Back to Home

NOV: วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

………………..

ตอนที่ 19

 

คอนโดหรูของเจียระไนวันนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมกับครั้งก่อนๆที่เคยมาอีกแล้ว ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าพวกเขามาที่นี่วันนี้เพราะอะไร จุดประสงค์ของการก้าวเท้าผ่านบานประตูหนาหนักนั่นเพื่ออยู่ด้วยกันในคอนโดนี้คืออะไร

 

…พร้อมแล้ว…

 

…เป็นแฟนกันแล้ว…

 

…จากนี้…จะไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว…

 

มือใหญ่ค่อยๆจับมือขาวของคนที่ยืนอยู่ข้างกันเบาๆ ดวงตาคู่สวยหันมามอง มันตื่นกลัวเล็กน้อย เขินอายมากหน่อย แต่ก็…หวานฉ่ำ…

 

เจียระไนรั้งร่างโปร่งเข้ามาใกล้ ก้มหน้าลงหาให้ปลายจมูกแตะกันแผ่วเบา แต่…ยังไม่ทันได้แตะต้องกันมากกว่านั้น ใบหน้าขาวก็ก้มหลบลงซุกกับอกกว้างแทน หัวใจเจ้าของอกหล่นตุ้บลงไปกองกับพื้น

 

…อย่าเชียวนะมึง อย่าเสือกบอกว่าไม่พร้อมแล้ว…

 

“โจ๊ก…ขออาบน้ำก่อนได้มั้ย อยู่ข้างนอกมาทั้งวัน” เสียงอู้อี้จากคนที่เอาหน้าฝังลงกับอกของเขาดังขึ้นมา

 

…อ้อ…แค่ขอเวลานอก…

 

“อาบด้วยกัน” ผู้ชายใจกว้างต่อรอง ของแบบนี้ต้องยื่นหมูยื่นแมว ให้เวลานอกได้แต่ต้องใช้เวลานอกด้วยกันสิ

 

“ไม่เอา…ต่างคนต่างอาบ…นะ…” หัวใจคนจะยื่นหมูยื่นแมว อ่อนยวบอีกหน เขายอมปล่อยคนผิวขาวจัดออกจากอ้อมกอด แต่ก็ยังเดินตามไปส่งที่ประตูห้องน้ำ

 

“ไม่ให้กูอาบด้วยจริงเหรอ” ถามย้ำอีกครั้ง ดวงตาเรียวฉ่ำด้วยความต้องการ ถ้าแค่สิตางศุ์พยักหน้าสั้นๆล่ะก็ คนขอคงกระโดดเข้าไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า…วันนี้ร่างโปร่งเตรียมตัวมาดี เจ้าตัวยังคงส่ายหน้าอย่างมุ่งมั่น

 

“งั้นรีบอาบ…”

 

“อื้อ ออกไปได้แล้ว” มือขาวจะดึงประตูมาปิด แต่ร่างสูงวางมือทับลงบนมือนั้น

 

“กูรอนะโซ่…” เป็นการพูดคำว่ารอที่มีความหมาย สิตางศุ์ทั้งเขิน ทั้งหวามไหว พยักหน้ารับรู้อย่างเขินอายก่อนจะปิดประตูลง

 

………………………………

 

เจียระไนขอบใจอะไรก็ตามที่ตอนซื้อคอนโด เขาเลือกห้องใหญ่ สองห้องนอนสองห้องน้ำ ห้องนอนหนึ่งถูกแปลงเป็นห้องทำงาน ห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องทำงานไม่ค่อยได้ใช้ แต่ก็มีของใช้เพียงพอที่เขาจะเผ่นไปอาบน้ำที่ห้องนั้น แล้วกลับมารอที่ห้องนอน ตอนกลับเข้ามา เขาได้ยินเสียงน้ำฝักบัวยังเปิดอยู่ แล้วครู่หนึ่งมันก็เงียบไป ยิ่งเสียงฝักบัวเงียบ เสียงหัวใจของคนรอก็ยิ่งดังกว่าเดิม

 

…วันนี้แล้ว…วันนี้…

 

เสียงประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ทำเอาหัวใจเจียระไนรัวเหมือนกลองที่ถูกตี เขาหันไปมองที่ประตูห้องน้ำ คนผิวขาวจัดอยู่ในชุดเสื้อยืดเนื้อบางและกางเกงขาสั้นของเจ้าตัวที่มาทิ้งไว้ที่นี่เวลามานอนค้าง เป็นชุดที่ไม่มีความเซ็กซี่ตรงไหนเลย แต่…พอมาอยู่บนเนื้อตัวของคนที่กำลังก้มหน้างุดๆ แล้วเหลือบมองเขาเป็นระยะ เจียระไนก็ถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่

 

คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินเลี่ยงเอาผ้าเช็ดตัวไปผึ่ง แต่ไม่ทันจะหันกลับ ร่างทั้งร่างก็ถูกสวมกอดจากด้านหลัง สิตางศุ์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยอมอยู่ในอ้อมกอดร้อนนั้นแต่โดยดี

 

“อาบ…อาบน้ำแล้วเหรอ” คนถูกกอดถาม ทั้งๆที่ไม่หันไปมอง

 

“อาบแล้ว…” ริมฝีปากที่ตอบคำถามนั้น แนบลงกับลำคอขาวผ่องเบาๆแล้วลากไล้จนเสียววาบ

 

“จ…โจ๊ก…”

 

“ตรงนี้นะ…” แม้แต่เตียงก็ยังไกลเกินไปสำหรับความต้องการในตอนนี้ เจียระไนหมุนร่างผอมให้หันกลับมาหาเขา แล้วดันร่างอีกฝ่ายให้ชิดไปกับกระจกบานใหญ่ติดผนังที่อยู่ด้านหลัง บดเบียดจูบร้อนๆกับริมฝีปากสีสดนั้น ในขณะที่ฝ่ามือลูบไล้เข้าไปใต้เสื้อยืดเนื้อบาง

 

“ใส่ทำไม หื้ม?” จูบไป ถามไป ดูดดึงริมฝีปากไป มือที่ล้วงเข้าไปใต้เสื้อเปลี่ยนเป็นจับสิ่งกีดขวางแล้วดึงออกไปทางศีรษะ เผยให้เห็นแผ่นอกขาวจัดที่ประดับด้วยยอดอกสีชมพูสองข้าง เจียระไนจ้องตาไม่กะพริบ ลูบไล้ฝ่ามือจากบั้นเอวขาวขึ้นมาที่อกอย่างเชื่องช้า ทิ้งอุณหภูมิร้อนผ่าวเอาไว้บนผิวเนื้อของสิตางศุ์จนร่างโปร่งสะท้านได้แต่หลับตาปี๋ เม้มปากแน่น

 

“ลืมตาสิ จะได้เห็นว่ากูทำอะไร” เสียงทุ้มดังใกล้ พร้อมกับลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดบนผิวแก้ม ดวงตาคู่สวยยอมเปิดออก เป็นอีกครั้งที่สบตากับดวงตาเรียวคู่นี้แล้วความรู้สึกนึกคิดก็ดำดิ่งเข้าไปในความดำมืดของดวงตาของเจียระไน

 

ใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนลงไปที่หน้าอก ในขณะที่ตายังสบตา เขาแนบริมฝีปากลงตรงกลางระหว่างอก ร่างขาวจัดสะดุ้งเฮือกอีกรอบ และยิ่งต้องสะท้านมากกว่าเดิม เมื่อมือใหญ่ที่ร้อนผ่าวลูบลงไปยังขอบกางเกงนอนแล้วปลดมันลงอย่างเชื่องช้า

 

“จ…โจ๊ก…อ่ะ!” สิตางศุ์ไม่ทันได้พูดอะไรก็เป็นอันต้องครางแผ่วเมื่อเจียระไนหันไปครอบครองยอดอกข้างซ้ายด้วยริมฝีปากร้อน ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนแผ่ซ่านไหลลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วจนแทบยืนไม่อยู่ ยิ่งพอมือร้อนๆที่หยาบกระด้างลงไปถึงส่วนที่อ่อนไหวที่สุด ดวงตาคู่สวยก็ยิ่งเบิกโพลง มือขาวรีบตามลงไปยั้งเอาไว้ แต่…เจียระไนไม่ปล่อยอีกแล้ว พอเขาจับได้ถนัดก็เริ่มชักนำอารมณ์พุ่งทะยานขึ้นไปมากกว่าเดิม

 

ถูกรังแกทั้งยอดอกและเบื้องล่าง คนผิวขาวจัดก็แทบจะแดงเห่อไปทั้งตัว ได้แต่สะบัดหน้าร้องครางไปมาอย่างทนไม่ไหว มือใหญ่ขยับถี่จนเปียกแฉะ ก่อนจะทรุดตัวลงครอบครองด้วยโพรงปากร้อนแทน

 

“อ๊า!” ร่างโปร่งสะดุ้งครางด้วยความตกใจผสมกับอารมณ์หวามที่ดูเหมือนจะถูกกระชากขึ้นไปอีก พยายามกระถดตัวหนีความร้อนและชื้นที่เจียระไนมอบให้ แต่มือใหญ่ตรึงสะโพกเขาเอาไว้แน่น เร่งความเร็วในการดูดดึงและไล้เลียจนในที่สุด คนที่เคยขยับหนีก็ตอบสนองจังหวะของเขาด้วยการเอื้อมมือลงมากดศีรษะเขาเอาไว้แทน

 

ดวงตาเรียวเหลือบขึ้นมองสบกับดวงตาคู่สวยที่ไปด้วยความต้องการ สิตางศุ์กัดปากตัวเองกลั้นเสียงคราง หน้าตาแดงก่ำและเหมือนจะร้องไห้ ดูน่าสงสารแต่…เขาไม่หยุดอีกแล้ว ตายังสบตา แต่เจียระไนก็ยังขยับริมฝีปากไม่หยุด ยิ่งจ้องมองดวงตาคู่นั้นแล้วลงลิ้นแรงๆ คนที่เคยผิวขาวจัดแต่บัดนี้แดงก่ำไปทั้งตัวก็ถึงกับสะบัดหน้าแหงนหงายไปด้านหลัง สะโพกกระตุกเฮือกๆ

 

“อ่ะ…อ่ะ…ไม่…ไม่ไหวแล้ว…อื้อ…อื้อ!” ไอร้อนผ่าวทะลักทลายในโพรงปากของเจียระไนในวินาทีต่อมา เขาดูดรีดจนคนปลดปล่อยที่นิ่งสงบไปแล้วเริ่มดิ้นพล่านอีกรอบ

 

“พ…อก่อน…อ๊ะ…อย่าเพิ่ง…มัน…มันเสียว…อื้อ…” คนซื่อพูดตรงๆได้ถูกใจคนฟังมาก ร่างสูงถอนริมฝีปากออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพยุงคนที่ยังระทดระทวยให้เข้ามาแนบชิด

 

“จ…จะ…จะทำอะไร…” สิตางศุ์ถามทั้งที่ยังหอบ เพิ่งเสียพลังงานไปเมื่อกี้ก็ถูกกอดอีกแล้ว เขารู้สึกเหมือนพื้นที่ยืนไม่มั่นคงเลย ถ้าอีกฝ่ายไม่โอบเขาเอาไว้ทั้งตัวก็คงลงไปนั่งกองกับพื้นแล้ว

 

“เปลี่ยนที่” คำตอบของเจียระไนทำเอาคนถามถึงกับตาเบิกโพลง แต่ไม่ทันแย้งอะไร ร่างทั้งร่างก็ถูกอุ้มจนเท้าลอยจากพื้นพาเดินไปที่เตียงแล้ว

 

จากหน้ากระจกไปจนถึงเตียงไม่ไกลเลยแม้แต่นิด แต่สำหรับคนที่อารมณ์ยังคุกรุ่นอย่างสิตางศุ์ การถูกอุ้มจนความอ่อนไหวเสียดสีไปกับหน้าท้องเปล่าเปลือยของร่างสูงไม่ใช่เรื่องดีเลย พอเขาถูกปล่อยลงบนเตียง ความต้องการก็ยืดติดเป็นสาย

 

สิตางศุ์ได้แต่ก้มหน้า อับอาย รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ ไม่เพียงเขาปลดปล่อยในปากของอีกฝ่าย แต่…แต่แค่ถูกถูไถกับหน้าท้องของเจียระไน ก็เป็นแบบนี้อีกแล้ว สองมือขาวพยายามปกปิดส่วนที่กำลังขยับขยาย ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีความต้องการมากขนาดนี้

 

“โซ่…” เสียงทุ้มดังที่ข้างหู ตอนนั้นเองที่ร่างโปร่งเพิ่งรู้ตัวว่าเจียระไนตามขึ้นเตียงมาด้วยกันแล้ว ร่างของเขาถูกโน้มลงนอนช้าๆ สองขาถูกแยกออกกว้างแล้วแทรกกลางด้วยร่างสูงที่เปล่าเปลือย ความร้อนผ่าวแข็งขืนที่แนบชิด ทำเอาสิตางศุ์สะท้านจนต้องโอบร่างสูงใหญ่แน่น

 

“ชู่…ไม่เป็นไร…” ริมฝีปากร้อนที่ประทับจูบตามผิวแก้มครั้งแล้วครั้งเล่ากระซิบปลอบ ในขณะที่เบื้องล่างถูไถ เสียดสีจนร้อนฉ่า ปลุกปั่นอารมณ์ให้โหมกระพือ ก่อนที่สิตางศุ์จะถูกรุกรานด้วยปลายนิ้วที่ชโลมชุ่มด้วยเจลลื่น

 

“อ๊ะ” เหมือนกระชากคนที่ตกอยู่ในห้วงกฤษณาให้ออกมารับรู้ความจริง สิ่งแปลกปลอมที่กดแทรกเข้ามาในร่างกายทำเอาเกร็งเฮือก

 

“ไหวมั้ย โซ่…ผ่อนลมหายใจช้าๆ” เจียระไนปลอบ ปลายนิ้วที่กำลังเดินทางเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายหยุดอยู่กับที่ เขามองสบเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหวาดหวั่นแล้วก็ใจอ่อน

 

…ไม่ไหวมั้งเนี่ย…ไม่ไหว…

 

…กูเนี่ยบังคับมันไม่ไหวแน่ๆ…

 

สิตางศุ์เม้มปากแน่น ทั้งหวาดทั้งหวั่น ความจริงข้อหนึ่งที่เขารู้มาจากปกฉัตรคือเจ็บมาก แต่…แต่เพื่อเจียระไน

 

“โจ๊ก…”

 

“ท…ทำเถอะ…กู..กู…กูไหว…”

 

“แน่ใจนะ”

 

“อื้อ…” หลังเสียงอนุญาต ปลายนิ้วยาวก็ถูกแทรกเพิ่มเข้าไปเป็นสอง ร่างโปร่งสั่นเป็นลูกนก เจียระไนหยุดอีกหน เขากำลังจะตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองที่จะได้เมียวันนี้ แต่เป็นฝ่ายสิตางศุ์ที่ยื่นหน้าขึ้นมาจูบเขา

 

ราวกับปลดล็อกความกังวลทั้งหมด เจียระไนรู้ว่านี่คือการอนุญาตที่ยินยอมพร้อมใจที่สุด คนใต้ร่างของเขาไม่เพียงแค่เตรียมใจมาแล้ว แต่มันพร้อมที่จะเรียนรู้เขาจริงๆ และในเมื่อ…เปิดใจให้เขาขนาดนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอื่นอีกแล้วที่จะโยนโอกาสทิ้งไป

 

ปลายนิ้วที่สามถูกกดแทรกเข้ามาเพื่อขยับขยายช่องทาง เสียงครางหวานหูดังมาจากคนที่กำลังถูกเขารุกราน เจียระไนแทบอดใจไม่อยู่ อยากพาความบวมเป่งของตัวเองเข้าไปอยู่ในร่างขาวเดี๋ยวนี้ แต่…เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเจ็บมากกว่าที่ควรจะเป็น อดใจอีกหน่อย สร้างความคุ้นเคยและปลุกเร้าอารมณ์ให้มากกว่านี้อีกนิด แล้ว…ค่อยแทรกสอดเข้าไป

 

“อ๊ะ!” ความแข็งแกร่งของร่างสูงใหญ่โตกว่านิ้วสามนิ้ว สิตางศุ์ถึงกับสะดุ้ง ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากัน ปลายนิ้วจิกเกร็งเตียงแน่น เจียระไนพาร่างกายดำดิ่งเข้าไปในความร้อนผ่าวที่คับแคบนั่นอย่างช้าๆ

 

เรียนรู้ที่จะหยุดรอเมื่อมือขาวละจากเตียงมาแตะที่หน้าท้องของเขาเป็นเชิงขอเวลา เรียนรู้ที่จะสื่อสารกันด้วยสายตาเมื่อดวงตาคู่สวยหวานฉ่ำเรียกร้องให้เขาขยับเข้ามามากขึ้นอีกนิด

 

“อื้อ…” นานแทบขาดใจ ต่างคนต่างหอบฮัก กล้ามเนื้อเกร็งเปรี๊ยะไปแทบทุกส่วนกับการเดินทางที่ยาวนาน เจียระไนค้ำสองแขนลงเหนือร่างของสิตางศุ์ ริมฝีปากสีสดบัดนี้ถูกเม้มจนห้อเลือด ทว่าไม่ได้ยินคำปฏิเสธใดๆจากเจ้าของริมฝีปากนี้เลย

 

…โซ่อดทน…โซ่พยายาม…

 

เขาก้มลงมอบจูบอ่อนหวานแทนคำปลอบใจและขอบคุณ ละเลียดมันช้าๆปล่อยให้ร่างกายของอีกฝ่ายคุ้นเคยกับการมีอยู่ของร่างกายของเขา รอ…จนฝ่ามือขาวส่งสัญญาณด้วยการลูบไล้แผ่นหลังของเขาเบาๆ

 

…เชื่องช้า วาบหวามและเสียวซ่าน…

 

ตั้งแต่เข้าสู่วัยหนุ่ม เจียระไนไม่เคยร่วมรักกับใครด้วยความรู้สึกแบบนี้เลย หลายครั้งที่เขาทำไปเพื่อระบายสัญชาตญาณดิบ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาทำเพื่อจะได้เรียนรู้อีกฝ่ายแบบนี้เลย

 

…เซ็กซ์ไม่ใช่แค่การปลดปล่อย แต่ครั้งนี้มันคือการเปิดเผยให้เราได้เรียนรู้กัน…

 

“อ่า…” เส้นผมสีน้ำตาลพลิ้วไหวไปมาบนหมอนสีขาว ร่างกายถูกพัดพาไปตามอารมณ์รักที่อีกฝ่ายมอบให้ ทุกอารมณ์เหมือนถูกตอกฝังเข้ามาในร่างกายราวกับถูกถาโถมด้วยคลื่นของความรู้สึกครั้งแล้วครั้งเล่า ฝ่ามือขาวลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังกว้าง เมื่อไหร่ที่อัดอั้นจนทนแทบไม่ไหวก็จิกเล็บแน่นบอกให้คนข้างบนได้รับรู้ เมื่อไหร่ที่ต้องการสัมผัสมากกว่านี้ก็ลูบขึ้นไปที่ท้ายทอยช้าๆ จังหวะรักจึงไม่เพียงแค่โหมกระพือตามความพึงใจของเจียระไนเท่านั้น แต่มันตอบสนองความรู้สึกของสิตางศุ์ด้วยเช่นกัน

 

“อื้อ…โจ๊ก…อื้ม…” เสียงครางผะแผ่วของคนข้างใต้บอกให้รู้ถึงความพึงใจ เจียระไนกดแทรกลึกเร่งอารมณ์พาไปสู่ฝั่งฝันด้วยกัน สิตางศุ์สะท้านเฮือกตอดรัดคนที่กระแทกกระทั้นถี่ยิบ ก่อนจะปลดปล่อยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

ยาวนาน…เป็นการละเลียดความสุขที่ยาวนาน

 

ใบหน้าหล่อเหลาของร่างสูงฟุบลงกับซอกคอขาวแล้วหอบฮัก ปล่อยให้ร่างกายของตนยังแช่ค้างอยู่ในกายของอีกฝ่าย ในขณะที่ประสาททุกส่วนยังตึงเขม็ง เจียระไนรู้…เขายังไม่พอ

 

“โซ่…” ปรับลมหายใจจนเกือบเป็นปกติได้แล้ว ร่างสูงก็เอ่ยขึ้นมาเบาๆทั้งๆที่หน้ายังซุกอยู่กับซอกคอที่ชื้นเหงื่อ

 

“หือ?” แผ่นอกที่เขานอนทับดูเหมือนจะขยับขึ้นลงเป็นปกติแล้ว บอกให้รู้ว่าสิตางศุ์เองก็หายใจเป็นปกติแล้วเช่นกัน

 

“เอาอีกได้มั้ย” เจียระไนผงกศีรษะขึ้นมาถาม ตาประสานตา บอกความรู้สึกตรงไปตรงมา

 

“หา?!” ไม่รอคำอนุญาต ร่างสูงถอนกายออกแล้วรูดถุงยางอนามัยทิ้ง ก่อนจะหยิบมาอันใหม่มาฉีกซอง ทั้งๆที่ยังสบตากับดวงตาคู่สวยที่เบิกโพลงคู่นั้น

 

สิตางศุ์กลืนน้ำลายเอื้อก รีบกระถดตัวลุกขึ้นนั่งแม้ว่าจะอ่อนเปลี้ยเพียงใดก็ตาม แต่…นอนอยู่แบบเดิม เห็นทีจะไม่รอดแน่ๆ…

 

“เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อน…ไม่เหนื่อยเหรอ” เจียระไนคว้าข้อเท้าคนที่พยายามถอยแล้วดึงทีเดียว คนที่อุตส่าห์ลุกขึ้นนั่งได้แล้วก็ไถลลงมานอนที่เดิมอีก เขาตามขึ้นคร่อม แล้วตอบเรียบๆ

 

“กูทำได้ถึงเช้า”

 

สิตางศุ์หน้าแดงซ่าน เม้มปากแน่นแล้วเผยอออกบ่นเบาๆ

 

“ไหน…ไหนแต่ก่อนว่าไม่ใช่หุ่นยนต์ไง…”

 

“กูกลายพันธุ์ตอนได้มึงนี่แหละ”

 

แล้วหลังจากนั้น…คนที่ทำให้เจียระไนกลายพันธุ์ก็ไม่ได้ท้วงอะไรอีกเลย

 

………………………………

 

ผู้ชายสองคนที่ชื่อเจียระไนและสิตางศุ์นั้นไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

 

เจียระไนเป็นคนคิดเร็ว พูดเร็ว ตัดสินใจเร็ว ชอบกินอาหารรสจัด ชอบน้ำกระเจี๊ยบ จริงๆแล้วขี้หนาวนิดหน่อยและนอนยากมากๆ

 

สิตางศุ์เป็นคนคิดช้า พูดช้า ตัดสินใจก็ช้า กินอาหารได้แค่ไม่กี่อย่าง และไม่กินผักที่มีกลิ่น ชอบน้ำเก็กฮวย ชอบเปิดแอร์หนาวๆ หัวถึงหมอนก็หลับ

 

แม้จะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่ผู้ชายสองคนนี้กำลังเรียนรู้กันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเวลาที่เหลืออยู่อีกแล้ว ในเมื่อสถานะของพวกเขาในวันนี้ มันชัดเจนและพร้อมจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในชีวิตที่จะดำเนินไปด้วยกัน

 

…แฟน…

 

…จากเพื่อนร่วมคณะ มาเป็นเพื่อนต่างภาควิชา แล้วก็ข้ามมาเป็นสารถี จากนั้นก็กลายเป็นเพื่อนสนิท และ…สถานะคลุมเครือแบบคนศึกษาดูใจ…มาวันนี้…กลายเป็นแฟนกันแล้ว…

 

เจียระไนก้าวเท้าพ้นมุมตึกก็เห็นใครบางคนนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึกเรียน โต๊ะม้าหินโต๊ะนี้คือโต๊ะเดียวกับที่เขาเคยเห็นสิตางศุ์นั่งบ่อยๆ และเป็นโต๊ะม้าหินโต๊ะเดียวกับภาพพื้นหลังโทรศัพท์ของเขา ที่ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นรูปเดิม

 

รูปที่เขาถ่ายจากด้านหลัง เห็นแค่แผ่นหลังของคนสูงโปร่งนั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะนั้น รูปที่เขาเคยมีส่วนร่วมแค่จากวงนอกสุด และทำได้แค่แอบเก็บเอาไว้ดูเพียงลำพัง แต่มาวันนี้…ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาไม่จำเป็นต้องยืนมองสิตางศุ์จากตรงนี้อีกแล้ว

 

ร่างสูงเดินตรงไปที่โต๊ะ ก่อนจะวางน้ำเก็กฮวยแก้วใหญ่ลงตรงหน้าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด สิตางศุ์เงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้ม

 

“ขอบใจนะโจ๊ก” เจียระไนพยักหน้ารับสั้นๆก่อนจะทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะด้วย

 

ไม่ต้องให้ใครเชิญชวนให้นั่ง ไม่ต้องทำเป็นนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันเหมือนครั้งแรก ไม่ต้องทำเป็นบังเอิญว่าแขนไปชน เวลานี้…นั่งเก้าอี้คนละตัวก็ได้ เพราะยังไง…สิตางศุ์ก็รับรู้การมีตัวตนของเขาแล้ว

 

มือขาววางดินสอลงกับหนังสือและกระดาษที่กำลังโน้ตย่อ ก่อนจะหันไปหยิบแก้วน้ำเก็กฮวยมาดูด แต่ดวงตาคู่สวยก็ยังจับจ้องไปที่คนที่ใช้เวลาว่างในตอนบ่ายที่ไม่มีเรียนอยู่ด้วยกันที่โต๊ะม้าหินเงียบๆ

 

“มองไร” คำถามห้วนๆดังปลุกสติคนที่กำลังจับจ้อง สิตางศุ์ไม่ได้สะดุ้งอีกแล้ว เสียงห้วนๆแบบนี้เขาคุ้นเคยแล้ว พอฟังดูดีๆ มันก็ไม่ได้ห้วนสักเท่าไรหรอก

 

“กำลังคิดว่า จะให้มึงไปเจอพ่อแม่กูยังไงดี ตอนแรกกะว่าสอบเสร็จจะชวนมึงไปกระบี่ด้วยกัน แต่…ทั้งกูทั้งมึงจะเริ่มทำงานเลย ก็คงไม่มีเวลาไป งั้นไว้เจอวันรับปริญญาดีมั้ย”

 

อีกไม่กี่สัปดาห์จะสอบไฟนอลของเทอมสุดท้ายในชีวิตนิสิตแล้ว สิตางศุ์ได้งานแล้ว และตั้งใจจะสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งที่อยากเป็น ส่วนเจียระไนจะเข้าไปช่วยงานบริษัทที่บ้าน โปรแกรมไปกระบี่ที่ตั้งใจเอาไว้เลยต้องพับไปก่อน

 

“เอาสิ กูก็กะให้มึงเจอป๊ากูวันรับปริญญาเหมือนกัน”

 

“ป๊ามึง…จะโกรธมั้ย” ไม่ต้องบอกเรื่องที่โกรธ ต่างคนต่างก็รู้ดีว่าบิดาของเจียระไนจะโกรธเรื่องไหน ลูกชายคบหากับผู้ชาย ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ง่ายนัก

 

“แล้วพ่อแม่มึงล่ะ” เจียระไนไม่ตอบแต่ย้อนถามอีกฝ่ายก่อน

 

“ก็…อาจจะตกใจ กูลูกชายคนเดียวนี่นา แต่ว่า…กูก็ทำให้เขาคุ้นเคยเรื่องของมึงมากแล้วนะ”

 

“ป๊ากูก็คงโกรธนิดหน่อย”

 

“อ่า…นิดหน่อยนี่…น่ากลัวมากมั้ย”

 

“มึงกลัวเหรอ”

 

ดวงตาเรียวเหลือบมาจ้อง สิตางศุ์มองสบเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แล้วพยักหน้ารับช้าๆ

 

“งั้นถอยมั้ย”

 

“ถอยแบบไหน?” สิตางศุ์ย้อนถามอย่างงุนงง

 

“ก็ยังไม่ต้องบอก มึงก็ยังไม่ต้องบอกพ่อแม่มึงด้วย” เป็นข้อเสนอที่ฟังดูเข้าท่า สำหรับคนที่ยังกลัวอยู่ แต่…แม้จะกลัว สิตางศุ์ก็พร้อมจะเผชิญหน้า

 

“แต่กูอยากบอกนะ กูอยากให้พ่อแม่กูรับรู้ แล้วก็อยากให้ป๊าของมึงยอมรับด้วย”

 

“แต่มึงกลัว?”

 

“ก็ใช่…” ดวงตาคู่สวยเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แล้วตั้งคำถามเบาๆ

 

“มึง…จะสู้ไปกับกูมั้ย”

 

เป็นคำถามที่ไม่อ่อนหวาน อ่อนโยนเลย ไม่มีคำบอกรักหรือบอกความรู้สึกใดๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นคำถามที่ทำให้หัวใจของเจียระไนเต้นรัวจนต้องยกแก้วน้ำกระเจี๊ยบที่เหลือแต่น้ำแข็งมาโกยเข้าปาก

 

…จะสู้ไปด้วยกันมั้ย…

 

…จะสู้มั้ย ถ้าคนข้างกายคือ ‘โซ่’…

 

…จะสู้มั้ย ถ้าเพื่อให้ได้ ‘โซ่’…

 

…คำตอบก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้ว…

 

“อือ” เจียระไนรับคำ รู้สึกเขินประหลาดกับแค่คำถามสั้นๆของคนผิวขาวจัด และคำตอบในคอของตัวเอง

 

ดวงหน้าขาวแย้มยิ้มสดใส แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก หัวใจยังกลัวแต่ความกล้าก็กำลังแตกหน่อแผ่ขยาย

 

“ถ้างั้น…เดี๋ยวกูกลับไปนอนคิดว่าวันรับปริญญาจะแนะนำตัวเองกับป๊ามึงยังไงดี”

 

“เออๆ เรื่องของมึงเถอะ พูดอะไรก็ได้…ยังไงซะ…ต่อให้ป๊าโกรธหรือไม่โกรธ ต่อให้พ่อแม่มึงยอมรับหรือไม่ยอมรับ กูกับมึง…ก็จะสู้ไปด้วยกันอยู่ดี”

 

เจียระไนรวบรัดอย่างรวดเร็ว กลัวหัวใจตัวเองจะยิ่งเต้นดังกว่านี้ ไม่รู้สิตางศุ์ใส่อะไรมากับคำพูดไม่กี่คำพวกนั้น ถึงทำให้ใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งๆที่เป็นประโยคที่ไม่หรูหราอะไรเลย

 

“…แดกน้ำให้หมดได้แล้ว เดี๋ยวกูพาไปกินอาหารญวนเจ้าเก่าที่อาม่าชอบ” แล้วร่างสูงก็หาทางทำลายบรรยากาศที่ทำให้ตัวเองเขินด้วยการชวนออกจากคณะ เขาช่วยอีกฝ่ายเก็บข้าวของ ในขณะที่สิตางศุ์รีบดูดน้ำในแก้วจนหมด จากนั้นชายหนุ่มสองคนก็ลุกจากโต๊ะม้าหินหน้าตึกเรียน เดินเคียงกันหายลับไปทางลานจอดรถ

 

แล้วหลังจากนั้นเพียงเล็กน้อย ในสังคมออนไลน์ชื่อดังก็ปรากฏรูปภาพของชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึกเรียนคณะ รูปนั้นเห็นเพียงแผ่นหลังของสิตางศุ์และใบหน้าด้านข้างของเจียระไนที่ยกแก้วชิดปาก ส่วนคนโพสต์รูปไม่ใช่ใครที่ไหน น้องติซซี่คนดังแห่งคณะรัฐศาสตร์นั่นเอง

 

‘เป็นเรื่องราวดีๆของคณะในวันนี้คร่ะ’

 

แน่นอนว่ามีคอมเม้นท์มากมายไหลทะลักอีกครั้ง ก่อนจะมีคอมเม้นท์จากผู้ใช้ที่ชื่อว่า ‘Jiaranai’ ปรากฏขึ้นมา

 

‘ขอรูปไซส์จริงด้วย’

 

‘พี่โจ๊กจะเอาไปทำไมคระ ขอคำตอบที่ติซซี่ถูกใจ’

 

‘รูปนี้ไอ้โซ่ชวนสู้ไปกับมัน’

 

‘สู้? สู้กะใครคระ? สู้เพื่ออะไร? สู้แล้วได้อะไร?????????’

 

‘ไม่เสือก แล้วส่งรูปมา’

 

สั้นๆได้ใจความ ทั้งด่าและสั่งในทีเดียว แน่นอนว่าตามหลังคอมเม้นท์นี้ มีคอมเม้นท์ยุแยงไม่ให้ติซซี่ส่งรูปให้เจียระไนอีกมากมาย ทว่า…อึดใจต่อมา ‘รูปนั้น’ แต่ความละเอียดมากกว่าเดิมก็ถูกส่งมาให้ทางการติดต่อสื่อสารแบบส่วนตัว

 

ปลายนิ้วยาวกดตั้งค่ารูปที่ได้รับเป็นภาพพื้นหลังในโทรศัพท์แทนรูปเดิมซึ่งเป็นรูปของสิตางศุ์ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินนี้เพียงลำพัง ดวงตาเรียวจับจ้องรูปที่ปรากฏแทนรูปเดิม แล้วรอยยิ้มจางก็จุดที่มุมปาก

 

…จากนี้…จะไม่มีโซ่ที่นั่งคนเดียวอีกแล้ว…

 

…จากนี้…จะไม่มีโจ๊กที่อยู่ห่างๆอีกแล้ว…

 

…จากนี้…จะมีเราอยู่ด้วยกัน…จะมีเราอยู่ข้างๆกัน…จะมีเราสู้ไปด้วยกัน…

 

…จากนี้…ตลอดไป…

 

…………………………….

 

ไม่มีช่วงไหนในมหาวิทยาลัยที่คนจะเยอะได้เท่าช่วงรับปริญญาอีกแล้ว ทั้งบัณฑิตและญาติสนิทมิตรสหายของบัณฑิตที่แห่แหนกันมา สร้างความชุลมุนได้อย่างดี

 

ที่หน้าตึกเรียนของคณะรัฐศาสตร์ หลายคนกำลังชะเง้อมองหาคนดังของคณะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของดีของภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น่าจะออกจากหอประชุมแล้ว และกำลังเดินกลับมาที่คณะ

 

“นั่นไง…พี่โซ่…”

 

“โอยยยยย ฉันรักผู้ชายในชุดครุย!!”

 

“หล่อมาก…หล่อได้อีก จำเป็นมั้ยที่ต้องใส่ชุดรับปริญญาแล้วหล่อขนาดนี้”

 

“ได้ข่าวว่าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยนะ ทั้งหล่อทั้งเก่ง ดูรอยยิ้มนั่นสิ จะละลายยยย”

 

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดในชุดรับปริญญาสีขาว ชายเสื้อครุยยาวสะบัดตามการก้าวเดิน ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูดีและโดดเด่น รอยยิ้มสดใสที่แสนสุภาพประดับอยู่บนใบหน้าเสมอยิ่งทำให้มีแต่คนอยากจะเข้าหา ตั้งแต่เดินออกจากหอประชุมจนมาถึงคณะ สิตางศุ์ถูกขอถ่ายรูปไปแล้วนับสิบครั้ง ทั้งจากเพื่อนที่รู้จัก และคนที่ไม่รู้จัก และอาจจะถูกขอถ่ายรูปมากกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะชายหนุ่มในชุดรับปริญญาอีกคนที่เดินตามหลัง

 

ร่างสูงใหญ่ในชุดรับปริญญาสีขาวเช่นเดียวกัน หน้าตาดีแต่มักจะขมวดคิ้วอยู่เสมอ ตาเรียวเฉียงกวาดมองอย่างหงุดหงิดหน่อยๆ แต่พอคนที่เดินนำหน้าหันมาชวนคุยด้วย สายตาที่เมื่อครู่ดูหงุดหงิดก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

 

“โจ๊ก ที่บ้านมึงรออยู่ตรงไหน”

 

เพราะพวกเขาเข้าหอประชุมในช่วงเช้า ทั้งเจียระไนและสิตางศุ์เลยมากันก่อน แล้วให้ครอบครัวตามมาทีหลัง โดยนัดแนะสถานที่กันเอาไว้

 

“สนามบอล พ่อแม่มึงรอที่โต๊ะม้าหินหน้าตึกคณะใช่มั้ย” เจียระไนพูด พยายามมองไปที่โต๊ะม้าหินหน้าตึกคณะ แต่ความสูงของเขาในเวลานี้แทบไม่มีประโยชน์ เพราะคนเยอะเกินไป

 

“อืม นั่นไอ้แพทกับไอ้กต” สิตางศุ์เห็นเพื่อนสนิทสองคนที่คลาดกับเขาเมื่อตอนออกจากหอประชุมแล้ว สองคนนั้นเองก็เห็นเขาเช่นกัน ถึงได้รีบก้าวเท้าตรงมา

 

“เห็นมั้ย กูว่าแล้วว่ามันสองคนอยู่ด้วยกัน มึงน่ะห่วงไม่เข้าเรื่อง” พฤกษาหันไปพูดกับเพื่อนซี้

 

“ห่วงอะไร” สิตางศุ์ถามงงๆ

 

“ไอ้กตน่ะสิ มันไม่เห็นมึงตอนออกจากหอประชุม ตอนแรกแม่งจะขอเข้าไปดูข้างในอีกรอบ เจ้าหน้าที่ต้องบอกว่าคนออกมาหมดแล้ว มันถึงได้ยอมกลับคณะ” อลงกตทำหน้าตาหงุดหงิดที่ถูกเพื่อนสนิทเผา สิตางศุ์ยิ้มน้อยๆ

 

“กูเห็นคนเยอะ ก็เลยเดินกลับมาก่อน พวกมึงเจอที่บ้านกันรึยัง”

 

“เจอแล้ว กูเห็นพ่อแม่มึงอยู่ที่โต๊ะม้าหินแหน่ะ มีไอ้ทัศน์กับพี่อาร์ตด้วย มาสิ เดี๋ยวกูพาไป” อลงกตเอ่ยปาก สิตางศุ์หันมองคนข้างกายเหมือนจะขอความเห็น เจียระไนพยักหน้ารับสั้นๆเป็นเชิงตกลง

 

“อะไร คุยกันด้วยสายตาหมายความว่ายังไง” พฤกษาถามแทรกตามประสาคนชอบเผือก

 

“ก็…กูตกลงกับโจ๊กว่าจะให้มันเจอพ่อแม่กูวันนี้ แล้วมัน…ก็จะให้กูไปเจอป๊ามัน”

 

เป็นอันว่านอกจากวันนี้จะเป็นวันรับปริญญาแล้ว ยังเป็นวันเจอวงศาคณาญาติครบชุดด้วย

 

“อ้อ…งั้นไอ้กต มึงไม่ต้องพาไอ้โซ่ไปหาพ่อแม่มันแล้ว ให้มันสองคนไปกันเอง เขาจะไปไหว้ฟ้าดินบุพการี บุคคลที่สามอย่างมึงไม่เกี่ยว” พฤกษาหันไปพูดกับเพื่อนซี้ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ต้นไม้สูงใหญ่หน้าตึกเรียน

 

“นู่น พ่อแม่มึงอยู่ตรงนั้น” ทั้งสิตางศุ์และเจียระไนไม่ทันจะออกเดิน เสียงสิบแปดหลอดที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้น

 

“พี่ซอโซ่แห่งพรหมลิขิตของน้องงงงง” ติซซี่ผู้กว้างขวาง ปัจจุบันอยู่ปีสามแหวกฝูงชนเข้ามาหาพร้อมด้วยรอยยิ้มและสายตาแพรวพราว

 

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ติซซี่” สิตางศุ์ทักแล้วยิ้มให้อย่างสุภาพ

 

“ก็มีแต่พี่ซอโซ่แหละค่ะ ไม่เจอติซซี่ แต่ติซซี่เจอพี่ซอโซ่บ่อยๆนะคะ เพราะพี่โจ๊กลงรูปพี่ซอโซ่เรื่อยเลย ถึงทุกรูปที่พี่โจ๊กลงจะมาเป็นชิ้นส่วนก็เถอะค่ะ รูปล่าสุดงี้ มาแต่ข้อศอกพี่ซอโซ่ คืออะไรคระ?!” สิตางศุ์หัวเราะเบาๆ หันมองคนข้างกายที่ยังทำหน้านิ่ง

 

“มึงลงรูปข้อศอกกูจริงเหรอ” เจียระไนยักไหล่แทนคำตอบ ร่างโปร่งหัวเราะสดใส เขาเองก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายมักจะลงรูปเขาในเวปไซต์สังคมออนไลน์บ่อยๆ ถึงจะไม่เคยเข้าไปดู แต่ก็พอจะได้ยินจากเพื่อนและสายรหัสมาบ้างว่าเจียระไนลงแต่รูปแปลกๆ ที่ถ้าไม่บอกว่าเป็นเขา ก็คงไม่มีใครรู้  

 

“ช่างเถอะค่ะ ติซซี่ใจกว้าง ติซซี่ให้อภัย ตราบใดที่พี่โจ๊กขายังคงลงชิ้นส่วนพี่ซอโซ่พร้อมแท็กสถานที่” แล้วหนุ่มร่างสะโอดสะองก็หันไปส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เจียระไนตามประสาคนรู้กันดี

 

…รูปข้อศอกนั่นก็แท็กสถานที่เป็นโรงแรม….แหมมมมมม ติซซี่คิดดีไม่ได้เลยคร่ะ!…

 

“แท็กสถานที่อะไรเหรอ โจ๊ก” ในขณะที่คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างสิตางศุ์ยังงุนงง ต้องหันไปถามคนข้างกาย ทว่าเจียระไนไม่คิดจะบอกให้รู้อยู่แล้ว เขาโบกมือไปมาเหมือนไม่อยากให้ใส่ใจ

 

“ค่อยไปถามไถ่คิดบัญชีกันที่บ้านค่ะ เวลานี้ถ่ายรูปกับติซซี่ก่อนนะคะ” หนุ่มรุ่นน้องหันไปยัดโทรศัพท์มือถือของตนเองใส่มือรุ่นพี่บัณฑิตในชุดรับปริญญาอย่างพฤกษา ก่อนจะกระโจนทีเดียวไปกอดสิตางศุ์ ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ในขณะที่พฤกษาแม้จะเข่นเขี้ยวแต่ก็ยอมกดถ่ายรูปให้

 

“ติซซี่ยินดีด้วยนะคะ อันนี้เป็นของขวัญของติซซี่”

 

“ขอบใจนะ” คนขาวจัดรับช่อดอกไม้เล็กไปแล้วส่งยิ้มให้

 

“โอ้โห น้องติซซี่ครับ นอกจากจะใช้พี่ถ่ายรูปให้แล้ว ยังมีดอกไม้ให้ไอ้โซ่คนเดียวด้วยเหรอครับ” พฤกษาร้องอย่างอดไม่ไหว แต่ติซซี่ผู้มั่นอกมั่นใจกลับเชิดหน้า

 

“ใช่ค่ะ ก็ติซซี่ตั้งใจมาถ่ายรูปกับพี่ซอโซ่คนเดียวนี่คะ ขอบพระคุณพี่แพทมากค่ะที่เป็นตากล้องให้” แล้วหนุ่มรุ่นน้องก็ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อยก่อนจะดึงโทรศัพท์ตัวเองกลับมาดูรูป ทว่าพอใช้นิ้วขยายรูปดูแล้ว ติซซี่ก็ถึงกับทำตาโตกับใครบางคนที่ติดเข้ามาในรูปด้วย แม้จะเสี้ยวเดียวแต่ก็จำได้แม่น

 

“มีอะไรเหรอ ติซซี่” สิตางศุ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆทักเมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงักไป ติซซี่เงยหน้ามองคนถาม

 

“มือที่สามในตำนานค่ะ” ตอบได้เพียงเท่านั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“พี่โซ่” คนทั้งกลุ่มหันมองตามเสียงนั้น เจ้าของเสียงคือรุ่นน้องสาวที่ตอนนี้ขึ้นปีสองแล้วกำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาหา

 

“น้องมี่…” สิตางศุ์ทักแล้วส่งยิ้มให้ หญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานก็ยังคงเป็นรุ่นน้องของเขาเสมอ…ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนถึงวันนี้

 

“สวัสดีค่ะ” หล่อนยกมือไหว้ กวาดสายตาและส่งยิ้มให้ทุกคน ก่อนจะมาหยุดสายตาที่สิตางศุ์เป็นคนสุดท้าย รุ่นพี่ผิวขาวจัดคนนี้ยังคงยิ้มให้หล่อนเหมือนเคย มนทิชามองรอยยิ้มนั้น อยากจะถอนหายใจที่ตัวเองไม่อาจลบความรู้สึกดีๆที่มีให้เขาได้ แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มให้เพราะอยากให้เขาสบายใจ

 

“มี่ไม่มีของขวัญให้ แต่ก็ยินดีด้วยนะคะ ได้ยินว่าได้เกียรตินิยมด้วย”

 

“ขอบคุณครับ อ่า…ถ่ายรูปกันมั้ย” มนทิชานิ่งไปเล็กน้อย หล่อนเหลือบไปมองเจียระไน แต่ฝ่ายนั้นกำลังคุยกับเพื่อนบัณฑิตที่เข้ามาทัก ดูไม่ได้สนใจตรงนี้นัก เลยพยักหน้าตกลง สิตางศุ์หันไปขอความช่วยเหลือจากติซซี่ที่มีกล้องโทรศัพท์

 

“ติซซี่ถ่ายให้พี่กับน้องมี่หน่อยนะ” หนุ่มรุ่นน้องคันปากยิบๆ อยากจะบอกว่าไม่ช่วย แต่…ออกตัวแรงไม่ดี เพราะคนที่ควรออกตัวแรงอย่างเจียระไนยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเลย

 

“ก็ได้คร่ะ!” รับคำเสียงกระแทกกระทั้นแล้วยกโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา

 

รุ่นพี่หนุ่มกับรุ่นน้องสาวยืนถ่ายรูปข้างกันโดยเว้นระยะห่างเล็กน้อย มนทิชาไม่ได้ยืนชิดเพราะรู้ดีว่าสถานะของหล่อนคืออะไร เขามีใครอีกคนแล้ว และคนของเขาก็ดูแลและรักษารอยยิ้มของเขาได้เป็นอย่างดี

 

“เสร็จคร่ะ!” ไม่มีการนับ ไม่มีการบอกว่าเมื่อไรจะกด ติซซี่บอกอย่างเดียวคือตอนกดถ่ายไปแล้ว ไม่รู้ว่ารูปจะออกมาสวยมั้ย

 

…แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสวยเลย! ยังไงซะ ถ้าไม่ใช่พี่โจ๊กขา คนที่ควรจะได้เคียงข้างพี่ซอโซ่ก็คือติซซี่ ไม่ใช่คนอื่น!…

 

“เดี๋ยวถ้าพี่ได้รูปจากติซซี่ พี่จะส่งรูปให้นะ” สิตางศุ์หันมาพูดกับรุ่นน้อง มนทิชามองใบหน้าขาวจัดที่ยังคงมีรอยยิ้มสุภาพให้หล่อน ไม่ได้เจอเขานานนับตั้งแต่เขาเรียนจบ แต่…จนตอนนี้ก็ยังตัดใจไม่ได้เสียที

 

“…มี่…ดีใจที่เห็นพี่โซ่มีความสุขนะคะ มี่ยินดีด้วยจริงๆ” ยินดีทั้งเรื่องที่เขาเรียนจบ และยินดีที่เขามีความสุขกับคนข้างกาย แม้ใครคนนั้นจะไม่ใช่หล่อน แม้หล่อนเองจะยังตัดใจจากเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่…รอยยิ้มของสิตางศุ์ในวันนี้บอกให้หล่อนรู้ว่าดีแล้ว ที่วันนั้นยอมปล่อยมือจากเขามา

 

มนทิชาเพียงยิ้ม ก่อนจะหันไปทางรุ่นพี่ในสายรหัสของหล่อนอย่างอลงกต

 

“เดี๋ยวรอน้องปีหนึ่งมาก่อนนะคะพี่กต มี่จะได้ตามทุกคนมาถ่ายรูปกับพี่ทีเดียว” อลงกตพยักหน้ารับสั้นๆ หล่อนก็ไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป สิตางศุ์ไม่ได้รั้งเอาไว้ เขาเพียงแค่มองตาม รับรู้ความเศร้าหมองของรุ่นน้อง แต่…เขามีใครอีกคนที่ต้องดูแลความรู้สึกเช่นเดียวกัน และจะไม่ทำให้ใครคนนั้นต้องเสียใจอีกแล้ว

 

ร่างโปร่งละสายตาจากแผ่นหลังของรุ่นน้อง หันกลับมาหาเจียระไนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะส่งยิ้มให้

 

“น้องมี่บอกว่ายินดีด้วย แล้วก็บอกว่าดีใจที่เห็นกูมีความสุข”

 

“มึงไม่บอกไปล่ะว่ามีความสุขเพราะใคร” เจียระไนย้อน หน้าตานิ่งเรียบ แต่แววตาในดวงตาเรียวก็ดูพอใจไม่น้อย สิตางศุ์หัวเราะเบาๆ ไม่ต่อล้อต่อเถียงแต่ชวนเรื่องอื่นแทน

 

“ไปเถอะ ไปหาพ่อแม่กัน”

 

“อืม ไหว้พ่อแม่มึงแล้ว กูจะได้พามึงไปไหว้ป๊ากูด้วย” ร่างโปร่งยิ้ม เป็นรอยยิ้มกว้างที่ดูอบอุ่นแต่สว่างไสว ก่อนจะหันมาหาติซซี่ พฤกษาและอลงกต

 

“พวกกูไปหาพ่อกับแม่ก่อนนะ แล้วค่อยมาถ่ายรูปด้วยกัน”

 

“เออ ไปเหอะ” พฤกษาเอ่ยปาก ในขณะที่อลงกตยังยืนเงียบจนถูกเพื่อนสนิทกระทุ้งสีข้าง หนุ่มนักฟุตบอลถอนหายใจเบาแล้วโบกมือไล่

 

“ไปซะไป…กูเป็นกำลังใจให้” สิตางศุ์ยิ้มรับอย่างยินดี ก่อนจะหันไปโบกมือลาติซซี่แล้วเดินจากมา

 

ระหว่างทางถูกขอถ่ายรูปจากรุ่นพี่บ้าง รุ่นเพื่อนบ้าง รุ่นน้องบ้าง ต้องฝ่าฝูงชนแออัดบ้าง เสียงดังหนวกหูบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพอมองดูข้างกาย ใครอีกคนก็ยังอยู่ด้วยกันเสมอ

 

“นั่นไง กูเห็นพ่อกับแม่กูแล้ว” สิตางศุ์หันมาพูดกับร่างสูงที่เดินอยู่ข้างๆ

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย ที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึกเรียน มีครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ มีทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่ วัยรุ่นและเด็ก เจียระไนสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยจนต้องคว้าแขนคนที่กำลังจะสาวเท้าตรงไปที่โต๊ะนั้นให้หยุดก่อน

 

“โซ่…” ดวงตาคู่สวยหันมามอง สายตาสบกัน ในดวงตาเรียวมีแววตื่นเต้นและกังวลนิดหน่อย

 

ใบหน้าขาวแย้มยิ้มส่งให้ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มีค่าและกำลังใจ

 

“ไปกับกูนะ ไปหาพ่อแม่กูกัน”

 

เจียระไนมองสบเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะพยักหน้ารับ เขาก้าวเท้าเดินเคียงกับสิตางศุ์เข้าไปที่โต๊ะม้าหินตัวนั้น แล้วแนะนำตัวเพื่อทำความรู้จักกับครอบครัวหนึ่งที่สร้างใครคนหนึ่งมาอยู่ข้างกายเขาในเวลานี้

 

“สวัสดีครับ ผมชื่อโจ๊ก…”

 

หลังจากนี้…จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่อไป เรื่องราวหลังรั้วมหาวิทยาลัย เรื่องราวของผู้ชายสองคนที่ชื่อเจียระไนและสิตางศุ์…

 

…กับความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ชัดเจน…

 

FIN

 

สวัสดีค่ะ

ก่อนอื่น ขอบอกว่า…เร็วมากกกกก เหมือนเพิ่งลงไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี้เอง แล้ววันนี้ก็มาลงตอนจบซะแล้ว แต่จริงๆแล้วมันก็ 4 เดือนแล้ว ยังไงก็ขอบคุณมากๆสำหรับการติดตามมาจนถึงตอนนี้นะคะ

 

วาระซ่อนเร้น เป็นเรื่องที่บัวตั้งใจเขียนถึงคณะที่เรียนจบมาค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโลเกชั่น ไอเดียบางอย่าง หรือแม้แต่คาแรกเตอร์ของโจ๊กกับโซ่ก็มาจากทฤษฎีที่เรียนกันในคณะด้วย โจ๊กเป็นคาแรกเตอร์แบบสัจนิยม (Realism) ส่วนโซ่เป็นอุดมคตินิยม (Idealism)

 

คาแรกเตอร์ของโจ๊กกับโซ่เป็นสองอย่างที่เขียนยากมากๆ เพราะนอกจากจะต้องคุมโทนให้เป็นตามทฤษฎีสัจนิยมและอุดมคตินิยมแล้ว บัวยังตั้งใจจะใข้คาแรกเตอร์ของโจ๊กกับโซ่ให้เป็นปัญหาของเรื่องด้วยค่ะ

 

โซ่มีความเป็นรุ่นพี่ที่ป็อปปูลาร์สูงเพราะความใจดีและสุภาพ ในขณะเดียวกันเพราะนิสัยแบบนี้ก็เลยสร้างปัญหาอยู่เรื่อยๆให้ตัวของโซ่เอง คนนอกที่รู้จักโซ่ผิวเผินจะชอบโซ่มากๆ แต่ถ้าคบหากันเข้าไปเรื่อยๆจะคบยาก เพราะโซ่คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองค่ะ

 

ส่วนโจ๊กซึ่งตรงข้ามกับโซ่ทุกประการ เป็นคนที่ไม่ป็อปปูลาร์ แถมมีชื่อเสียเยอะ เพราะคนคิดว่าเข้าหายาก ทั้งที่จริงๆแล้ว เป็นคนไม่มีลับลมคมนัย ไม่ซับซ้อน เพราะเอาตัวเองเป็นหลัก

 

ไม่คิดมาก่อนว่านิยายรอมคอมจะเขียนยากจนกระทั่งวันนี้เลยค่ะ ฮ่าฮ่า

 

ถึงแม้วันนี้จะจบแล้ว แต่พฤหัสหน้ามีตอนพิเศษ (สรุปว่าจบจริงค่ะ แต่สัปดาห์หน้ามีตอนพิเศษต่อ ฮ่าฮ่า)

 

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม พื้นที่บอร์ดค่ะ เจอกันใหม่พฤหัสหน้าค่ะ

Leave a Reply