Back to Home

วาระซ่อนเร้น

By: Dezair

………………..

ตอน คนขี้หึง

 

งานสำคัญประจำปีงานหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์คือ งานสองสิงห์ เป็นการแข่งขันฟุตบอลเพื่อกระชับมิตรระหว่างคณะรัฐศาสตร์จากสองมหาวิทยาลัย

 

เจียระไนอยู่คณะนี้มาสี่ปี และเป็นสี่ปีที่มีคุณภาพยิ่งเพราะแทบจะไม่เคยร่วมกิจกรรมใดๆเลย แน่นอนว่างานสิงห์ๆอะไรนี่ก็เช่นกัน…แต่…ปีสุดท้ายของชีวิตนิสิตจะเป็นปีแรกที่เจียระไนมองผ่านไม่ได้

 

“วันเสาร์นี้มึงมาคณะกี่โมงอ่ะ โจ๊ก”

 

นั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ในโรงอาหาร สิตางศุ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็วางช้อนหันไปหยิบเก็กฮวยมาดูดแล้วตั้งคำถามกับคนที่กินข้าวเสร็จไปเมื่อ 5 นาทีก่อน แต่ยังนั่งแช่รอคนกินช้า

 

“วันเสาร์? มาทำไม มึงจะมาห้องสมุดเหรอ” หนุ่มตาเรียวย้อนถาม

 

“ไม่ใช่สิ วันเสาร์นี้มีบอลไง”

 

“บอล? บอลไรวะ”

 

“ก็ฟุตบอลสองสิงห์ อ่า…จริงด้วย มึงไม่เคยมาเลยสิ อ๊ะ…แต่ว่าแต่ก่อนพี่ตฤณก็อยู่ชมรมฟุตบอลไม่ใช่เหรอ” ตฤณคือพี่รหัสของเจียระไน แต่ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนเช่นเคยว่าน้องรหัสเกรดเอพรีเมียมย่อมไม่สนใจจะรู้ว่าพี่ตัวเองอยู่ชมรมไหน

 

“กูจะไปรู้เหรอ แล้ววันเสาร์นี้มึงจะมาทำไม เขาเตะบอลกัน มึงจะลงไปเตะกับเขารึไง”

 

“ก็ไอ้กตลงให้คณะ กูก็ต้องมาเชียร์มันสิ” คำพูดประโยคสั้นๆ แต่กระตุกหัวใจคนฟังจนหน้าชักจะหงิก

 

…เนี่ย เวลาเชียร์ผู้ชายคนอื่นแม่งพูดด้วยหน้าตาซื่อๆใสๆไม่เห็นใจกูบ้างเลยนะ…

 

“โจ๊กมาด้วยกันนะ ปีสุดท้ายแล้ว”

 

…อ่า…กูจะอภัยที่มึงเชียร์ไอ้เชี่ยกตก็ตอนมึงชวนกูเนี่ยแหละ…

 

“มาดูบอลแป๊บเดียว ไม่ต้องดูน้องเชียร์โต้ก็ได้”

 

…คือจริงๆก็ใจไปกับไอ้โซ่เกินร้อยแหละ แต่แบบ…ตื้อกูอีกนิดสิวะ อ้อนกูอีกหน่อย…

 

ร่างสูงทำตัวยากเหมือนกำลังตัดสินใจ หันไปหยิบน้ำกระเจี๊ยบมาดูด ทั้งๆที่เหลือแต่น้ำแข็ง

 

“ถ้ามาด้วยกัน เดี๋ยววันนี้เลี้ยงน้ำกระเจี๊ยบอีกแก้ว แล้ววันนั้นไปหาข้าวกินกันต่อ” สิตางศุ์ชวนด้วยรอยยิ้มหวาน เห็นคนตรงหน้าตั้งหน้าตั้งตาดูดอากาศแทนน้ำแล้วก็ยิ่งเอ็นดู เจียระไนเหมือนจะตรงไปตรงมา แต่บางทีก็ชอบทำตัวให้ง้อเรื่อยเลย

 

…อย่างกับเด็กๆ…

 

หนุ่มปกครองไม่พูดอะไร แต่ชี้นิ้วไปที่ร้านขายน้ำ

 

“ไปซื้อสิ”

 

ถูกจ้างด้วยน้ำกระเจี๊ยบแก้วเดียวและกินข้าวด้วยกันอีกมื้อ หัวใจที่แข็งแกร่งประดุจกำแพงเมืองจีนก็ไม่ต่างอะไรกับเทียนไขโดนไฟลน

 

…หลอมเหลว…ไหลเป็นน้ำ…อาเมน…

 

……………………….

 

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มจากสองฝั่งของสนามฟุตบอลที่มีนิสิตนักศึกษาเท่าหยิบมือ ตามประสาคณะอินดี้ๆที่มีทรัพยากรไม่ถึงหมื่นคน แต่ที่ดูจะดังกว่าเสียงเชียร์คือเสียงพากย์จากสองซี้ต่างมหาวิทยาลัยที่โลกเหวี่ยงมาเจอกันด้วยเพราะต่างรักและชื่นชมผู้ชายหน้าตาดีเป็นอุปนิสัย

 

“อร๊ายยยยย พี่ลิลลี่ขา ติซซี่ขอพูดเลยนะคะ ถ้าเปลี่ยนสนามบอลเป็นแคทวอร์ค ผู้ชายเหล่านั้นของพวกเราก็นายแบบดีๆนี่แหละคร่าาาา ดูเบอร์สิบค่ะ เบอร์สิบ เบอร์สิบเสื้อเหลือง เอ้า! เสื้อเหลืองแรงฤทธิ์ แรงฤทธิ์ เสื้อเหลือง วู้วววว” ติซซี่ปีสองจากคณะรัฐศาสตร์ซึ่งทีมตัวเองใส่เสื้อขาวออกอาการอย่างไม่ภักดีในฝั่งของตนอีกต่อไป ในเมื่อเบอร์สิบเสื้อเหลืองหล่อกรุบกริบแถมกำลังได้ลูกบุกไปถึงหน้าประตู

 

“ติซซี่ เสื้อเหลืองนั่นทีมพี่ค่ะ ทีมหนูเสื้อขาว“

 

“แหม เรากรรมการก็ต้องเป็นกลางเชียร์ทีมไหนก็ได้สิคะ อร๊าย ยิงแล้วค่ะ! ยิงแล้ว! เบอร์สิบมารับรางวัลจากน้องค่ะ!!”

 

“เอ้า! งั้นหนูเชียร์เสื้อเหลือง พี่จะเชียร์เสื้อขาวนะคะ เฮียกตเบอร์สี่หล่อเสมอต้นเสมอ…อ๊ะ! ตายห่านค่ะติซซี่! ที่ขาวๆเดินอยู่นั่นใช่พี่โซ่ไออาร์ในตำนานของหนูรึเปล่าคะ” จากกรรมการพากย์ในสนาม กลายเป็นสายตาไถลออกนอกสนามไปแล้วเมื่อเห็นใครบางคนในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์กำลังเดินเลาะริมสนามตรงมายังโต๊ะนักพากย์ริมสนามฟุตบอล

 

ในสนามเองก็ดูเหมือนจะหยุดเกมไปชั่วอึดใจ โดยเฉพาะทีมเสื้อเหลืองจากต่างถิ่นที่ไม่ค่อยจะได้เจอของดีในตำนานของคณะคู่แข่งตัวเองมากนัก เลยพากันมองความขาวกันตาไม่กะพริบ

 

แต่…งานนี้ ‘โซ่ ไออาร์’ ของดีปีสี่ไม่ได้โสดเหมือนที่แล้วๆมา เพราะเจ้าตัวพก ‘เจ้าที่’ มาด้วย

 

“เฮ้ย! มองเชี่ยอะไร?!” และเจ้าที่รายนี้ก็ดุมาก ตะโกนทีเดียวดังลั่นไปทั้งสนาม

 

ทีมเสื้อเหลืองสะดุ้งกันเป็นทิวแถว รีบพากันหันกลับไปจดจ่อกับเกมในสนามแทบไม่ทัน แต่…ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะฝั่งทีมเสื้อขาวลากบอลไปถึงหน้าประตู แล้วซัดตุงตาข่ายตามตีเสมอก่อนกรรมการเป่าหมดเวลาครึ่งแรกแค่ไม่กี่วินาที

 

จบครึ่งแรก เสมอกัน 1-1

 

………………………….

 

“โทษทีที่มาช้า กูมัวแต่แวะซื้อของ อ่ะ…มีขนมมาให้น้องๆที่ขึ้นสแตนด์ด้วย เอาไปแจกทีนะ” คนผิวขาวจัดเอ่ยปากตอนพักครึ่งที่ได้พบหนึ่งในเพื่อนซี้ที่ลงเเข่งในนามคณะ อลงกตคือคนที่ยิงตีเสมอในขณะที่คนทั้งสนามทั้งใจทั้งตาลอยไปอยู่กับสิตางศุ์

 

“มาช้า แต่มาแล้วชัวร์ว่ะ มึงมาปุ๊บ พวกนั้นเป๋ปั๊บ” เพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายสวัสดิการโผล่มารับขนมแถมชมอีกหนึ่งยก เพราะสิตางศุ์โผล่มาแท้ๆ พวกนั้นเลยหลงความขาวจนตาพร่า สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

“เป๋อะไร กูก็เห็นเขาเล่นกันดี อ่ะ…นั่นไอ้นิกก็มา เดี๋ยวกูไปทักก่อน” คนผิวขาวจัดมองไปอีกฝั่งสนาม เห็นหนึ่งในหมู่นักเตะเสื้อสีเหลืองมีคนที่ตนรู้จักพอดี เขากำลังจะเดินตัดสนามช่วงพักครึ่งไปทักทาย แต่ถูกคว้าแขนไว้ก่อน

 

“เฮ้ย! มึงจะไปไหน” คนคว้าไม่ใช่ใครที่ไหน เจียระไนที่ยังตาขวางนั่นเอง

 

“ไปหาเพื่อนแป๊บนึง มึงรออยู่กับพวกนี้ก่อนนะ” แล้วร่างโปร่งก็วิ่งเหยาะตัดสนามไปอีกฝั่ง เจียระไนยังมัวแต่งงที่คนรักวิ่งไปหาฝั่งตรงข้าม มาได้สติก็ตอนที่กองเชียร์ฝั่งนั้นส่งเสียงกันยกใหญ่ที่ของดีในตำนานไออาร์ฝั่งนี้ ข้ามถิ่นไปหา

 

“นั่นไอ้นิกเพื่อนมัน เบอร์สิบ” พฤกษาเอ่ยปากตามประสาคนรู้เช่นเห็นชาติความรู้สึกของเจียระไนดี

 

“รู้จักกันในงานสองสิงห์ตอนปีหนึ่ง ไอ้นิกเคยเตะบอลโดนแขนไอ้โซ่จนช้ำ หลังจากนั้นแม่งก็มาหาที่คณะบ่อยๆ พี่เวฟก็รู้จัก” อลงกตพูดลอยๆ และคำพูดของเขาก็ทำเอาเจียระไนทิ้งทุกอย่างที่ตรงนี้แล้วแทบจะลอยลิ่วไปสถิตอยู่ข้างสิตางศุ์ในวินาทีนั้น!  

 

พฤกษามองตามแผ่นหลังเพื่อนร่วมรุ่นแต่ต่างภาคฯที่เหาะไปยืนข้างสิตางศุ์แล้วส่ายหัว

 

“โจ๊กแม่งขี้หึงฉิบหาย” เขาบ่น ก่อนจะเหล่มองเพื่อนซี้ชมรมฟุตบอลที่เทน้ำกรอกปากเหมือนไม่สนใจแล้วก็ชักหมั่นไส้ที่รายนี้ขยันสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวครัวคนอื่นนัก

 

…ตบหัวแม่งสักทีเถอะวะ!…

 

“โอ้ย! เชี่ยแพท! ตบหัวกูทำไม!!”

 

“มึงก็ขาเสี้ยม” ไม่ทันได้ด่าอะไรมากกว่านั้น เสียงเป่านกหวีดเพื่อเรียกรวมตัวนักฟุตบอลก็ดังขึ้น สิตางศุ์และเจียระไนวิ่งตัดสนามกลับมาที่ฝั่งตนเอง ได้ยินเสียงแว่วๆที่คนผิวขาวจัดหันไปพูดกับคนข้างกายที่ทำหน้าบูด

 

“นิกเตะบอลอัดแขน? โอ้โฮ เรื่องตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง กูลืมไปแล้วนะเนี่ย”

 

“ลืมแล้วทำไมยังคบกับมัน”

 

“อ้าว ก็มันนิสัยดี หลังจากนั้นก็มาหาที่คณะเลยอ่ะ แวะมาแทบทุกวันจนแขนกูหายช้ำเลย” คนหน้าบูดกลายเป็นหงิกกว่าเดิม

 

“มันเป็นยาแก้ฟกช้ำรึไง! มาทุกวันแล้วมึงหาย!?!”

 

“เปล่า แต่มันเอายามาทาให้เฉยๆ…” ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าหู จากอารมณ์เต็มร้อย กลายเป็นอารมณ์ชักจะล้นปรี่ เจียระไนเริ่มหายใจฟืดฟาด

 

“แล้วพี่รหัสมึงยอมได้ไง?!” สิตางศุ์เอียงคออย่างงุนงงกับคำถามที่เหมือนจะเต็มไปด้วยอารมณ์ของคนข้างกายที่เดินข้างกันจนพ้นเขตสนาม

 

“ทำไมจะไม่ยอมล่ะ พี่เวฟก็ยังบอกว่าไอ้นิกนิสัยดีเลย”

 

“แล้วกูกับมันใครดีกว่ากัน?!” คราวนี้ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆที่จู่ๆคำถามประหลาดๆก็ดังมาจากคนตาเรียว

 

“เอามาเทียบกันทำไม”

 

“กูถามให้มึงตอบ! ไม่ใช่ให้มึงย้อนถาม!!”

 

“นิกก็ดี มึงก็ดี”

 

“เหอะ!!” สั้นๆ ไม่มีความหมาย แต่ได้ใจความ เพราะหลังจากนั้นเจียระไนก็หมุนตัวเดินไปนั่งกับปราการเพื่อนสนิทแล้วเมินใส่สิตางศุ์ทันที!

 

…ไอ้โจ๊กของอนสักทีเถอะวะ อะไรคือคำว่า ‘นิกก็ดี มึงก็ดี’ คนอย่างกูต้องดีเหนือกว่าคนอื่นโว้ยยยยย!!…

 

………………………..

 

ปราการเหลือบตามองคนหน้าหงิก ปกติเจียระไนก็ไม่ใช่คนยิ้มแย้มอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้นอกจากจะไม่ยิ้มยังคิ้วขมวดปล่อยพลังอำมหิตตลอดเวลาอีกต่างหาก ส่วนคนที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ ก็นู่น…ตัวขาวๆที่กำลังส่งขนมแจกน้องๆที่ขึ้นสแตนด์นั่นล่ะ เด็กๆปีหนึ่งร้องเพลงกันลืมตายไปแล้วมั้ง มีพี่สวัสดิการเฉพาะกิจหน้าตาดี แถมยิ้มสวยมาให้กำลังใจแบบนั้น

 

“เบอร์สิบนั่นเพื่อนไอ้โซ่เหรอวะ” สาบานว่าไม่ได้อยากแซะแผลในใจเพื่อนสนิท แต่ปราการก็ขอถามเอาไว้ประดับความรู้สักหน่อย

 

“ถามทำเชี่ยอะไร!!” …อู้ฮู ถามประโยคแรกก็โดนด่าประโยคแรกกันเลยทีเดียว…

 

คนถามหัวเราะอย่างไม่ถือสา เขาเห็นตั้งแต่ตอนที่เจียระไนตามไปเป็นเจ้าที่ให้สิตางศุ์ถึงฝั่งนู้นแล้ว ยิ่งพอกลับมา ไม่รู้เดินคุยอะไรกัน ‘ไอ้โจ๊ก’ ยิ่งหน้าหงิกขนาดหนักจนหนีมานั่งข้างเขา แทนที่จะตามเป็นเงา ‘แฟนมัน’ เหมือนทุกที

 

“อ้าว ก็กูอยากรู้ เมื่อกี้เห็นโซ่ไปทัก”

 

“เออ! เพื่อนมัน! เพื่อนนิสัยดี! เพื่อนโคตรดี! ไม่รู้แม่งจะดีอะไรนักหนา?!!”

 

“เพื่อนดีมึงก็ด่า อยากให้โซ่คบเพื่อนเชี่ย บอกมันให้มาคบกู” ดวงตาเรียวตวัดจึ้กมามอง

 

“มึงอยากตายตอนนี้มั้ย?!”

 

“คบแบบเพื่อนครับ คบเเบบเพื่อน หึงไม่เข้าเรื่องเลยมึงเนี่ย” ปราการพูดแล้วเหลือบตามองไปที่สิตางศุ์ รายนั้นแอบมองมาที่พวกเขาบ่อยๆ ดูก็รู้ว่าคนซื่อๆที่ไม่ค่อยสังเกตสังกาอะไร ก็คงจะพอมองออกว่าเจียระไนกำลังงอนขนาดหนัก

 

“โจ๊ก ไอ้โซ่แอบมองมึง” เขากระซิบบอกเพื่อนเสียงเบา ท่าทีมันชะงักไปนิดหน่อย หัวคิ้วคลายออกนิดนึง แต่ก็ยังทำนิ่ง

 

…ดูรู้เลยว่าแม่งกำลังเล่นตัว…

 

“ท่าทางมันจะอยากง้อ…” เขาหยอดไปอีกหน่อย แต่เพื่อนสนิททำตัวน่าเตะมากด้วยการทำเป็นมองเมินไปทางอื่นแล้วพูดกระแทกกระทั้น

 

“แล้วไง?! อยากง้อกูแต่ไปยืนแจกของบนสแตนด์ กูจะได้รับผลบุญด้วยมั้ยล่ะ?!!”

 

จริตยิ่งกว่าติซซี่ ปราการถึงกับส่ายหัว

 

“ไอ้ห่า ทำตัวยากอีก เดี๋ยวมันก็ไม่ง้อหรอก”

 

แล้วจากนั้น เขาก็เลิกสนใจเพื่อนซี้แล้วหันไปดูเกมในสนามต่อ

 

เสียงเชียร์ยังคงดังกระหึ่ม เสียงพากย์ของลิลลี่และติซซี่ยังคงดังต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครยิงประตูเพิ่มอีก

 

จบเกม เสมอกันเช่นเดิม 1-1

 

พิธีกรรมหลังเกมจบคือการจับไม้จับมือตามประสานักกีฬาที่ดี ทั้งนักบอลในสนาม ข้างสนาม กรรมการหรือแม้แต่คนพากย์ก็วิ่งลงไปจับมือด้วย และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าการจับมือจะหยุดอยู่แค่ในสนาม…ไม่ได้ลุกลามมาที่สแตนด์

 

“เฮ้ยๆ! เบอร์สิบๆ!” ปราการร้อง เสียงโห่ดังกระหึ่มเมื่อหนุ่มเบอร์สิบเสื้อสีเหลืองเดินฉีกตัวจากคนอื่นๆออกมาที่ข้างสนาม ตรงดิ่งมาหาใครบางคนที่ยืนอยู่ใกล้สแตนด์เชียร์ และใครคนนั้นคือ…สิตางศุ์…

 

เจียระไนหันขวับไปมองแล้วลุกขึ้นยืนทันควัน

 

เบอร์สิบเสื้อเหลืองถึงตัวสิตางศุ์แล้ว…จากนั้นก็…ถลาเข้าไปกอด!

 

จากตาเรียวๆตามแบบลูกหลานคนจีนเบิกโตยิ่งกว่าไข่ห่านในวินาทีนั้น ฝั่งคณะต้นสังกัดของสิตางศุ์เงียบกริบเป็นป่าช้า มีแค่ฝั่งตรงข้ามที่โห่ไม่หยุด แต่สุดท้ายก็พากันเงียบหมดเมื่อถูกสะกิดให้หันไปดู ‘เจ้าที่ตัวจริง’ ที่ยืนจ้องเขม็ง  

 

“เกิดไรขึ้น” ไอ้หนุ่มเบอร์สิบปล่อยกอดเพื่อนต่างมหาวิทยาลัยแล้วถามงงๆ มองไปมองมาก็เห็นสายตาของใครบางคนจ้องมาที่เขาเหมือนจะฆ่าให้ตายตรงนี้ และใครคนนั้นก็คือคนที่ตามสิตางศุ์ไปถึงฝั่งของพวกเขาเมื่อตอนพักครึ่ง

 

“อ้อ…ที่เขาลือไปกันว่ามึงมีแฟนแล้วนี่เรื่องจริงเหรอ” เขาหันไปถามเพื่อนผิวขาวจัดที่แม้จะอยู่คนละมหาวิทยาลัยแต่ก็รู้จักกันเพราะงานนี้เมื่อสามปีก่อน

 

“ก็…อืม”

 

“ไอ้นั่นใช่มั้ย ที่จ้องกูน่ะ”

 

“อ่า…อืม…”

 

“เสียดาย กูจีบมึงซะตั้งแต่เมื่อตอนปีหนึ่งก็ดีล่ะ”

 

“หา?!” สิตางศุ์ร้องหันมองอย่างไม่เชื่อหู ทว่าคนพูดกลับหัวเราะเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง

 

“มาๆ มาแนะนำให้กูรู้จักหน่อย” แล้วไอ้หนุ่มเบอร์สิบก็ทำตัวกล้าหาญ คว้าแขนขาวจูงสิตางศุ์ที่กำลังหน้าเสียตรงไปหาเจียระไนที่ยืนทำหน้าถมึงทึง

 

…โกรธแน่ๆ โจ๊กโกรธแน่ๆ…

 

“แนะนำสิโซ่ แฟนมึงเนี่ย กูอยากรู้จัก”  

 

“เอ่อ นิก…นี่โจ๊ก โจ๊ก…นี่นิก” ไม่รู้จะแนะนำยังไง สิตางศุ์ก็เลยพูดแต่ชื่อ เจียระไนตวัดสายตาไปมองคนพูด

 

“กูจำเป็นต้องรู้จักมันมั้ย”

 

“อ่า…นิกมันเพื่อนกูอ่ะ” ร่างสูงเหลือบตาไปมองหนุ่มนักฟุตบอลเสื้อเหลือง รายนั้นพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุนคำพูดของคนผิวขาวจัด

 

“มึงเป็นเพื่อนไอ้โซ่?” เขาถามเสียงห้วน แน่นอนว่าไม่ยินดีกับการรู้จักครั้งนี้แต่อย่างใด

 

“ช่าย ต้องให้กูเล่ามั้ยว่ารู้จักกันยังไง โรแมนติกสัดๆเลย”

 

“กูไม่ได้อยากรู้! แล้วไม่ต้องมาจับแขนแฟนกู!” เจียระไนกระชากแขนอีกข้างของสิตางศุ์ให้มายืนข้างเขา ก่อนจะตวัดสายตามาที่คนผิวขาวจัด

 

“จะกลับกันได้รึยัง?!”

 

“อื้อ”  

 

แล้วคนขี้หึงก็ไม่รอให้ใครบอกลาใครอีก เขาดึงแขนสิตางศุ์ให้เดินออกมาจากหน้าสแตนด์ทันที

 

“โจ๊ก ไม่หงุดหงิดสิ” เสียงคนถูกดึงแขนดังเบาๆให้ได้ยิน

 

“แล้วให้กูมีความสุขรึไงที่เห็นคนอื่นมากอดแฟนกู?!”

 

“อ่า…กอดแบบเพื่อนเอง…” สิตางศุ์เจรจาในขณะที่ยังก้าวเท้าเดินตามแรงจูง

 

“โซ่” เสียงเรียกดังมาจากข้างหลัง คนสองคนที่กำลังเดินต้องหันไปมอง เจ้าของเสียงยังคงเป็นไอ้หนุ่มเบอร์สิบเสื้อสีเหลืองที่ดูแล้วไม่น่าจะกลัวตายเท่าไร รายนั้นส่งยิ้มกว้างเห็นฟันขาว แล้วตามด้วยการโบกมือ

 

“แล้วไว้เจอกันใหม่นะ เดี๋ยวกูแวะไปหาที่คณะ” แถมด้วยประโยคบอกลาที่บอกให้รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเร็วๆนี้

 

เจียระไนอ้าปากจะด่า แต่ไอ้คนข้างกายดันยกมือโบกกลับ คราวนี้หนุ่มตาเรียวเลยตวัดสายตามาที่คนของตัวเองทันที

 

“มึงไปโบกมือให้มันทำไม?!” สิตางศุ์ไม่ทันได้ตอบอะไรก็ถูกคนถามดึงออกจากสนามไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสายตาของหนุ่มต่างมหาวิทยาลัยให้มองตามแล้วถึงกับส่ายหัว ก่อนจะหันไปทางเพื่อนสนิทของสิตางศุ์แทน

 

“กูถามจริง แฟนคนนี้ของไอ้โซ่ ผ่าน QC พี่เวฟได้ไง” พฤกษายิ้มเจื่อนแล้วตอบแบบเจื่อนๆ

 

“มึงเคยได้ยินคำว่าของหลุด QC มั้ยล่ะ”

 

………………………..

 

สิตางศุ์ลอบมองคนขับรถที่ตั้งแต่ออกมาจากสนามฟุตบอลก็ไม่หือไม่อืออะไรเลยสักนิด ดูก็รู้ว่าคนรักของตนเองหงุดหงิด และต่อให้บื้อสักแค่ไหน เขาก็พอจะรู้ว่าเจียระไนหงุดหงิดเรื่องอะไร

 

แต่…เขาเป็นผู้ชาย การมีเพื่อนผู้ชายเป็นเรื่องธรรมดา และการกอดเพื่อนผู้ชายสักคนก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ

 

“โจ๊ก…มึงเห็นกูเป็นผู้หญิงเหรอ” ร่างโปร่งตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คนขี้โมโหสะดุดไปอึดใจหนึ่ง แต่ก็ยังคงตีสีหน้าหงุดหงิดเหมือนเดิม

 

“เปล่า!”

 

“งั้นเห็นไอ้นิกเป็นผู้หญิงเหรอ?”

 

…นิก? นิกไหน?…อ้อ! ไอ้เพื่อนแสนดีแต่โคตรเวรตะไลในสายตากูนั่นเอง!…

 

“ตัวใหญ่หัวล้านอย่างงั้นกูจะเห็นมันเป็นผู้หญิงได้ไง!”

 

“นิกไม่ได้หัวล้าน มันตัดสกินเฮด”

 

“เลิกพูดถึงไอ้เชี่ยนั่นสักทีได้มั้ย?!”

 

เวลาแบบนี้ เจียระไนได้ยินได้เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด แค่ได้ยินว่าคนข้างกายแก้ตัวแทนให้คนอื่น เขาก็หงุดหงิดจนแทบอยากจะบีบแตรยาวๆให้มันดังลั่นไปทั่วถนนกรุงเทพฯอยู่แล้ว

 

แต่…อะไรบางอย่างกลับแตะลงที่แขนของเขา ดวงตาเรียวตวัดลงมอง เห็นเป็นมือขาวๆของสิตางศุ์จับแขนเขาอยู่ อารมณ์โมโหที่กำลังพลุ่งพล่านก็เหมือนจะถูกตีกรอบไม่ให้ทะลักทลายมากกว่านี้

 

ภายในรถเงียบกริบ คนที่ยังโมโหไม่ยอมหันไปมองคนข้างกาย ส่วนคนที่ยังแตะมือก็ยังแตะอยู่อย่างนั้นแล้วค่อยๆตบเบาๆเป็นจังหวะราวกับกล่อมเด็ก ในที่สุด…ลมหายใจฟืดฟาดเพราะความหงุดหงิดก็กลายเป็นสม่ำเสมอเหมือนกับจังหวะที่มือขาวนั่นตบลงบนแขนของเจียระไน

 

พอรถเลี้ยวเข้าจอดในอาคารจอดรถของคอนโดหรู คนที่มุ่งมั่นขับรถโดยไม่พูดอะไรก็ถึงได้ยอมเหลือบตามามองคนที่นั่งอยู่ข้างกายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกจากสนามฟุตบอล

 

แล้วพอตาสบตา ร่างสูงก็ได้แต่ถอนหายใจเบา

 

…หมด…ไอ้ที่โกรธๆเมื่อกี้หายไปหมด…

 

“หาอะไรแดกที่ห้องกูแล้วกัน! หรือมึงอยากสั่งอะไรมากิน?” แต่ถึงจะหายโกรธ ก็ยังมีอารมณ์เคืองๆอยู่นิดหน่อย น้ำเสียงก็เลยยังห้วนเสมอต้นเสมอปลาย

 

ใบหน้าขาวส่ายไปมา

 

“ไม่อยากหรอก มึงล่ะ”

 

“มีอะไรในตู้เย็นก็กินอันนั้น”

 

“กูทอดไข่ดาวให้กินมั้ย” คนไม่กินของทอดเสนอเมนูเอาใจ ดวงตาเรียวเหลือบมามองอีกหน

 

“แล้วมึงจะแดกอะไร”

 

“เดี๋ยวกูต้มไข่เอา” เจียระไนพยักหน้ารับแกนๆ ก่อนจะหมุนตัวลงจากรถ สิตางศุ์ลงตามอย่างเงียบๆ หน้าตาซื่อๆใสๆนั่น มองทีไรก็พานให้ใจอ่อนทุกที

 

…แต่…จะให้มันรู้ไม่ได้ว่ากูใจอ่อนง่ายขนาดไหน! ใจแข็งไว้โจ๊ก ทำหน้าบูดเข้าไว้…

 

นอกจากนั่งรถเงียบๆมาด้วยกันแล้ว ตอนขึ้นลิฟต์ก็ยังขึ้นกันอย่างเงียบๆอีกด้วย สิตางศุ์ไม่พูดอะไร พอๆกับที่อีกคนก็ไม่ยอมหันมองอีก แล้วพอเข้ามาในคอนโดหรู เจียระไนก็แยกตัวไปนั่งที่โซฟาหน้าโทรทัศน์ ได้ยินเสียงโคร้งเคร้งในครัวไม่กี่นาที หางตาก็เห็นร่างสูงโปร่งเดินมาหา

 

…แต่…กูจะไม่หันมอง ไม่มองสิโจ๊ก ไม่ทำตาเหล่…

 

“โจ๊ก…” เสียงเรียกดังแค่คำเดียว หน้าของหนุ่มปกครองก็หันอัตโนมัติตามประสาคนใจง่ายกับทุกเรื่องของสิตางศุ์ และพอหันไปแล้ว คราวนี้จากตาเรียวๆก็กลายเป็นเบิกโต

 

“กูยืมผ้ากันเปื้อนนะ เดี๋ยวทอดไข่แล้วมันกระเด็น”

 

ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลที่ถูกสวมทับเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ ดูยังไงก็ไม่เซ็กซี่ ดูยังไงก็ไม่โป๊ แต่…แต่พอมันอยู่บนร่างของคนที่กำลังส่งยิ้มสวยๆมาให้ กลับ…กลับทำให้หัวใจของผู้ชายที่ชื่อเจียระไนเต้นไม่เป็นจังหวะ

 

…ย…อย่างกับ…อย่างกับ ‘ไอติมนมราดช็อกโกแลต’…น่าแทะไปทั้งตัวเลย!!!…

 

“ของมึงเหรอ ไม่คิดว่าจะมีผ้ากันเปื้อนด้วย” แล้วยังตาใสๆที่มองมานั่นอีก นอกจากหัวใจจะเต้นระส่ำ ลมหายใจก็ชักจะไม่คงที่

 

“อ…เอ่อ…ม…ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมี…” ปากตอบ แต่ตาค้างไปแล้วเรียบร้อย ตาเรียวกวาดมองตั้งแต่หัวลงมาถึงเท้าแล้วก็กวาดจากเท้าขึ้นไปถึงหัวใหม่

 

…โซ่แม่ง…ยิ่งแต่งตัวมิดชิดยิ่งน่าเอา!…

 

“รอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวกูทอดไข่ให้” สิตางศุ์พูดแล้วยิ้มก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับเข้าไปในครัว ทว่ายังไม่ทันจะเดินถึงห้องครัวร่างทั้งร่างก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยอ้อมแขนที่โอบรัดจากด้านหลัง

 

เจียระไนไม่รู้สติตัวเองด้วยซ้ำตอนที่เขาลุกพรวดแล้วคว้าร่างขาวจัดเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ในหัวมีแต่ความคิดว่าจะไม่มีวันยก ‘ไอติมนมราดช็อกโกแลต’ แท่งนี้ให้ใคร!

 

“โจ๊ก?…” เสียงของคนในอ้อมกอดดังขึ้น เนื้อตัวอุ่นๆของสิตางศุ์นั้นไม่เหมือนไอศกรีมเย็นๆเลยแม้แต่นิด แต่…แต่ความน่าแทะของอีกฝ่ายไม่ใช่มีเขาแค่คนเดียวที่เห็น วันนี้… ‘ไอ้นิก’ อะไรนั่นก็คงอยากแทะไม่ต่างกัน!

 

“ทำไมต้องมีแต่คนชอบมึงด้วย?” ยิ่งสิตางศุ์ดูดี ยิ่งสิตางศุ์ใจดี เจียระไนก็ยิ่งใจคอไม่ดี

 

คนผิวขาวจัดหมุนตัวหันกลับไปมองคนที่โอบร่างของเขาไว้ เวลานี้เจียระไนไม่ได้หงุดหงิดงุ่นง่านเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว หากพูดอะไรตอนนี้ คนตรงหน้าก็คงพอจะฟังกันบ้าง แต่…ถึงอย่างนั้นก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป

 

มือขาวค่อยๆยกมือขึ้นจับแก้มของร่างสูงเบาๆ ในขณะที่ดวงตาใสแจ๋วทอดมองด้วยแววอ่อนโยนและจริงใจ

 

“นิกเป็นเพื่อนกู…เป็นเพื่อนที่ดี แต่ก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้” คำว่าเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำเอาหัวใจของเจียระไนสั่นไหวอย่างประหลาด ยิ่งสบตากับดวงตาคู่สวยที่ทอดมองมานั่น ก็ยิ่ง…ไหวจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก

 

“แล้วกูล่ะ…” เพราะใจสั่นเหลือเกิน สั่นจน…จนต้องขอความมั่นใจ

 

ใบหน้าขาวส่งยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มจางที่อบอุ่น นิ้วโป้งลูบผิวแก้มของคนรักเบาๆ

 

“มึงเป็นแฟนที่ดี…” เจียระไนเสือยิ้มยากที่มักจะกลั้นยิ้มกับสิตางศุ์เสมอ มาตอนนี้ต่อให้จะเคยยิ้มยากแค่ไหน ต่อให้จะกลั้นยิ้มเก่งแค่ไหน ก็ห้ามหัวใจและปากไม่อยู่อีกแล้ว

 

“…แต่ขี้หึงไปหน่อย” สิตางศุ์เบรก แต่เป็นการเบรกแบบหยอกๆเพราะดวงตาคู่สวยนั้นส่อแววซุกซนจนเจียระไนต้องหุบยิ้มทันควัน

 

“กูหึงก็เพราะกูรักมั้ย” ร่างสูงย้อนถามหน้าตาย

 

“อย่าหึงเลย…” เป็นการขอร้องที่น่ารักโดนใจเจียระไนยิ่งกว่าอะไร ยิ่งมือขาวๆนั่นลูบแก้มเขาเบาๆ ก็ไม่ต้องถามถึงอารมณ์โกรธแล้ว ถามถึงอารมณ์อย่างอื่นดีกว่า!

 

“…กับคนอื่นน่ะ เป็นแค่เพื่อนจริงๆ” น้ำเสียงของสิตางศุ์เหมือนน้ำเย็น มันสดชื่น มันสบาย มันซึมซาบจนเย็นใจ

 

“…กูมีแค่มึงนะ” ท้ายประโยคนั้น ใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มปกครองถูกมือขาวที่ยังประคองแก้มอยู่จับโน้มลงมาช้าๆ ก่อนที่สิตางศุ์จะเป็นฝ่ายแตะริมฝีปากกับริมฝีปากของเจียระไน

 

…จูบ…

 

จูบนี้…สำหรับการง้องอน

 

จูบนี้…สำหรับการขอให้เชื่อใจ

 

จูบนี้…สำหรับการบอกให้มั่นใจ

 

สิตางศุ์มีแฟนแค่คนเดียว เป็นแฟนที่ดีแต่ขี้หึงไปหน่อย…ชื่อเจียระไน

 

“อื้อ…โจ๊ก…ไม่หิวเหรอ…” ริมฝีปากผละออกจากกันอย่างเชื่องช้า ก่อนที่คำถามจะดังขึ้นเบาๆเมื่อร่างโปร่งรู้สึกว่ามือร้อนๆของอีกฝ่ายเริ่มไม่อยู่สุข มันลูบไล้แผ่นหลังของเขาผ่านทางเสื้อยืด เป็นการไล้หนักที่บอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

 

“หิว…”

 

“หิวก็ปล่อยก่อน จะไปทอดไข่ให้…” ดวงตาคู่สวยนั้นฉ่ำปรือ ยิ่งเห็นแบบนี้ เจียระไนยิ่งไม่ปล่อย เขายกยิ้มจางที่มุมปาก สอดมือเข้าไปใต้เสื้อยืดรั้งร่างขาวเข้ามาแนบชิดมากขึ้น ก่อนจะกระซิบเบาๆบนริมฝีปากแดงก่ำของสิตางศุ์

 

“กูอยากกินของสด มากกว่าของทอด”

 

แล้วหลังจากนั้น…สิตางศุ์ก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องครัวอีกเลย

……………………

 

สังคมออนไลน์ของหนุ่มๆสาวๆชาวรัฐศาสตร์ในวันนี้ไม่มีเรื่องไหนจะถูกพูดถึงมากไปกว่างานสองสิงห์อีกแล้ว นอกจากจะเรื่องน่ายินดีที่ผลฟุตบอลออกมาเสมอกัน 1-1 ยังมีประเด็น ‘ของดีไออาร์’ ที่เหมือนจะสร้างความร้าวฉานนิดๆให้พูดถึงกันหน่อยๆ

 

‘ติซซี่ห่วงใยพี่ซอโซ่เหลือเกินค่ะ ใครรู้ข่าวคราวพี่ซอโซ่บอกน้องนิดนะคะ’

 

สเตตัสคนอยู่ในเหตุการณ์ ‘ลมเพชรหึง’ ของหนุ่มปกครองจั่วหัวไปแบบนั้น ก็มีอีกหลายร้อยคอมเม้นท์เข้ามาแสดงความห่วงใยเช่นเดียวกัน แต่…ยังไม่มีข่าวคราวใดๆจากคนที่ลากสิตางศุ์ออกไปจากสนามฟุตบอลเมื่อตอนสายของวัน

 

จนกระทั่งหัวค่ำ…ผู้ใช้ที่ชื่อ ‘Jiaranai’ ก็ปรากฏตัวพร้อมด้วยการโพสต์รูปภาพผ้ากันเปื้อนวางแผ่หราอยู่บนพื้น แถมแท็กสถานที่ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับผ้ากันเปื้อนแต่อย่างใด

 

‘addfdsgdgsdfgdlk’ แน่นอนว่าคอมเม้นท์แรกสุดคือคนที่ไวสุด และติซซี่ผู้ไวที่สุดก็ลืมเปลี่ยนภาษาด้วย

 

‘ก่อนกรี๊ด รบกวนเปลี่ยนภาษาด้วยค่ะ ติซซี่’

 

‘เปลี่ยนไม่ทันแร้วววววว ผ้ากันเปื้อนกับการแท็กห้องนอนนั่นมันอะไรคระ!’

 

‘สงสัยงานนี้โปเยโปโลเยกันในห้องนอนพร้อมไอเทมเสริมเป็นผ้ากันเปื้อนว่ะ’

 

‘เชี่ยโจ๊ก เอาทองมากองแทบเท้าไอ้เวฟเพื่อนรักของกูรึยัง มึงเอาน้องมันไปอยู่กินขนาดนี้’

 

‘ทองกองเดียวไม่พอโว้ย’

 

‘เดี๋ยวกูสมทบทุนก็ได้ เปิดรับบริจาคมะ’

 

‘บริจาคพ่อง’

 

แล้วหลังจากนั้น ในหน้าโพสต์ของเจียระไนก็กลายเป็นสงครามระหว่างพี่รหัสของเขาและสิตางศุ์ ส่วนเจ้าของโพสต์น่ะหรือ…นอนหัวเราะหึๆอยู่บนเตียง มือหนึ่ง…ม้วนผมสีน้ำตาลของคนที่นอนหลับซุกอยู่กับอก ส่วนอีกมือ…กดพิมพ์ข้อความพร้อมส่งคำขอเป็นเพื่อนให้กับผู้ใช้รายหนึ่งที่ชื่อ ‘นิก’ ซึ่งเขาได้มาจากเพื่อนของสิตางศุ์

 

‘สวัสดี ไอ้นิก…กูโจ๊กแฟนโซ่ รับแอดกูซะ ถ้ามึงอยากเห็นอะไรดีๆ’

 

เจียระไนยกยิ้มที่มุมปาก

 

…เสือกมาทำให้กูหึง เดี๋ยวกูจะทำให้มึงอิจฉาแบบเรียลไทม์ ไอ้นิก!…

 

FIN

 

ตอนแรกจะให้ใส่เสื้อบอลสีดำ แต่เดี๋ยวมันจะตรงเกินไป ก็เลยเอาสีที่คอนทราสก็แล้วกันนะ ส่วนอีกฝั่งก็เหลืองไปค่ะ ขาวเหลือง แถมสนามหญ้าสีเขียว บันเทิงงงง ฮ่าฮ่า

ตอนนี้น่ะ เขียนไปหมั่นไส้โจ๊กไป หมั่นมากกกกก (แต่น้อยกว่าหมั่น ถฟ. หน่อยนึง) เป็นผู้ชายที่จริตเยอะไปไหน ติซซี่ต้องยอมแพ้ค่ะงานนี้ ฮ่าฮ่า ส่วนโซ่ก็…ใสๆ เรื่อยๆ กินเรียบตอนท้ายเพราะมีโจ๊กเป็นแฟนคนเดียว โอยยยยย

 

ตอนพิเศษของเรื่องนี้(ที่มีในสต็อก)หมดแล้ว ไว้มีอีกจะมาลงอีก ส่วนเรื่องใหม่ คิดว่าจะมาเดือน 9 ค่ะ แต่เดี๋ยวมาแจ้งอีกทีนะ

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตามทั้งตั้งแต่ตอนแรก หรือเพิ่งจะมาตามตอนจบ ขอบคุณทุกๆกำลังใจค่ะ ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วย

 

เจอกันใหม่ กับเรื่องใหม่ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับคณะเล็กๆที่มีสนามบอลเป็นของตัวเอง มีชมรมบอลเป็นของตัวเอง #ฉันรักรัฐศาสตร์

 

Leave a Reply