Back to Home

สัญญารักลิขิตสวรรค์ ตอนที่ 6

บทที่ 6

ฉู่หนานตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแคว้น ขุนเขาสูงชัน สันเขาทอดตัวเหยียดยาวอันตราย หุบเขาหินกระจายตัวอยู่ทั่วไป ผู้คนที่มาที่นี่นอกจากได้ชื่นชมความงามของภูเขาและแม่น้ำของต้าเส้าเพียงเล็กน้อยแล้ว ก็เห็นจะมีเพียงความคิดเดียวว่าช่างเป็นภูเขากันดารแม่น้ำอันตรายที่เต็มไปด้วยคนทุจริตต่ำทราม

แต่ก่อนนั้นที่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าอิสระ แต่หลังจากที่ถูกต้าเส้าพิชิตได้ ก็ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่ใช้เนรเทศอาชญากร แม้จะพูดอย่างสละสลวยว่าเนรเทศมาเพื่อให้ปรับปรุงตัวโดยการใช้แรงงานบุกเบิกพื้นที่รกร้างว่างเปล่านี้ แต่ที่จริงแล้วแค่ปล่อยให้พวกเขาดูแลตัวเองตามยถากรรม เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นดินแดนไร้อารยธรรมในที่สุด

จากนั้น แม้ว่าทางราชสำนักจะจัดส่งกำลังทหารและขุนนางมาพำนักดูแลที่นี่ให้ไม่ถึงกับเป็นเมืองเถื่อนที่ไร้ขื่อไร้แปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังคงจิตใจเหี้ยมโหดดุร้ายตามความเคยชินแต่เดิมอยู่ดี พวกผู้ชายล้วนแต่ชั่วช้าหยาบคาย พวกผู้หญิงก็ปากร้ายร้อยเล่ห์ หากเดินไปตามท้องถนนจะได้ยินเสียงบริภาษด่าทอเป็นระยะว่าเจ้ามันไอ้คนเฮงซวยสมควรตาย’ ‘เจ้ามันผู้หญิงแพศยาที่นี่ไม่มีการแบ่งแยกชายหญิง ต่างสามารถเปิดศึกต่อสู้กันบนท้องถนนได้เลย บรรยากาศช่างสับสนอลหม่านสุนัขกระโดดหนีไก่บินว่อน สู้กันโดยไม่มีใครเหนือกว่าใคร และไม่มีใครระรานใครได้

ว้าวๆๆ กรงเล็บกระดูกขาวเก้ามหากาฬของแม่นางผู้นั้นอันตรายน่าดูเลยแฮะ!

เฮ้ยๆๆ ฝ่ามืออัสนีบาตขยำหน้าอกของชายคนนั้นช่างต่ำช้าจริงๆ!

ทุกครั้งที่หลี่ฉงชิงได้ดูจะรู้สึกสนุกสนานไปด้วยทุกที เพราะว่าเขาเติบโตในเมืองหลวงอันแสนเคร่งครัด บุรุษถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นสุภาพบุรุษ สตรีต้องวางตัวสมเป็นกุลสตรี ดังนั้นจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับชายโฉดหญิงชั่วที่ฉู่หนานยิ่งนัก

แน่นอนว่าเมืองหลวงเองก็มีสตรีที่ไม่รู้จักวางตัวให้เรียบร้อยสมเป็นกุลสตรีอยู่ เนื่องจากสกุลหลี่เองก็เลี้ยงดูออกมาได้คนหนึ่งเช่นกัน หลี่ฉงชิงนึกไปแล้วก็เผยยิ้มออกมา น้องสี่ ยายน้องสาวแสนบ้าบิ่นคนนั้นจะต้องชอบที่นี่มากแน่ๆ

แม้ครั้งนี้เขาจะมาตรวจตราในฐานะผู้ตรวจการแทนพระองค์ ตามปกติทั่วไปแล้วควรจะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ แต่นอกจากท่านอ๋องเจ็ดที่เอาแต่จับตามองเว่ยเสียวเหมี่ยวแล้ว ก็แทบไม่มีใครเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา แม้แต่จะมาประจบสอพลอก็ไม่มี แต่หลี่ฉงชิงหาได้ใส่ใจไม่ ยิ่งไม่มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังเขายิ่งไม่ต้องคอยระมัดระวังตัว รู้สึกสนุกสนานเบิกบานใจยิ่งนัก

เขาไม่คิดว่าฮ่องเต้จะมีพระประสงค์ให้เขามาตรวจตราที่นี่ โดยมอบหมายภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงอย่างการเยี่ยมเยียนราษฎรนี้ให้เขาทำจริงๆ หรอก เขารู้สึกได้ว่านอกจากการพาเว่ยเสียวเหมี่ยวมาฉู่หนานแล้ว ราวกับทรงต้องการให้เขาไปจากเมืองหลวงชั่วคราว การให้เป็นตัวแทนโอรสสวรรค์นี้เป็นเพียงข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะให้พวกเขาออกจากเมืองหลวงเท่านั้นเอง

แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก เรือเจอสะพาน หัวเรือก็ตรงเองนั่นแหละ เขาขี้เกียจจะไปเปลืองสมองขบคิดให้วุ่นวาย

แต่ในเมื่อสวมบทบาทผู้ตรวจการแทนพระองค์แล้วก็จำเป็นต้องทำหน้าที่เสียหน่อย หลี่ฉงชิงจึงมอบหมายให้ผู้ติดตามที่มาด้วยกันไปทำธุระอื่นๆ ส่วนตัวเขาและเว่ยเสียวเหมี่ยวกับผู้คุ้มกันที่คอยอารักขาอีกสองคนควบม้าสี่ตัวออกไป

เห็นได้ชัดเลยว่า ดินแดนทางใต้นี้เมื่อมาอยู่ภายใต้การฟื้นฟูของท่านอ๋องเจ็ดแล้ว ผืนดินรกร้างว่างเปล่ากลับค่อยๆ คืนความอุดมสมบูรณ์ของไร่นาได้ภายในระยะเวลาเพียงสามปี อีกทั้งยังมีกำลังทหารที่เข้มแข็ง จนค่อนข้างดูเหมือนการลอบเตรียมกำลังรบอย่างพร้อมสรรพเอาไว้

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ฮ่องเต้ทรงให้เขาและเว่ยเสียวเหมี่ยวมาตรวจสอบใช่หรือไม่

หลี่ฉงชิงรู้สึกว่าถึงแม้ซ่งเหว่ยจะมีความทะเยอทะยานสูง แต่ไม่ใช่คนที่มีใจโฉดชั่วเยี่ยงหมาป่าและคิดมุ่งหวังในราชบัลลังก์ หรือจะมีความตั้งใจอื่นกันนะ? หากว่าเขามีความตั้งใจอื่นจริง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความตั้งใจนั้นมีต่อผู้ใด คงมีแต่คนตาบอดเท่านั้นที่มองไม่ออกว่าท่านอ๋องเจ็ดจ้องมองเว่ยเสียวเหมี่ยวตาเป็นมันราวกับพยัคฆ์จ้องตะครุบเหยื่อ

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เว่ยเสียวเหมี่ยวถูกกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก หลี่ฉงชิงจึงต้องพาเขาออกมาข้างนอกด้วยกัน

ในสองสามวันแรกท่านอ๋องเจ็ดดื้อรั้นติดตามมาอย่างไปไหนไปด้วย แต่การที่อีกฝ่ายต้องคอยดูแลแผ่นดินกว้างใหญ่นี้ ทำให้ไม่อาจละทิ้งงานการมาคอยติดตามพวกเขาทุกวี่วันได้ จึงทำได้เพียงมองหลี่ฉงชิงพาเว่ยเสียวเหมี่ยวลับสายตาไปอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ในวันนี้ทั้งสองคนออกตระเวนไปทั่วเหมือนเช่นทุกวัน หยุดสนทนากับคนทั่วไปบ้างในบางคราว ฟังพวกเขาใช้สำเนียงท้องถิ่นห้วนๆ บรรยายเรื่องราวต่างๆ ของสถานที่แห่งนี้ บางครั้งได้พบกับสถานที่ที่ทัศนียภาพสวยงาม ก็ชมไปอย่างเพลิดเพลิน พอเดินจนเหนื่อยแล้วก็หยุดพักที่เพิงน้ำชาริมทาง ช่างแสนสบายใจยิ่งนัก

ดูแล้วฉู่หนานนี้มีรูปแบบการปกครองเป็นของตัวเอง ประชาชนไม่รู้จักโอรสสวรรค์ รู้จักแค่เพียงอ๋องแห่งฉู่หนานเท่านั้น ราวกับแคว้นเล็กๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระเลยนะหลี่ฉงชิงพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ทว่าความหมายที่พูดนั้นกลับทำให้คนฟังตกใจกลัวยิ่งนักเสียวเหมี่ยว ท่านว่าใช่หรือไม่

ข้าน้อยมิกล้าพูดจาเหลวไหลเว่ยเสียวเหมี่ยวตอบอย่างระมัดระวัง

ข้าจำได้ว่ายายของท่านเป็นชาวฉู่หนาน

ขอรับ

ดังนั้นฉู่หนานก็ถือเป็นบ้านเกิดท่านน่ะสิ

ในตอนเด็กข้าน้อยอยู่ที่ฉู่หนานเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นขอรับ

แล้วญาติพี่น้องที่นี่ยังอยู่หรือไม่หลี่ฉงชิงเอ่ยถามไปเรื่อย

เสียชีวิตและแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ที่นี่ไม่มีใครจำข้าได้แล้วล่ะขอรับเว่ยเสียวเหมี่ยวมิอาจปกปิดร่องรอยโศกเศร้าในดวงตาได้

ข้าล่ะแปลกใจนักว่าเพราะเหตุใดท่านอ๋องเจ็ดถึงเลือกมาที่นี่ เสียวเหมี่ยว ท่านรู้หรือไม่

ข้าน้อยย่อมมิทราบขอรับ

หลี่ฉงชิงค่อยๆ ยกชาขึ้นจิบ แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยปากเรื่องที่ทำให้คนฟังตกใจอีกครั้งไม่แน่นะ ท่านอ๋องเจ็ดอาจต้องการยกฉู่หนานเป็นสินสอดทองหมั้นให้ท่านก็เป็นได้

ใต้เท้าหลี่?” เว่ยเสียวเหมี่ยวพูดอะไรไม่ออก

ข้าเดาไปมั่วซั่ว ไม่ต้องจริงจังนักก็ได้ ดูท่านสิ หน้าซีดไปหมดแล้ว หากท่านอ๋องเจ็ดมาเห็นเข้า ต้องนึกว่าข้ารังแกท่านเป็นแน่ ถ้าไม่เด็ดหัวข้ามาทำลูกหนังก็แปลกแล้วหลี่ฉงชิงกระเซ้าเล่นและพูดต่อว่ารออีกสักสองสามวัน หากไม่มีเรื่องด่วนอันใด ข้าว่าจะไปยังเอ้อเหอแล้ว แล้วท่านล่ะ?”

เว่ยเสียวเหมี่ยวไม่ได้ตอบในทันที เพราะยังคงมีความลังเลอยู่

เสียวเหมี่ยว ท่านเองเป็นคนที่มีค่าควรแก่การให้เกียรติคนหนึ่ง จงอย่าได้มองว่าตนเองต่ำต้อยเลยหลี่ฉงชิงกล่าวอย่างจริงใจ

เป็นบ่าวรับใช้ของผู้อื่น ไฉนเลยจะไม่ต่ำต้อย ทั้งยังเป็นบ่าวที่ตอนแล้วแบบข้าด้วย แม้จะรุ่งเรืองร่ำรวยมหาศาล หรือแม้กระทั่งมีอำนาจหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้วอย่างไร สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงคนพิการไม่สมประกอบเท่านั้นเว่ยเสียวเหมี่ยวระบายความในใจออกมาตรงๆ อย่างหาได้ยาก ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มขมขื่น

หลี่ฉงชิงพอได้ฟังเขาพูดเยี่ยงนี้ ก็ไม่พูดอันใดออกมาอีก แนวคิดเรื่องการแบ่งชนชั้นนี้ได้ฝังรากลึกมาช้านาน ใช่ว่าพูดแค่คำสองคำแล้วจะเปลี่ยนความคิดกันได้ง่ายๆ สิ่งที่เว่ยเสียวเหมี่ยวสูญเสียไปนั้น มิใช่เพียงแค่ส่วนหนึ่งของร่างกาย แม้แต่จิตวิญญาณยังถูกดึงออกไปพร้อมกันด้วย ร่างกายและจิตใจต่างขาดหายไปไม่สมบูรณ์

ทันใดนั้น เขาก็เข้าใจความหงุดหงิดของท่านอ๋องเจ็ดได้นิดหน่อย ท่านอ๋องรักเว่ยเสียวเหมี่ยวที่เป็นคนคนหนึ่งมิใช่บ่าวคนหนึ่งแต่เว่ยเสียวเหมี่ยวกลับไม่มองตนเองในฐานะคนคนหนึ่ง ตีค่าของตัวเองว่าเป็นบ่าวตั้งแต่หัวจรดเท้า มองว่าตนนั้นต่ำต้อยด้อยค่า ไม่อาจรับน้ำใจใดๆ ของท่านอ๋องเจ็ดเอาไว้ได้ จึงทำให้ท่านอ๋องเจ็ดทำได้เพียงใช้วิธีบีบบังคับเท่านั้น จนพานยัดเยียดอารมณ์และความปรารถนาของตนเองให้กับอีกฝ่าย

คนนอกมักมองได้ทะลุปรุโปร่งกว่าล่ะนะ

บางทีการให้เว่ยเสียวเหมี่ยวอยู่ที่ฉู่หนานต่ออาจเป็นการดีกว่าก็ได้ เพราะท่านอ๋องเจ็ดจะต้องมอบมุมมองและโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมให้แก่เขาได้อย่างแน่นอน และทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกครั้ง

พูดถึงการที่คนนอกมองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งกว่าแล้ว วันเวลานับตั้งแต่หลี่ฉงชิงออกจากเมืองหลวงมา ได้แต่รำลึกถึงเรื่องราวต่างๆ ระหว่างเขาและฮ่องเต้ขึ้นมาทีละนิด และจู่ๆ ก็พบว่าตนเองนั้นคือคนในที่มิอาจมองสถานการณ์ให้ทะลุปรุโปร่งได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่วงเริ่มต้นที่ค่อนข้างจะคลุมเครือ จำได้ถึงความบังเอิญในเทศกาลหยวนเซียวปีนั้น ในตอนนั้นสมองของเขาราวกับเป็นเพียงแป้งเปียกกองหนึ่ง ถูกลวนลามจนสับสนมึนงงไปหมด

หรืออาจเป็นเพราะโคมไฟและดอกไม้ไฟในวันนั้นงดงามเกินไป งดงามเสียจนทำให้ดวงตาพวกเขาพร่ามัวเคลิบเคลิ้มไป

ยิ่งออกมาไกลเท่าไร เขายิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น และความคะนึงหาก็ยิ่งล้ำลึกขึ้นด้วยเช่นกัน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

เฮ้อคิดถึงพระองค์เหลือเกิน

คิดถึงความช่างเอาอกเอาใจของพระองค์ คิดถึงจุมพิตหวานล้ำของพระองค์ คิดถึงสัมผัสอันอ่อนโยนของพระองค์ คิดถึงการเกาะกุมเกี่ยวกระหวัดอันร้อนแรงของพระองค์พอคิดถึงตรงนี้ร่างกายก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเล็กน้อย

ใต้เท้าหลี่ หน้าท่านแดงยิ่งนัก ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ขอรับเว่ยเสียวเหมี่ยวถามอย่างเอาใจใส่

ไม่เป็นไร อากาศร้อนน่ะหลี่ฉงชิงคลี่พัดออกโบกไปมา

พอคิดถึงเรื่องเทศกลหยวนเซียวปีนั้นแล้ว หากไม่ใช่เพราะคำพูดสัปดนเหล่านั้นของหลี่ฉงหยิน ฮ่องเต้จะทรงสนพระทัยในบั้นท้ายแค่กๆ ร่างกายของเขาหรือไม่นะ เพราะก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะถูกบุรุษด้วยกันบังคับจูบ พอวันต่อมาก็ถูกจับลอกคราบเกลี้ยงเกลา แล้วถูกกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัวเสียจนเรียบวุธ กินไม่เหลือแม้แต่เศษเล็กเศษน้อย

บุรุษผู้นั้น ภายนอกนั้นดังผืนน้ำนิ่งสงบ แต่ความจริงแล้วคือสายน้ำเชี่ยวกรากที่โหมกระหน่ำ ซัดสาดถาโถมกระแสอารมณ์เข้าใส่จนมิอาจต้านทาน จำต้องวิงวอนเขาให้ฉุดรั้งขึ้นมาเพื่อไม่ให้จมดิ่งลงไปในธารอารมณ์

วันนี้ก็เช่นกันที่เขาได้จมดิ่งลงในห้วงความคิดถึงโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจก็ตาม

จิตใจคิดถึงพระองค์เหลือเกิน ร่างกายก็โหยหาพระองค์เช่นกัน

ช่างร้อนเหลือเกินพัดในมือโบกกระพือแรงขึ้น

เว่ยเสียวเหมี่ยวรีบนำพัดออกมาช่วยพัดให้เขาเช่นกัน

ทว่าความปรารถนาจากความทรมานของการคิดถึงนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แม้ว่าพัดจนจะเป็นไต้ฝุ่นอยู่แล้ว แต่พัดอย่างไรก็มิอาจดับเปลวไฟอันร้อนแรงที่แผดเผาอยู่ภายในร่างกายลงได้

ไฟรักที่ถูกจุดขึ้นมาตั้งแต่เทศกาลหยวนเซียวในปีนั้น ทั้งร้อนรุ่มและกระวนกระวาย จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยมอดดับลงไปเลย

ชมกระเรียนครื้นเครงบรรเลงร้อง สำราญก้องกลิ่นกรุ่นอุ่นซาบทรวง

งานเทศกาลมีสีสันและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา คนที่มาเที่ยวชมเพลิดเพลินจนไม่นึกอยากกลับไป ซ่งอวี้และหลี่ฉงชิงร่วมเดินมาตามท้องถนนกับคนอีกสิบกว่าคนอย่างยิ่งใหญ่ และไหลตามกระแสผู้คนมาจนถึงริมแม่น้ำ เพื่อรอชมดอกไม้ไฟที่กำลังจะจุด คนที่มาเที่ยวงานมากมายนัก เบียดเสียดยัดเยียดเหยียบกันไปมา แออัดเสียจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเท กลุ่มของพวกเขาถูกฝูงชนโหมซัดจนกระจัดกระจายหายไปทีละคน

ในตอนที่หลี่ฉงชิงกำลังจะถูกดันออกไปนั้น ซ่งอวี้พลันยื่นพระหัตถ์มากุมข้อมือเขาแล้วดึงกลับมาได้ทัน และยกพระกรขึ้นมาโอบรอบบ่าเขาเอาไว้ รวบกอดเขาไว้ข้างพระวรกาย

หลี่ฉงชิงถูกเบียดเข้ามาทั้งตัวจนแนบชิดอยู่กับพระวรกายของซ่งอวี้ เนื่องจากรูปร่างที่ไม่ได้แข็งแรงล่ำสันเหมือนคนอื่นๆ จึงรู้สึกเหมือนเห็นภาพตัวเองกลายเป็นนกน้อยคอยพึ่งคนไปเสียแล้ว ซึ่งภาพที่คิดนี้ก็ทำเอาเขาขนพองสยองเกล้า หายใจติดขัดจนอยากดันตัวเองออกมาจากอีกฝ่าย แต่ก็ขยับตัวได้ยากยิ่งนัก เพราะนอกจากความแออัดที่ทำให้ก้าวเดินได้ลำบากแล้ว ซ่งอวี้ยังโอบรัดเขาเอาไว้อย่างแน่นหนาอีกด้วย

เพียงพริบตาเดียว ทั้งสองก็ได้พลัดหลงกับคนอื่นเสียแล้ว คนที่รายล้อมอยู่โดยรอบล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้า

หลี่ฉงชิงชะงักไปเล็กน้อยอย่างรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ทูลเตือนตะกุกตะกักเอ่อท่านสาม นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านควรจะกลับบ้านได้แล้วกระมัง

ข้าไม่รีบซ่งอวี้ตอบ

เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของท่านแล้ว ข้าน้อยคงต้องบังอาจเชิญท่านให้รีบกลับบ้านไปโดยเร็วขอรับ เพราะหากเกิดเรื่องอันใดกับท่านแม้แต่นิด ข้าน้อยคงจะมิอาจแบกรับไหว

ยังไม่ได้ดูดอกไม้ไฟเลย

หากท่านต้องการจะดู เพียงแค่สั่งมาคำเดียว ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ไฟที่งดงามแค่ไหนย่อมสามารถดูได้ขอรับ มิจำเป็นต้องมาเบียดเสียดผู้คนที่นี่เลย

หลี่ฉงชิง

ขอรับ

นี่เจ้ากำลังเถียงข้าหรือ

อึกข้าน้อยมิกล้าหลี่ฉงชิงรีบหลบตาอย่างอ่อนน้อม เขายังไม่เบื่อศีรษะที่ตั้งอยู่บนคอ ไหนเลยจะกล้าต่อปากต่อคำกับฮ่องเต้ต่อ

ซ่งอวี้คล้ายอยากจะตรัสอะไรบางอย่างต่อ หากทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดสะเทือนเลือนลั่นจนหูแทบดับดังขึ้นพอดี ท้องฟ้าสว่างสดใสพร่างพราวไปด้วยดอกไม้ไฟที่แตกกระจายออก ฝูงชนล้วนแหงนเงยหน้าขึ้นมองด้านบน พร้อมๆ กับส่งเสียงเฮ…” โห่ร้องชื่นชม

ดอกไม้ไฟถูกจุดต่อเนื่องดอกแล้วดอกเล่า สีสันวิจิตรงดงาม ถักทอท้องฟ้ายามราตรีให้สว่างพร่างพรายสะกดทุกสายตา

นี่เป็นดอกไม้ไฟที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ชมมาซ่งอวี้ก้มพระพักตร์ลงมากระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูหลี่ฉงชิง ท่วงทำนองเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดราวกับมีแม่เหล็กในพระสุรเสียง

ลมหายใจอบอุ่นไล้ผะแผ่วอยู่ที่ไรผมของเขา ราวกับแมวที่ยกขาเกาเบาๆ ที่ใบหู หลี่ฉงชิงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ รู้สึกว่าตนเองถูกโอบรัดแน่นเกินไปแล้ว นัยน์ตาพร่ามัวไปด้วยแสงของดอกไม้ไฟ เสียงระเบิดปึงๆๆ ดังกึกก้อง หัวใจเต้นกระหน่ำตุบๆๆ ตามจังหวะนั้น

ข้าเพิ่งนึกออกว่ามีตำแหน่งหนึ่งที่เหมาะสมกับเจ้าซ่งอวี้ตรัสขึ้น

ตำแหน่งอะไรหรือขอรับ

ซั่งจวิน

หลี่ฉงชิงตกตะลึงทันทีที่ได้ยิน เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ แต่ยังไม่ทันได้กะพริบตา จุมพิตของซ่งอวี้ก็เคลื่อนลงมาที่ริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว จนดวงตาที่มักจะสะลึมสะลือเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าต่อหน้าธารกำนัลมากมาย ฮ่องเต้จะทรงทำรุ่มร่ามกับเขา!

โชคดีที่ฝูงชนที่รายล้อมอยู่ต่างจับจ้องไปที่ดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า ไม่มีใครทันสังเกตความแนบชิดของบุรุษสองคนที่ผ่านไปในชั่วพริบตานั้น แต่ทว่าหลี่ฉงชิงยังคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ฝ่าไม่ใช่ทะท่านสาม…” เขาตะลึงงันพูดตะกุกตะกัก

ไปกันเถอะซ่งอวี้จูงเขาเบียดเสียดฝูงชนออกไป

หลี่ฉงชิงหัวสมองสับสนอลหม่านปล่อยตัวไปตามแรงกึ่งจูงกึ่งลากของอีกฝ่าย ออกมาจากถนนที่ผู้คนจอแจ รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็มาถึงตรอกเล็กๆ ที่ปลอดคนแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก แผ่นหลังก็ถูกดันชิดผนังในทันที ไม่มีเวลาแม้แต่จะตกใจ ปากก็ถูกอีกคนใช้เรี่ยวแรงปิดผนึกไว้

หลี่ฉงชิงตาเบิกโพลง ตกใจจนเม้มปากเอาไว้แน่น ตัวแข็งเป็นหินไม่กล้าขยับเขยื้อน

ซ่งอวี้จ้องมองเขาแน่วนิ่ง พระโอษฐ์กดทับลงบนริมฝีปากของเขาโดยไม่ยอมเคลื่อนไหวเช่นกัน

ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองกัน ราวกับจะวัดความอดทนว่าหลี่ฉงชิงจะเปิดประตูเมืองยอมจำนนก่อน หรือว่าซ่งอวี้จะโยนขวานและปลดเกราะลงก่อน ทั้งสองยืนหยัดชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างไม่คิดยอมอ่อนข้อให้ใคร

ต่างฝ่ายต่างหายใจออกมากระทบใบหน้ากันและกัน ก่อเป็นระลอกคลื่นสั่นไหวที่ทั้งสูบเรี่ยวแรงและทำให้รู้สึกยุบยิบตามเนื้อตัวเป็นระลอกๆ

อ้าปากออกซ่งอวี้รับสั่งอย่างนุ่มนวล

หลี่ฉงชิงที่ปกติแล้วจะโอนอ่อนผ่อนตามเหมือนลูกพลับนิ่ม ในครั้งนี้กลับกล้าขัดขืนรับสั่งของฮ่องเต้ ริมฝีปากเม้มแน่นยิ่งกว่าเก่า จ้องมองกลับไปอย่างไร้ความยำเกรง แท้จริงแล้วเพราะในหัวของเขากำลังสับสนอลหม่าน จนไม่อาจไตร่ตรองอะไรได้ ทำทุกอย่างออกมาตามสัญชาตญาณปกป้องตัวเองเท่านั้น

ดื้อเสียจริงนะซ่งอวี้ไม่มีแม้โทสะแต่กลับแย้มพระสรวล แล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เคลื่อนไปขบเม้มที่ติ่งหูของเขาในทันที ทั้งดูดทั้งเลียอย่างหยอกเย้า

หลี่ฉงชิงเกร็งตัวจนแข็งทื่อ เสียวสันหลังจนขนลุกชัน ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากหมาสีน้ำตาลตัวโตที่เคยเลี้ยงเอาไว้ที่เคยได้เลียหน้าเลียตาเขาแล้ว ก็ไม่เคยมีใครได้สัมผัสติ่งหูเขามาก่อน โดยเฉพาะวิธีที่เต็มไปด้วยเสน่หาราคะเยี่ยงนี้ยิ่งไม่เคย ร่างกายเขาสั่นสะท้านน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ กระแสความร้อนกลุ่มหนึ่งพรั่งพรูขึ้นมา จนเขาอยากจะผลักซ่งอวี้ออกไป แต่มือทั้งคู่กลับถูกจับตรึงไว้ทั้งสองด้าน จนมิอาจขยับเขยื้อนได้เลย

ฝ่าฝ่าบาทได้โปรดอย่าทำเช่นนี้…” ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงวิงวอนออกมา

แต่ซ่งอวิ้มิทรงละเว้น ทรงย้ายโอษฐ์กลับมายังริมฝีปากของเขา

หลี่ฉงชิงรีบเปลี่ยนกลับไปเป็นเปลือกหอย เม้มปากลงแน่นสนิทอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแทรกพระชิวหาฝ่าเข้าไปได้

ฮ่องเต้มิได้ทรงบุ่มบ่ามฝืนบังคับเขา เพียงไล้เลียริมฝีปากที่ปิดสนิทแน่นนั้นอย่างอดทน ราวกับกำลังชิมขนมหวานแสนอร่อยถูกใจ ช่างหวานนัก หวานล้ำเสียยิ่งกว่าที่เคยจินตนาการไว้

หลี่ฉงชิงรู้สึกว่าช่างเหมือนกับสุนัขสีน้ำตาลตัวโตในอดีตกำลังเลียเขาอยู่ไม่มีผิด

ขณะที่เขาถูกเลียจนรู้สึกว่าริมฝีปากจะถูกกินไปด้วยแล้วนั้น หางตาพลันเหลือบไปเห็นคนสามคนกำลังวิ่งมาทางพวกเขาราวกับเหาะ พอมองดูให้ดีก็พบว่าเป็นเว่ยเสียวเหมี่ยวและองครักษ์อีกสองคนนั่นเอง

ยอดเยี่ยมที่สุด ผู้ช่วยชีวิตมาถึงแล้ว!

ฝ่าบาท เว่ยอ๊ะ…”

โดยไม่ยอมให้โอกาสหลุดลอยไป ซ่งอวี้ฉวยโอกาสนี้ตีด่านได้สำเร็จ รุกรานเข้าไปภายในริมฝีปากอ่อนนุ่มหวานล้ำ

กลุ่มเว่ยเสียวเหมี่ยวทั้งสามคน พอเห็นผู้เป็นนายกำลังทำตัวเป็นพยัคฆ์ร้ายขย้ำกัดริมฝีปากใครบางคนอยู่ ก็รีบหยุดฝีเท้าลงห่างออกไปราวห้าก้าว มิได้ก้าวเข้ามาทัดทานหรือขัดขวางแต่ประการใด ทั้งยังรีบหมุนตัวหันหลังกลับ ด้านหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทที่มองดู อีกด้านหนึ่งก็เพื่อใช้ร่างกายคอยกำบังและอารักขาพวกเขา ไม่ให้โดนผู้อื่นพบเห็น

ไม่ใช่ผู้ช่วยชีวิต แต่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดต่างหาก หลี่ฉงชิงอยากจะร้องไห้เสียเหลือเกิน ได้แต่โอดครวญในใจว่า ถ้าหากฮ่องเต้ทรงคิดใช้กำลังบังคับเขาที่นี่ พวกเขาคงนำผ้าผืนใหญ่มากั้นคลุมให้เรียบร้อยเลยกระมัง และหากว่าเขาพยายามดิ้นรนขัดขืนไม่ยินยอม ดีไม่ดีอาจจะมาช่วยจับแขนจับขาเขาไว้ให้เลยก็ได้ ขอเพียงช่วยให้เจ้านายของตนเคลื่อนพลได้อย่างราบรื่น ก็คงรีบบำรุงบำเรอปรนเปรอกันอย่างเต็มที่แน่นอน

นี่สินะที่เรียกว่าเรียกฟ้าฟ้าไม่ตอบ เรียกดินดินไม่ขาน หลี่ฉงชิงหมดอาลัยตายอยาก ลดการต่อต้านอย่างยอมจำนน ร่างกายผ่อนคลายลง ปล่อยให้ฮ่องเต้ทรงจุมพิตเขาไปตามอัธยาศัย

เมื่อซ่งอวี้ทรงรู้สึกว่าเขาผ่อนคลายลงแล้ว ก็อดพระทัยไว้ไม่ไหว โหมจูบเขาอย่างรุนแรงเร่าร้อน ทั้งดูดทั้งขบกัดจนริมฝีปากหลี่ฉงชิงเจ็บไปหมด

หลี่ฉงชิงไม่เคยมีประสบการณ์การถูกจุมพิตเร่าร้อนเช่นนี้มาก่อน จุมพิตจนสมองมึนงง ลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจ ลมหายใจของเขาถูกปิดกั้นเสียจนใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แทบหายใจไม่ออกอยู่รอมร่อ

จนกระทั่งซ่งอวี้รู้สึกว่าเขาใกล้จะสิ้นสติลงไปแล้วนั่นแหละ ถึงค่อยยอมผละออก

หลี่ฉงชิงรีบสูดลมหายใจเข้าปอดหอบใหญ่ อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงและสั่นระริกไปทั่วทั้งร่าง เขารู้สึกถึงความเปียกชื้นบริเวณริมฝีปากจึงยกแขนเสื้อขึ้นหมายจะเช็ดออก

อย่าเช็ดนะซ่งอวี้ทรงเอ็ดเบาๆ ลูบไล้นิ้วหัวแม่มือไปบนริมฝีปากที่ชุ่มฉ่ำและแดงก่ำเสียยิ่งกว่าเดิม แล้วตรัสถามหลี่ฉงชิง เราจะแต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นซั่งจวิน เจ้าว่าดีหรือไม่

หลี่ฉงชิงยังคงหอบหายใจอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับอ่อนระโหยโรยแรงทูลฝ่าบาท ผู้น้อยไร้ความสามารถ มิกล้ารับตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ

ไม่ใช่ว่าเจ้าจะล้างบั้นท้ายให้สะอาด แล้วทูลเกล้าฯ ถวายให้เราหรอกหรือ

นั่นเป็นท่านพี่ต่างหาก หากฝ่าบาททรงประสงค์ในบั้นท้ายของพี่ชายกระหม่อมละก็ เขาคงยินดีถวายให้เป็นแน่แท้พ่ะย่ะค่ะ

แล้วเจ้าไม่ยินดีหรือ

ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้ว

เจ้ามองดีๆ สิ ว่าเราเหมือนกำลังล้อเจ้าเล่นอยู่หรือไม่ซ่งอวี้เชยคางเขาขึ้น เพื่อให้เขามองมายังพระองค์ ให้มองเห็นไฟร้อนแรงในดวงพระเนตรที่ไม่ทรงคิดปิดบังเอาไว้

หลี่ฉงชิงกลับเป็นฝ่ายหลุบตาลง ใช้แพขนตาที่แม้จะไม่ยาวแต่ดกหนาหลบซ่อนสายตาเอาไว้ เลี่ยงตอบอย่างสุขุม โดยตอบออกมาอย่างปากไม่ตรงกับใจว่าพระพักตร์อันสูงส่งของฮ่องเต้ สามัญชนมิบังควรที่จะจับจ้อง ข้าน้อยยิ่งมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ

ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นคนหัวรั้นถึงเพียงนี้ฮ่องเต้แย้มพระสรวลน้อยๆ อย่างอบอุ่น แต่สายพระเนตรกลับแวววาวราวคบเพลิง เผยความมุ่งมั่นในส่วนลึกออกมาอย่างแน่วแน่ แล้วตรัสเนิบๆหลี่ฉงชิง เราจะไม่บังคับเจ้า

ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว

แต่ว่าเราจะไม่ปล่อยเจ้าไป

หลี่ฉงชิงอดคร่ำครวญในใจไม่ได้ โน้มกายถวายคารวะเวลาล่วงเลยมาดึกมากแล้ว กระหม่อมขอเชิญฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวงโดยเร็วเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมทูลลาโดยไม่รอรับสั่งอนุญาตก็รีบหันหลังกลับ แล้วโกยแน่บทันทีราวกับทาน้ำมันไว้ที่ฝ่าเท้า เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนจับถลกหนังเลาะกระดูก แล้วจับกินไม่เหลือซากอยู่ที่นี่

อย่าลืมล้างบั้นท้ายไว้ให้สะอาดด้วยนะซ่งอวี้รับสั่งตามแผ่นหลังที่หนีกระเซอะกระเซิงนั่น

หลี่ฉงชิงสะดุดเสียจนเอียงกระเท่เร่ เกือบลื่นล้มหน้าคะมำลงไป แต่รีบสาวเท้าโซซัดโซเซจากไป

หลังจากที่ซ่งอวี้ทอดพระเนตรตามเขาจนลับหายไปในฝูงชนแล้ว ดวงพระเนตรก็ส่องประกายแวววับกลางราตรี ราวเปลวไฟเล็กๆ สองกองที่ลุกโชน นานมากแล้วที่พระองค์มิเคยรู้สึกตื่นเต้นคึกคักเยี่ยงนี้ ความต้องการที่หลับใหลอยู่ในเบื้องลึกของพระวรกายกลับไหลทะลักพรั่งพรูออกมาราวระลอกคลื่น

ในเมื่อเป็นถึงเพียงนี้แล้ว ย่อมทรงเข้าใจถึงความปรารถนาในพระทัยอย่างชัดแจ้ง แล้วไฉนต้องทำให้จิตใจฟุ้งซ่านผิดปกตินั้นว้าวุ่นและหงุดหงิดอีกเล่า ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นถึงโอรสสวรรค์ เป็นผู้ที่มีฐานะสูงส่งที่สุดในแผ่นดิน ไม่มีสิ่งใดที่ทรงปรารถนาแล้วมิอาจครอบครอง หลี่ฉงชิง เราจะตั้งหน้าตั้งตารอบั้นท้ายเจ้า

ในทางตรงข้ามหลี่ฉงชิงที่ความคิดและจิตใจยังสับสนปนเป เดินใจลอยไปตลอดทางกลับบ้าน

หลี่ฉงหยินที่กลับมาถึงบ้านก่อนแล้ว สังเกตเห็นว่าน้องรองดูจิตใจเลื่อนลอยผิดจากเวลาปกติ ดวงตาทั้งคู่ดูสับสน สองพวงแก้มขึ้นสีแดงอย่างผิดธรรมชาติ แล้วยังมีริมฝีปากสีสดที่เจ่อออกมายิ่งกว่าในยามปกติ ราวกับถูกเด็ดดอมมาอย่างรุนแรง

เอ๋!? นี่มันเรื่องอันใดกัน หลี่ฉงหยินเดินวนไปวนมารอบตัวเขาพลางพินิจพิจารณา มองบนมองล่างมองซ้ายมองขวา เดาะลิ้นเสียงดัง ราวกับท่าทางของพ่อค้าหน้าเลือดยามพิจารณาสินค้าและประเมินดูว่ามีมูลค่าเท่าใด

เหตุใดมองข้าเช่นนั้นใบหน้าของหลี่ฉงชิงยังคงสับสน รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

หลี่ฉงหยินลูบคางไปมา กล่าวข้อสรุปที่ชี้ชัดได้ว่าจุ๊ๆๆ ข้าหลงเข้าใจมาตลอดว่าคนที่น่าจะมีมูลค่าสูงสุดในบรรดาพวกเราพี่น้องเป็นน้องสามและน้องสี่ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสินค้าที่มีราคามากที่สุดนั้นจะเป็นเจ้า

หลี่ฉงชิงชะงักไปครึ่งจังหวะ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาสามส่วนในทันที พูดโพล่งเสียงดังอย่างหาได้ยากยิ่งพี่ใหญ่ คนเราไม่ควรไร้ศีลธรรมเยี่ยงนี้!”

คนเป็นพ่อค้าย่อมต้องหากำไรเป็นธรรมดา เกี่ยวอันใดกับมีหรือไม่มีศีลธรรมกัน ข้าเพียงแค่เสนอขายแตงให้เหล่าหวังเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้บังคับขายแต่ประการใด เขาจะซื้อหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะไปฝืนใจบังคับได้เสียเมื่อไรใบหน้าหล่อเหลาฉายรอยยิ้มเจิดจ้าราวแสงตะวันของพ่อค้าหน้าเลือดเต็มหน้า ยกมือขึ้นตบแก้มน้องชายเบาๆ พลางยิ้มเยาะเด็กดี ฟังคำพี่ชายไว้นะ ล้างบั้นท้ายให้สะอาดรอไว้ได้เลย

นี่มันขุนนางที่บีบคั้นราษฎรให้ต่อต้านชัดๆ บีบบังคับให้ขายตัวด้วย!

เหตุใดท่านไม่ล้างของท่านแล้วถวายเองเลยเล่า!”

ข้าก็อยากอยู่หรอก แต่น่าเสียดายที่เขาหมายตาเจ้าเสียแล้วหลี่ฉงหยินยักไหล่ แสร้งตีหน้าซื่อพูดอย่างจริงใจแต่แฝงความหมายลึกซึ้งว่าบอกไว้เลยนะน้องรอง การที่ถูกคนผู้นั้นหมายตาไว้ ต่อให้คิดหนีอย่างไรก็มิอาจหนีพ้น ทำได้แค่คิดว่าเป็นโชคที่ตกลงมาจากสวรรค์ เห็นทีพวกเราสกุลหลี่คงต้องพึ่งบั้นท้ายของเจ้าในการนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลและบรรพชนของเราแล้ว เจ้าต้องกล้ำกลืนความอัปยศอดสูนี้เพื่อภารกิจอันหนักอึ้งนั่น

ภารกิจเพื่อเกียรติบรรพชนกับผีอะไรเล่า ยังจะกล้าเอ่ยแสดงความยินดีกับทั้งตระกูลอีก! หากบรรพชนสกุลหลี่ที่อยู่ในหลุมได้รู้ว่าลูกหลานต้องมาขายบั้นท้ายแลกเกียรติยศละก็ ถ้าไม่กระโดดออกจากโลงมาชักดิ้นชักงอก็แปลกแล้ว!

คนเห็นแก่ผลประโยชน์ จิตใจไร้ความดีงาม!” หลี่ฉงชิงที่ไม่เคยโมโหมาหลายปีดีดักอดที่จะโกรธไม่ได้

ความดีงามคืออะไร กินได้หรือไม่ เอาไปโรงจำนำแลกเงินได้กี่อีแปะกันหลี่ฉงหยินหัวเราะเย้ยหยัน จิตใจดีงามมันก็แค่เรื่องหลอกเด็ก เขาโยนให้สุนัขกินไปนานแล้ว

ให้ตายเถอะ! หลี่ฉงชิงไหนเลยจะสู้กับพี่ใหญ่ที่ปากคมยิ่งกว่ากรรไกรได้ จึงสะบัดหน้าเดินข้ามลานบ้านไปยังเรือนของตนเอง บั้นท้าย! บั้นท้าย! บั้นท้าย! หากใครหน้าไหนยังกล้ามาพูดคำนี้ให้เขาได้ยินอีก ไม่ว่าจะเป็นใครก็แตกหักกันไปเลย!

เมื่อกลับมาถึงห้องนอนก็ปีนขึ้นเตียงไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น มุดเข้าใต้ผ้าห่มคลุมโปงไปทั้งตัว

หลับเร็วสิ หลับสิ เดี๋ยวพอตื่นขึ้นมาเรื่องทั้งหมดก็หายไปแล้ว เขาหลอกตัวเองอย่างต่อเนื่องให้ใจแข็ง ทว่าริมฝีปาก ช่องปาก แม้กระทั่งใบหู ยังคงมีร่องรอยการสัมผัสและกลิ่นอายของจุมพิตนั้นหลงเหลืออยู่ ในใจว้าวุ่น ไม่ชัดเจนว่าคือความหวาดกลัว ความสับสน หรืออารมณ์บางอย่างที่ไม่ควรจะมีกันแน่ ความร้อนในร่างกายก่อตัวขึ้นอย่างไม่อาจระงับ ก่อนหน้านี้ที่ถูกมือสังหารจับตัวไว้ยังไม่รู้สึกหวั่นไหวและสับสนถึงเพียงนี้เลย

เพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ เหตุใดจู่ๆ ฮ่องเต้ต้องทรงบังคับจูบเขาสวรรค์ องค์ฮ่องเต้ผู้องอาจเกรียงไกรทรงจุมพิตเขาช่างน่าหวั่นกลัวและตัวเขาก็อ่อนปวกเปียกไร้แรงต้านทาน ท้ายที่สุดแล้วถึงขนาดไม่รู้สึกขยะแขยง แต่กลับรู้สึกเกือบจะเคลิบเคลิ้มไปแม่จ๋าช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น การประชุมเช้าครั้งแรกหลังปีใหม่

ในวันนี้จะไม่มีการหารือข้อราชการตามปกติ บรรดาขุนนางจะผลัดเปลี่ยนกันก้าวออกมากล่าวถวายพระพรองค์ฮ่องเต้ตามธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อเป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นสิริมงคล และหวังว่าราชสำนักจะผ่านปีนี้ไปอย่างมั่นคงและราบรื่น

เดิมทีฮ่องเต้ทรงเข้าใจว่าหลี่ฉงชิงจะตื่นกลัวจนต้องขอลาและไม่กล้ามาเข้าประชุม ไหนเลยจะทรงคิดว่าจะได้ทอดพระเนตรเห็นเขายืนอยู่ที่ท้ายแถวเช่นเดิม แต่พอมาทบทวนดูดีๆ แล้ว คนผู้นี้แม้จะชอบทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย แต่กลับไม่เคยขาดประชุมเลยสักครั้งเดียว ถึงแม้ว่าเขาแทบจะไม่เคยออกความเห็นอันใดเลยก็ตาม ฮ่องเต้จึงอดที่จะรู้สึกชื่นชมเขามากขึ้นอีกระดับไม่ได้

ศีรษะของหลี่ฉงชิงนั้นก้มต่ำยิ่งกว่าในยามปกติ ไหล่ห่อแคบลง อยากจะขดตัวเป็นก้อนเล็กๆ ที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าเขาอยู่ที่นี่ด้วย โดยเฉพาะฮ่องเต้ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงตระหง่านนั้น

ทว่าในวันนี้บุคคลที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสนพระทัยเป็นพิเศษก็คือเขา ทอดพระเนตรเห็นว่าวันนี้เขาไม่ได้งีบหลับ ทั้งยังดูมีสติแจ่มใสดีเสียยิ่งกว่ายามปกติ พอหวนระลึกถึงรสจูบที่ทำเอาพระทัยสั่นไหวเมื่อคืน ก็รับรู้แต่เพียงความรู้สึกดีจนไม่ประสงค์ให้ช่วงเวลานั้นจบสิ้นลง ทรงอยากจับเขากลืนกินลงไปทั้งตัวเสียจริงๆ นั่นคงพอช่วยให้พระองค์พอพระทัยได้

กระหม่อมขอให้ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี อยู่คู่ต้าเส้าไปจนอมตะนิรันดร์กาลพ่ะย่ะค่ะหลี่ฉงชิงก้าวออกมากล่าวถวายพระพรเป็นคนสุดท้าย ก้มศีรษะลงต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอกล่าวจบก็รีบถอยกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว

เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างถวายพระพรกันจนเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงฮ่องเต้ทรงพระราชทานพรตอบกลับก็ถือว่าปิดประชุมได้

เราปรารถนาให้บรรดาท่านทั้งหลายคิดเพื่ออาณาประชาราษฎร์ มุ่งมาดเพื่อแผ่นดินฮ่องเต้ตรัส จากนั้นจึงรับสั่งต่ออย่างเยือกเย็นว่าเราคิดว่าเร็วๆ นี้จะแต่งตั้งซั่งจวินสักคน พวกท่านเห็นเป็นเช่นไร

เมื่อรับสั่งเสร็จ ทั่วทั้งท้องพระโรงก็ส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าว บรรดาขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา

หลี่ฉงชิงตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย หดตัวลงให้เล็กยิ่งกว่าเดิม อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปเสียให้พ้น

หากกล่าวถึงซั่งจวินเดิมทีตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งขุนนางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ในครั้งแรกแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นผู้ช่วยงานน้อยใหญ่ต่างๆ ขององค์ฮ่องเต้ ตั้งแต่การร่างแผนนโยบายต่างๆ ของแคว้น ไปจนถึงเรื่องกินอยู่ส่วนพระองค์โดยทั่วไป พูดอีกอย่างก็เหมือนเป็นเลขาคนสนิทของฮ่องเต้นั่นเอง จะเชื่อฟังและทำตามพระบัญชาของฮ่องเต้เพียงผู้เดียว และไม่ได้เข้าร่วมกับคณะขุนนางในราชสำนัก

ดูราวกับเป็นตำแหน่งลอยๆ ที่มีเพียงชื่อแต่ไร้ซึ่งอำนาจใดๆ ทว่ากลับเป็นคนที่ได้อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้มากที่สุด อีกทั้งผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นซั่งจวินนั้น ต้องเป็นคนที่ฮ่องเต้ทรงเชื่อถือและให้ความไว้วางพระทัยมากที่สุด จนสามารถตรัสด้วยได้ทุกเรื่อง ดังนั้นจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อพระราชวินิจฉัยต่างๆ มากที่สุด

โดยปกติแล้วคนผู้นี้จะเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งขึ้นตามความพอพระทัยของพระองค์เอง โปรดให้ใครรับหน้าที่นี้ก็แต่งตั้งคนนั้นขึ้น ซึ่งต่อมามีฮ่องเต้บางพระองค์ที่แต่งตั้งคนรักที่เป็นเพศเดียวกันขึ้นเป็นซั่งจวิน เพื่อให้ไปไหนมาไหนด้วยกันได้อย่างเปิดเผย ตำแหน่งนี้จึงมักมีแนวโน้มไปทางความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษ กอปรกับซั่งจวินที่เคยได้รับการแต่งตั้งล้วนแต่เป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตางดงามทั้งสิ้น ทำให้ในภายหลังผู้ที่ได้รับตำแหน่งซั่งจวินต่างถูกคาดเดาไว้ว่าน่าจะเป็นคนผู้นั้นของฮ่องเต้ไปด้วย

แล้วบุรุษปกติทั่วไปไหนเลยจะรับความอัปยศของการเป็นพวกตัดแขนเสื้อได้ จึงไม่มีใครกล้ารับตำแหน่งนี้อีก พอนานไป ตำแหน่งนี้จึงกลายเป็นตำแหน่งที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าหากมีการแต่งตั้งขึ้น ก็มั่นใจได้เลยว่าแปดถึงเก้าส่วนต้องเป็นคนผู้นั้นของฮ่องเต้อย่างแน่นอน แม้จะบอกว่าโดยตำแหน่งแล้วถือว่าเป็นขุนนางรองขั้นหนึ่ง (ต้าเส้ามีเพียงฮ่องเต้และฮองเฮาเท่านั้นที่เป็นขั้นหนึ่ง) แต่อันที่จริงแล้วมีตำแหน่งพอๆ กับพระสนม คือเป็นผู้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับฮ่องเต้เช่นเดียวกัน ต่างกันแค่เพียงพระสนมนั้นได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ซั่งจวินนั้นทุกคนล้วนรู้ดีแก่ใจโดยมิต้องบอกกล่าวว่าคือคนรักของฮ่องเต้ อีกทั้งหน้าที่ทั้งหมดที่เคยทำในอดีตก็ไม่ต้องทำแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งที่สูงส่งที่สุดคืออยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น

ขอพระราชทานพระราชานุญาตบังอาจทูลถาม ฝ่าบาททรงหมายตาผู้ใดไว้หรือพ่ะย่ะค่ะขุนนางอาวุโสท่านหนึ่งทูลถามด้วยความระมัดระวัง

คำว่าหมายตาคำนี้เดิมก็มีความหมายคลุมเครืออยู่แล้ว เนื่องจากมีการตีความได้หลายอย่าง แต่มีความหมายระดับเดียวกับคำจำพวกหลงรัก’ ‘ชื่นชอบ

คนผู้นั้นน่ะ…” ฮ่องเต้ทรงกวาดสายพระเนตรไปทั่วท้องพระโรงรอบหนึ่ง

เหล่าขุนนางต่างตื่นเต้นจนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ คิดในใจว่า ฝ่าบาททอดพระเนตรข้า! ฝ่าบาททอดพระเนตรข้า!

มีเพียงหลี่ฉงชิงคนเดียวที่คร่ำครวญอยู่ในใจ พระองค์ไม่เห็นข้า! พระองค์ไม่เห็นข้า!

ฮ่องเต้ทรงทำท่าราวจะแย้มพระสรวลแต่ก็มิใช่ จากนั้นมิได้ตรัสอะไรถึงเรื่องนี้อีก และกล่าวปิดการประชุม

หลี่ฉงชิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่ถอนใจเสร็จยังไม่ทันได้โล่งใจเท่าไร เว่ยเสียวเหมี่ยวก็มาเรียกให้เขาหยุดตรงระเบียงทางเดินของท้องพระโรง แล้วพูดกับเขาเป็นการส่วนตัวว่าใต้เท้าหลี่ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า กรุณาตามข้าน้อยมาเถิดขอรับ

ลางสังหรณ์ว่าภัยกำลังจะตกมาถึงตัวแผ่คลุมไปทั้งสมอง หลี่ฉงชิงคิดขึ้นมาด้วยความแค้นใจ ถ้าเขาแกล้งเป็นลมตายไป ไม่รู้ว่าจะหนีไปได้สักระยะหรือไม่เฮ้อ อย่าโง่ไปหน่อยเลย แม้ว่าเขาจะเป็นลมจนเกือบตายจริงๆ ก็คงจะถูกหามไปอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ถูกพาไปลอกคราบให้เรี่ยมแล้วนำไปวางไว้บนแท่นบรรทม ก็คงถูกจับใส่ชุดโซ่วอีแล้วยัดลงโลงไปเลย

หลังชนฝา ไม่มีทางให้เขาหลบซ่อนได้อีกแล้ว เป็นตามที่หลี่ฉงหยินพูดไว้เมื่อคืนนี้ว่า การที่ถูกคนผู้นั้นหมายตาไว้ ยังจะคิดหนีไปไหนได้อีก?

หลี่ฉงชิงราวถูกเมฆฝนปกคลุม รู้สึกว่าบั้นท้ายของเขาเหมือนจะเริ่มปวดขึ้นมานิดๆ แล้ว

Leave a Reply