Back to Home

สัญญารักลิขิตสวรรค์ ตอนที่ 5

บทที่ 5

หลี่ฉงชิงและเว่ยเสียวเหมี่ยวเดินทางไกลเป็นพันลี้ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแรมเดือน ในที่สุดก็ใกล้ถึงฉู่หนาน

เมื่อพวกเขาได้เข้าที่พักแรมเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางเข้าสู่ฉู่หนานในวันรุ่งขึ้น ก็ได้พบกับท่านอ๋องเจ็ดซ่งเหว่ยรอต้อนรับพวกเขาอยู่ในที่พักก่อนแล้ว

กระหม่อมหลี่ฉงชิง ถวายบังคมท่านอ๋องเจ็ด

กระหม่อมถวายบังคมท่านอ๋องเจ็ด

หลี่ฉงชิงและเว่ยเสียวเหมี่ยวถวายความเคารพต่อท่านอ๋องเจ็ด

เสียวเหมี่ยว ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้ท่านอ๋องเจ็ดจับจ้องเว่ยเสียวเหมี่ยวตาเป็นประกาย ทำราวกับว่าหลี่ฉงชิงเป็นอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน

ท่านอ๋องเจ็ด มิได้พบกันนาน ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้กระหม่อมเป็นผู้แทนพระองค์เชิญพระราชปฏิสันถารมาถวายพ่ะย่ะค่ะเว่ยเสียวเหมี่ยวกล่าวด้วยความเคารพนบนอบ ศีรษะก้มต่ำ มิยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาแต่อย่างใด

หลี่ฉงชิงยืนอยู่ด้านข้าง รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างคนทั้งสอง ถึงแม้ตนจะเคยชินกับการไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ท่าทีของท่านอ๋องเจ็ดที่ราวกับจะกลืนกินกระต่ายน้อยเว่ยเสียวเหมี่ยวนั้น หากไม่ช่วยขัดตาทัพแทนเว่ยเสียวเหมี่ยวเสียหน่อยคงจะไม่ได้

อะแฮ่ม ท่านอ๋อง ใต้เท้าเว่ยรอนแรมมาทั้งวัน คงจะเหน็ดเหนื่อยและหิวแล้วหลี่ฉงชิงไม่ได้บอกว่าตนเองหิวจะตายอยู่แล้ว เพราะท่านอ๋องเจ็ดจะต้องกวาดสายตาเย็นเยียบว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องอย่างข้ามาให้อย่างแน่นอน

ท่านอ๋องเจ็ดได้ยินดังนั้นจึงได้มีรับสั่งให้พวกเขารับประทานอาหาร ทั้งยังร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขาด้วย เพียงแต่ว่าดูเหมือนประสงค์จะกลืนกินเว่ยเสียวเหมี่ยวเสียมากกว่า

มื้ออาหารผ่านไปอย่างเร่งรีบและไร้รสชาติ เว่ยเสียวเหมี่ยวสั่งให้คนเตรียมถังน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำและยกเข้าไปในห้องนอนของหลี่ฉงชิง จะคอยดูแลปรนนิบัติหลี่ฉงชิงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตนเอง

ท่านอ๋องเจ็ดสีหน้าบูดบึ้งจ้องมองมาที่หลี่ฉงชิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

แต่หลี่ฉงชิงหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ยังคงทำตัวสบายๆ ทั้งยังคิดจะบอกท่านอ๋องเจ็ดซ่งเหว่ยด้วยว่า ในบางคราวเว่ยเสียวเหมี่ยวและข้าก็นอนร่วมห้องกันด้วยนะ เสียวเหมี่ยวเวลานอนนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร เหอๆๆเพียงแต่หาเรื่องใส่ตัวมากไปคงไม่ดี อย่าไปท้าทายความหึงหวงของท่านอ๋องเจ็ดนับเป็นเรื่องที่ฉลาดกว่า

หลังการอาบน้ำแสนสบายเขาก็ปีนขึ้นเตียงนอนไป แต่นี่นับเป็นประวัติการณ์เลยที่เขานอนไม่หลับ!?

เขาพลิกตัวซ้ำไปซ้ำมาเหมือนทอดปลา ทอดไปสักครู่จนปลาไหม้เกรียมแล้ว โจวกงก็ยังไม่มาเยี่ยมเยียนเสียที จึงหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมและเดินออกจากห้อง เพื่อไปดูดาวแทน

เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวที่ส่องแสงดารดาษเต็มท้องฟ้า อดคิดไปถึงคืนที่เขาและฮ่องเต้ดูดาวอยู่ด้วยกันไม่ได้

เขาชอบที่จะอิงซบอยู่ในอ้อมพระกรราวกับคนไร้กระดูก หรือไม่ก็นอนหนุนพระเพลาอีกฝ่ายเพื่อดูดาว พูดๆ หยุดๆ ถึงเรื่องราวของดาวดวงนั้นดวงนี้ ฮ่องเต้ที่รักของเขามักจะแย้มพระสรวลอย่างหลงใหลอยู่เสมอ แต่มิได้ทอดพระเนตรดวงดาว กลับทอดพระเนตรมาที่เขา

พระองค์กำลังทอดพระเนตรดวงดาวใต้ฟ้าผืนเดียวกันอยู่หรือไม่หนอ เฮ้อคิดถึงพระองค์จังเลย ถ้าหากพระองค์ไม่ได้คิดถึงข้าเหมือนกันละก็ กลับไปครานี้เขาจะดื้อให้น่าดู

ความคิดนี้ทำให้เขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขาไม่ใช่คนประเภทหยิ่งผยองหรือกำเริบเสิบสาน แต่เขามักจะเอาแต่ใจจนแทบรับไม่ไหวกับฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งฮ่องเต้ก็ทรงรับได้ทุกอย่าง ทรงอดทนต่อเขาได้ในทุกกรณี (ยกเว้นตอนอยู่บนเตียงล่ะนะ)

อดทนได้ในทุกกรณีอย่างนั้นหรือพรืดในที่สุดเขาก็กลั้นหัวเราะไม่ไหวจนเผลอหัวเราะออกมาพรืดหนึ่ง องค์ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหตุใดจึงถูกเขาคิดไปถึงสภาพของสะใภ้เล็กไปได้เล่า ฮ่าๆ!

ความหวานปานน้ำผึ้งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ พอบรรเทาความขมขื่นจากความคิดถึงลงไปได้บ้าง

ในที่สุดเขาก็รู้สึกง่วงขึ้นมาบ้างจนได้ จึงหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องนอน พลันพบกับคนผู้หนึ่งเปิดประตูก้าวออกมาจากห้องของเว่ยเสียวเหมี่ยว ทั้งสองจึงเผชิญหน้ากัน

ท่านอ๋องหลี่ฉงชิงประสานมือคารวะต่อเขา

อืมท่านอ๋องเจ็ดสีหน้าไม่น่าดูนัก ตอบรับด้วยเสียงเมินเฉยและไม่ใส่ใจเขาเหมือนเช่นเคย แล้วเดินผ่านเขาไป

ท่านอ๋อง กระหม่อมมีเรื่องอยากเรียนสักประโยคหนึ่ง หากทำให้ท่านขัดเคืองใจ ได้โปรดอภัยให้ด้วยหลี่ฉงชิงกล่าวกับท่านอ๋องเจ็ดซึ่งเดินผ่านไปทางด้านหลังของเขาแล้ว

เรื่องอันใดท่านอ๋องเจ็ดหยุดเดินแล้วปรายตามองเขา

แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน บุปผาที่ฝืนเด็ดมาไม่ช้าย่อมแห้งเหี่ยวโรยรา

เฮอะ!” ท่านอ๋องฮึดฮัดออกมาเสียงหนัก สะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป

หลี่ฉงชิงกลับไปยังห้องนอนของตนเอง ปีนขึ้นเตียงอีกครั้ง ตบหมอนปุๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนหลับสิ หลับ

ในที่สุด โจวกงก็มาเคาะประตูจนได้

เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก็พบกับเว่ยเสียวเหมี่ยวที่มาคอยอยู่ในห้องเพื่อปรนนิบัติดูแลเขายามตื่นนอนตามปกติ

หลี่ฉงชิงบังเอิญได้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำเล็กๆ สองสามดวงบนลำคอของเว่ยเสียวเหมี่ยว เหมือนกับถูกดูดเม้มมา เขาเองคุ้นเคยกับรอยประเภทนี้อยู่แล้ว เพราะฮ่องเต้เองก็มักจะทิ้งรอยประทับแบบนี้ไว้บนร่างกายเขาอยู่บ่อยๆ

หลังจากล้างหน้าล้างตาและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เขาจึงพูดออกมาเสียวเหมี่ยว หยิบผ้าพันคอให้หน่อยได้หรือไม่

ขอรับ

เว่ยเสียวเหมี่ยวค้นหีบเสื้อผ้าได้ผ้าพันคอผ้าไหมสีน้ำเงินปักลายบุปผาออกมาผืนหนึ่ง ขณะกำลังจะพันให้กับหลี่ฉงชิง หลี่ฉงชิงก็ฉวยเอาไป แล้วค่อยๆ พันที่รอบคอบอบบางของเว่ยเสียวเหมี่ยวแทน เพื่อปกปิดร่องรอยคลุมเครือเหล่านั้น

เว่ยเสียวเหมี่ยวตกตะลึง

ผ้าพันคอลายบุปผานี้ไม่เหมาะกับข้าหรอก ท่านพันเอาไว้ดูดีกว่ามากหลี่ฉงชิงกล่าวเรียบๆ

ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยหยิบให้ใต้เท้าอีกผืนนะขอรับ

ไม่ต้องหรอก เมื่อครู่นี้พอข้าเห็นผ้าพันคอแล้วถึงได้รู้ว่าข้าไม่เหมาะที่จะพันผ้าพันคอสักเท่าไร พอพันแล้วดูเหมือนลิงมากกว่าเขาหัวเราะเยาะคำพูดว่าร้ายตัวเอง และพูดต่อว่าข้ามองว่าฉู่หนานเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่า เต็มไปด้วยคนทุจริตต่ำทราม ไม่มีความหมายอะไร พวกเราท่องไปสักสองรอบแค่พอพูดได้ว่ามาถึงแล้ว จากนั้นก็จากไปกันเถอะ

ใต้เท้าหลี่…” เว่ยเสียวเหมี่ยวเหมือนจะพูดอะไรแต่ชะงักไว้

ว่าอย่างไรหรือ

ข้าน้อยอาจจะต้องอยู่ต่อสักระยะแล้วถึงจะไปได้ขอรับ

ฝ่าบาทให้ท่านอยู่ต่อหรือ

หามิได้…”

ท่านอยากจะอยู่เอง

เว่ยเสียวเหมี่ยวไม่เอ่ยอะไร

เสียวเหมี่ยว ท่านแน่ใจหรือว่าท่านต้องการจะอยู่ต่อ

ข้า…” ส่ายหน้าข้าไม่ทราบ

ถ้าอย่างนั้นสองสามวันนี้ท่านทบทวนดูให้ดีก่อน ไม่มีใครสามารถฝืนใจท่านได้ ท่านเองก็ไม่ต้องทำให้ตัวเองลำบากใจไปล่ะหลี่ฉงชิงตบบ่าเขาเบาๆ ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เขาเป็นเพียงแค่คนนอก ไม่มีสิทธิ์หรือไม่มีค่าพอที่จะแทรกเข้าไปอยู่แล้ว

ไปมาหาสู่กันมาหลายปี เขารู้ดีว่าเว่ยเสียวเหมี่ยวนั้นแม้ภายนอกจะดูบอบบาง แต่ภายในแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าใคร อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วจะเป็นผู้ดูแลสำนักพระราชวังได้อย่างไร ทั้งยังรักษาความลับระหว่างเขาและฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีโดยไม่มีการรั่วไหล

หัวใจอันบอบบางละเอียดอ่อนของเว่ยเสียวเหมี่ยวดวงนี้ จะตกลงสู่ดินแดนฉู่หนานแห่งนี้จริงๆ น่ะหรือ ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย จะคิดมากไปไย เว่ยเสียวเหมี่ยวเป็นคนระดับไหนแล้ว ยังต้องให้เขามาคอยกังวลอยู่หรือ อีกสองสามวันค่อยย้ายไปหาน้องสามที่เอ้อเหอ ไปเล่นกับหลานชายทั้งสองที่แสนน่ารักของเขาเสียหน่อย แล้วจากนั้นค่อยกลับบ้าน

อย่างน้อยคงจะกลับถึงเมืองหลวงก่อนฤดูหนาวล่ะนะ

ในปีนั้นหลังจากที่ถูกท่านจอมยุทธ ท่านผู้กล้า ท่านพี่มือสังหารแทงจนบาดเจ็บแล้ว ไหล่ของเขาจะรู้สึกเจ็บแปลบเป็นบางครั้งในช่วงฤดูหนาว ฮ่องเต้จะทรงบีบนวดให้เขา ใช้ฝ่าพระหัตถ์อุ่นร้อนสร้างความอบอุ่นให้บาดแผลเก่าที่หนาวเหน็บ

เฮ้อต้องกลับให้ถึงบ้านก่อนฤดูหนาวล่ะนะ กลับไปอยู่ข้างๆ คนรัก ให้เขาช่วยโอบกอดตนเองให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนานไปได้

การล่าสัตว์ประจำฤดูใบไม้ร่วงในสองสามครั้งต่อมานั้น ฮ่องเต้ก็ยังคงมีรับสั่งให้หลี่ฉงชิงและขุนนางฝ่ายบุ๋นบางส่วนตามเสด็จไปด้วยเช่นเคย

ฝีมือการขี่ม้าของหลี่ฉงชิงยังไม่ดีขึ้นเลย และยังคงล่าสัตว์ไม่ได้สักรอบ แต่ทุกครั้งฮ่องเต้ก็ยังคงประทานชิ้นเนื้อให้เขาเสนอ จนเป็นที่อิจฉาตาร้อนของคนจำนวนมาก

และการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงทุกครั้งนั้น ช่วงเวลาดึกสงัดเขาและฮ่องเต้จะมาพบกันที่ลานหญ้าแห่งเดิม ราวกับที่แห่งนี้คือสถานที่ลักลอบพบกันในยามค่ำคืน แม้ว่าทั้งคู่จะแค่พูดคุยสนทนากันเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป บางคราวก็อยู่เงียบๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดต่อกัน แต่ก็มิได้มีพฤติกรรมแปลกๆ ที่ใกล้ชิดเกินเลยหรือล่วงละเมิดใดๆ เกิดขึ้น ดูเหมือนจงใจแต่ก็ราวกับไม่มีเจตนา มีบรรยากาศที่ดูคลุมเครือเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ค่อยๆ เติบโต และเกี่ยวพันร้อยเรียงเอาไว้

หลี่ฉงชิงเองทั้งรู้สึกสับสนและกังวลต่อเรื่องนี้ รู้สึกราวกับตัวเองนั้นเป็นสตรีที่ลักลอบคบชู้สู่ชาย จนทำให้เขาอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แล้วจึงกุมขมับร้องออกมาว่า ข้าไม่ใช่สตรีนะ

ฮ่องเต้เองก็ทรงกลัดกลุ้มเพราะเรื่องนี้มากเช่นกัน ปกติพระองค์ทรงเป็นคนที่หนักแน่นดังขุนเขา มิเคยสูญเสียความเยือกเย็นและยิ่งมิเคยหุนหันพลันแล่น แต่ในตอนนี้กลับทรงมีพระประสงค์จะจับหลี่ฉงชิงกดลงกับพื้น และกลืนกินเขาลงไปอย่างตะกละตะกลาม แต่บรรพชนเคยสั่งสอนไว้ว่า ฮ่องเต้ที่ดีไม่ควรใช้วิธีการจับข้าราชบริพารของตนมากินเยี่ยงนี้

พวกเขาต่างบอกตัวเองไว้ว่า ครั้งหน้าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว แต่ก็ชิงชังขาทั้งสองนักที่ไม่ยอมเชื่อฟังเอาแต่มุ่งหน้ามายังทุ่งหญ้าแห่งนี้ มอบความลังเลสองจิตสองใจหนึ่งเดียวในชีวิตนี้ให้กับอีกฝ่าย

ภายใต้พื้นผิวนิ่งสงบซุกซ่อนคลื่นใต้น้ำที่พลุ่งพล่านเอาไว้ ถ้าให้พูดกันตรงๆ คงเป็นบางอย่างที่เรียกว่าความต้องการภายในใจซึ่งถูกบ่มเพาะขึ้น

อากาศหลังฟ้าสางที่มีน้ำค้างแข็งตกลงมา แปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว และไม่เหมาะต่อการล่าสัตว์อีกต่อไป ในที่สุดหลี่ฉงชิงก็ไม่ต้องกินเนื้อที่เหมือนกินยาพิษนั่นอีก ทั้งยังไม่ต้องทำเรื่องน่าขายหน้าอย่างการลักลอบพบปะกับฮ่องเต้อีก ทำให้หายใจหอยคอได้อย่างโล่งอก ทว่าส่วนลึกในใจกลับรู้สึกราวกับมีร่องรอยบางอย่างที่ไม่ชัดเจนนักได้ขาดหายไป

ดวงดาวบนท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าที่แทบทำให้เขาตาพร่า กลายเป็นความลับเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ของเขา

ไม่นานนักหิมะแรกของฤดูหนาวก็ร่วงหล่นพรั่งพรูลงมาจากผืนฟ้าสีเทา

หลี่ฉงชิงไม่ชอบความหนาว การประชุมเช้าในฤดูหนาวทำให้เขาทรมานมาก แม้ในท้องพระโรงจะวางกระถางผิงไฟเผาถ่านไว้เป็นจำนวนมาก แต่เขายืนอยู่ในจุดที่ใกล้ประตูมากที่สุด ด้านหลังจึงไม่มีโล่กำบังใดๆ  ลมหนาวถึงกระดูกถาโถมเข้ามายังร่างกายของเขา ทำให้เขาต้องงอตัวลงและห่อตัวเอาไว้ตลอดเวลา ดูท่าแล้วแมลงขี้เซาตัวนี้ถ้าไม่ใช่จำศีลอยู่ก็คงเป็นหนาวตายไปแล้ว

แน่นอนว่าฮ่องเต้ย่อมสังเกตเห็นเขา และแม้ว่าจะไม่มีพระบัญชาใดๆ ต่อเรื่องนี้ แต่เว่ยเสียวเหมี่ยวผู้มีความละเอียดลออ ได้ทำการติดตั้งบานประตูทั้งสองฝั่งซ้ายและขวาของท้องพระโรงในวันรุ่งขึ้น เหลือเพียงตรงกลางที่เปิดกว้างไว้

บานประตูท้องพระโรงมีทั้งหมดหกบาน ไม่ใช่แบบดึงหรือผลักเพื่อเปิดปิด แต่ต้องถอดออกทั้งชิ้น ปกติตอนประชุมเช้าจะถอดเอาออกไปทั้งหมด หลังการประชุมแล้วจึงนำกลับมาติดตั้งใหม่ ในฤดูหนาวก็เช่นกัน แต่ว่านับแต่นี้ต่อไปในฤดูหนาวของทุกปี จะถอดออกเพียงตรงกลางสองบานเท่านั้น ฝั่งซ้ายขวาอีกสี่บานยังคงปิดเอาไว้เช่นเดิม

นอกจากนี้เว่ยเสียวเหมี่ยวยังนำกระถางผิงไฟมาวางเพิ่มไว้ข้างๆ หลี่ฉงชิงเป็นพิเศษอีกกระถางหนึ่ง เพื่อที่เขาจะได้ไม่หนาวจนทรมานอีก

ด้านหลังมีบานประตูกั้นไว้ ด้านข้างมีกระถางผิงไฟให้ผิง ขาดก็แต่ไม่ได้เอาที่นอน หมอน และผ้าห่มมาปูบนพื้นให้เขาเท่านั้น การประชุมเช้าในหน้าหนาวก็กลายเป็นอุ่นสบาย แมลงขี้เซาที่จำศีลอยู่จึงประคองชีวิตผ่านมาได้อีกครั้ง

เมื่อฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นเขาเริ่มงีบหลับได้อีกครั้ง ก็อดที่จะยกมุมโอษฐ์เป็นรอยยิ้มอย่างพอพระทัยขึ้นเล็กน้อยไม่ได้

ท้องพระโรงจะหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเริ่มตั้งแต่วันลี่ชุนไปจนสิ้นสุดที่วันหยวนเซียว แต่ทว่าขุนนางขั้นสูงตำแหน่งใหญ่โตบางคนไม่สามารถไปจากเมืองหลวงในช่วงนี้ได้ เพราะต้องคอยรั้งรอเผื่อฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ดังนั้นจึงพูดได้ว่าตำแหน่งขุนนางใหญ่ก็ไม่ได้น่าเป็นนักหรอก เพราะต้องเตรียมพร้อมเข้าเฝ้าตลอดเวลา ตลอดทั้งปีโดยไม่มีหยุดพัก

แต่ว่ากรณีนี้ไม่ได้รวมถึงหลี่ฉงชิง เพราะสำหรับเหล่าขุนนางของกรมทั้งหกยกเว้นตำแหน่งเสนาบดีแล้ว แค่เพียงผลัดเปลี่ยนกันมาเข้าเวรเท่านั้น ซึ่งนับว่าสบายมาก เพราะขุนนางที่มาเข้าเวรมักจะจับกลุ่มกันเดินหมากบ้างเล่นไพ่บ้าง เพื่อเป็นการฆ่าเวลา

วันที่เก้าเดือนอ้าย การเข้าเวรของกรมพิธีการหมุนเวียนมาถึงหลี่ฉงชิงและหลางจงอีกสองคน หลี่ฉงชิงยังคงนอนหลับเช่นเดิม ส่วนหลางจงอีกสองคนไปเที่ยวเล่นที่กรมโยธา

ขณะที่กำลังนอนหลับสนิท พลันมีคนมาตบที่ตัวเขาเบาๆ แล้วเรียกเขาใต้เท้าหลี่ ใต้เท้าหลี่

หลี่ฉงชิงฝืนลืมตาขึ้นอย่ายากเย็น ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง กะพริบตาที่พร่ามัวมองไปยังคนที่เข้ามาใต้เท้าเว่ย มีเรื่องอะไรหรือ

ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านไปร่วมชมดอกไม้ด้วยกันที่วัดไป๋หูเว่ยเสียวเหมี่ยวกล่าว

กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาหลี่ฉงชิงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า จัดหมวกและเสื้อผ้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ค่อยๆ ลูบนู่นลูบนี่ อืดอาดยืดยาดอย่างไม่เกรงกลัวพระอาญาที่ทำให้องค์ฮ่องเต้ต้องทรงรอนาน

เว่ยเสียวเหมี่ยวก็รอได้อย่างมีน้ำอดน้ำทนยิ่ง ไม่ได้กล่าวเร่งรัดอันใดเลย

ช่วงลี่ชุนยังคงเหลือหิมะที่ละลายไม่หมดอยู่ อุณหภูมิจึงเย็นมาก ขณะออกไปจากประตู เว่ยเสียวเหมี่ยวได้กางเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มสีม่วงเย็บริมขอบมาคลุมให้หลี่ฉงชิงอย่างระมัดระวัง เสื้อคลุมตัวนี้ทำจากขนละมั่งทิเบตที่ทั้งเบาและอุ่นมาก

ขอบคุณหลี่ฉงชิงกล่าวขอบคุณต่อเขา

ใต้เท้าหลี่เกรงใจไปแล้ว นี่เป็นรับสั่งพิเศษจากฝ่าบาทที่ให้ข้าน้อยสวมสิ่งนี้ให้ท่านขอรับ

หลี่ฉงชิงเงียบไปและก้าวออกจากกรมพิธีการไปพร้อมเว่ยเสียวเหมี่ยว แม้จะสวมเสื้อขนสัตว์ตัวใหญ่ แต่เมื่อสูดเอาอากาศเย็นเข้าไปในปอด ก็ยังทำให้เขาหนาวจับขั้วหัวใจ จนสั่นเทาขึ้นมาทันที

เดินมาราวครึ่งเค่อ ก็เข้าสู่วัดไป๋หู ดอกโบตั๋นที่ปลูกอยู่ภายในวัดเริ่มทยอยกันผลิบานแล้ว แต่ละดอกงดงามไปด้วยสีสันม่วงสลับเหลืองแข่งกันบานสะพรั่งสดใสสวยงามตระการตา กลิ่นหอมเย็นอวลกรุ่นฟุ้งไปทั่ว สวยวิจิตรยิ่งนัก

เว่ยเสียวเหมี่ยวนำเขาเดินผ่านสวนดอกไม้ไปตามทางเดินเล็กๆ จนมาถึงด้านหน้าศาลาไม้ไผ่หลังหนึ่ง ซึ่งสองปีที่แล้วหลี่ฉงชิงได้เด็ดเอาดอกโบตั๋นทรงปลูกจากที่แห่งนี้นำไปถวายแด่องค์ฮ่องเต้

ในทุกปีฮ่องเต้แห่งต้าเส้าจะทรงปลูกดอกโบตั๋นต้นหนึ่งด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นการอธิษฐานต่อบรรพชนแห่งต้าเส้าให้คุ้มครองแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรือง ตอนที่เขามาถึงฮ่องเต้ทรงกำลังถือกรรไกรทองไว้ในพระหัตถ์ ตัดแต่งกิ่งและใบให้โบตั๋นต้นหนึ่งที่ดอกยังตูมอยู่อย่างระมัดระวัง แค่ดอกตูมนี้ก็มีขนาดเท่ากับกำปั้นของทารกแล้ว สามารถคาดเดาได้เลยว่าเมื่อถึงยามที่ผลิบานจะทำให้ผู้พบเห็นตื่นตะลึงสักเพียงใด คงจะสวยงามตระการตานัก

กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาทหลี่ฉงชิงยืนอยู่นอกศาลาโค้งตัวแสดงความเคารพต่อองค์ฮ่องเต้

อีกฝ่ายมิได้วางกรรไกรลง ยังคงตัดแต่งกิ่งและใบไปพลางตรัสไปพลางโบตั๋นต้นนี้คือต้นที่เจ้าเด็ดเอาดอกไปเมื่อสองปีก่อน เดิมคิดว่าพอถูกเจ้าเด็ดไปในปีนั้นก็จะไม่ออกดอกอีกแล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านมาสองปีจะออกดอกได้อีก ซ้ำยังเยอะกว่าปีก่อนๆ ด้วย

ล้วนเป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้ทรงหันมาทอดพระเนตรเขา แย้มพระสรวลบางๆทุกครั้งที่เรามองดูมันจะคิดถึงวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นในปีนั้นเสมอ

กระหม่อมละอายใจยิ่งนัก

เราไม่เห็นว่าเจ้าจะละอายใจตรงไหนเลย ออกจะไม่สะทกสะท้านด้วยซ้ำ

กระหม่อมมิกล้า

หลี่ฉงชิง เจ้าคิดว่าดอกไม้นั้นควรจะเด็ดไปไว้วางประดับห้องดี หรือควรจะปล่อยไว้กับต้นอย่างอิสระให้เหี่ยวเฉาตายไปดี?” ฮ่องเต้ตรัสถาม ราวกับแฝงความนัยอยู่ในคำพูดประโยคนั้น

ทูลฝ่าบาท แม้จะมีคำกล่าวว่าเมื่อดอกไม้บานพอจะเด็ดแล้วจงเด็ดเสีย แต่ทว่าดอกไม้ที่ถูกเด็ดไปย่อมอยู่ได้ไม่นานเท่าดอกไม้ที่อยู่บนต้นพ่ะย่ะค่ะ

ถ้าเช่นนั้น…” ฮ่องเต้ทรงวางกรรไกรลง ลูบไล้ดอกตูมอย่างอ่อนโยนถ้าเช่นนั้นสู้ปลูกใส่ดินใส่กระถางแล้วยกทั้งกระถางไปวางไว้ในห้อง อย่างนี้น่าจะดีที่สุด ไม่รู้ว่าขุนนางหลี่เห็นด้วยกับวิธีของเราหรือไม่

หลี่ฉงชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบอย่างนอบน้อมฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้เหมือนจะตรัสอันใดต่อ แต่กลับถูกขัดโดยเสียงป่าวประกาศที่ดังมาจากที่ไม่ไกลนักองค์ชาย องค์หญิง และพระสนมขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ

จากนั้นไม่นาน เด็กน้อยทั้งสามและเหล่าพระสนมที่แต่งกายกันอย่างงดงามก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามา

หากจะกล่าวถึงบรรดาสนมชายาของฮ่องเต้นั้น โดยทั่วไปแล้วพระตำหนักฝ่ายในจะต้องเต็มไปด้วยสาวงามนับพัน ทว่าตำหนักในของฮ่องเต้แห่งเต๋อจื้อพระองค์นี้กลับไม่มีสาวงามอยู่สักเท่าไร โดยตอนที่ขึ้นครองราชย์นั้นได้ทรงแต่งตั้งสนมระดับเฟยขึ้นมาสี่คนตามราชประเพณี แต่ยังไม่มีใครที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเป็นฮองเฮาเลย ซึ่งต่อมาทุกปีก็ยังต้องคัดเลือกสาวงามจำนวนยี่สิบสี่คนเข้าวังตามกฎมณเฑียรบาล แต่จะมีเพียงสตรีที่ถูกคัดเลือกที่ฮ่องเต้เสด็จไปเยือนเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ต่อได้ โดยอาจได้รับการเลื่อนยศเป็นกุ้ยเหรินหรือผินเฟย แต่หากเข้าวังมาครบหนึ่งปีแล้วยังไม่มีรับสั่งเรียกเข้าเฝ้า หลังจากที่ได้รับบำเหน็จรางวัลแล้ว จะถูกส่งกลับคืนไปอย่างไม่บุบสลาย และยังสามารถไปแต่งงานได้

หกปีนับแต่การครองราชย์ จวบจนปัจจุบันมีสาวงามที่ถูกคัดเลือกเข้ามาเพียงห้าคนเท่านั้นที่ได้อยู่ต่อ บวกกับพระสนมชั้นเฟยอีกสี่ ฮ่องเต้จึงทรงมีพระสนมรวมทั้งสิ้นเก้าคน และสามในนั้นได้ให้กำเนิดพระโอรสสองพระองค์และพระธิดาหนึ่งพระองค์ หากนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าพระโอรสพระธิดาในฮ่องเต้รัชกาลก่อนๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าไม่เพียงพอต่อภาระหน้าที่ของแผ่นดินที่มีอยู่เอาเสียเลย และทำให้คนที่ขบคิดอย่างหนักหน่วงเพื่อหาทางส่งบุตรสาวของตนเข้าวัง เพราะปรารถนาในอิทธิพลและอำนาจที่มั่นคงล้วนต้องเสียแรงเปล่า

กลับมาพูดถึงเมื่อมีพระสนมจากตำหนักในของฮ่องเต้เสด็จมา หลี่ฉงชิงซึ่งเป็นบุรุษไม่สมควรที่จะรั้งอยู่ต่อ จึงได้กราบบังคมลา แต่ฮ่องเต้กลับทรงให้เขาอยู่ก่อน เขาจึงทำได้เพียงถอยไปอยู่อีกด้านหนึ่งเท่านั้น

โอรสธิดาและเหล่าพระสนมของฮ่องเต้ต่างพากันถวายความเคารพ ฮ่องเต้ทรงอุ้มพระธิดาวัยสองชันษาขึ้นมา พระโอรสทั้งสองยืนอยู่ข้างพระวรกาย เหล่าพระสนมยืนถัดไปทางด้านหลัง ภาพครอบครัวรวมสิบกว่าคนต่างก็ดูให้เกียรติซึ่งกันและกัน พากันชมดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิร่วมกันอย่างปรองดองมีความสุข

หลี่ฉงชิงมองดูอยู่ไกลๆ เห็นฮ่องเต้แย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยนท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงามราวสรวงสวรรค์ราวกับหลุดออกมาจากละครสักบท ในใจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ รู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก เขาไม่ชอบตัวเองที่มีความรู้สึกประหลาดซึ่งอธิบายไม่ได้เช่นนี้เลย ราวกับมีบางอย่างที่ขื่นขมและฝาดเฝื่อน จนรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา

ใต้เท้าหลี่ ด้านนอกอากาศเย็น เชิญเข้าไปรอที่ด้านในเถิดขอรับเว่ยเสียวเหมี่ยวเดินมาบอกกับเขา

ไม่ล่ะ ข้าจะกลับแล้วหลี่ฉงชิงตอบเรียบๆ แล้วจึงหันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่สนใจต่อรับสั่งของฮ่องเต้ที่ให้เขาอยู่ต่อก่อนเลย

เมื่อกลับมาถึงกรมพิธีการ ก็ฟุบหน้าลงอย่างต้องการงีบหลับต่อไป แต่แมลงขี้เซาต่างพากันหนีออกจากบ้านไปหมด จึงทำได้เพียงหยิบม้วนเอกสารที่รอการจัดการอยู่มาตรวจสอบ

เมื่อหลางจงที่เข้าเวรอีกสองคนกลับมาจากการเที่ยวเตร่ ได้พบกับเขาที่ยามปกติจะตาสะลึมสะลืออยู่เสมอ มาตอนนี้กลับลืมตาตื่นเต็มสองตา ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารราชการ ต่างรู้สึกประหลาดใจจนขากรรไกรแทบอ้าตกลงมา พากันลอบพิจารณาดูว่ารองเจ้ากรมการนอนของพวกเขาคงไม่ได้เปลี่ยนนิสัยไปหรอกนะ?

ใต้เท้าหลี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับหลางจงคนที่หนึ่งถาม

อะไรคือเป็นอะไร

ก็นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผู้น้อยเห็นท่านลืมตาโตขนาดนี้น่ะขอรับหลางจงคนที่สองพูดขึ้น

อย่างนั้นหรอกหรือ มิน่าข้าถึงได้รู้สึกแสบตาเขาวางม้วนเอกสารลงและลูบดวงตา ยืดเอวขึ้นบิดขี้เกียจ เปลือกตาก็หลุบลงมาครึ่งดวงทันที กลับไปเป็นดวงตาหรี่ปรือสะลึมสะลือเหมือนยามปกติ

โอ๊ะ ทำไมปิดลงมาอีกแล้วล่ะขอรับ ผู้น้อยเพิ่งรู้ว่าที่จริงแล้วตาของใต้เท้าสวยมากเลยนะขอรับ

จริงด้วยๆ ใต้เท้าหลี่ที่มีชีวิตชีวาดูหล่อเหลาเป็นผู้เป็นคนดีมากเลยขอรับ

ทั้งสองคนต่างแย่งกันชื่นชมเขาคนนู้นคำคนนี้คำ จนดูคล้ายพวกสุนัขรับใช้เข้าไปทุกที

หรือว่าปกติแล้วเขาเหมือนหมาเหมือนแมว หรือมีหัวเป็นวัวหน้าเป็นม้า? หลี่ฉงชิงนึกขันในใจ และตอบไปอย่างเกียจคร้านว่าให้ลืมตาโตทั้งวันมันเหนื่อยนะ

เขาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานไปเรื่อยเปื่อย แต่ความรู้สึกอึดอัดในใจและความไม่สบายใจนั้นยังไม่เลือนหายไป และยังคงตามติดเขามาตลอดจนกระทั่งถึงเทศกาลหยวนเซียว

เทศกาลหยวนเซียวของคนสกุลหลี่ก็เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ที่จะพากันประคองผู้เฒ่าผู้แก่และจูงมือเด็กๆ ออกไปเที่ยวชมท้องถนนที่คึกคัก แต่ว่าบรรดาพี่น้องหนุ่มสาวทั้งหลายของพวกเขา พอออกจากบ้านมาก็แยกย้ายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ใครอยากไปไหนชอบทำอะไรก็ไป

สำหรับพี่ใหญ่หลี่ฉงหยินที่ไม่เคยปล่อยโอกาสหาเงินให้หลุดมือ เขาได้ทำการค้าที่เหมาะกับเทศกาลขึ้น น้องสามหลี่ฉงเสวียนพาลูกเมียไปเที่ยวงานวัด น้องสี่หลี่ฉงถงไม่รู้ว่าไปเกเรอยู่ที่ไหน น้องห้าหลี่ฉงจื่อน่าจะวุ่นอยู่กับการทำตัวเกะกะระรานเป็นอันธพาลอยู่ตามท้องถนน ส่วนน้องสองหลี่ฉงชิงนั้นแค่เพียงพาน้องเล็กหลี่ฉงไป๋ไปเดินเที่ยว

บนถนนใหญ่เต็มไปด้วยฝูงชนจำนวนมาก นักท่องเที่ยวเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ รถม้าก็วิ่งพลุกพล่าน

หลี่ฉงชิงจูงมือน้องชายเดินเที่ยวเตร่ไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลิน โคมบุปผาแขวนเรียงรายเต็มท้องถนนราวลมบูรพาพัดพันบุปผาบาน คืนสงบแว่วกังวานสรรพเสียง กาหยกแวววาวสะท้อนประกายเรียง มัจฉาเคียงมังกรร่อนร่ายรำ

เขาเดินเตร็ดเตร่ไปมา ในใจอดจะสั่นไหวน้อยๆ อย่างไร้สาเหตุไม่ได้ เผลอหยุดเดินอย่างไม่รู้ตัวแล้วสอดส่ายสายตาไปยังฝูงชน ราวกับต้องการจะค้นหาคนสำคัญที่สุดคนนั้นในฝูงชนมหาศาลนี้

แล้วใครคือคนสำคัญที่สุดคนนั้นกันเล่า เขาส่ายหน้าไปมา พลางหัวเราะเยาะตัวเองในใจที่ตื่นเต้นไปเองทั้งที่ไม่มีอะไรเลย จากนั้นจึงหมุนกายกลับเพื่อจะเดินต่อไป ทันใดนั้นสายตาสองคู่ก็ประสานกันท่ามกลางฝูงชนที่ส่งเสียงอึกทึกและเบียดเสียดยัดเยียดกัน นิ่งชะงักอยู่อย่างนั้น

ต่างคนต่างมิอาจละสายตาจากกันได้ โลกทั้งใบพลันเงียบสงัดไปชั่วขณะ ไม่ได้ยินสรรพเสียงใด นอกจากเสียงลมหายใจและหัวใจที่เต้นถี่รัวของตนเอง มองไม่เห็นสิ่งอื่นในสายตา เว้นแต่เพียงอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

มองหากลางฝูงชนเป็นพันเป็นหมื่นครั้งยังมิอาจพบ เพียงหันหลังกลับคนผู้นั้นพลันปรากฏอยู่ที่นี่

กลางฝูงชนเสาะค้นเฝ้าเพียรหา หมื่นพันคราสอดสายตามิอาจเห็น หวนกลับพบสบพักตร์ตระหนักเป็น ลืมลำเค็ญโคมสวรรค์พลันหม่นมัวใช่หรือไม่

พี่รอง ท่านเป็นอะไรไปหรือหลี่ฉงไป๋กระตุกมือพี่ชาย

หลี่ฉงชิงได้สติ ละสายตากลับมาไม่มีอะไร

ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป อีกฝ่ายหนึ่งได้ฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียดยัดเยียดมาหา จนเกือบถึงด้านหน้าเขาแล้วจึงเรียกไว้หลี่ฉงชิง

ท่านสามหลี่ฉงชิงยกมือคารวะอย่างนอบน้อม

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฮ่องเต้ผู้รักราษฎรดั่งบุตรหลานอำพรางองค์ออกจากวังมาสู่โลกภายนอก เพื่อจะมาร่วมสนุกไปกับราษฎรของพระองค์ แม้จะแต่งกายแบบสามัญชนทั่วไป แต่ก็มิอาจบดบังบารมีอันสูงศักดิ์ได้ จึงได้ดูโดดเด่นออกมาจากบรรดาคนธรรมดาสามัญทั่วไป

พี่สาม ท่านอย่าวิ่งออกมาปุบปับสิ หากพลัดหลงกันไปจะทำอย่างไรท่านอ๋องหกพร้อมด้วยเว่ยเสียวเหมี่ยวและคนอื่นอีกสองคนรีบวิ่งปรี่เข้ามา และโอบล้อมซ่งอวี้ไว้

ท่านหกหลี่ฉงชิงหันไปคารวะเขาอีกคน

เป็นเจ้านี่เอง บังเอิญจริงๆ

หลี่ฉงชิงยิ้มขื่นอยู่ในใจ บังเอิญจริงๆ บังเอิญจนทำให้หัวใจของเขาสั่นระรัวราวกับตีกลอง ไม่กล้าสบสายตากับคนผู้นั้นตรงๆ เลย

จากนั้นกลุ่มคนทั้งหมดจึงเดินไปด้วยกัน

หากจะบอกว่าบังเอิญ ก็บังเอิญเสียจนหลี่ฉงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว

พวกเขาได้พบกับหลี่ฉงหยินที่พาคนงานมาขายโคมไฟอยู่ตามท้องถนนเป็นรายแรก โคมไฟมีราคาตั้งแต่ไม่กี่อีแปะไปจนถึงหลายสิบตำลึง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าบรรดาคนที่มากับซ่งอวี้ต่างต้องถือโคมไฟกันเต็มไม้เต็มมือ รวมไปถึงบางชิ้นที่มีราคาแพงที่สุดด้วย หลี่ฉงหยินที่ได้เข้าร่วมงานฉลองพิธีบวงสรวงฤดูใบไม้ผลิในปีก่อนด้วยนั้น ย่อมจำพระพักตร์ของฮ่องเต้ได้ดี แต่ก็รู้จักดูทิศทางลมไม่ได้กล่าวเปิดเผยตัวตนของอีกฝ่ายออกมา เขามอบหมายงานให้ลูกน้องทำแทน แล้วเข้าร่วมกลุ่มเดินไปด้วยกัน

ต่อมาได้พบกับหลี่ฉงจื่อที่กำลังสั่งสอนคุณชายคนหนึ่งอยู่ ได้ยินเขาโวยวายว่าไอ้คนไม่มีตา เจ้ามองหาอะไรหา ไอ้เวรนี่ ยังจะมองอีก! ถ้าวันนี้นายน้อยอย่างข้าไม่อัดเจ้าจนบิดามารดาจำไม่ได้ก็ไม่ใช่ข้าแล้ว!”

หลี่ฉงชิงอยากทำเป็นไม่รู้จักเขาแล้วเดินอ้อมไป ไหนเลยจะรู้ว่าหลี่ฉงจื่อนั้นสายตาแหลมคม พอสลัดเจ้าหมูตัวนั้นที่หน้าฟกช้ำจมูกดำเขียวออกมาแล้วก็วิ่งมาทางพวกเขาทันที ตะโกนว่าพี่ใหญ่ พี่รอง น้องเล็ก ในที่สุดข้าก็หาพวกท่านเจอแล้ว

หลี่ฉงจื่อที่วัยยังไม่ถึงยี่สิบนี้นับว่ารูปงามเป็นอย่างยิ่ง งดงามราวกับหยกที่สลักเสลาด้วยความประณีตละเอียดลออ เมื่อเขาเข้ามาในกลุ่มอีกคน ยิ่งทำให้กลุ่มที่เดิมก็สะดุดตามากพออยู่แล้ว ดึงดูดสายตามากขึ้นไปอีก

รายต่อมาคือหลี่ฉงถงที่ออกมาโบกไม้โบกมือเรียกพวกเขาอยู่ที่ชั้นสามของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งพี่ใหญ่ พี่รอง น้องห้า น้องหก ข้าอยู่นี่!” พอพูดจบก็ตวัดขาข้ามคานหน้าต่างแล้วกระโดดลงมาทันที

พี่น้องสกุลหลี่ต่างไม่มีท่าทีตกใจหรือกังวล ปล่อยให้สาวน้อยผู้ใจกล้าบ้าบิ่นกระโดดลงมาหน้าตาเฉย ทำราวกับว่าเกิดแก่เจ็บตายแล้วแต่ชะตาชีวิต ยากดีมีจนแล้วแต่ฟ้าลิขิต จะเป็นหรือตายก็เรื่องของเจ้าแล้ว

แต่กลับเป็นซ่งเสวี้ยนที่ตกใจจนรีบวิ่งเข้าไป กางสองแขนออกราววีรบุรุษที่จะช่วยสาวงาม และรับเอาสาวงามผู้เหมือนดังนางฟ้าตกลงมาจากสวรรค์เอาไว้ได้

ทว่านางฟ้าผู้งดงามไม่เพียงไม่กล่าวขอบคุณเขาที่ได้ช่วยชีวิตเอาไว้ แต่กลับถลึงตาคู่งามใส่และด่าทอเขาที่มาสอดไม่เข้าเรื่อง กลายเป็นพริกขี้หนูเม็ดน้อยที่ทั้งเผ็ดทั้งแสบขึ้นมาทันที แน่นอนว่าเหล่าพี่น้องอยู่พร้อมหน้า ช่างน่ายินดี ช่างน่ายินดี (เสียเมื่อไหร่เล่า!)

หลี่ฉงชิงถามสวรรค์อยู่ในใจ พลางคิดว่าน้องสามที่เหลือเป็นคนสุดท้ายก็ควรจะเปิดตัวออกมาได้แล้วล่ะนะ

แล้วก็จริงดังคาด ไม่นานนักหลี่ฉงเสวียนและครอบครัวรวมสามคนก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วเข้ามารวมกลุ่มกับพวกเขาทันที

คนกลุ่มนี้ นอกจากหลี่ฉงชิงและองครักษ์ที่ไม่รู้จักชื่ออีกสองคนแล้ว ที่เหลือล้วนแต่เป็นสาวสวยหนุ่มหล่อ โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ราวกับเทพเซียนที่หลุดออกมาจากภาพวาด สามารถดึงดูดสายตาของผู้คนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจได้เสียยิ่งกว่าสีสันของดอกไม้ไฟเสียอีก

ฮูหยินแสนงามของหลี่ฉงเสวียน พอได้พบกับซ่งอวี้ก็รีบตรงเข้าไปคล้องพระกรไว้อย่างสนิทสนมทันที แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้นพี่สาม ไม่เจอกันนานเลยนะ!”

ในเมื่อกลับมาเมืองหลวงแล้ว เหตุใดถึงไม่กลับบ้านซ่งอวี้ตรัส

ข้าได้ตัดขาดจากตระกูลแล้ว ถ้ากลับไปคงไม่ดีเท่าไร

ในปีนั้นเจ้าเพียงแต่ทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งว่าต้องการตัดความสัมพันธ์กับตระกูลแล้วจากไป พวกเรายังไม่มีใครตอบตกลงเลยซ่งเสวี้ยนที่เข้ามาร่วมวงด้วยพูดยายเด็กดื้อ เห็นแต่พี่สามของเจ้าคนเดียวหรือไร แล้วไม่เห็นหัวพี่หกของเจ้าบ้างหรือ

พี่หก น้องคิดถึงท่านจังเลยซ่งซีรีบเปลี่ยนมาคล้องแขนซ่งเสวี้ยนแทน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปอุ้มเด็กน้อยจากอกของหลี่ฉงเสวียนมาส่งให้กับซ่งเสวี้ยนมาดูหลานชายท่านสิ เร็วเข้า

หลี่ฉงถงรีบเข้ามาแย่งไปจากมือทันที ดวงตาคู่งามถลึงใส่อย่างดุร้ายอีกรอบชายผู้นี้มือเท้าหยาบกระด้าง เดี๋ยวอุ้มแล้วจะทำให้ดวงใจน้อยๆ ของพวกเราต้องเจ็บตัวเอา

ซ่งเสวี้ยนตะลึงมองนางตาลอย แล้วส่งยิ้มทึ่มทื่อไปให้นาง ทำให้หลี่ฉงถงของขึ้นจนด่าออกมาอีกชุดหนึ่งทำไมเจ้าต้องส่งยิ้มประหลาดๆ นั่นมาให้ข้าด้วย น่าสะอิดสะเอียนจะตายแล้ว!”

ด้านหลี่ฉงหยินก็ดึงเอาตัวเว่ยเสียวเหมี่ยวมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ค่าใช้จ่ายต่างๆ คิดจะใช้โอกาสนี้เกลี้ยกล่อมผู้ดูแลสำนักพระราชวัง ให้สกุลหลี่ได้เป็นผู้จัดซื้อจัดหาของใช้ประจำวันบางอย่างให้

ส่วนหลี่ฉงจื่อเอาแต่แผดเสียงข่มขู่ด่าทอคนที่แอบมองเขาอยู่เป็นระยะ คอยใช้มือผลักคนที่เกะกะขวางทางออกไป เตะพวกพ่อค้าแผงลอยคว่ำไปหลายร้าน และกระทืบพวกนักเลงหัวไม้ที่ยืนเต๊ะท่าเป็นอันธพาลเอ่ยวาจากระเซ้าเขา แต่น่าเสียดายที่เขารูปงามเกินไป ถึงแม้พยายามจะแสดงท่าทีดุร้ายหยาบคายออกมาอย่างไร ก็ยังงดงามเสียจนไม่น่าเชื่อฟัง ต่อให้ข่มขู่อย่างไรก็ไม่ได้ผล ยังคงดึงดูดสายตาตื่นตะลึงชื่นชมมากมายไว้ได้เช่นเดิม

หลี่ฉงไป๋ที่เดินอยู่ข้างๆ ต้องคอยดึงเขาไว้แล้วพูดไม่หยุดหย่อนว่าพี่ห้า อย่าทำเช่นนี้สิ ท่านทำคนอื่นกลัวกันหมดแล้ว

หลี่ฉงจื่อฮึดฮัดตอบว่าก็จะทำให้พวกมันรู้จักเกรงกลัวนายน้อยอย่างข้าบ้างน่ะสิเฮ้ยไอ้หมูตอนตรงนั้นน่ะ ใช่ เจ้านั่นแหละ ไอ้เวรนี่ ยังกล้าจ้องนายน้อยอย่างข้าอีก ระวังไว้เถอะเดี๋ยวนายน้อยจะไปควักลูกตาสุนัขของแกออกมาเอง!”

หลี่ฉงชิงมองพวกเขาทั้งหมดอย่างจนด้วยคำพูด ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี สรุปแล้วสภาพเหมือนตัดไม่ขาดความว้าวุ่นไปทั้งกลุ่ม

คนบ้านเจ้าน่าสนใจดีนะจู่ๆ ซ่งอวี้ก็ตรัสขึ้น

ทำให้พระองค์ต้องขันเสียแล้ว

นิสัยของเจ้าดูไม่ค่อยเหมือนพวกเขาเท่าไร

อืม หน้าตาก็ไม่ได้น่าดูเหมือนพวกเขาด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ

หน้าตาเจ้าน่าดูออก

หา?”

ซ่งอวี้ทรงจ้องมองเขา แล้วจึงสำทับออกมาอีกครั้งในสายตาของข้า เจ้าน่าดูมาก

หลี่ฉงชิงตะลึงไปชั่วขณะจนพูดอะไรต่อไม่ถูก

อื้ม น้องรองของบ้านเรานั้นที่จริงแล้วน่าเอ็นดูจะตาย ทั้งยังฉลาดหลักแหลม ถ้าเขามุมานะพยายามมากกว่านี้สักหน่อยคงจะดีหลี่ฉงหยินจู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาครั้งก่อนที่รับกระบี่จากมือสังหารแทนองค์ฮ่องเต้ผู้เกรียงไกรองอาจเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพนั้น ควรจะฉวยโอกาสไต่เต้าทางลัดขึ้นไปยังตำแหน่งที่เป็นใหญ่เป็นโต แต่เพราะเขาเป็นคนซื่อสัตย์มีเมตตา จึงไม่ได้อ้าปากกว้างเป็นสิงโต ขอเพียงแค่ตำแหน่งรองเสนาบดีเล็กๆ ก็พอใจแล้ว

หลี่ฉงชิงคร้านจะสนใจ จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทำเป็นหูทวนลมไปเสีย

พี่รองนิสัยขี้เกียจจะตาย หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่บังคับให้เขาไปสอบเคอจวี่ เขาคงกินแล้วนอน นอนแล้วกินเหมือนหมูตัวหนึ่งไปชั่วชีวิตนั่นแหละหลี่ฉงถงผสมโรงแทรกขึ้นมาด้วย

เฮอะๆ พี่ใหญ่ ที่จริงท่านแค่อยากจะขายน้องแลกลาภยศหรอกหลี่ฉงจื่อเอ่ยคัดค้าน

ถ้าพี่ชายเจ้าคิดขายน้องแลกลาภยศแล้วอย่างไรเล่า!” หลี่ฉงหยินพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำถ้าหากว่าองค์ฮ่องเต้ผู้เกรียงไกรองอาจเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพทรงโปรดปรานบุรุษละก็ ข้าจะจับเขาล้างก้นให้สะอาดเอี่ยม แล้วเอาไปถวายให้ด้วยตัวเองเลย

พี่ใหญ่ ท่านช่างต่ำช้าสิ้นดี!” หลี่ฉงถงสบถด่า แต่กลับหัวเราะเบิกบานใจ โดยไม่มีท่าทีสำรวมเหนียมอายอย่างที่หญิงสาวควรจะเป็นสักนิด

แล้วจะถวายก้นให้ฮ่องเต้ไปทำอะไรหรือหลี่ฉงจื่อยังคงไม่เข้าใจ

ก็เหมือนหนูขุดรูไงเล่าซ่งซีตอบ พลางหัวเราะจนน้ำตาจะเล็ดอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นก็เจ็บน่ะสิ!” หลี่ฉงจื่อใช้สองมือปิดก้นไว้ร้องลั่น

สบายใจได้ พี่ใหญ่ไม่ให้เจ้าเอาก้นไปถวายองค์ฮ่องเต้ผู้เกรียงไกรองอาจเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพหรอก เจ้าออกจะโง่เสียขนาดนี้ ฮ่องเต้ไม่โปรดเจ้าแน่นอนหลี่ฉงหยินตบหัวเขาแปะๆ ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่ แล้วก็พูดไม่คิดต่อไปหากจะถวายก็ต้องถวายพี่รองเจ้านี่แหละ แม้ว่าหน้าตาพี่รองจะไม่งดงามเหมือนเจ้า แต่หัวสมองดีกว่าเจ้ามาก แถมบั้นท้ายยังน่าดูกว่าของเจ้าเยอะเลย!”

ในที่สุดหลี่ฉงชิงก็ต้องกลอกตาไปมาอย่างรับไม่ได้ คร้านจะสนใจพ่อค้าหน้าเลือดจิตใจสกปรกคนนี้เต็มที ช่างเป็นพวกปากไม่มีหูรูด พูดจาสะเปะสะปะเสียนี่กระไร

ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ หลี่ฉงเสวียนที่ยังไม่พูดอะไรเลยก็ยังคงอยู่เงียบๆ โดยไม่ส่งเสียง ให้บุตรชายแทะมือเล่นราวกับเป็นไก่ทอดด้วยใบหน้าหล่อเหลือร้ายนั่น

ซ่งเสวี้ยนหน้าตาเหยเกเล็กน้อย อยากจะหัวเราะออกมาก็ไม่กล้า แต่ก็แทบจะกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว

ส่วนสีพระพักตร์ซ่งอวี้นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยังคงแย้มพระสรวลบางๆ อย่างอบอุ่นเช่นเดิม โดยไม่มีโทสะเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทรงรู้สึกสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่เล็กจนโต พระองค์เติบโตมาในวังหลวงที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวด ไฉนเลยจะเคยได้ยินเรื่องลามกอนาจารที่พูดกันอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้

ด้านหลี่ฉงไป๋ที่อายุยังน้อยยังฟังคำพูดบ้าบอสองแง่สองง่ามไม่เข้าใจ จึงได้แต่กระตุกแขนเสื้อของพี่รอง แล้วพูดอย่างจริงจังว่าพี่รอง ท่านจะต้องช่วยงานฝ่าบาทให้ดี ให้กลายเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชาและเปี่ยมด้วยพระเมตตาให้ได้นะขอรับ

ในที่สุดก็มีคนที่พูดจาภาษามนุษย์กับเขาบ้างจนได้

หลี่ฉงชิงจึงหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ พลางกล่าวว่าเพื่อคำพูดประโยคนี้ของเจ้า พี่ชายจะฝืนอยู่ในวังหลวงต่อไปแล้วกัน

Leave a Reply