระจกก่อน ก็คง…ไม่ยากมากนัก

 

“กู…รักมึงนะ…โจ๊ก”

 

แล้วกระจกบานนั้นก็สะท้อนใบหน้าแดงเรื่อของสิตางศุ์ที่กำลังยิ้ม

 

…พูดยาก แต่…พูดแล้วรู้สึกดีจริงๆ…

 

……………………

 

เจียระไนเหลือบตามองคนข้างกายที่เมื่อเช้าเขาไปรับมาจากห้องพักหมายเลข 504 วันนี้สิตางศุ์ดูอารมณ์ดีมากถึงมากที่สุด ไม่รู้เรื่องอะไร แต่มันยิ้มให้เขาตั้งแต่เช้า แถมชวนแวะวัดตักบาตรก่อนจะมาคณะอีก

 

“มึงเป็นห่าอะไร” นั่งกินข้าวด้วยกันสองคนในโรงอาหารยามเช้า คนหนึ่งกินหมดภายในห้านาที ในขณะที่อีกคนยังทานไม่ถึงครึ่งจาน

 

“ไม่ได้เป็นอะไร เอ่อ…โจ๊ก….วันนี้ตอนเย็นว่างมั้ย”

 

“จะว่างได้ไง มึงนัดม้ากูกินแหนมเนืองไม่ใช่เหรอ”

 

“เออ จริงด้วย” ศุกร์บ่ายที่ไม่มีเรียน สิตางศุ์ขอให้เจียระไนช่วยนัดคุณสายใจมาทานข้าวเพื่อที่เขาจะได้นำของฝากจากกระบี่มาให้ เปิดเทอมมาพักหนึ่งแล้ว แต่ของฝากจากกระบี่ยังไปไม่ถึงทางบ้านของเจียระไนเลย

 

“กูเอาชาของมึงมาแล้ว อยู่หลังรถ”

 

“อืม” ใบหน้าขาวดูเสียดายเล็กน้อย

 

“ทำไม มึงมีธุระเหรอ ให้กูเลื่อนนัดมั้ย”

 

“ไม่ต้องหรอก ไว้วันอื่นก็ได้” สิตางศุ์คนใจเย็น ไม่สู้เจียระไนคนใจร้อน คิ้วเหนือดวงตาเรียวขมวดฉับ

 

“เรื่องห่าอะไร รอวันอื่นได้” คนถูกถามเม้มปากเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจับจ้องคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อยากเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ฝึกซ้อมมา แต่…พอเสียงตะโกนจากป้าร้านข้าวดังขึ้น ก็เหมือนปลุกสติสิตางศุ์ว่าเวลานี้ เขาและเจียระไนกำลังอยู่ในโรงอาหาร ไม่ใช่ที่ที่น่าจะบอกความรู้สึกเลยสักนิด

 

…ต้องหาที่ที่พิเศษหน่อย โจ๊กจะได้ประทับใจ…

 

“ไว้วันอื่นก็รู้เองแหละ รีบไปกันเถอะ จะเก้าโมงแล้ว” แม้ใจจะอยากรู้ แต่เจียระไนก็ให้พื้นที่อีกฝ่ายเสมอ ในเมื่อไม่อยากพูด เขาก็ไม่คาดคั้น

 

พวกเขาสองคนเดินออกจากโรงอาหารมาที่ตึกเรียนด้วยกัน เจียระไนไม่ได้ไปส่งอีกฝ่ายที่ห้อง เพราะสิตางศุ์เจอเพื่อนร่วมภาคฯพอดี แต่ดวงตาเรียวก็ยังตามมองส่งจนร่างสูงโปร่งหายลับไปกับทางเดิน

 

“มองขนาดนั้น มึงตามเข้าไปเรียนด้วยเลยมั้ย” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง ร่างสูงหันไปมองก็เห็นเพื่อนซี้ยืนยิ้มแฉ่งหน้าตามีเล่ห์นัย

 

“เออ กูกำลังคิดจะทำยังงั้นพอดี” คนพูดไม่พูดอย่างเดียว แต่หมุนตัวจะเดินตามสิตางศุ์ไปอีกต่างหาก ต้องเป็นปราการที่ถลาเข้าไปคว้าคอเสื้อเอาไว้

 

“ใจเย็นครับเพื่อนครับ ใจเย็น ปล่อยไอ้โซ่ห่างสายตามึงบ้างเถอะ” เจียระไนทำหน้าตาหงุดหงิดเล็กน้อย

 

“วันนี้มันแปลกๆ มีเรื่องห่าในใจไม่บอกกูอีกแล้ว”

 

“แล้วจะให้มันบอกทุกเรื่องรึไง” เพื่อนร่วมภาคฯลากคอเสื้อเจียระไนที่พร้อมพุ่งตัวเข้าไปเรียนวิชาของภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลับไปที่ห้องเรียนของตัวเอง

 

“คราวก่อนเรื่องนิตา แม่งก็ไม่พูด หนีกูไปถึงบ้านไอ้แพท” เรื่องนิตาจบลงด้วยดีหรือไม่ เจียระไนไม่รู้และไม่สน เพราะนับตั้งแต่วันที่เขาปรับความเข้าใจกับสิตางศุ์ สุภาพบุรุษแห่งคณะรัฐศาสตร์คนนี้ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแคนเซิลทุกความช่วยเหลือ ให้นิตากับแฟนไปเคลียร์กันเอง

 

“อ้อ กูเห็นล่ะ ที่พี่ตฤณตามหาที่อยู่บ้านไอ้แพท สรุปได้จากใคร”

 

“ไอ้รอน ไออาร์” ปราการทำหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนจะนึกออก

 

“อ๋อ! พี่รอนที่เคยเป็นพี่วินัยปีเราน่ะเรอะ?! รายนั้นเคยเล็งไอ้โซ่นี่หว่า”

 

“ตอนนี้ก็ยังเล็ง กูเคยเจอมันตอนไปซื้อของกับโซ่ แล้วแม่งรู้จักบ้านไอ้แพทด้วย พี่ตฤณบอกว่ามันเป็นลุงรหัสไอ้แพท” สถานะของหนุ่มลูกครึ่งที่เคยบังเอิญเจอกันในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นออกจะใกล้ชิดกับสิตางศุ์ไม่น้อยเพราะเป็นลุงรหัสของเพื่อนสนิท แต่กลับเข้าไม่ถึงสักนิด สิตางศุ์จำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

…ไม่เพราะบารมีพี่รหัสไอ้โซ่ ก็เพื่อนสนิทสองตัวนั่นแหละที่ขวางเอาไว้ ไอ้โซ่เลยตกมาถึงมือกูได้!…

 

“เอาหน่า ยังไงเขาก็เป็นแค่รุ่นพี่ มึงกับไอ้โซ่เป็นแฟนกันแล้ว จะกลัวอะไร” พอพูดเรื่องแฟน เจียระไนก็เหมือนถูกสะกิดที่แผลลึกๆในใจ

 

“กูกับมันยังไม่เป็นแฟนกัน” เสียงแผ่วๆของคนถูกลากตอบกลับมา ทำเอาปราการหันขวับไปมอง

 

“อ้าววววว?!!”

 

เจียระไนถอนหายใจเฮือกแล้วดึงเสื้อตัวเองออกมาจากมือเพื่อน ก่อนจะเดินไปยืนพิงระเบียงทางเดิน

 

“ไอ้โซ่เคยขอ ถ้าครอบครัวกูกับมันยอมรับได้ มันถึงจะยอมให้กูเลื่อนสถานะ”

 

“ก็สมเป็นไอ้โซ่นะ แคร์เอฟเวอรี่บอดี้อินเดอะเวิร์ล”

 

“เออ แม่งแคร์ไปหมดทุกอย่าง เดี๋ยวนี้มันไปลงคอร์สเรียนภาษาจีนด้วย มันบอกอยากคุยกับม้ากูเป็นภาษาจีนบ้าง” เจียระไนเล่าความคิดบรรเจิดของ ‘คนศึกษาดูใจ’ ที่ดูจะแล้วคุณสายใจจะยิ่งถูกใจหนักกว่าเดิม ส่วนเขา…จะว่าเอ็นดูมั้ย ก็เอ็นดูนั่นล่ะ สิตางศุ์ทำขนาดนี้ ยกให้ทั้งใจยังน้อยไปเลย

 

“ม้ามึงรู้เรื่องไอ้โซ่เหรอ”

 

“รู้ ม้ากูชอบมันด้วย วันนี้ก็นัดกินข้าวกัน”

 

“อ้าว ม้ามึงรู้ ม้ามึงยอมรับ เงื่อนไขมึงผ่านนี่หว่า!”

 

เจียระไนกะพริบตาปริบๆ เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากเขาวงกต นอกจากมารดาของเขาจะรู้เรื่องนี้แล้ว น้องชายลูกพี่ลูกน้อง หรือแม้แต่โซ้ยเจ๊กที่เป็นอา ก็รู้ และทุกคนก็ดูจะไม่ขัดขวางอะไรเลย หนำซ้ำมารดายังดูท่าจะชอบสิตางศุ์ด้วย!

 

“เออว่ะ! ทำไมกูคิดไม่ถึงวะ!! แล้วไอ้โซ่…มันเคยบอกกว่าญาติมันคนนึงรู้แล้ว แล้วคนนั้นก็กำลังช่วยพูดให้ด้วย”

 

“บราโว่ครับเพื่อนรัก มึงผ่านทุกเงื่อนไข! แล้วนั่นมึงจะทำอะไรวะ” ปราการยังไม่ทันจะแสดงความยินดีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เจียระไนก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ออก ระหว่างที่รอให้ปลายสายรับ เขาก็หันกลับมามองเพื่อนสนิทด้วยดวงตาวาวโรจน์เหมือนมีเปลวไฟแห่งความหวังสักร้อยกอง

 

“วันนี้กูต้องทำให้ไอ้โซ่เป็นแฟนกูให้ได้!” คนฟังอ้าปากค้าง ไม่กล้าคิดว่าคนเด็ดเดี่ยวอย่างเจียระไนจะทำยังไง จนกระทั่งปลายสายรับโทรศัพท์

 

“ฮัลโล ม้า” เจียระไนกรอกเสียงลงในโทรศัพท์

 

“ที่เรานัดกินข้าวกันวันนี้ ผมมีเรื่องขอให้ม้าช่วย”

 

ทั้งสายตา ทั้งน้ำเสียง และคำพูด บอกได้เป็นอย่างดีว่าวันนี้…สิตางศุ์ไม่โสดแน่นอน!

 

……………………………………

 

สายใจเพิ่งวางสายจากลูกชายคนกลางที่โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือ รายนั้นบอกว่าต้องการผูกมัดสิตางศุ์ให้เป็นเรื่องเป็นราวไป โดยมีหล่อนเป็นพยาน อย่างน้อยๆมีผู้ใหญ่รับรู้ คนอย่างสิตางศุ์ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ

 

…โจ๊กบอกว่าจะขอโซ่เป็นแฟน แต่ยังไงๆในฐานะหม่าม้าของโจ๊กมีดีกรีเป็นถึงลูกสะใภ้ร้านทอง แถมเป็น ‘ซ้อ’ แห่งบริษัทส่งออกเครื่องประดับ จะปล่อยให้ลูกชายผูกมัดแฟนด้วยลมปากก็ดูจะไม่สมฐานะเอาซะเลย!…

 

หล่อนกางนิ้วมือทั้งสิบออกดูแหวน แต่ทุกวงล้วนเพชรเม็ดใหญ่เม็ดโต สมฐานะรับสิตางศุ์มาเป็นลูกอีกคนอยู่หรอก แต่ไม่เหมาะกับหนุ่มๆแบบนั้นเลย สงสัยต้องไปเปิดเซฟขุดกรุเครื่องประดับออกมาเลือก

 

ตัดสินใจวินาทีนั้น สายใจก็หมุนตัวจะตรงดิ่งไปเปิดเซฟเครื่องประดับของตัวเอง แต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อพบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังหล่อน

 

“อาม่า!”

 

หญิงชราผู้อาวุโสที่สุดในตระกูลตั้งกาญจนพาณิชย์ซึ่งปกติจะพักอาศัยที่ 7 ยืนยิ้มอยู่บนชั้น 8 ของสายใจ

 

“อ…อาม่า…อาม่าขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร” สายใจถามตะกุกตะกัก มองซ้ายขวาไม่เห็นพี่สะใภ้คนที่สี่ที่มักจะคอยตามดูแลอาม่าก็อุ่นใจเล็กน้อย ว่าถ้าอาม่าจะได้ยินอะไร ก็จะมีแค่อาม่าคนเดียว

 

หญิงชราผู้มีดวงตาหยี ส่งยิ้มที่ทำเอาดวงตาหยีนั้นแทบจะปิดมิดมากกว่าเดิม

 

“เมื่อกี้นี้เอง”

 

เหมือนยกภูเขาออกจากอก อาม่าเพิ่งขึ้นมาเมื่อกี้ แสดงว่าก็คงไม่ได้ยินที่หล่อนคุยโทรศัพท์กับลูกชายคนกลาง

 

“อ๋อ…งั้นเหรอ แล้วอาม่าขึ้นมาทำไม อยากได้อะไรเหรอ” อาม่าส่งยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

“อยากไปหาโจ๊กด้วยคน อยากเห็นหน้าคนชื่อโซ่”

 

แล้วภูเขาที่คิดว่ายกออกไปแล้ว ก็โดนอาม่าทุ่มใส่อกของสายใจตามเดิม!!

 

……………………………

 

ภูเขาไม่ใช่แค่ทุ่มใส่อกสายใจเท่านั้น แต่เจียระไนก็แทบช็อกเช่นเดียวกันเมื่อเลิกเรียนตอนเที่ยงแล้วพบว่ามารดาไม่ได้มาหาเขาที่คณะเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับอาม่า

 

“สายใจบอกว่าโจ๊กจะพาไปกินแหนมเนือง โจ๊กก็รู้ว่าม่าชอบ ม่าก็เลยขอมาด้วย” อาม่าพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ ในขณะที่คนเป็นหลานน้ำท่วมปากพูดไม่ออก เพราะนอกจากแผนขยับสถานะศึกษาดูใจให้กลายเป็นแฟนจะล่มไม่เป็นท่าแล้ว อาม่ายังได้เจอสิตางศุ์ด้วย

 

…นี่มันเวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย!!!…

 

“แล้วนั่นเพื่อนโจ๊กเหรอ” อาม่าเหลือบสายตาไปที่คนผิวขาวจัดที่ยืนข้างหลานชาย สิตางศุ์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรับคำเบาๆ

 

“ค…ครับ”

 

“ชื่อโซ่ใช่มั้ย อาม่ามีเรื่องอยากรู้เกี่ยวกับโซ่เยอะเลย” ปากพูดแล้วยิ้ม แต่ตาหยีๆที่เหี่ยวย่นนั้นจ้องจนเจียระไนต้องขยับตัวมายืนขวางกลางเอาไว้

 

“ผมสนิทกับไอ้โซ่ เรื่องของมัน ม่าถามผมได้” สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ปกป้องสิตางศุ์จากผู้ชายทั้งโลกได้ ก็ต้องปกป้องจากอาม่าของตัวเองได้เช่นกัน

 

“โจ๊ก…” สายใจที่ยืนเงียบๆต้องรีบปราม เพราะเกรงว่าลูกชายคนกลางจะพูดอะไรที่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง ในขณะที่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียระไนก็กระตุกแขนร่างสูงยิกๆเป็นเชิงไม่ให้พูด

 

โดนห้ามทั้งจากมารดา ทั้งคนสนิท เจียระไนคนใจร้อนก็พ่นลมหายใจอย่างอึดอัด

 

“ม่ามาอย่างงี้ยังไงก็ปิดไม่มิดนะม้า” เขาบอกคนเป็นแม่ ก่อนจะหันไปด้านหลัง

 

“มึงก็ด้วย กูรู้ว่ามึงอยากให้ค่อยเป็นค่อยไป แต่ม่ากูรอความค่อยเป็นค่อยไปของมึงไม่ไหวหรอก บุกมาหาถึงที่ขนาดนี้” เขาบอกสิตางศุ์ ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงชราผู้มีบารมีสูงที่สุดในตระกูล

 

“ม่าอยากรู้อะไร ม่าถามมาเลย” คนถามไม่ได้ดูสถานที่สักนิดว่าตอนนี้พวกเขายืนกันอยู่ใจกลางโถงตึกเรียนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน สิตางศุ์มองรอบกายแล้วเป็นอีกรอบที่กระตุกแขนคนพูดยิกๆ

 

“อะไรของมึงอีกวะ กูจะเคลียร์กับอาม่า” เจียระไนหันมาดุ

 

“ไปคุยกันที่อื่นเถอะ ตรงนี้คนเยอะ”

 

“คุยตรงไหนก็เหมือนกัน!”

 

“ไม่เหมือนหรอก ไปคุยที่เงียบๆ จะได้ไม่ต้องตะโกนคุยกัน…นะ…ตรงโต๊ะม้าหินก็ได้ ตอนเที่ยงแบบนี้ไม่มีคนหรอก” ที่สำคัญคือสิตางศุ์กลัวใจคนขี้หงุดหงิดอย่างเจียระไน อยู่ท่ามกลางคนหมู่มากแถมจ้อกแจ้กจอแจแบบนี้ จะพานให้ขุ่นเคืองง่ายกว่าเดิม

 

“เออๆ! มึงนี่แม่งขัดกูตลอดเลย! ไปม่า เดี๋ยวพาไปนั่งคุยเงียบๆ” คนเป็นหลาน แม้จะใจร้อนขี้หงุดหงิดแค่ไหน แต่กับอาม่า เขากลับทำตัวสุภาพอย่างไม่น่าเชื่อด้วยการส่งแขนให้อีกฝ่ายจับเพื่อพยุงเดิน

 

“ก็ดีแล้ว มีคนขัดโจ๊กซะบ้าง จะได้ไม่ใจร้อน” เจียระไนทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย

 

“เออ มันใจเย็น…” เขาพูดแล้วเหลือบตามองไปด้านหลัง สิตางศุ์เดินข้างสายใจ และมารดาของเขากำลังแตะมือลงกับไหล่เหมือนจะปลอบประโลมคนผิวขาวจัดให้ไม่ต้องคิดมาก

 

…แต่ไอ้โซ่คิดมากแล้วแน่เลย…เผลอๆ นิสัยเห็นแก่เด็ก สตรี และคนชราของมันจะทำให้มันถอยให้อาม่าอีก!…

 

เหมือนเห็นภาพตอนที่ตนเองไปช่วยนิตาเจรจาเรื่องแฟน ถ้าเขาต้องเจอเรื่องแบบเดียวกับที่นิตาเจอ ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก ทั้งๆที่มีคนที่รักอยู่แล้ว วิธีแก้ปัญหาเดียวคือพาหนีเท่านั้น!

 

…แต่…ไอ้โซ่เคยบอกเอาไว้ว่าไม่เห็นด้วยให้หนี ควรเจรจาก่อน…

 

“ม่าว่าไอ้โซ่เป็นคนยังไง” ระหว่างทางเดินจากโถงตึกเรียนไปจนถึงโต๊ะม้าหินนั้นไม่ไกล แต่อาศัยว่าเดินช้า เจียระไนเลยต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

 

อาม่าเหลือบตาไปมองข้างหลัง แล้วหันมาสบตาหลานชาย

 

“ไม่เหมือนโจ๊กสักอย่าง”

 

“เหมือนผมก็บ้านแตกสิม่า”

 

“แต่คนที่ไม่เหมือนกับโจ๊ก ก็มีอีกตั้งหลายคน ม่าหาให้ได้ ขาวกว่านี่หายากหน่อย แต่หน้าตาดีกว่านี้ ม่าฟันธงว่ามี”

 

“ผมชอบหาเอง”

 

“งั้นบ้านช่อง รถรา เงินทอง อันไหนที่ป๊าม้าของโจ๊กหามา โจ๊กคืนเขาให้หมด แล้วโจ๊กหาเอง” เจียระไนถอนหายใจเบาก่อนจะหยุดเดินแล้วหันไปด้านหลัง

 

“โซ่ ม่าจะตัดกูออกจากกองมรดก มึงโอ.เค.มั้ย ถ้ากูจน” สิตางศุ์ชะงัก หันมองมารดาของเจียระไนที่ตาเหลือกไปแล้ว

 

“ตัดออกจากกองมรดก? มันไม่ใช่แค่เรื่องความจนนะโจ๊ก แต่ครอบครัวของมึง ญาติๆของมึง…มึงจะอยู่ได้เหรอถ้าไม่มีพวกเขา” ในฐานะที่ญาติเยอะ สิตางศุ์มองเรื่องความสัมพันธ์ที่สนิทสนมของเจียระไนและญาติพี่น้องมากกว่าอย่างอื่น

 

“เงินทองน่ะหาใหม่ได้ แต่ญาติ…ถ้ามึงตัดเขาออกจากชีวิตมึง มึงจะหาไม่ได้อีกนะ”

 

ร่างสูงหันกลับไปมองอาม่าแล้วฟ้อง

 

“ม่าเห็นมั้ย แม่งมีข้อแม้ตลอดเวลา” อาม่ายิ้ม

 

“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ โจ๊กจะได้คิดเยอะๆบ้าง ไม่ใช่อะไรก็มุ่งจะเอาให้ได้อย่างเดียว” หญิงชราได้โอกาสสอนหลานชายทันที ก่อนจะหันไปมองคนผิวขาวจัดที่ดูเหมือนจะยังตามบทสนทนาของสองย่าหลานไม่ทัน

 

“ดีมาก ต้องรู้จักขัดโจ๊กเยอะๆ…ฮ้า! ม่าหิวแล้ว จะคุยอะไรค่อยไปคุยกันที่ร้านแล้วกันนะ”

 

“อ้าว แล้วเรื่องผมกับไอ้โซ่…” หญิงชราทอดสายตาเอ็นดูยามมองหลานชาย

 

“ม่าแก่แล้วนะโจ๊ก ถึงจะไม่ได้ตายวันนี้พรุ่งนี้ แต่ม่าก็อยู่อีกไม่นานหรอก เพราะงั้นอะไรๆม่าก็โอ.เค. แต่หลายผัวหลายเมียกับตบตีทะเลาะกันนี่ม่าไม่โอ.เค.” สมกับเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของตระกูล มองโลกในแง่ดี ใจกว้าง ยอมรับในตัวตนของลูกหลาน โดยเฉพาะคำว่า ‘อะไรๆม่าก็โอ.เค.’ นั้น ทำเอาคนเป็นหลานยิ้มออก

 

“ไม่ต้องมายิ้ม โจ๊กมีความผิดที่ปิดบังม่า วันนี้โจ๊กต้องเลี้ยง”

 

“ได้เลยม่า จะสั่งแหนมเนืองสักสามชุดมาให้ม่ากินคนเดียว อ้อ…ไอ้โซ่ก็กินอาหารญวนเป็นนะ” เจียระไนรีบบอก อุตส่าห์เทรนจนสิตางศุ์กินเป็นแทบทุกอย่าง ก็ถึงเวลาที่ต้องเอามาโฆษณาสักหน่อย

 

อาม่าหันไปมองคนผิวขาวจัด ดวงตาคู่สวยมองตรงมาที่หล่อน มันใสซื่อและเป็นประกาย ดูสดใสและน่าเอ็นดู

 

“โซ่กินเป็นเหรอ”

 

“ครับ โจ๊กพาไปทานบ่อยๆ”

 

“แล้วชอบกินมั้ย” สิตางศุ์นิ่งไปเล็กน้อย แต่เพราะสำรวจหัวใจมาถ้วนถี่แล้ว เขามั่นใจว่าตอนนี้ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องรอบๆตัวคืออะไร และรู้สึกอย่างไรกับสิ่งใดบ้าง

 

“ชอบครับ” เป็นคำตอบสั้นๆที่แน่วแน่ไม่มีหวั่นไหวแม้แต่น้อย เจียระไนเองยังคาดไม่ถึง ทว่าเขาไม่ทันถามอะไร อาม่าก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“ดีๆ วันหลังไปกินกับม่าที่บ้านใหญ่บ้างนะ ม่าสั่งมากินบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีคนกินด้วย”

 

สิตางศุ์ยิ้มรับ

 

…รู้แล้วว่าทำไมโจ๊กถึงชอบพาไปทานอาหารเวียดนาม…

 

………………………..

 

หลังทานอาหาร เจียระไนพามารดาและอาม่าไปส่งที่บ้านใหญ่ ตอนแรกอาม่าจะรั้งให้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันอีก แต่สิตางศุ์อิ่มตื้อจนทานไม่ไหวอีกแล้ว เจียระไนเลยพากลับ แต่…การพากลับห้องง่ายๆ ย่อมไม่ใช่ผู้ชายที่ถนัดเรื่องการสร้างโอกาส

 

“ลงไปเดินเล่นก่อน จะได้ย่อย มึงบอกว่าอิ่มมากไม่ใช่เหรอ” ร่างสูงพาแวะเดินเล่นแถวย่านริมแม่น้ำที่ลมพัดเย็นสบาย มีผู้คนบางตาพอจะให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว

 

ชายหนุ่มสองคนเดินเคียงกันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ลมเย็นยิ่งทำให้ปลอดโปร่ง เจียระไนไม่คิดว่าจะมีเวลาไหนที่จะเหมาะเท่าตอนนี้อีกแล้ว

 

…ต้องขอโซ่เป็นแฟนให้ได้!…

 

ทว่า…ไม่ทันจะได้อ้าปาก คนข้างกายก็ก้าวนำขึ้นไปหยุดอยู่ข้างหน้าแล้วหันกลับมามอง ระหว่างพวกเขามีช่องว่างห่างกันหนึ่งช่วงแขน เป็นระยะห่างที่ทำให้มองหน้ากันได้ถนัด ใบหน้าขาวของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจียระไนกำลังส่งยิ้มมาให้

 

“อะไรของมึง” ร่างสูงถามอย่างสงสัย แม้รอยยิ้มที่อีกฝ่ายมอบให้จะอ่อนโยนและสดใสเหมือนเคย แต่หัวใจของผู้ชายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนคนนี้ก็ชักหวั่นไหว

 

“กู…มีเรื่องจะบอกมึง” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน แต่ประโยคจริงจัง จนเจียระไนหายใจไม่ทั่วท้อง

 

“มึงรู้ใช่มั้ยว่ากูไม่เคยมีแฟนมาก่อน กูไม่รู้ว่าความรักแบบแฟนคืออะไร กูก็เลย…โทร.ถามพ่อ…”

 

เจียระไนตาเหลือก

 

…ถามพ่อ?! ไอ้ฉิบหาย!!!…

 

แต่สิตางศุ์กลับยิ้มน้อยๆ หวนคิดถึงตอนที่ตนเองถามบิดา

 

“…กูถามพ่อ ว่าตอนที่พ่อรู้ตัวว่ารักแม่ พ่อรู้สึกยังไง พ่อบอกว่า…ร่างกายมันจะบอกให้รู้ว่าคนคนนี้คือคนพิเศษ อย่างสายตา…ไม่ว่าตรงนั้นจะมีคนยืนอยู่สักกี่คน พ่อจะเห็นแม่เสมอ ต่อให้แม่ยืนหันหลัง เดินผ่านแค่แวบเดียว พ่อก็จำได้”

 

เจียระไนเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางตีรวนขึ้นมาในอก แต่จะเดินหนีก็ไม่ได้ จะหลบสายตาหนีไปทางอื่นก็ไม่ได้ เหมือนตกอยู่ในมนต์สะกดอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาจับจ้องอยู่แต่กับสิตางศุ์ที่กำลังส่งยิ้มมาให้

 

“ตอนพ่อบอก อยู่ดีๆกูก็คิดถึงตอนที่เราไปเชียงคานด้วยกัน ตอนกูออกจากร้านเสื้อ แล้วเห็นคนเต็มไปหมด แต่พอหันไปเห็นหลังมึงแค่นิดเดียว กูก็เรียกชื่อมึงออกไปแล้ว…”

 

“เพราะว่ากูสูงไง” ร่างสูงเถียง แม้หัวใจจะกำลังเต้นแรงแค่ไหนก็ตาม

 

“อืม กูก็คิดอย่างงั้น แต่พ่อบอกว่า ความรักน่ะทำให้เรามองคนธรรมดาเป็นนางฟ้า แล้วก็มองนางฟ้าเป็นคนธรรมดาที่เราอยากอยู่ด้วย…”

 

“…พอพ่อพูดแบบนั้น กูคิดถึงมึงขึ้นมา มึงเป็นคนธรรมดา ที่กูมองยังไงก็ว่าพิเศษ เป็นคนพิเศษที่พอมองอีกทีกูก็อยากให้มึงเป็นคนธรรมดา กูอยากอยู่ด้วย…อยากอยู่ด้วยไปจนแก่…” สิตางศุ์บอกเล่าความรู้สึกที่มี คนฟังชักจะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกวิ่งขึ้นวิ่งลงแล้วตัดสินใจตัดบท

 

“มึงอยากได้อะไร บอกมา” คำพูดห้วนๆแถมท่าทีแข็งกร้าวเหมือนจะหาเรื่องของคนไม่มีที่พึ่งให้หลบเลี่ยงใดๆ ทำเอาร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้ว่าผู้ชายแข็งๆคนนี้กำลังเขิน

 

มือขาวยื่นไปจับมือใหญ่ แม้มือของเขาจะกุมทั้งมือของเจียระไนไม่ได้ แต่ก็ทำเอาร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย ทว่า…ก็สะดุ้งเฉยๆ แล้ว…ปล่อยให้จับได้ตามสบายแบบเลยตามเลย ไม่มีหือมีอือ ไม่มีเล่นตัวสักนิด

 

“บอกมา อยากได้อะไร” เขาทำเป็นถามย้ำชวนหาเรื่อง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเหลือบขึ้นมองอย่างแสนซน สิตางศุ์เป็นคนซื่อบื้อก็จริง แต่เจ้าตัวก็มีความเป็นเด็กในบางมุม รักสนุกบ้างแม้จะไม่โลดโผน แต่ก็ชอบหยอกชอบแหย่คนสนิท ซึ่ง…คนสนิทที่ว่าก็คือเจียระไนคนนี้

 

“ไม่อยากได้อะไรจากโจ๊ก”

 

“…แต่ที่กูถามพ่อ เพราะกูอยากรู้ว่ากูรักมึงรึยัง”

 

เจียระไนชะงัก หันมองคนพูดแทบไม่ทัน สิตางศุ์กำลังมองมาที่เขา ดวงตาคู่สวยไม่ได้ว่างเปล่า ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกแล้ว เจ้าของดวงตาคู่นี้รับรู้ความรู้สึกของเจียระไนและบัดนี้มันกำลังเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างกลับมา

 

“ก่อนหน้านี้กูเคยถามตัวเองว่ากูอยากอยู่กับมึงมั้ย…”

 

“มึงเคยบอกว่ามึงอยากอยู่กับกูมากกว่านิตา” เจียระไนแทรกทันควันตามประสาคนใจร้อน รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาว ก่อนที่สิตางศุ์จะพยักหน้ารับน้อยๆ

 

“อืม…แล้วตอนนี้กูก็มีอีกคำถาม…” ดวงตาเรียวจับจ้องอย่างคาดหวัง

 

“กูถามตัวเองว่ากูจะอยู่กับมึงไปตลอดชีวิตได้มั้ย” สิตางศุ์ยิ้มจางอย่างสบายใจ อารมณ์ของเขาในเวลานี้ไม่ใช่ความกดดัน ความบีบคั้น หรือถูกบังคับอะไรอีกแล้ว มันปลดปล่อย มันปลอดโปร่งและมันสบาย

 

“พ่อกูบอกว่าถ้ากูถามคำถามแบบนี้กับใคร แสดงว่ากูอยากใช้อนาคตกับคนคนนั้น และกูคงจะไม่ใช่อนาคตกับใคร ถ้ากูไม่ได้รักเขา…”

 

“…กูว่า…กูรักมึงแล้วล่ะ”

 

เจียระไนไม่เคยคิดว่าชั่วชีวิตนี้จะถูกสิตางศุ์สารภาพรักเลย แล้วก็ไม่เคยคิดว่าประโยคสั้นๆแบบนี้จะทำให้หัวใจสั่นไหวได้ขนาดนี้ และที่สำคัญ…เขาไม่เคยคิดว่าระหว่างพวกเขา คนที่สารภาพรักอย่างจริงจังเป็นคนแรกจะเป็นสิตางศุ์

 

“มึงแม่ง…พูดอะไรไม่ปรึกษากูก่อนเลย” ร่างสูงบ่น รู้สึกเสียเซลฟ์เล็กน้อย ที่ตัวเองตามรักตามชอบอีกฝ่ายมานานกว่า แต่กลับไม่เคยสร้างบรรยากาศเหมาะๆแล้วบอกรักแบบที่สิตางศุ์ทำ

 

คนถูกบ่นหัวเราะเบา แต่หน้าตาสดใส

 

“ปรึกษาได้ไง เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์สิ”

 

“เออ เซอร์ไพรส์มาก! แล้วแย่งซีนกูด้วย!!”

 

คนตั้งใจจะพามาขอเป็นแฟนบ่นต่อ ทำเอาสิตางศุ์เอียงคอมองด้วยความสงสัย

 

“แย่งซีนอะไร” เจียระไนจับจ้องคนถาม มือขาวที่กุมมือเขาอยู่ถูกเปลี่ยนเป็นมือเขาจับมืออีกฝ่ายแน่นแทน

 

“กูจะขอมึงเป็นแฟน” สิตางศุ์ชะงัก ดวงตาคู่สวยประสานกับดวงตาเรียวที่มองตรงมา

 

“อาม่ากูรู้แล้ว ม้ากูก็รู้แล้ว มึงเองก็บอกว่าทัศน์รู้ แล้วก็กำลังช่วยพูดให้พ่อแม่มึงยอมรับเรื่องของเรา ถึงจะไม่ใช่ทุกคนในครอบครัวที่รู้เรื่องนี้ แต่ก็มีคนที่ยอมรับ ในเมื่อคนอื่นยังยอมรับ มึง…”

 

“…ยอมเป็นแฟนกับกูได้มั้ย”

 

เป็นการขอเป็นแฟนที่เหมือนชักแม่น้ำทั้งห้า สิตางศุ์จำได้ว่าเขาเคยวางเงื่อนไขอะไรเอาไว้ และรู้ว่าเงื่อนไขที่ว่าเป็นจริงได้ยาก แต่…ถ้าหากจะลดเงื่อนไขลงมาหน่อย เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้า ยอม…ที่จะลดความยึดมั่นถือมั่นของตัวเองลง เพื่อให้พวกเขาอยู่ด้วยกันได้

 

…มันก็…ดีต่อทุกฝ่าย…

 

“อืม…”

 

เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ทั้งคนฟังและคนพูดมีรอยยิ้มมอบให้กัน เจียระไนดึงมืออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ จากระยะห่างหนึ่งช่วงแขนก็เหลือเพียงห่างกันแค่เสื้อผ้ากั้น และก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นเสียก่อน สิตางศุ์ก็หันหน้าหนีไปทางอื่นทั้งๆที่กำลังยิ้มเขิน

 

“ที่นี่ไม่ได้…” คนขัดจังหวะพูดแต่อมยิ้มน้อยๆ ดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมแล้วหนีไปยืนเกาะขอบรั้วกั้นระหว่างทางเดินกับแม่น้ำแทน เจียระไนถอนหายใจเฮือก แล้วตามไปยืนข้างๆด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

 

“หนีกูได้แค่วันนี้แหละ ไปค้างห้องกูเมื่อไหร่ มึงโดนแน่”

 

ใบหน้าขาวที่กำลังอมยิ้มขึ้นสีเรื่อน้อยๆ “กูไม่ได้หนี แค่บอกว่าที่นี่ไม่ได้…”

 

“หมายความว่าถ้าเป็นที่อื่นมึงจะยอม?”

 

“ก็…กูเคยบอกมึงแล้วว่ากูพร้อม…” สิตางศุ์เอ่ยปากเสียงแผ่ว ใบหน้าขึ้นสีจัดก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนข้างๆและดูเหมือนจะตกตะลึงไปแล้ว

 

“กูพร้อมจริงๆนะโจ๊ก…อ่ะ! จะไปไหน” ยังพูดไม่ทันจบ คนที่เหมือนจะตกตะลึงเมื่อครู่ก็ไม่รู้ไปคว้าสติมาจากไหนถึงได้ดึงแขนขาวให้ออกเดินตามอย่างรวดเร็ว

 

“โจ๊ก จะไปไหนเหรอ” คนถูกดึงให้เดินตาม แม้จะยอมตามแต่ก็ตั้งคำถามไล่หลังด้วยความสงสัย ใบหน้าหล่อเหลาของเจียระไนหันกลับมามองแล้วตอบเสียงดังฟังชัด

 

“ไปพิสูจน์ความพร้อมของมึงไง! ถ้ามึงสั่นเหมือนคราวก่อน กูจะเขกหัวมึง!”

 

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

 

พฤหัสฯหน้า จะเป็นตอนจบของเรื่องนี้นะคะ ก็…สำหรับคนที่เลือดลมไหลง่าย เตรียมผ้าเช็ดหน้ามาด้วยเนาะ โจ๊กเอาจริงค่ะ บอกเลย กร๊ากกกกก

 

ส่วนตอนนี้ ในที่สุด…โซ่ก็พูดออกมาแล้วค่ะ (น้ำตาจะไหล/ ถ้าเป็นแพท จะจุดพลุทุกน่านฟ้า กร๊ากกกก)

 

ตัวบัวเองลุ้นกับโซ่มากจริงๆค่ะ เขียนไปลุ้นไป เขียนโจ๊กยังไม่ลุ้นเท่าโซ่เลยค่ะ รายนั้นเขามีเส้นทางชัดเจน ส่วนโซ่นี่เหมือนเด็กเล่นน้ำในอ่าง วนอยู่ในนั้น ฮ่าฮ่า

 

เอาล่ะ เจอกันพฤหัสหน้าฯ ตอนสุดท้ายของเรื่องหลัก หลังจากนั้นจะเป็นตอนพิเศษค่ะ ส่วนเจ๋งกับปก…คิดว่าเป็นเรื่องต่อไป

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม และทุกกำลังใจเช่นเคยค่ะ ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วยค่ะ

 

Leave a Reply