Back to Home

[ตัวอย่างทดลองอ่าน] 

True Star 巨星 

ปกและเรื่องย่อ : จะเปิดเผยเร็วๆ นี้ค่ะ

กำหนดเปิดจอง : 10 สิงหาคม – 30 กันยายน 2560

ราคา : ยังไม่เปิดเผย

กำหนดจัดส่ง : ยังไม่เปิดเผย

กำหนดวางจำหน่ายหลังปิดจอง : จะจำหน่ายที่บูธ Nabu Publishing ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 18 – 29 ตุลาคม 2560   สำหรับตามร้านค้าต่างๆ เริ่มกระจายสินค้ากลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

วิธีสั่งจอง : ทางเว็บไซต์ www.reading.co.th เพียงแห่งเดียวตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป ท่านใดสั่งซื้อหรือจองผ่านบุคคลอื่น ร้านค้าอื่น หากเกิดกรณีฉ้อโกงหรือไม่ได้รับของตามตกลง ทางบริษัทไม่รับผิดชอบในทุกกรณี

ติดตามข่าวสารการ และสอบถามเปิดจองที่ www.facebook.com/taiseibooks/

Title 巨星 Author 万灭之殇 (Wan Mei Zhi Shang)

Copyright © 2016

Copyright arranged with万灭之殇 (Wan Mei Zhi Shang) and The Reading Room Co., Ltd.

=======================================

ผลงานชิ้นนี้มีลิขสิทธิ์ และได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558

ดำเนินการแปลเป็นภาษาไทย เผยแพร่ ผลิต และจัดจำหน่าย

โดยบริษัท เดอะรีดดิ้งรูม จำกัดเพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้เป็นการส่วนตัว หรือในเชิงพาณิชย์

=======================================

 

 

 

บทที่ 1

 

นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก…ไฟนส์ ถัง (Fiennes Tang) อายุสามสิบเจ็ดปี เสียชีวิตจากอาการโรคหัวใจกำเริบ

 

ถ้าเขาตายไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคืออะไรกัน

กลิ่นน้ำยาฉุนแสบจมูก กำแพงสีขาวหม่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาชีวิตนานาชนิด เครื่องช่วยหายใจ…สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนที่ป่วยเรื้อรังมาหลายสิบปี แต่เขาควรจะตายไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงยังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ สมองรู้สึกสับสนและทรมานเหลือเกิน

ดวงตาปิดลงอย่างช้าๆ ขณะได้ยินเสียงแว่วๆ ของพยาบาลสองสามคน

“น่าสงสารจริงๆ เป็นถึงขนาดนี้ไม่มีใครมาเยี่ยมเลยสักคน”

“ดูเหมือนเมื่อก่อนเขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกไอดอลกรุ๊ปที่โด่งดังมากนะ แต่ถึงจะหล่อ ก็ยังไม่ดังเท่าสมาชิกอีกคนที่ตอนนี้กลายเป็นดาราใหญ่ไปแล้ว”

เสียงของพยาบาลเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหายไป เขาไม่เข้าใจว่าพวกเธอพูดเรื่องอะไรกัน ตั้งแต่เข้าวงการมาเขาก็แสดงภาพยนตร์อย่างเดียว ไปรวมตัวเป็นไอดอลกรุ๊ปตั้งแต่เมื่อไรกัน

เขาที่สติเลือนรางวูบหลับไปอีกครั้งทั้งที่ยังสงสัยงุนงง หลังจากนั้นก็หลับๆ ตื่นๆ แต่ระหว่างนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังหลับหรือตื่นอยู่กันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจได้ก็คือ แม้ว่าผู้คนที่นี่ต่างเรียกเขาว่า ‘ถังเฟิง’ แต่เขากล้ายืนยันว่า ‘ถังเฟิง’ ที่คนเหล่านั้นพูดถึงไม่ใช่เขาที่ตัวเองรู้จักอย่างแน่นอน หลังจากเข้าฮอลลีวูด เขาก็เปลี่ยนไปใช้ชื่อในวงการแทน

เขาที่มีอายุสามสิบเจ็ดปีแถมยังป่วยออดๆ แอดๆ ตลอดเวลา ไอ้คำว่า…วัยรุ่นร่างกายฟื้นตัวเร็ว คงเอามาใช้กับเขาไม่ได้

อีกอย่างเขาเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ ไม่ใช่ตกลงไปในทะเลแล้วความจำเสื่อมสักหน่อย

เขาเลยคิดว่า…เขาอาจจะกลายเป็นใครอีกคนไปแล้ว

การคาดเดาทั้งหมดสิ้นสุดลงในวันที่เขารู้สึกตัวเต็มที่และถอดเครื่องช่วยหายใจออกแล้ว

เขาขอให้พยาบาลช่วยนำกระจกมาให้ เธอมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดโดยไม่ได้คิดอะไรมากว่า “วางใจเถอะค่ะ ใบหน้าของคุณไม่ได้รับบาดเจ็บ” เขายิ้มตอบกลับไปอย่างจนใจ แต่เธอก็ใจดีหยิบกระจกส่งให้

เขามองตัวเองในกระจก แล้วสิ่งที่คิดไว้ก็กลายเป็นจริง เขากลายเป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ  กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามอ่อนวัย ยังดีที่ไม่ได้เป็นผู้หญิง คนที่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บมาตลอดสามสิบกว่าปี ถ้าไม่กลายเป็นคนท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิต ก็ต้องกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเหมือนกับตัวเขาในตอนนี้นี่แหละ

ดูสิ การมีนิสัยใจกว้างเป็นเรื่องดีขนาดไหน กระทั่งเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ยืมศพคืนวิญญาณยังยอมรับได้ง่ายๆ

“ร่างนี้เป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ผมหมายถึง…ร่างกายผมแข็งแรงดีหรือเปล่า” เขาถามออกมาอย่างอดไม่ได้

นางพยาบาลมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจแล้วตอบว่า “คุณโชคดีมากค่ะ ถึงแม้จะตกลงไปในทะเลแล้วหมดสติไปครึ่งเดือนกว่า แต่ตอนนี้ร่างกายฟื้นตัวแล้ว สุขภาพของคุณดีมาก ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ และไม่ได้เป็นโรคอะไรเลยค่ะ” เมื่อกล่าวจบเธอก็รีบร้อนเดินออกไป เขาคิดว่าเธอน่าจะคิดว่าเขาสมองเสื่อม

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ เขาต้องขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่เขาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงเช่นนี้

ระหว่างพักฟื้นที่โรงพยาบาลถังเฟิงไม่เห็นใครมาเยี่ยมเลยแม้แต่คนเดียว ยังดีที่ในกระเป๋าข้างตัวมีข้าวของติดตัวอยู่หลายชิ้นทำให้ถังเฟิงพอจะเข้าใจสถานภาพของตัวเองในตอนนี้ขึ้นมาบ้าง ชื่อเดิมของร่างนี้ไม่ได้ชื่อถังเฟิง สาเหตุที่ใช้ชื่อนี้ก็เพราะบริษัทต้นสังกัดรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของถังเฟิงมีส่วนคล้ายกับชายหนุ่มยุคโบราณของจีน แต่เมื่อดูจากบันทึกประจำวันในไอแพด ความจริงแล้วถังเฟิงคนนั้นไม่ได้ชอบชื่อนี้เลย

อย่างไรก็ตาม ขอแค่ถังเฟิงคนปัจจุบันชอบก็พอแล้ว

นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วถังเฟิงยังค้นพบความลับอีกเรื่องหนึ่งจากบันทึกประจำวันด้วย

ถังเฟิงคนก่อนดูเหมือนจะหลงใหลคลั่งไคล้ผู้ชายที่ชื่อ ‘ลู่เทียนเฉิน’ อย่างหนัก ถังเฟิงเดาว่าคนที่ชื่อลู่เทียนเฉินคนนั้นน่าจะเป็นประธานบริษัทที่ตัวถังเฟิงสังกัดอยู่ ส่วนถังเฟิงที่เป็นเจ้าของเดิมของร่างนี้น่าจะแอบหลงรักเขาฝ่ายเดียว และเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหลือเชื่อมากที่สุดก็คือในบันทึกประจำวันเมื่อไม่นานมานี้ของเจ้าของร่างนี้เขียนไว้ว่า เขาฉวยโอกาสตอนลู่เทียนเฉินดื่มเหล้าเมาแล้วล่อลวงอีกฝ่ายจนมีความสัมพันธ์กัน ขณะที่ลู่เทียนเฉินน่าจะมีคนที่ชอบอยู่อีกคนชื่อ…เกอเฉิน

นี่มันช่างเป็นความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนจริงๆ  ‘ถังเฟิง’ ชอบลู่เทียนเฉิน แต่คนที่ลู่เทียนเฉินชอบกลับเป็นเกอเฉิน ดาราในสังกัดของบริษัทคู่แข่ง แล้วเกอเฉินเองก็ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับผู้บริหารในบริษัทของตัวเองอยู่ด้วย

เอาเถอะ ถึงยังไงวงการบันเทิงก็เป็นเหมือนอ่างย้อมผ้าขนาดใหญ่อันสับสนวุ่นวายอยู่แล้ว

หลังจากถังเฟิงอ่านบันทึกประจำวันของเจ้าของร่างคนเดิมจบแล้วก็พอจะเข้าใจสถานะของตัวเองได้ประมาณหนึ่ง พ่อแม่หย่าร้างกัน แม่เป็นดาราหญิงที่เสียชีวิตไปแล้ว เข้าวงการตั้งแต่เด็กโดยเป็นสมาชิกไอดอลกรุ๊ปที่โด่งดังอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากแยกตัวออกมาฉายเดี่ยวก็เริ่มตกอับ หลงรักประธานบริษัท หลังจากแม่เสียชีวิตก็ขาดที่พึ่ง ผลาญสมบัติอย่างไม่บันยะบันยัง แถมประธานบริษัทก็ไม่เหลียวแล

สรุปแล้วก็คือเป็นลูกดาราตกอับ ไม่มีความทะเยอทะยานและไร้อำนาจต่อรอง

นึกไม่ถึงว่าการเกิดใหม่ของเขาจะได้เป็นดาราอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นแค่ดาราเล็กๆ ที่เคยโด่งดังก็เถอะ

แล้ววันที่ถังเฟิงออกจากโรงพยาบาลก็ได้เจอกับผู้จัดการส่วนตัว เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างอ้วน ถังเฟิงคนก่อนไม่ชอบผู้จัดการคนนี้ ถังเฟิงคนปัจจุบันก็ไม่ชอบเช่นกัน ชายวัยกลางคนดูเป็นคนเจ้าเล่ห์ สำหรับดาราเล็กๆ ที่เคยโด่งดังและถูกประธานบริษัทละเลยแต่ยังมีสัญญาเหลืออีกสองสามปี อนาคตดูเลือนรางมาก ชายวัยกลางคนจัดการทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่ารำคาญไม่น้อย

เขาหิ้วกระเป๋าแล้วเดินตามผู้จัดการไปขึ้นรถ

“ได้ยินหมอบอกว่านายความจำเสื่อม จำเรื่องราวหลายอย่างไม่ได้งั้นหรือ” ผู้จัดการส่วนตัวขับรถพลางถามด้วยความเย็นชา

“อืม จำได้แค่รางๆ น่ะ” ถังเฟิงพิงหน้าต่างด้านข้างชมวิวข้างทาง

หลังจากนั้นครู่หนึ่งผู้จัดการส่วนตัวก็เอ่ยคำพูดที่ดูมีนัยแฝงว่า “จำไม่ได้ก็ดี”

ถังเฟิงไม่คิดอะไรมาก ดูจากพฤติกรรมของถังเฟิงคนก่อนคงจะทำให้คนรอบข้างอิดหนาระอาใจพอดู แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดถังเฟิงคนก่อนเป็นเด็กที่ขาดความรัก และคงหวังว่าพฤติกรรมที่ออกนอกลู่นอกทางจะสามารถเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นได้ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ถังเฟิงหวังว่าชาติหน้าเด็กคนนั้นจะได้ไปเกิดในครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขและอบอวลไปด้วยความรัก

ประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลังผู้จัดการส่วนตัวก็ขับรถเข้าไปในหมู่บ้านของชนชั้นสูงแห่งหนึ่ง ถังเฟิงรู้สึกประหลาดใจ ลูกดาราตกอับคนหนึ่งไม่น่าจะอยู่ในคฤหาสน์ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านได้นะ

“เมื่อหลายวันก่อนบ้านของนายถูกธนาคารยึดไปแล้ว ประธานลู่จะจัดหาหอพักของบริษัทให้นายอีกที สองสามวันนี้นายก็อยู่ที่นี่ไปก่อน” ผู้จัดการส่วนตัวลงจากรถแล้วมองถังเฟิงที่ถือกระเป๋าอยู่ด้วยสายตาซับซ้อน “ตามฉันมา”

“ที่นี่เป็นบ้านของใคร ผมอยู่ที่นี่มันจะดูไม่เหมาะสมหรือเปล่า” ถังเฟิงหิ้วกระเป๋าเดินตามหลังผู้จัดการส่วนตัวไป เขารู้สึกว่าคฤหาสน์หรูหราแบบนี้ไม่ใช่ที่ที่ลูกดาราตกอับอย่างเขาควรอยู่ แต่เรื่องราวที่เขารับรู้จากบันทึกประจำวันก็มีจำกัด จึงเดาไม่ออกว่าถังเฟิงคนก่อนมีเพื่อนฐานะร่ำรวยบ้างหรือเปล่า หรือความจริงแล้วมารดาผู้ถึงแก่กรรมไปแล้วของ ‘ถังเฟิง’ ที่ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ไม่น้อยก็อาจจะมีเพื่อนเก่าอยู่บ้างก็ได้

“นายยังถือว่าโชคดี ที่มีคนยินดีรับเลี้ยงดู” ผู้จัดการส่วนตัวเอ่ยโดยไม่หันหน้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสีและดูแคลน

ต่อให้ถังเฟิงคนก่อนจะเคยทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้ แต่อย่างน้อยนายก็เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขานะ ท่าทางเย็นชาและการพูดจาเสียดสีแบบที่ทำอยู่ตอนนี้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีจรรยาบรรณต่ออาชีพของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว เขาตัดสินใจทันทีว่าเรื่องแรกที่เขาจะทำหลังจากเกิดใหม่ครั้งนี้ก็คือหาวิธีเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวให้จงได้

ผู้จัดการส่วนตัวกดกริ่งหน้าประตู ไม่นานก็มีคนเปิดประตูออกมาจากด้านใน คนที่มาเปิดประตูเป็นหญิงรับใช้ พวกเขาพูดคุยกันเล็กน้อยแล้วผู้จัดการก็เข้าไปด้านใน ถังเฟิงจึงเดินตามเข้าไป ภายในคฤหาสน์ตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ แสดงให้เห็นถึงรสนิยมอันเลอเลิศของเจ้าของคฤหาสน์

“คุณชาลส์เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของประธานลู่ ห้องของนายอยู่ตรงนี้ ปกติคุณชาลส์งานยุ่งมาก คงต้องรอถึงตอนเย็นนายถึงจะได้พบกับเขา” ผู้จัดการพาถังเฟิงขึ้นไปยังชั้นสองของตัวคฤหาสน์ เขาผลักเปิดประตูห้องที่อยู่สุดทางเดิน ภายในห้องมีทั้งห้องน้ำส่วนตัว โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ตู้เสื้อผ้า…ถังเฟิงรู้สึกพอใจมาก

“จำเอาไว้ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คุณชาลส์ นี่ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นคำเตือน” ผู้จัดการพูดทิ้งท้ายอย่างดุๆ ก่อนจากไป

ถังเฟิงรู้สึกเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าเขากับชาลส์มีความสัมพันธ์อะไรกัน หรือว่ารู้จักกันไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่ตัวถังเฟิงเองรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่นิสัยดีมากหรืออย่างน้อยก็ค่อนข้างดี เขาหวังว่าคุณชาลส์ผู้ใจดีที่รับเลี้ยงดูเขาไว้จะไม่มีอคติกับ ‘ถังเฟิง’ มากนัก

 

 

บทที่ 2

 

ห้องอันแสนสบายย่อมทำให้คนอยู่รู้สึกมีความสุข ถังเฟิงที่อยู่โรงพยาบาลมาหลายวันต้องยอมรับว่าห้องที่ปราศจากกลิ่นยา เตียงอุ่นๆ กับห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำ สิ่งเหล่านี้สร้างความพึงพอใจให้เขาอย่างล้นเหลือ

เขาถอดเสื้อผ้าแล้วแช่น้ำในอ่างอย่างมีความสุข ในเมื่อคนรับใช้ของคฤหาสน์บอกเองว่าเขาสามารถใช้ของทุกอย่างในคฤหาสน์หลังนี้ได้ตามสบาย ถังเฟิงก็ไม่เกรงใจแล้ว บริเวณอื่นของคฤหาสน์เขาจะไม่ไปยุ่มย่าม แต่ห้องน้ำที่อยู่ในห้องของตัวเองคงต้องใช้ให้คุ้มค่าหน่อยล่ะ

ถังเฟิงอาบน้ำอุ่นจนสบายเนื้อสบายตัว สวมชุดนอนเบาสบายที่คนรับใช้เตรียมไว้ให้ เดินลากรองเท้าแตะกลับมาในห้อง ก่อนพบว่ามีอาหารหน้าตาน่ากินวางอยู่ตรงหัวเตียง

เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ต้องเป็นคนที่ไม่เลวแน่นอน การบริการที่แสนรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดทำให้ถังเฟิงเกิดความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลที่ยังไม่เคยพบหน้าอย่างคุณชาลส์

เขาไม่ได้หิวอะไรมากมาย ดังนั้นกินไปนิดเดียวก็อิ่มแล้ว ไม่นานคนรับใช้ก็เคาะประตูและเข้ามาเก็บถาดอาหารออกไป ก่อนวางนมร้อนไว้ให้เขาหนึ่งแก้ว พร้อมกำชับถังเฟิงว่าดื่มเสร็จแล้วให้พักผ่อนก่อน เพราะวันนี้คุณชาลส์ติดธุระคงกลับมาดึกมาก

“ขอบคุณครับ” ถังเฟิงเอ่ยขอบคุณตามมารยาท หญิงรับใช้มองถังเฟิงด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เมื่อเห็นว่าเขาดื่มนมหมดแล้วจึงออกไป

แม้ว่าท่าทีของคนรับใช้จะดูเย็นชาไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่มีโอกาสได้ต้อนรับชีวิตและความเป็นอยู่ใหม่ของถังเฟิง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการมีชีวิตอยู่อีกแล้ว และไม่มีอะไรจะโชคดีไปกว่าการมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะโค่นล้มเขาได้อีก

หลังจากดื่มนมจู่ๆ ก็รู้สึกง่วงขึ้นมาทันที เขานวดหัวคิ้วเบาๆ เพื่อกระตุ้นตัวเองให้สดชื่นขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความง่วงงุนอย่างหนักจึงผล็อยหลับไปในที่สุด ถังเฟิงหลับลึกมาก เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หลับลึกแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้หลับ สติเลือนราง ไม่ชัดเจนและสับสนวุ่นวาย

ท่ามกลางสติอันเลือนรางเหมือนเขาจะได้ยินเสียงบิดลูกบิดประตู มีคนเดินเข้ามา แล้วประตูก็ถูกปิดลงอีกครั้ง คนคนนั้นก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง ดูเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ถังเฟิงได้ยินไม่ชัด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังหลับหรือตื่นอยู่กันแน่

ความรู้สึกนี้แปลกประหลาดมาก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน ผู้ชายคนนั้นเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วทาบทับลงมาบนตัวเขา ฝ่ามือเย็นเฉียบสอดเข้ามาทางปกเสื้อชุดนอน ลูบคลำเคล้นคลึงหนักบ้างเบาบ้างจนทำให้เขารู้สึกทรมานอย่างหนัก ร่างกายร้อนรุ่มราวกับมีกองไฟสุมอยู่รอบตัว

ถังเฟิงพยายามจะลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับขยับเขยื้อนไม่ได้เหมือนพลังถูกสูบออกไป เขาอ้าปากสูดลมหายใจเพื่อระบายความร้อนรุ่มออกจากร่าง แต่กลับไม่เป็นผลเลย

เขาฝันว่าผู้ชายคนนั้นจูบเขา จู่โจมรุกล้ำเข้ามาในโพรงปากของเขาอย่างเร่าร้อนจนเขาแทบหยุดหายใจ

นี่เป็นความฝันงั้นหรือ ถ้าเป็นความฝันทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนจริงขนาดนี้ แต่ถ้านี่คือเรื่องจริง ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่ยอมรู้สึกตัวตื่น แต่ยังคงครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนจมอยู่ในฝันร้าย ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนแค่ไหนก็ไร้ผล

“อา…”

บางส่วนในร่างกายรู้สึกเจ็บแปลบจนถังเฟิงทนไม่ได้ต้องร้องครางออกมา ความฝันไม่น่าจะเหมือนจริงขนาดนี้ ในฝันไม่น่าจะรู้สึกทรมานรุนแรงแบบนี้ เขาพยายามเรียกสติของตนเองคืนมาแต่รู้สึกเหมือนมีประตูโปร่งใสมากางกั้นอยู่เบื้องหน้า เขาอยู่ห่างจากการรู้สึกตัวตื่นอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น แต่ระยะใกล้แค่นี้เขากลับไม่สามารถข้ามผ่านมันไป

แปลกจัง ในฝันมีผู้ชายคนหนึ่งใช้กำลังบีบบังคับเขา แต่นอกจากความป่าเถื่อนในช่วงแรกๆ แล้ว หลังจากนั้นเทคนิคลีลาของอีกฝ่ายก็นับว่าไม่เลวเลย

 

ช่วงเวลาสามสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาของถังเฟิง ใช่ว่าเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางกายกับผู้ชายมาก่อน ช่วงแรกๆ ที่อยู่ในวงการบันเทิงเขาพยายามประพฤติตัวอยู่ในกรอบ ประกอบกับเป็นโรคหัวใจ ดังนั้นถึงจะมีคนเข้ามาทาบทามอยู่บ้างแต่ส่วนมากเขาก็ปฏิเสธไป จนกระทั่งพลาดพลั้งมีความสัมพันธ์กับนักแสดงชายรุ่นน้องคนหนึ่งในภายหลัง

ถังเฟิงแค่ประพฤติตัวให้อยู่ในกรอบ แต่ไม่ได้ต่อต้านบุรุษเพศ ตอนเขาทำเรื่องดังกล่าวกับผู้ชายคนนั้นก็เป็นความสมัครใจของเขาเอง และเขาก็พึงพอใจกับมัน ไม่เหมือนเมื่อคืนที่มีคนวางยาในนม แล้วโดนผู้ชายอีกคนบังคับขืนใจ

ด้านนอกห้องยังมืดสนิท ลำแสงแรกของรุ่งอรุณยังคงซ่อนตัวอยู่หลังทิวเขา เป็นตายก็ไม่กล้าเผยโฉมออกมา ภายในห้องมืดสลัว หลังจากถังเฟิงรู้สึกตัวตื่นก็หันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง ตอนนี้เป็นเวลา 05.54 น.

เขายังรู้สึกมึนหัวไม่หาย ฤทธิ์ของยายังไม่หมดไปเสียทีเดียว นอกจากตัวเขาแล้วยังมีผู้ชายอีกคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง ดูจากคราบของเหลวที่ยังไม่แห้งสนิทบริเวณหว่างขาก็พอเดาได้ว่าชายคนนี้คงเล่นสนุกกับร่างกายของเขาจนถึงตีสามตีสี่กว่าจะหลับไป ช่างมีเรี่ยวแรงดีจริงๆ

ภายในห้องที่มืดสลัว ถังเฟิงมองเห็นใบหน้าของชายที่บังคับขืนใจเขาไม่ชัดนัก ถึงจะมองเห็นเพียงนิดเดียว แต่จากประสบการณ์ที่เคยอ่านคนมาเยอะ เขาคิดว่าชายคนนี้ต้องมีรูปร่างหน้าตาไม่เลว เบ้าตาลึก เส้นผมสีเข้ม น่าจะเป็นลูกครึ่ง

สองขาพอแตะพื้นก็อ่อนยวบลงทันที การที่จู่ๆ ก็ยืนไม่มั่นคงทำให้เขาเซล้มไปด้านข้าง ถังเฟิงคว้าของที่พอเอื้อมถึงเพื่อช่วยรั้งตัวตามสัญชาตญาณ ดังนั้นเขาจึงคว้าผ้าห่มจับไว้แน่น

แต่สุดท้ายเขาก็ล้มลงไปกับพื้นอยู่ดี แถมลากเอาผ้าห่มลงมากองบนพื้นด้วย การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงสะดุ้งตื่น ถังเฟิงได้ยินเสียงอุทาน ตามด้วยเสียงเปิดสวิตช์ ภายในห้องสว่างขึ้นทันที แสงสว่างทำให้เขาต้องหยีตาด้วยความแสบตา

กว่าถังเฟิงจะปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟได้ ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างดีคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเขาในสภาพเปลือยเปล่าแล้ว

คนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น อีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ความต่างระดับนี้ทำให้ถังเฟิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นสิ่งที่ตัวเขาเองก็มีเหมือนกัน …จุ๊ๆ ขนาดไม่เลวเลยแฮะ

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวชื่นชมกัน

“จะหนี?” ชายหนุ่มไม่สนใจเลยสักนิดว่าตัวเองสวมเสื้อผ้าอยู่หรือเปล่า คนที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่ามองลงมายังถังเฟิงที่อยู่เบื้องล่าง

“เปล่า ผมแค่จะไปอาบน้ำ”

ตอนนี้ถังเฟิงไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีเงินติดตัว ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว สถานะของตัวเองในขณะนี้ก็รู้แค่ครึ่งๆ กลางๆ  ยิ่งไม่รู้ด้วยว่าทำไมผู้จัดการส่วนตัวถึงพาเขามาส่งที่นี่ หรือว่า ‘ถังเฟิง’ คนก่อนจะขายตัวด้วย? ในวงการบันเทิงใช่ว่าจะไม่มีคนประเภทนี้ แต่ถังเฟิงตรวจดูร่างกายของตัวเองอย่างละเอียดแล้วก็ไม่พบร่องรอยใดๆ อีกทั้งยังดูไม่เหมือนคนขายตัวสักนิด

“ตัวผมสกปรกมาก ผมอยากล้างให้สะอาด” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร เมื่อถังเฟิงบอกพร้อมกับลุกขึ้นจากพื้น การได้พักสักครู่ทำให้ขาทั้งสองข้างเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง แม้จะยังอ่อนเปลี้ยอยู่มากก็ตาม

ผ้าห่มเลื่อนหล่นจากร่างกายของเขา คุณคิดว่าชายวัยสามสิบเจ็ดจะคว้าผ้าห่มมาปกปิดร่างกายด้วยความขวยเขินเหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดอย่างนั้นหรือ ช่างมันเถอะน่า เรื่องที่ควรหรือไม่ควรทำก็ทำลงไปหมดแล้ว อาการปิดๆ ป้องๆ กลับจะยิ่งทำให้เขาดูน่าขบขันกว่าเดิม

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในร่างกายของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าก็เถอะ

“ในที่สุดนายก็คิดตกแล้วใช่ไหม” ชายคนนั้นหรี่ตามองถังเฟิงที่ก้าวเดินอย่างอ่อนแรง ร่างเปลือยเปล่าเดินตรงไปยังห้องน้ำ แสงไฟที่ส่องลงมากระทบตัวชายหนุ่มสะท้อนให้เห็นผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆ ดูแข็งแรงแต่ไม่ได้กำยำ ทุกตารางนิ้วบนเรือนร่างล้วนงดงาม แต่ยังมีคราบของเหลวสีขุ่นหลงเหลืออยู่ตรงบริเวณนั้น

ถังเฟิงคิดแล้วคิดอีกว่าจะบอกความจริงดีไหม

“ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล สมองได้รับความกระทบกระเทือน จำเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย” เขาอธิบายขณะเกาะประตูห้องน้ำเพื่อช่วยพยุงตัว

“ถังเฟิง อย่ามาลีลา” ชายคนนั้นผลักประตูห้องน้ำแล้วก้าวตามเข้ามาด้านใน

ห้องน้ำในคฤหาสน์ของคนชั้นสูงจัดว่าดีเยี่ยม น้ำที่ไหลออกมามีอุณหภูมิพอเหมาะ ถังเฟิงรองน้ำแล้วลงไปนั่งแช่ในอ่าง เขาแบมือทั้งสองข้างแล้วยิ้มแห้งๆ “คุณไปถามคุณหมอดูก็ได้ หรือจะถามตาอ้วนที่พาผมมาส่งที่นี่ก็ได้”

“พูดแบบนี้แสดงว่านายจำสัญญาระหว่างเราไม่ได้แล้ว?” ชายคนนั้นหรี่ตาลงพร้อมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยืนกอดอกเผยให้เห็นเรือนร่างที่เหนือกว่าของตัวเองโดยไม่รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่นิด

ถังเฟิงส่ายหน้า ที่แท้เขาก็มีสัญญาแลกเปลี่ยนกับชายหนุ่มตรงหน้านี่เอง

“นายมาอยู่กับฉันหนึ่งเดือน แล้วฉันจะเสนอชื่อเกอเฉินให้รับบทพระเอกในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวย” ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาและก้าวเข้ามาในอ่างอาบน้ำโดยไม่สนใจว่าถังเฟิงจะยินยอมหรือไม่ ถังเฟิงขยับไปด้านหลังเพื่อหลีกทางให้อีกฝ่าย ยังดีที่อ่างอาบน้ำนี้ใหญ่พอจะรองรับร่างของผู้ชายสองคนได้

เมื่อถังเฟิงได้ยินคำพูดของชายหนุ่มก็งุนงง ทำไมเขาต้องนอนกับผู้ชายคนนี้หนึ่งเดือน แต่สุดท้ายผลประโยชน์กลับไปตกอยู่ที่เกอเฉินกันล่ะ

“ผมตอบตกลงรับข้อเสนอเหลวไหลแบบนั้นจริงๆ น่ะหรือ”

 

 

บทที่ 3

 

พอชายหนุ่มเห็นถังเฟิงแสดงอาการ ‘ไม่อยากจะเชื่อ’ ก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น

“ถังเฟิง นายคือถังเฟิงจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย ฉันว่านายดูไม่เหมือนคนความจำเสื่อมนะ แต่เหมือนกลายเป็นคนละคนมากกว่า” ชายหนุ่มปรายตามอง แววตาคมกริบพิจารณาถังเฟิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา “ไม่เจอกันแค่เดือนเดียว นายทำให้ความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

“ผมความจำเสื่อมก็เลยจำไม่ได้ว่าถังเฟิงคนก่อนเป็นยังไง” ถังเฟิงยักไหล่เหมือนไม่ไยดี คำพูดและพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาดูเป็นธรรมชาติมาก “คนที่ก้าวผ่านประตูนรกมาได้ก็เหมือนลอกผิวหนังออกไปชั้นหนึ่ง ยังไงก็ต้องเปลี่ยนแปลงบ้างไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว”

ถังเฟิงที่ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมมาแล้วนับไม่ถ้วนย่อมชินกับการรักษาท่าทีให้สงบนิ่งเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตอนเป็นโรคหัวใจเขายิ่งต้องพยายามควบคุมจิตใจให้สงบเพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินควบคุมจนอาจหยุดเต้นไปในที่สุด

คิดจะจับผิดเขางั้นหรือ มันไม่ง่ายหรอกนะ

“ตอนเจอผมเมื่อหนึ่งเดือนก่อนคุณรู้สึกยังไงบ้าง” ถังเฟิงเอามือวักน้ำอุ่นขึ้นลูบใบหน้า แล้วเสยเส้นผมเปียกชุ่มไปด้านหลังอย่างลวกๆ หยาดน้ำไหลรินจากผิวแก้มหยดลงไปในอ่างอาบน้ำ เผยให้เห็นโครงหน้าอันงดงามเด่นชัด

“สวยแต่รูปจูบไม่หอม สมองกลวง เศษสวะที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง” ชาลส์ร่ายยาวออกมาพลางเชิดคางขึ้น ข้อศอกของเขาวางพาดอยู่บนขอบอ่าง สายตาจับจ้องใบหน้าที่แสงไฟนวลตาช่วยขับเน้นให้ดูละมุนละไมขึ้นของถังเฟิง “ไม่ว่าเมื่อก่อนนายจะเป็นยังไง แต่ดูท่าแล้วธุรกิจครั้งนี้ฉันน่าจะได้กำไรเยอะเชียวล่ะ”

“แต่ผมรู้สึกว่าสัญญานั่นมันโง่เง่าสิ้นดี พวกเรายกเลิกสัญญากันได้ไหม” ถึงแม้การเกิดใหม่จะเป็นเรื่องดี แต่ชีวิตที่แค่เริ่มต้นก็ต้องกลายเป็นคู่นอนของคนอื่นคงทดสอบความอดทนของเขามากเกินไปนิด

“ฉันถูกใจนายมาก ดังนั้นฉันไม่คิดจะยกเลิกสัญญาหรอกนะ” อีกฝ่ายปฏิเสธคำขอของถังเฟิงอย่างทันควัน “แต่ว่า…”

น้ำเสียงของชาลส์เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ตอนแรกที่นายยอมรับข้อเสนอ ฉันเองก็รู้สึกมันออกจะน่าขัน แต่ในเมื่อตอนนี้ฉันถูกใจนายขนาดนี้ ฉันเลยคิดว่าเราอาจจะปรับเปลี่ยนข้อตกลงเล็กๆ น้อยๆ  ขอแค่อยู่ในขอบเขตที่ฉันยอมรับได้ก็พอ”

ดูเหมือนจะเจอนักธุรกิจจอมทะนงและฉลาดเป็นกรดเข้าให้แล้ว ถังเฟิงมองชายร่างเปลือยเปล่าที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา ชาลส์เป็นลูกครึ่งหน้าตาดี รูปร่างงดงามพอๆ กับนายแบบระดับอินเตอร์ นอกจากคำว่ายกเลิก ‘สัญญา’ ที่ทำให้เขาแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมาแล้ว กิริยาท่าทางอื่นๆ รวมทั้งลักษณะการพูดจาของชาลส์ล้วนถูกใจเขามาก พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเพื่อนร่วมเตียงแบบที่หาไม่ได้ง่ายๆ

“ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวย คุณเป็นคนลงทุน?”

ผู้กำกับหลี่เวยคนนี้ถังเฟิงรู้จักดี ผู้กำกับหลี่เวยมักจะทำงานอยู่ทางซีกโลกตะวันตกเหมือนกับเขา กำกับทั้งภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ที่ทำเงินมหาศาลและภาพยนตร์เชิงศิลปะที่ได้รับคำชื่นชมมากมาย เรียกว่าเป็นผู้กำกับชาวจีนที่กำกับภาพยนตร์ทั้งเชิงพาณิชย์และศิลปะได้อย่างดีเยี่ยม จึงมีอิทธิพลในวงการภาพยนตร์ทั้งในเอเชียและซีกโลกตะวันตก

ถังเฟิงพอจะเดาออกแล้วว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวยคือเรื่องไหน ก่อนที่เขาจะมีอาการโรคหัวใจกำเริบ ผู้กำกับหลี่เวยเคยมาเชิญเขาให้ไปร่วมแสดงด้วยตัวเอง แต่ตอนนั้นสุขภาพของเขามีปัญหาเล็กน้อยจึงต้องบอกปฏิเสธไป

“ถูกต้อง”

“คุณเสนอชื่อเกอเฉินให้ผู้กำกับหลี่เวยแล้ว?”

ชาลส์เลิกหัวคิ้ว “ใช่ วันเดียวกับนายถูกส่งตัวมาที่นี่นั่นแหละ แต่ถ้านายอยากลองดู ฉันจะเสนอชื่อนายให้ผู้กำกับหลี่เวยอีกทีก็ได้” ส่วนผู้กำกับจะยอมรับไหมก็อีกเรื่อง

“ฉันสามารถเสนอชื่อนายให้ผู้กำกับได้ แต่นายก็ต้องเข้าใจด้วยว่าผู้กำกับหลี่เวยไม่ใช่คนที่จะยอมรับนักแสดงเพียงเพราะเจ้าของเงินเสนอมา” ชาลส์ย่อมไม่คิดอยู่แล้วว่าดาราเล็กๆ หน้าตาไม่เลวที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้จะทำให้ผู้กำกับใหญ่ถูกใจได้ อย่างน้อยเท่าที่เขารู้มา หลังจากถังเฟิงก้าวเข้าวงการก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่พักหนึ่งก่อนตกอับอย่างรวดเร็ว แถมยังมีแต่ข่าวอื้อฉาวอีกพะเรอเกวียน

แต่ครั้งนี้ถังเฟิงคนที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกอยากเชื่ออย่างน่าประหลาด แตกต่างจากถังเฟิงที่เขาเคยพบและได้ยินได้ฟังมาอย่างสิ้นเชิง วินาทีนั้นชาลส์เข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเองถึงยอมลงทุนมานั่งต่อรองกับดาราเล็กๆ ในอ่างอาบน้ำตอนกลางดึกแบบนี้ มันเป็นเพราะเขาอยากได้ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า

ทำไมลู่เทียนเฉินถึงคิดว่าถังเฟิงเป็นเศษสวะน่ารำคาญกันนะ ทั้งที่เขาเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์ดึงดูดชวนให้อยากเอาชนะมากขนาดนี้แท้ๆ

“วงการบันเทิงไม่เคยขาดแคลนคนหนุ่มหน้าตาดี แต่ฉันจะให้โอกาสนาย” ชาลส์เอื้อมมือไปจับข้อเท้าที่อยู่ใต้น้ำของชายหนุ่มเอาไว้ น่าเสียดายที่ครั้งแรกของพวกเขากลับเป็นตอนที่อีกฝ่ายโดนวางยานอนหลับ

ถังเฟิงหดขาและจ้องมองชาลส์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่หลายนาที

เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ผมขอถามได้ไหมว่าทำไมคุณถึงอยากเลี้ยงดูผม”

“นายจะยอมให้ฉันเลี้ยงดู?” ความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่ชาลส์มีต่อถังเฟิงเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อก่อนเขาก็เคยเลี้ยงดูดารามาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้งานมากเกินไป ก็สงบเสงี่ยมเชื่อฟังจนน่าเบื่อ บางคนก็มั่นใจในตัวเองจนเขารู้สึกรำคาญ

“สิ่งที่ผมพูดตอนนี้อาจจะดูอวดดี แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่มีดีแค่รูปกายภายนอก แล้วผมก็ไม่ชอบคำว่าเลี้ยงดูนี่ด้วย” ถังเฟิงปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย

ชาลส์ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร การปฏิเสธของถังเฟิงเป็นสิ่งที่เขาคาดเดาไว้อยู่แล้ว โชคดีที่พวกเขายังมีสัญญาเหลืออีกหนึ่งเดือน

“พวกเรามีเวลาหนึ่งเดือนในการทำความรู้จักซึ่งกันและกัน” หนุ่มลูกครึ่งรูปงามว่าพร้อมรอยยิ้ม

“ในเมื่อยกเลิกสัญญาไม่ได้ งั้นขอเปลี่ยนข้อตกลงบางอย่างได้ใช่ไหม รบกวนคุณช่วยเสนอชื่อผมให้กับผู้กำกับหลี่เวยแทน ผมจะทำให้ดีที่สุด อีกอย่างเวลาปกติผมไม่อยากให้คุณจำกัดอิสรภาพของผม ได้ไหมครับ” ถังเฟิงบอกหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหาอิสรภาพให้แก่ตัวเองให้ได้มากที่สุด

การเจรจาธุรกิจกับมหาเศรษฐีอย่างตรงไปตรงมาถือว่าเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด การปฏิเสธทันทีโดยไม่คิดไตร่ตรองหรือแสดงท่าที ‘หยิ่งยโส’ ไม่ยอมคล้อยตามใส่ มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกรำคาญ และผลลัพธ์สุดท้ายก็คือถูกปิดกั้นโอกาสทั้งหมด ถังเฟิงยังรักงานแสดงมาก เขารู้สึกว่าชีวิตนี้คือโอกาสครั้งใหม่ที่สวรรค์ประทานมาให้เขา

เพียงแค่ต้องไขว่คว้าไว้อย่างสุดกำลัง และทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้อย่างสุดชีวิตเท่านั้น

ถังเฟิงคนก่อนคงจะทำนิสัยก้าวร้าวกับผู้ใหญ่ในบริษัทต้นสังกัด มิฉะนั้นคงไม่โดนจับคู่กับผู้จัดการส่วนตัวที่แย่ขนาดนี้ ส่วนถังเฟิงคนปัจจุบันนอกจากต้องลบภาพลักษณ์เก่าที่เจ้าของร่างนี้เคยสร้างเอาไว้แล้ว ยังต้องหาผู้สนับสนุนที่จะไม่ทำให้เขาถูกปิดกั้นโอกาสจากบริษัทต้นสังกัดด้วย และตรงหน้าก็มีชาลส์อยู่แล้วทั้งคน

ชาลส์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า พร้อมกับตอบรับให้ถังเฟิงมั่นใจ “ได้ ก็ฉันชอบนายมากนี่นะ”

“ผมก็ชอบคุณมากเหมือนกัน” ถังเฟิงยิ้มและบอกออกไปตรงๆ “แต่คราวหน้าไม่ต้องวางยาผมแล้วนะ มันเวียนหัว ทรมานมาก”

“ลองอีกสักครั้งดีไหม” ชาลส์โน้มตัวมาด้านหน้าและทาบทับบนตัวชายหนุ่ม ก่อนก้มลงจูบหน้าผากถังเฟิงอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกอยากลองร่วมรักกันอย่างจริงจังดูอีกสักครั้ง

“เห็นแก่ที่ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ช่วยปล่อยผมไปก่อนเถอะครับ”

“โอเค ฉันเองก็ไม่อยากทำให้นายตกใจกลัวตั้งแต่เริ่มต้นหรอก แต่ว่าขอจูบอีกทีได้ไหม”

ถังเฟิงยกมือขึ้นโอบไหล่ชาลส์แล้วยื่นริมฝีปากของตัวเองเข้าหาอีกฝ่าย มันเป็นจูบแผ่วๆ ที่ไม่ได้แฝงกามตัณหาเลยสักนิด หากกลับมอบรสชาติอันแสนหอมหวานให้กับเขา ชาลส์ชอบจูบแบบนี้

 

 

บทที่ 4

 

เมื่อถังเฟิงเห็นสมุดบัญชีเงินฝากที่มีชื่อร่วมกันสามคนก็ถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนแม้ว่าเจ้าของร่างนี้จะได้รับมรดกก้อนใหญ่จากมารดาแต่กลับผลาญมันหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่แปลกใจเลยที่ผู้จัดการวัยกลางคนคนนั้นจะบอกว่าบ้านของเขาถูกธนาคารยึดไปแล้ว บัญชีเงินฝากชื่อร่วมสามคนเล่มนี้ก็คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เขาเหลืออยู่ในตอนนี้นั่นเอง

ถังเฟิงเก็บสมุดบัญชีไว้ในลิ้นชักแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อผ้าของเจ้าของร่างนี้ล้วนเป็นของดีมียี่ห้อและสวยงาม แต่เขาไม่ได้ชื่นชอบรสนิยมที่ไม่ค่อยตามเทรนด์ของเจ้าของร่างนี้เท่าไร จึงจำใจเลือกใส่ชุดลำลองสีอ่อนที่ดูธรรมดาที่สุดแล้วเดินออกจากห้อง

ผู้จัดการส่วนตัวคนนั้นเคยบอกว่าลู่เทียนเฉินจะจัดหาห้องพักของบริษัทให้เขา เพียงแต่ตอนนี้เขาต้องอยู่ที่คฤหาสน์ของชาลส์ไปก่อนเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ถังเฟิงลงมาชั้นล่าง ชาลส์ตื่นก่อนแล้ว เพราะเมื่อวานกินยานอนหลับเข้าไปเลยเวียนหัว อีกทั้งแสงยามค่ำคืนก็เลือนราง เขาจึงยังไม่ได้มองหน้าผู้ชายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาอย่างละเอียดนัก

“อรุณสวัสดิ์” ชาลส์เงยหน้าแล้วยิ้มให้ตามมารยาท เส้นผมภายใต้แสงแดดสะท้อนให้เห็นเป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีกาแฟ แต่งกายสะอาดเรียบร้อย นั่งตัวตรง ช่างเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอามากๆ เลยทีเดียว

ด้านหน้ามีอาหารเช้าง่ายๆ แต่ประณีตวางอยู่ ด้านข้างเป็นหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ถังเฟิงกวาดสายตาดูแล้ว นอกจากหนังสือพิมพ์การเงินและเศรษฐกิจที่เห็นอยู่บ่อยๆ ยังมีหนังสือพิมพ์บันเทิงด้วย

อาหารเช้าสองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ถังเฟิงเดินไปลากเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงข้างชาลส์ ดื่มกาแฟบดสดชงสดเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติที่คุ้นเคยทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อก่อนเนื่องจากรู้ว่าตัวเองอาจจะตายเมื่อไรก็ได้เพราะโรคหัวใจ ถังเฟิงจึงกลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมาแต่ไหนแต่ไร

ความจริงแล้ว การสั่งให้คนที่เคยชินกับการใช้ชีวิตหรูหรากลับไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากให้ได้ภายในคืนเดียว ก็เปรียบได้กับผู้หญิงที่พอซื้อเสื้อผ้าตัวละหลายพันแล้วคงยากจะกลับไปชายตามองเสื้อผ้าตัวละสิบเหรียญ ผู้ชายก็เช่นเดียวกัน เคยชินกับการสูบบุหรี่คุณภาพดี เคยชินกับการดื่มกาแฟบดสด เคยชินกับการขับรถหรู แล้วจะให้เขากลับไปขับรถแทรกเตอร์อย่างนั้นหรือ

เฮอะ เขายอมเดินเสียดีกว่า

“หนังสือพิมพ์บันเทิงหรือ” ถังเฟิงถามด้วยความแปลกใจ

ชาลส์ยิ้มตอบ เขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์อย่างหาตัวจับยาก เมื่อถังเฟิงได้เห็นหน้าเขาชัดๆ ก็ประเมินอีกฝ่ายเอาไว้เช่นนี้ ชาลส์เป็นคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีและมีมารยาทดีเยี่ยม แต่เวลาอยู่บนเตียงกลับฮึกเหิมมาก

“อ่านได้ตามสบายเลย”

“เล็งดาราคนไหนไว้อีกล่ะ” ไม่เหมือนการพูดกับ ‘ผู้อุปการะ’ ท่าทางที่เป็นธรรมชาติของถังเฟิงดูเหมือนเป็นเพื่อนสนิทของชาลส์มากกว่า เขาขยับเข้าไปดูหนังสือพิมพ์ที่อยู่ตรงหน้าชาลส์ แสงแดดส่องกระทบลงบนใบหน้าขาวเผือดของเขาชวนให้รู้สึกน่าหลงใหลอย่างประหลาด

ชาลส์หรี่ตาลงแล้วโน้มตัวมากดจูบบนแก้มของชายหนุ่มโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ช่างเป็น ‘อาหารเช้า’ ที่เอร็ดอร่อยจริงๆ

“คุณอ่อนโยนกับคู่รักแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า” ถังเฟิงเติบโตมาในซีกโลกตะวันตกจึงไม่ได้เขินอายกับเรื่องแบบนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายแสดงท่าทีสนิทสนมเกินไปจนทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นแฟนกันจริงๆ  แต่มันก็เป็นเพียงการอุปาทานเท่านั้น เขาเคยเจอผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งรวยอย่างชาลส์มาเยอะแล้ว คนประเภทนี้เปลี่ยนคู่นอนและคู่รักเร็วยิ่งกว่าจรวด คุณสามารถคบกับพวกเขาเล่นๆ ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ เสพสุขกันจนถึงอกถึงใจ แล้วหลังจากนั้นก็แยกจากกันด้วยดี

แต่ห้ามทุ่มเทลงไปทั้งหัวใจโดยเด็ดขาด

ชาลส์หรี่ตายิ้มๆ พร้อมเอ่ยว่า “น้อยมาก” ความจริงแล้วเขาแทบไม่เคยทำแบบนี้เลยด้วยซ้ำ สำหรับเขาแล้วการจูบคู่รักที่ใช้เงินซื้อมากลางโต๊ะอาหารอย่างห้ามใจไม่อยู่แบบนี้เป็นเรื่องประหลาดมาก แต่เขาชอบจูบถังเฟิง ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แค่อีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ก็เท่านั้น

“วันนี้มีอะไรทำไหม” ชาลส์ถามขึ้นขณะพับหนังสือพิมพ์ที่อ่านจบแล้ว

ถังเฟิงกินแฮมไปหนึ่งคำก่อนสั่นหัว “ความจริงแล้วผมอยากไปหาลู่เทียนเฉิน”

“งั้นหรือ นายคงรักเขามากสินะ” ชาลส์เลิกคิ้ว

“เปล่า ผมแค่อยากไปคุยกับเขา ขอให้เขาเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ให้ ประสบการณ์มากน้อยไม่เกี่ยง แต่ขอแค่ซื่อสัตย์และตั้งใจก็พอ” ถังเฟิงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด แต่เขาก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรมาก “อีกอย่าง ผมอยากไปดูว่าพอจะรับงานอะไรได้บ้างไหม”

แต่การรับงานต้องติดต่อผ่านผู้จัดการส่วนตัว นี่คือสาเหตุที่ถังเฟิงต้องการเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวที่น่ารำคาญคนนั้นในทันที

ชาลส์มองชายหนุ่มแล้วเสนอว่า “เรื่องนี้ฉันจะจัดการให้เอง นายตอบแทนด้วยการอยู่เป็นเพื่อนฉันวันนี้ก็พอ”

“ทั้งวัน” ชาลส์เสริมอีกคำหนึ่ง

 

รถลีมูซีนสีดำชวนให้รู้สึกถึงความมั่นคงและปลอดภัย คนขับเปิดประตูรถให้ แต่ชาลส์ยังไม่เข้าไปในรถ กลับให้ถังเฟิงขึ้นไปก่อนตามแบบฉบับของสุภาพบุรุษ จากนั้นตัวเองค่อยตามขึ้นมาทีหลัง

“วันนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง” ถังเฟิงเอนหลังพิงเบาะและแอบครุ่นคิดอยู่คนเดียว ชาลส์ดูไม่เหมือนคนที่ชื่นชอบเรื่องวิปริตวิตถาร แต่ของแบบนี้มีใครเขารู้แน่ชัดกันบ้าง ถ้าอีกฝ่ายลากเขาเข้าไปในห้องทำงานแล้วทำเรื่องอย่างว่า เขาคงต้องหาวิธีปฏิเสธให้ได้

“อยู่เป็นเพื่อนฉันก็พอ” ชาลส์ยิ้มบางๆ เพียงยื่นมือมาวางบนต้นขาของถังเฟิง หากไม่ได้ล่วงล้ำไปมากกว่านั้น

“ผมขอละลาบละล้วงถามคำถามสักข้อสิ คุณชาลส์ทำงานอะไรหรือครับ”

“ทำธุรกิจ ส่วนมากจะเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ธุรกิจการเงิน แต่ธุรกิจหลักอยู่ในยุโรป เมื่อไม่นานมานี้ถึงเพิ่งเริ่มลงทุนสร้างภาพยนตร์” พอนึกถึงหลายๆ เรื่องที่ถังเฟิงคงหลงลืมไปแล้ว ชาลส์เลยพูดต่อ “ฉันกับลู่เทียนเฉินเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย ที่มาเมืองจีนคราวนี้นอกจากมาทำธุรกิจในประเทศแล้ว ยังร่วมลงทุนกับลู่เทียนเฉินด้วย”

“แม้แต่เขานายก็จำไม่ได้งั้นหรือ” ชาลส์มองชายหนุ่มอย่างพินิจ

“จำไม่ได้ แต่ตอนอยู่โรงพยาบาลเคยได้ยินเรื่องระหว่างผมกับเขามาบ้าง” ถังเฟิงอ่านสายตาของอีกฝ่ายออก ชาลส์น่าจะรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมชอบลู่เทียนเฉิน แต่จะว่าดีก็ดีตรงเรื่องที่ชาลส์รู้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งอีกฝ่ายที่ได้ยินได้ฟังมาอีกที ไม่ได้รู้เพราะเคยสนิทสนมใกล้ชิดกับตัวถังเฟิงจริงๆ มาก่อน

ถังเฟิงเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตุบๆ เหตุผลที่ว่าความจำเสื่อมจะโกหกลู่เทียนเฉินสำเร็จหรือเปล่านะ แต่เมื่อคิดให้ดีๆ แล้วก็ไม่เห็นจำเป็นต้องกังวลขนาดนั้น คนที่ลู่เทียนเฉินชอบคือเกอเฉินซึ่งก็ไม่ชอบถังเฟิงเหมือนกัน ต่างคนก็ต่างไม่อยากเจอหน้ากัน ซึ่งดาราของบริษัทต้นสังกัดก็ไม่จำเป็นต้องเจอกับประธานบริษัททุกวันสักหน่อย

ระหว่างทางนอกจากพูดคุยเรื่องที่ชาลส์มาประเทศจีนครั้งนี้แล้ว จู่ๆ ทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องกีฬา เนื่องจากเมื่อก่อนถังเฟิงมีปัญหาสุขภาพจึงเล่นกีฬาหักโหมไม่ได้ ตามปกติกีฬาที่เล่นบ่อยที่สุดก็คือสนุกเกอร์ บังเอิญว่าชาลส์ก็คุยอวดว่าตัวเองเล่นเก่ง ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักใหญ่ชาลส์ก็เสนอขึ้นมาว่าตอนบ่ายให้ลองไปแข่งกันสักตา ถังเฟิงจึงตอบรับด้วยความยินดี

 

รถจอดที่หน้าอาคารใหญ่สูงตระหง่านแห่งหนึ่งในเมือง S หน้าอาคารมีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่สลักตัวอักษรอันวิจิตรงดงามสามคำ : เทียนเฉินกรุ๊ป

ช่วงที่ถังเฟิงอยู่ในโรงพยาบาลเคยเห็นชื่อของลู่เทียนเฉินคนนี้ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผ่านคำพูดของพยาบาลมาบ้าง ลู่เทียนเฉินเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของเทียนเฉินกรุ๊ป บุกเบิกธุรกิจมาตั้งแต่อายุยังน้อย อาศัยสถานะทางบ้านประกอบกับพรสวรรค์ของตนเองสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ มีธุรกิจหลายประเภทตั้งแต่อะไหล่รถยนต์ไปจนถึงธุรกิจการเงิน รวมทั้งธุรกิจบันเทิงที่ทำอยู่ตอนนี้ด้วย ขอแค่เป็นธุรกิจที่ทำเงินได้เขาก็พร้อมที่จะก้าวเข้าไป นับว่าเป็นบุคคลในตำนานคนหนึ่งของเมือง S แห่งนี้เลยทีเดียว

ส่วนเทียนเฉินกรุ๊ปก็คือฐานบัญชาการของลู่เทียนเฉิน

ชาลส์รู้อยู่แล้วว่าถังเฟิงกับลู่เทียนเฉินมีความบาดหมางกันอยู่ และถังเฟิงคนปัจจุบันจำลู่เทียนเฉินไม่ได้ ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะพาถังเฟิงมาที่เทียนเฉินกรุ๊ป แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

ถังเฟิงมองชาลส์ด้วยความสงสัยแล้วก้าวไปยืนข้างๆ  รอยยิ้มสดใสแบบสุภาพบุรุษปรากฏบนใบหน้าอีกฝ่ายพร้อมคำพูดว่า “ลืมบอกนายไปว่าช่วงที่อยู่เมืองจีนฉันจะทำงานที่เทียนเฉินกรุ๊ป แต่ในเมื่อนายจำลู่เทียนเฉินไม่ได้ ถึงเจอหน้ากันก็คงไม่มีอะไร แล้วยังไงนายก็เป็นคนในสังกัดของเขาจะทำตัวกระด้างกระเดื่องกับเขาก็คงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร”

ฟังจากคำพูดของชาลส์แล้ว ดูเหมือนเขาอยากจะเป็นคนช่วยสมานสัมพันธ์ใช่ไหมเนี่ย

“ขอบคุณครับ” ถ้าสามารถลบล้างความแค้นในอดีตระหว่างลู่เทียนเฉินให้หายไปได้จริงๆ ก็ตรงกับความตั้งใจของถังเฟิงพอดี เพราะสัญญาของเขาอยู่ในกำมือของลู่เทียนเฉินนั่นเอง

ถังเฟิงเดินตามชาลส์เข้าไปในเทียนเฉินกรุ๊ป เขาคิดว่าคนที่นี่ดูเหมือนจะเคยเจอเขา อย่างน้อยพนักงานต้อนรับสาวต้องรู้จักเขาแน่นอน เมื่อเห็นเขาและชาลส์มาด้วยกัน พนักงานต้อนรับต่างตกตะลึง สายตาที่พุ่งเป้ามายังชายหนุ่มไม่ได้แสดงความเป็นมิตรหรือศัตรู แต่เป็นความประหลาดใจเสียมากกว่า

บริษัทเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ก็อยู่ภายในอาคารเทียนเฉินกรุ๊ป เป็นแค่ลูกจ้างแถมยังหลงรักประธานบริษัทอีก พนักงานที่นี่จะจดจำดาราเล็กๆ ผู้ตกอับอย่างถังเฟิงแบบนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่บางคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่าถังเฟิงที่เคยคอยตามตื๊อประธานลู่อย่างจริงจังทำไมตอนนี้ถึงมาอยู่กับคุณชาลส์ได้

“พวกเขากำลังมองผม” ถังเฟิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมๆ ขณะเดินไปยังลิฟต์สำหรับผู้บริหารพร้อมกับชาลส์

“นั่นก็เพราะนายหน้าตาดีมากไงล่ะ” ชาลส์ยื่นมือมาโอบเอวชายหนุ่มโดยอัตโนมัติ

หน้าตาดี? หน้าตาดีเกินไปอาจไม่เหมาะกับวงการบันเทิง ถังเฟิงมองภาพตัวเองกับชาลส์ที่สะท้อนบนกระจกในลิฟต์ ใบหน้านี้ของเขาอาจไม่ได้สวยมาก แต่ข้อดีคือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้คนจดจำได้ ถ้าจะบอกว่าหน้าตาดี ความจริงแล้วชาลส์ยังเหมาะกับคำนี้มากกว่าเสียอีก เพราะทั้งสุขุมและดุดันตามสไตล์หนุ่มลูกครึ่ง

 

ลิฟต์หยุดที่ชั้นบนสุดของอาคาร ชาลส์ทำเหมือนไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย เดินโอบถังเฟิงเข้าไปในห้องทำงานใหญ่โตโอ่อ่า พนักงานต้อนรับแตกต่างจากเลขาของประธานตรงที่พนักงานต้อนรับควบคุมสายตาและปากของตัวเองไม่ได้ ส่วนเลขาอาจจะรู้สึกแปลกใจทว่ากลับไม่แสดงความฉงนสงสัยออกมาทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย สายตาที่มองถังเฟิงจึงดูเป็นปกติอย่างยิ่ง

คนคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งหนึ่งได้ ย่อมต้องมีเหตุผลของมัน

“ตอนเช้าฉันต้องทำงาน ตรงนั้นมีคอมพิวเตอร์กับนิตยสาร ถ้าต้องการอะไรก็บอกแอนนาได้ แค่อยู่ในห้องทำงานก็พอ” ชาลส์ตรงไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เลขาแอนนารีบนำกาแฟเข้ามาเสิร์ฟทันที แน่นอนว่ามีของถังเฟิงด้วยหนึ่งที่

ตลอดช่วงเช้าชาลส์นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จัดการกับเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้า บางครั้งก็จิบกาแฟและเงยหน้าขึ้นมองถังเฟิงที่นั่งเล่นไอแพดอยู่บนโซฟาแต่ไม่ได้พูดอะไร ตั้งใจทำงานอย่างขะมักเขม้น

ถังเฟิงเป็นคนรู้จักกาลเทศะจึงไม่ได้ส่งเสียงรบกวนอีกฝ่าย แค่นั่งหาข่าวสารในอินเตอร์เน็ตอยู่เงียบๆ คนเดียว

อันดับแรกคือข่าวการเสียชีวิตของไฟนส์ ถัง เมื่อหนึ่งเดือนก่อนพระเอกภาพยนตร์ถึงแก่กรรมจากโรคหัวใจและจัดพิธีศพเรียบร้อยแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดบริจาคให้การกุศลตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คนในวงการภาพยนตร์ต่างโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของวงการ

พอเห็นข่าว ‘การตาย’ ของตัวเองแล้วก็ให้รู้สึกแปลกๆ  จู่ๆ ถังเฟิงก็เกิดแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง เขาจะใช้ร่างกายนี้กับประสบการณ์และเทคนิคการแสดงที่สั่งสมมาตลอดสามสิบเจ็ดปี ปีนป่ายขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดอีกครั้งให้ได้ เพราะเขารักทั้งงานแสดงและรักชีวิตของตัวเอง

หลังจากจิตใจสงบลงแล้ว เขาก็ค้นหาข่าวเกี่ยวกับลู่เทียนเฉิน ลู่เทียนเฉินในภาพหน้าตาหล่อเหลาคมคาย หากจะบอกว่าชาลส์เป็นสุภาพบุรุษที่มีความดุดันแฝงอยู่ในตัว ถ้าอย่างนั้นลู่เทียนเฉินก็คงเป็นสุภาพบุรุษที่ดูสุภาพเรียบร้อยและปกปิดความหรูหราเอาไว้ไม่มิด แต่ดูจากสายตาคมคายคู่นั้น ถังเฟิงกลับรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่ได้ดูเรียบง่ายอย่างที่เห็นจากภาพลักษณ์ภายนอก สุภาพบุรุษที่แท้จริงคงไม่โหดเหี้ยมต่อพนักงานคนหนึ่งที่แอบหลงรักตัวเองมากขนาดนั้น

เกือบลืมนึกถึงชาลส์ ถังเฟิงรีบหาข่าวเกี่ยวกับชาลส์ มหาเศรษฐีจากทวีปยุโรป ฐานะมั่งคั่งร่ำรวย ปัจจุบันร่วมลงทุนทำธุรกิจบันเทิงกับลู่เทียนเฉิน นอกจากนี้แล้วถังเฟิงก็หาข่าวเกี่ยวกับอีกฝ่ายไม่เจออีก ในข่าวพูดถึงแค่การลงทุนทำธุรกิจของชาลส์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องครอบครัวหรือเรื่องอื่นๆ ของเขาเลยแม้แต่คำเดียว

ถังเฟิงรู้สึกแปลกๆ เรื่องการร่วมมือกันของสองมหาเศรษฐีใหญ่ ผู้ชายสองคนนี้เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาจริงๆ น่ะหรือ เขาเงยหน้าขึ้นมองชาลส์อย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ชาลส์หันมามองเขาเช่นกัน ฝ่ายนั้นส่งรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์มาทางเขาอย่างเปิดเผย

“เบื่อแล้วหรือ” เขาปิดเอกสารแล้วลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะทำงานก้าวไปหาอีกฝ่าย

“ทำงานเสร็จแล้วหรือครับ” ถังเฟิงมองชาลส์ที่ก้าวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกสับสน หวังว่าผู้ชายที่มีเสน่ห์ล้นเหลือคนนี้จะเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถ้าชาลส์มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิทธิพลมืดอะไรที่เขาไม่รู้จริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าถังเฟิงจะล่วงเกินผู้ชายคนนี้ไม่ได้ ซ้ำอาจจะถึงขั้นพาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ยากจะถอนตัว

“จู่ๆ ฉันก็อยากจูบนายขึ้นมาน่ะ” ชาลส์บอกพร้อมนั่งยองๆ แล้วโอบเอวชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นโน้มตัวลงไปทาบทับแล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของอีกฝ่าย แต่ไม่ใช่จูบแผ่วเบาเหมือนแมลงปอแตะผิวน้ำ เขาเปิดปากถังเฟิงแล้วรุกล้ำเข้าไปอย่างไม่เกรงอกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย จุมพิตหนักหน่วงผสมกับรสบุหรี่เผ็ดร้อน ถังเฟิงที่ไม่ค่อยได้ลิ้มรสจูบอันเร่าร้อนเช่นนี้ทำได้เพียงยอมรับสัมผัสนั้นแต่โดยดี

ชาลส์จูบอย่างเร่าร้อนรุนแรงราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว มือที่จับเอวก็ขยับลูบไล้อย่างหนักหน่วง ขณะที่ถังเฟิงคิดว่าชาลส์คงจะจัดการเขาที่นี่เป็นแน่ อีกฝ่ายกลับปล่อยเขาเสียก่อน แล้วยิ้มบางๆ พร้อมยื่นมือมาแตะริมฝีปากที่บวมแดงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “หิวหรือยัง พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ”

ควบคุมตัวเองได้ไม่เลวแฮะ

 

เทียนเฉินกรุ๊ปมีห้องอาหารที่จัดไว้สำหรับพนักงานโดยเฉพาะ ห้องอาหารมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่ทั้งหมดสองชั้น โดยชั้นหนึ่งเป็นโซนสำหรับให้พนักงานรับประทานอาหาร ส่วนอีกชั้นใช้สำหรับจัดกิจกรรมหรือจัดงานเลี้ยงของบริษัท

ช่วงพักกลางวันพนักงานของเทียนเฉินกรุ๊ปจำนวนไม่น้อยต่างเลือกรับประทานอาหารในบริษัท ซึ่งไม่มีเมนูอาหารที่กำหนดตายตัว ห้องอาหารแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นโรงอาหารแบบบริการตัวเอง จัดอาหารไว้ให้พนักงานรับประทานได้ฟรี มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีครบทุกอย่างทั้งเมนูแบบตะวันตกและตะวันออก แต่บริษัทไม่ได้จัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ให้ มีเพียงน้ำดื่มและกาแฟเท่านั้น

อีกส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหาร ถ้าคุณต้องการอาหารที่จัดทำอย่างประณีตและพื้นที่รับประทานอาหารที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกหน่อย ถ้าเช่นนั้นร้านอาหารแห่งนี้นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี แต่บริเวณนี้ต้องจ่ายเงินค่าอาหารเอง

การเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ทำให้ชาลส์สามารถสั่งอาหารที่นี่ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

นับตั้งแต่เดินออกจากลิฟต์สำหรับผู้บริหารมาพร้อมกับชาลส์ ถังเฟิงรู้สึกได้ว่าหลายคนกำลังจับจ้องมายังพวกเขา พนักงานส่วนมากในเทียนเฉินกรุ๊ปเป็นคนหนุ่มสาวที่แต่งตัวกันอย่างสวยงามทันสมัย เขาแยกไม่ออกว่าในที่นี้ใครบ้างที่เป็นดาราในสังกัดเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ และใครเป็นพนักงานธรรมดาทั่วไป ซึ่งก็ต้องขอโทษด้วยที่เขาไม่ค่อยรู้จักวงการบันเทิงของจีนมากนัก

ชาลส์พาถังเฟิงตรงไปยังร้านอาหาร ช่วงเวลานี้บริเวณดังกล่าวมีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น พนักงานยื่นเมนูอาหารมาให้

“ให้ฉันลองเดานะ ว่านายชอบกินอะไร” ชาลส์พลิกดูเมนูไปเรื่อยๆ พลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะ มุมปากมีรอยยิ้มเหมือนกำลังเล่นเกมทายใจ ภาพเช่นนี้ของตัวเขาที่อยู่ในชุดสูทแบบตะวันตกเรียบกริบยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลมากขึ้นไปอีก

ถังเฟิงหยิบน้ำมะนาวขึ้นมาจิบ พลางว่ายิ้มๆ “เอาสิครับ”

“นายไม่กินเครื่องในสัตว์”

“คุณรู้ได้ยังไงน่ะ” ถังเฟิงประหลาดใจมาก ชาลส์เดาได้ถูกต้อง เขาไม่กินเครื่องในสัตว์จริงๆ

“เพราะว่าฉันมีสายตาที่มองทะลุใจคนได้น่ะสิ หึๆ” ชาลส์สั่งอาหารอย่างรวดเร็ว พนักงานเก็บเมนูแล้วหมุนตัวกลับไป

“งั้นคุณเห็นอะไรในตัวผมอีกบ้าง” ถังเฟิงถามพร้อมวางแก้วน้ำ จากนั้นก็ประสานมือวางลงกับโต๊ะ แสงแดดยามเที่ยงวันที่ส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาเหลือเพียงแสงสีอ่อนรำไร ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของถังเฟิงอย่างอ่อนโยนจนชวนให้รู้สึกถึงความสงบนิ่งและละมุนละไมของชายหนุ่ม

ชาลส์โน้มตัวเข้าหา สายตาของเขาจับจ้องอยู่บนแก้มของอีกฝ่าย มีรอยยิ้มแต่งแต้มที่มุมปาก ขณะบอกด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม “ตอนนี้นายดูน่าหลงใหลมาก”

“ผมก็มีสายตาที่มองทะลุใจคนได้เหมือนกันนะ ประโยคที่คุณพูดนี่คงไม่ได้พูดกับผมคนเดียวแน่ๆ  ชาลส์ คุณเคยคบผู้หญิงมามากกว่าผู้ชาย” ถังเฟิงเปิดโปงลูกไม้ของอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า ชาลส์ไม่โกรธแต่กลับหัวเราะร่า

“ฮ่าๆๆ ถังเฟิง ถ้าอย่างนั้นฉันก็กล้าพนันได้เลยว่านายต้องเคยคบทั้งผู้ชายและผู้หญิงมาไม่น้อยไปกว่าฉันเหมือนกัน…” ชาลส์หัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะเบิกบานของเขาดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ

“ชาลส์ เรื่องอะไรนะที่ทำให้นายมีความสุขได้ขนาดนี้” หากเสียงของชาลส์คือเสียงทุ้มต่ำแบบในละครเวที ถ้าอย่างนั้นเสียงของชายที่ปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ก็คือเสียงนุ่มเย็นของยามราตรีที่มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลง

ถังเฟิงหันไปมองตามเสียง การได้พบลู่เทียนเฉินในเทียนเฉินกรุ๊ปไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แวบแรกที่ได้เห็นลู่เทียนเฉิน เขาพลันเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเจ้าของร่างคนเดิมถึงหลงรักผู้ชายคนนี้ ลู่เทียนเฉินตัวจริงดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์กว่าภาพในนิตยสาร บุคลิกเย็นชาแตกต่างจากคนทั่วไป ความลึกลับน่าค้นหาเช่นนั้นดึงดูดทั้งหญิงชายให้วิ่งเข้าหาได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความร่ำรวยของอีกฝ่าย

โชคดีที่เขาไม่ได้จัดอยู่ในบรรดาคนเหล่านั้น เขาไม่มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง

“เทียนเฉิน นายมาผิดจังหวะนะ ฉันกำลังกินมื้อเที่ยงกับถังสุดที่รักอยู่ แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบใจนายมาก ถ้าไม่ได้นายช่วยแนะนำให้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับชายหนุ่มที่น่าหลงใหลขนาดนี้” ชาลส์ทักทายลู่เทียนเฉินอย่างกระตือรือร้น ดูจากท่าทางแล้วทั้งสองคนเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทกัน

“อ้อ งั้นหรือ” ลู่เทียนเฉินเพิ่งจะปรายตามามองถังเฟิงเพียงแวบเดียวด้วยสายตาเย็นชาและพินิจพิจารณา

ถังเฟิงยิ้มให้เขาเล็กน้อยตามมารยาท ดูเหมือนลู่เทียนเฉินจะประหลาดใจเล็กน้อย แต่เพียงแวบเดียวก็ปรับสีหน้าให้เย็นชาตามเดิม

“ถ้าอย่างนั้นนายยิ่งต้องเลี้ยงข้าวฉันแล้ว” ลู่เทียนเฉินเดินเข้ามา พนักงานจึงรีบยกเก้าอี้มาให้

 

 

บทที่ 5

 

ลู่เทียนเฉินและชาลส์หาเรื่องมาคุยกันได้เรื่อยๆ  เขาสองคนพูดคุยกันหลายเรื่องตั้งแต่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไปจนถึงการลงทุนครั้งล่าสุดในธุรกิจบันเทิง ถังเฟิงรู้กาลเทศะดีจึงไม่ได้พูดแทรกใดๆ  เวลาแบบนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือนั่งฟังอยู่เฉยๆ  บทสนทนาของคนคนหนึ่งสามารถทำให้เราเรียนรู้ได้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร

เท่าที่เห็นตรงหน้า ลู่เทียนเฉินและชาลส์ต่างก็เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกันทั้งคู่

จู่ๆ ถังเฟิงก็นึกอยากเห็นหน้าคนที่ลู่เทียนเฉินหลงรักหัวปักหัวปำอย่างเกอเฉิน เขาสามารถทำให้ชายหนุ่มที่ทั้งหล่อเหลา ร่ำรวย ฉลาด และเป็นผู้ใหญ่หลงใหลคลั่งไคล้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนคนนั้นจะเป็นดาราชื่อดังในปัจจุบัน

“ถัง นายคิดว่ายังไง” ชาลส์ไม่อยากให้ถังเฟิงกลายเป็นบุคคลไร้ตัวตน จึงโยนคำถามมาให้ชายหนุ่มช่วยตัดสินใจ ลู่เทียนเฉินเองก็หันมามองเขาด้วย

เมื่อครู่นี้ถังเฟิงมัวแต่เหม่อลอยจึงไม่ได้ยินเรื่องที่ทั้งสองคนคุยกัน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าชาลส์พูดถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่และการฝึกอบรมนักแสดงหน้าใหม่ หากจะแสร้งทำเป็นรู้เรื่องดีคงไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเท่าไร

ถังเฟิงวางแก้วน้ำลง ยิ้มอย่างรู้สึกผิดแล้วมองชาลส์ด้วยสายตาวิงวอน เขารู้ว่าผู้ชายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมักหลงกลลูกไม้ตื้นๆ ทำนองนี้ เมื่อก่อนเขาเคยรู้จักนักลงทุนและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายคน อย่าคิดว่าคนพวกนั้นจะดูท่าทางน่ากลัวเหมือนอยากผลักไสผู้คนออกห่างนับพันลี้ ความจริงแล้วแค่คุณยอมอ่อนน้อมถ่อมตัวสักนิด พวกเขาก็ยินดีที่จะแสดงความใจกว้างต่อคุณ

สิ่งสำคัญคือเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ประสบความสำเร็จซึ่งหยิ่งยโสและชอบยึดถือตัวเองเป็นใหญ่เหล่านี้ ไม่ควรแสร้งทำเป็นรู้ดีทั้งที่ไม่รู้ หรือทำตัวฉลาดกว่าพวกเขา

“เอ่อ…เมื่อกี้ผมใจลอยไปหน่อย ถ้าคุณไม่ถือสาอะไร รบกวนช่วยพูดอีกทีได้ไหมครับ” ถังเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ ยอมรับสารภาพแต่โดยดีด้วยท่าทีเก้อเขิน ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกที่ดีด้วย

ชาลส์ไม่ได้ถือสาหาความตามคาด เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่สาธารณะ ถึงหมาป่าจอมบ้ากามตัวนี้คิดอยากจะทำอะไรก็คงแสดงออกมากไม่ได้ เขาเพียงยื่นมือมาจับมือของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่งรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนมาให้พร้อมบอกว่า “ถังสุดที่รักของฉัน ท่าทางเหม่อลอยของนายทำให้ฉันใจสั่น”

ถังเฟิงส่งยิ้มบางๆ ให้เขา

“เทียนเฉิน ในเมื่อนายไม่ต้องการถังเฟิงแล้ว ถ้าอย่างนั้นยกให้ฉันก็แล้วกัน” ชาลส์หันไปมองลู่เทียนเฉินที่เปรียบเสมือนก้างขวางคอชิ้นเบ้อเริ่มด้านข้าง ฝ่ายหลังที่แสดงท่าทีเย็นชามาตลอดกลับยิ้มนิดๆ เมื่อได้ยินคำพูดของชาลส์

ลู่เทียนเฉินมองถังเฟิงแวบหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็นับว่าเป็นเกียรติของเขาแล้ว”

ถังเฟิงรู้ว่าลู่เทียนเฉินไม่ชอบเขา แต่นึกไม่ถึงว่าจะรังเกียจกันขนาดนี้ ยกเขาให้คนอื่นแล้วยังบอกอีกว่านี่นับว่าเป็นเกียรติของเขางั้นหรือ เขาไม่ถือสาเรื่องมีคู่นอนสักคน แต่ต้องไม่ใช่ความสัมพันธ์ในแบบที่ต้องอยู่ใต้อาณัติใครอย่างนี้ พวกเขาเล่นคุยกันว่าจะเขาควรเป็นของใครต่อหน้าต่อตาแบบนี้ออกจะทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อยแล้ว

หวังว่าลู่เทียนเฉินและชาลส์จะเข้าใจ ว่าถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้เซ็นสัญญาขายตัวให้ใคร

“มีเจ้านายดีๆ อย่างประธานลู่ต่างหากที่นับเป็นเกียรติของผม” ถังเฟิงยิ้มและย้อนกลับไปเรียบๆ

ลู่เทียนเฉินมองมาทางเขาด้วยสายตาที่แฝงการดูถูกเหยียดหยาม แค่นยิ้มแล้วไม่ได้พูดอะไรกับถังเฟิงอีก หลังมื้ออาหารชาลส์ทำราวกับมองไม่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า เอ่ยชวนทุกคนไปเล่นสนุกเกอร์ด้วยกันในช่วงบ่าย

“ตกลง” ลู่เทียนเฉินตอบรับด้วยความยินดี

ถังเฟิงแอบแค่นยิ้ม คอยดูเถอะ ถ้าลู่เทียนเฉินกล้าประลองฝีมือกับเขากลางโต๊ะสนุกเกอร์ เขาต้องทำให้เจ้าคนสารเลวที่ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาอย่างหมอนี่มาสยบแทบเท้าให้จงได้

 

เช่นเดียวกันกับห้องอาหารที่กินพื้นที่สองชั้นในอาคารเทียนเฉินกรุ๊ป ที่นี่ยังมีโซนสำหรับพักผ่อนและความบันเทิงซึ่งจัดไว้ให้พนักงานโดยเฉพาะ สิ่งที่ขาดไม่ได้และเป็นที่โปรดปรานสำหรับชายหนุ่มผู้มีรสนิยมก็คือสนุกเกอร์นั่นเอง

แม้ว่าถังเฟิงอยากจะสั่งสอนลู่เทียนเฉินมากแค่ไหน แต่น่าเสียดายที่เกมแรกลู่เทียนเฉินแข่งกับชาลส์ และเป็นไปอย่างที่คิด ดาราตกอับที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรก็ทำได้เพียงยืนดูอยู่ข้างๆ  ถ้าจะพูดกันตามตรงทั้งชาลส์และลู่เทียนเฉินต่างก็มีฝีมือไม่เลวทีเดียว แต่ชาลส์ที่เติบโตในต่างประเทศดูจะคล่องมือกว่าลู่เทียนเฉินเล็กน้อย

ถังเฟิงยืนดูอยู่สักพักก็รู้สึกคอแห้ง เมื่อเห็นประธานใหญ่ทั้งสองคนตั้งอกตั้งใจเล่นกันมากจึงออกไปหาเครื่องดื่มคนเดียว ด้านนอกห้องสนุกเกอร์มีเครื่องชงกาแฟ เขาหยิบถ้วยวางไว้ใต้เครื่อง และรอให้กาแฟชงเสร็จ จังหวะเดียวกันนั้นก็มีคนยื่นมือมาหยิบถ้วยอีกใบหนึ่งพอดี ถังเฟิงจึงหันไปยิ้มและผงกหัวให้คนที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังเล็กน้อยตามมารยาทอันเคยชิน

“นายเอง?” ชายคนนั้นมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย สีหน้าค่อนข้างซับซ้อน มีทั้งความรังเกียจที่อธิบายไม่ถูกและความเห็นใจแฝงอยู่บางเบา

ถังเฟิงรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องได้เจอกับคนรู้จักของเจ้าของร่างเดิมไม่หยุดหย่อน เขาหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบคำหนึ่งแล้วรู้สึกขมๆ จึงเติมนมถ้วยเล็กลงไป จากนั้นก็หมุนตัวไปหาชายคนนั้นแล้วยิ้มบางๆ พร้อมเอ่ยว่า “ขอโทษครับ สมองผมได้รับการกระทบกระเทือน จำเรื่องราวหลายอย่างและคนรู้จักไม่ได้เลย ดูเหมือนว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน ครั้งนี้เรามาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งก็น่าจะได้ใช่ไหมครับ”

เขาประเมินผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนที่มีฐานะและได้รับการอบรมมาดี ไม่ได้หล่อเหลามากมายแต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว แม้ว่าชาลส์เองก็เป็นสุภาพบุรุษ แต่ภายใต้เปลือกนอกของสุภาพบุรุษ เจ้าหมอนั่นกลับเหมือนอันธพาลมากกว่า

“นายความจำเสื่อม?” ชายหนุ่มแสดงอาการตกใจพลางจ้องมองถังเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบ่นพึมพำพร้อมรอยยิ้ม “มิน่าล่ะ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนนายดู…ไม่เหมือนเดิม”

“ถังเฟิงครับ” เขาแนะนำตัวพลางยื่นมือออกมา ไม่สนใจว่าจะคบเป็นเพื่อนได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ลดศัตรูลงไปได้คนหนึ่ง

“ซูฉี่เฉิง” ชายหนุ่มจับมือตอบ “ร่างกายแข็งแรงดีแล้วหรือยัง”

“หายดีแล้วครับ แต่ว่าสมองดูจะไม่ค่อยโอเคเท่าไร ยังดีที่แค่ความจำเสื่อมไม่ใช่สมองเสื่อม” ถังเฟิงพูดติดตลก แล้วชักมือกลับเตรียมเดินจากไป

ผู้ชายที่ชื่อซูฉี่เฉิงหัวเราะร่วนกับอารมณ์ขันของถังเฟิง แล้วถามอีกว่า “นายมาคนเดียวหรือ”

“เปล่าครับ ลู่เทียนเฉินกับชาลส์กำลังเล่นสนุกเกอร์อยู่ด้านใน”

“อ้อ” ซูฉี่เฉิงพยักหน้าให้ถังเฟิง “บังเอิญจริงๆ ฉันก็มาเล่นสนุกเกอร์เป็นเพื่อนใครบางคนเหมือนกัน”

อีกฝ่ายมากับใคร ไม่นานถังเฟิงก็ได้รู้คำตอบ เมื่อชายหนุ่มสวมชุดสีขาวทั้งชุดออกจากห้องน้ำแล้วเดินตรงเข้ามาหา แวบแรกที่มองเห็นถังเฟิงกับซูฉี่เฉิงกำลังคุยกัน สีหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มดึงดูดใจเช่นเดิม

“ฉี่เฉิง”

ถังเฟิงมองชายหนุ่มในชุดขาว นับว่าเป็นหนุ่มอ่อนวัยที่มีหน้าตาดีมากคนหนึ่ง เพียงแต่รูปร่างค่อนข้างผอมบางไปนิด เมื่อสวมชุดสีขาวตัวโคร่งยิ่งทำให้ดูบอบบางจนเหมือนจะต้านลมไม่อยู่ ในความคิดของถังเฟิงเขาชอบผู้ชายตัวสูงแข็งแรงมากกว่า แต่ก็มีบางคนที่ชอบคนรูปร่างบอบบางดูน่าสงสารชวนให้รู้สึกอยากปกป้อง

“เกอเฉิน” ชื่อที่ซูฉี่เฉิงเปล่งออกมาทำให้ถังเฟิงค่อนข้างเซอร์ไพรส์

นึกไม่ถึงว่าที่แท้ภูเขาน้ำแข็งอย่างลู่เทียนเฉินจะชอบหนุ่มน้อยผู้อ่อนแอบอบบาง เขายังเคยคิดว่าคนอย่างลู่เทียนเฉินน่าจะชอบคนประเภทที่ทำให้รู้สึกอยากเอาชนะเสียอีก

ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรืออะไร ถังเฟิงแค่รู้สึกผิดหวังกับรสนิยมความงามของลู่เทียนเฉินก็เท่านั้น

“เทียนเฉินกับชาลส์ก็อยู่ด้านใน พวกเราเข้าไปร่วมวงด้วยดีไหม” ซูฉี่เฉิงเอ่ยกับเกอเฉินด้วยแววตาเป็นประกายและก้าวยาวๆ เข้าไปโอบเอวชายหนุ่มไว้

ถังเฟิงยืนจิบกาแฟแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน ดูเหมือนซูฉี่เฉิงจะเป็นประธานบริษัทธุรกิจบันเทิงที่เป็นคู่แข่งของลู่เทียนเฉิน แต่ถึงแม้จะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ ทว่าฟังจากคำพูดแล้วดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

 

Leave a Reply