Back to Home

[ตัวอย่างทดลองอ่าน] 

True Star 巨星 

ปกและเรื่องย่อ : จะเปิดเผยเร็วๆ นี้ค่ะ

กำหนดเปิดจอง : 10 สิงหาคม – 30 กันยายน 2560

ราคา : ยังไม่เปิดเผย

กำหนดจัดส่ง : ยังไม่เปิดเผย

กำหนดวางจำหน่ายหลังปิดจอง : จะจำหน่ายที่บูธ Nabu Publishing ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 18 – 29 ตุลาคม 2560   สำหรับตามร้านค้าต่างๆ เริ่มกระจายสินค้ากลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

วิธีสั่งจอง : ทางเว็บไซต์ www.reading.co.th เพียงแห่งเดียวตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป ท่านใดสั่งซื้อหรือจองผ่านบุคคลอื่น ร้านค้าอื่น หากเกิดกรณีฉ้อโกงหรือไม่ได้รับของตามตกลง ทางบริษัทไม่รับผิดชอบในทุกกรณี

ติดตามข่าวสารการ และสอบถามเปิดจองที่ www.facebook.com/taiseibooks/

Title 巨星 Author 万灭之殇 (Wan Mei Zhi Shang)

Copyright © 2016

Copyright arranged with万灭之殇 (Wan Mei Zhi Shang) and The Reading Room Co., Ltd.

=======================================

ผลงานชิ้นนี้มีลิขสิทธิ์ และได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558

ดำเนินการแปลเป็นภาษาไทย เผยแพร่ ผลิต และจัดจำหน่าย

โดยบริษัท เดอะรีดดิ้งรูม จำกัดเพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้เป็นการส่วนตัว หรือในเชิงพาณิชย์

=======================================

 

 

บทที่ 6

 

แวดวงสังคมชั้นสูงไม่ได้ใหญ่โตอะไร ถ้าจำกัดแค่วงการบันเทิงก็ยิ่งเล็กลงไปอีก ประธานบริษัทธุรกิจบันเทิงแห่งหนึ่งจะรู้จักกับผู้บริหารของบริษัทคู่แข่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งพวกเขาก็ต้องร่วมมือกันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ความจริงแล้วในโลกนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีเพียงผลประโยชน์ที่เป็นนิรันดร์

ถึงกระนั้นผู้บริหารของบริษัทซึ่งเป็นคู่แข่งกัน แต่เรียกขานกันเป็นพี่เป็นน้องอย่างลู่เทียนเฉินกับซูฉี่เฉิงนี้ก็ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก สิ่งที่ทำให้ถังเฟิงไม่อยากเชื่อมากที่สุดก็คือคนภายนอกลือกันว่าลู่เทียนเฉินหลงรักเกอเฉินไม่ใช่หรอกหรือ และถึงแม้ลู่เทียนเฉินและซูฉี่เฉิงจะเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย แต่ก็เรียกได้ว่าเป็น ‘คู่แข่งความรัก’ กันด้วย ทำไมสองคนนี้ถึงยังสามารถพูดคุยและเล่นสนุกเกอร์ด้วยกันได้อีก

ถังเฟิงยืนพิงโต๊ะสนุกเกอร์อีกตัวที่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือถือถ้วยกาแฟ มองดูคนทั้งสี่ที่คุยกันอย่างออกรสราวกับตัวเองเป็นคนนอก เขารู้ว่าชีวิตจริงไม่เหมือนในละคร แต่ชีวิตใหม่ครั้งนี้กลับต้องมาเผชิญกับฉากละครอันน่าสนุกเช่นนี้ได้ ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกปลงกับชะตากรรมของตัวเองไม่น้อย

ชาลส์กำลังเล่นสนุกเกอร์กับซูฉี่เฉิง เมื่อเปรียบเทียบกับลู่เทียนเฉินที่มีฝีมือสูสีกับชาลส์แล้ว ซูฉี่เฉิงจัดอยู่ในระดับที่ชาลส์เอาชนะได้อย่างใสสะอาด สองหนุ่มเดินวนสู้กันรอบโต๊ะอย่างมุ่งมั่นและดุเดือด ส่วนอีกสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งของโต๊ะแอบส่งสายตาให้กันเป็นครั้งคราว

ถังเฟิงได้แต่ทอดถอนใจ นี่เขาหรือซูฉี่เฉิงกันแน่ที่ตาบอด?

“ฮ่า ดูท่าฉันจะชนะแล้ว” ชาลส์ชนะซูฉี่เฉิงขาดรอยด้วยคะแนนอันน่าภาคภูมิใจถึงหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดแต้ม เขาชูไม้สนุกเกอร์ขึ้น ออกสเต็ปเต้นอยู่กับที่แล้วหมุนตัวชี้ไม้มาทางลู่เทียนเฉินกับซูฉี่เฉิง พลางเชิดคางขึ้นสูง “ตามกติกาอย่างที่แล้วมาของพวกเรา ตอนนี้ฉันมีสิทธิ์ขอให้พวกนายสองคนทำอะไรให้ฉันหนึ่งอย่าง”

“ให้ทำอะไรก็ได้ แค่อย่าให้ฉันกับเทียนเฉินจูบปากกันก็พอ” ซูฉี่เฉิงฝืนยิ้ม

ชาลส์ที่มีสไตล์การเล่นสนุกเกอร์แบบโอซุลลิแวน[1]ยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วก้าวยาวๆ เข้าไปหาถังเฟิงที่ถูกทิ้งให้เงียบเหงาอยู่เพียงลำพัง เขายื่นมือไปโอบเอวชายหนุ่มและถือโอกาสดึงเข้ามาในอ้อมกอด

“ที่รัก ฉันคิดถึงกลิ่นของนายจัง” ศีรษะก้มลงและดูดเม้มบริเวณซอกคอของถังเฟิงหนึ่งที

“เมื่อวานผมใช้ครีมอาบน้ำในห้องน้ำของคุณนะ” หมายความว่ากลิ่นบนตัวฉันก็คือกลิ่นเดียวกันกับที่ติดอยู่บนตัวนายนั่นแหละ

ชาลส์ที่ถูกดักคอเพียงแค่หัวเราะเสียงดัง ดูเหมือนถังเฟิงจะจับนิสัยของชาลส์ได้แล้ว มีความเย่อหยิ่งและอวดดี ปกติสามารถรักษาความสงบนิ่งและมาดสุภาพบุรุษเอาไว้ได้ แต่พริบตาเดียวก็อาจเปลี่ยนเป็นอันธพาลที่ชอบพูดตลกร้ายได้เช่นกัน ขอเพียงไม่ล้ำเส้นของผู้ชายคนนี้ ชาลส์ก็นับว่าเป็นคนใจกว้างคนหนึ่ง ซึ่งจะไม่ขุ่นเคืองกับคำพูดโต้เถียงขำๆ เพียงเล็กน้อย

ในทางกลับกันเขารู้สึกว่าคนที่โต้เถียงบ้างเป็นครั้งคราว กลับจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความสนอกสนใจมากยิ่งขึ้น

ถังเฟิงโต้กลับชาลส์อย่างเป็นธรรมชาติ การปล่อยให้คนอื่นรังแกโดยไม่โต้แย้งไม่ใช่นิสัยของเขาอยู่แล้ว

“เป็นไง ถังสุดที่รักของฉันร้อนแรงไหมล่ะ” ชาลส์ยังคงกอดเอวถังเฟิงไม่ปล่อย กวาดสายตามองไปยังซูฉี่เฉิงที่ยืนอมยิ้ม และลู่เทียนเฉินที่มีสีหน้าเย็นชา แล้วเอ่ยช้าๆ “เพิ่มรายชื่อในคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์สัปดาห์หน้าอีกหนึ่งคน ถังสุดที่รักของฉันจะเข้าร่วมคลาสด้วย”

คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์? เป็นครั้งแรกที่ถังเฟิงได้ยินชื่อสะเหล่อขนาดนี้จนเกือบหลุดหัวเราะออกมา นี่คงเป็นชื่อสะเหล่อๆ ที่สองบริษัทธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างชื่อเสียงสินะ ถ้าการเป็นซูเปอร์สตาร์จะสามารถฝึกฝนอบรมกันได้ โลกนี้คงมีซูเปอร์สตาร์อยู่ทั่วทุกหัวระแหงไปแล้ว

แต่ก็อย่างที่บอก คลาสฝึกอบรมนี้เป็นผลงานชิ้นแรกที่เกิดจากการร่วมมือกันของสองบริษัทธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งมีทั้งกลยุทธ์ เงินทุน และทรัพยากรอย่างเหลือเฟือ ดังนั้นขอแค่คุณมีฝีมือมากพอย่อมได้รับความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นดาราเล็กๆ หรือดาราตกอับแบบถังเฟิง สิ่งนี้นับว่าเป็นโอกาสในการเริ่มต้นที่ดี

 

ช่วงหัวค่ำชาลส์และถังเฟิงไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารนอกบ้าน

หลังจากเล่นสนุกเกอร์เสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ ถังเฟิงรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ตอนแรกเขาคิดว่าจะได้สั่งสอนลู่เทียนเฉินบนโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ก็ยังมีโอกาสหน้านี่นะ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมหรือเพราะเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ลู่เทียนเฉินแสดงท่าทีเย็นชาและใจจืดใจดำต่อเขามาตลอด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ถังเฟิงยอมยกโทษให้ลู่เทียนเฉิน

เมื่อโดนกลั่นแกล้งก็ต้องตอบโต้ นี่คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของถังเฟิง

มิฉะนั้นการยอมทำตัวเป็นกระสอบทรายตลอดเวลา รังแต่จะทำให้คนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนที่รังแกได้ง่ายๆ จนอาจถึงขั้นกดขี่ข่มเหง และสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่านิสัยของคนเราสามารถตัดสินชะตาชีวิตได้จริงๆ  คนที่น่าสงสารก็มีจุดที่น่าชิงชังเช่นกัน

“ฉันได้ยินมาว่าตอนนั้นนายตกลงไปในทะเลเพราะมีเรื่องวิวาทกับเกอเฉินในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วพวกนายก็ตกลงไปในทะเลทั้งคู่” จู่ๆ ชาลส์ก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แววตาของชายหนุ่มแฝงแววเจ้าเล่ห์

“คุณก็คิดว่าเป็นความผิดของผมหรือ” ถังเฟิงหัวเราะ จิบไวน์แดงหนึ่งอึกแล้วพูดเนิบๆ “ต่อให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผม แต่ผมคิดว่าในท้ายที่สุดตัวผมเองก็ได้รับผลกรรมอันขมขื่นเรียบร้อยแล้ว”

ชาลส์ยิ้มพลางมองชายหนุ่มที่นั่งรับประทานอาหารอย่างสง่างามอยู่ต่อหน้าเขา “ฉันแค่รู้สึกเสียดายน่ะ นายรักลู่เทียนเฉินซะขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้วเขากลับเลือกที่จะช่วยชีวิตคนของบริษัทอื่น ไม่ช่วยนาย”

“ตอนลู่เทียนเฉินเริ่มเปิดตลาดธุรกิจบันเทิงใหม่ๆ ก็เคยพึ่งพาแม่ของนาย ฉันคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะถือว่านั่นเป็นความดีความชอบของนายอยู่บ้าง” ชาลส์ยกแก้วไวน์แดงชูขึ้น ของเหลวสีแดงสดสะท้อนแสงไฟจนดูคล้ายสีของเลือด

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็แปลว่าลู่เทียนเฉินออกจะเป็นคนไร้มนุษยธรรมไปหน่อยหรือเปล่า ว่าแต่ทำไมชาลส์ถึงพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเขากันล่ะ

“ผมคิดว่าพวกคุณเป็นเพื่อนที่รักกันมากซะอีก”

“เขาไม่มีค่าพอให้นายหลงรักจนหัวปักหัวปำขนาดนั้นหรอก”

“ตอนนี้ผมก็ไม่ได้รักเขาแล้ว” ถังเฟิงยิ้มเล็กน้อย สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ต่อให้ผู้ชายที่มีหน้าตาและนิสัยแบบลู่เทียนเฉินจะถูกสเป็กเขามากแค่ไหน แต่ในพจนานุกรมของไฟนส์คนนี้ไม่เคยมีคำว่า ‘เสียเปรียบ’ ประเภทสูญทั้งของแถมยังต้องเสียเงินไปอีกอะไรแบบนั้น

โลกนี้ยังมีผู้ชายและผู้หญิงอีกมากมายก่ายกอง การดันทุรังเดินซ้ำรอยเดิมนับว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

ชาลส์กะพริบตาปริบ “แล้วนายรักฉันไหม”

“จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา ผมจะรักคุณ” ถือซะว่าฉลองชีวิตหลังเกิดใหม่กับชายหนุ่มสุดหล่อสักเดือนก็แล้วกัน ถังเฟิงชอบความตรงไปตรงมาของชาลส์ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายด้วย

คำตอบของถังเฟิงทำให้ชาลส์พอใจไม่น้อย สิ่งที่คนมีเงินอย่างพวกเขากลัวที่สุดก็คือหลังจากสิ้นสุดสัญญาแล้วจะโดนเกาะติดแบบไม่ยอมปล่อยนี่แหละ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะชอบถังเฟิงมาก แต่พอผ่านไปสักเดือนก็คงจะเบื่อแล้วใช่ไหมล่ะ

“ฉันจะเป็นคนรักที่ดีมากๆ เชียวล่ะ” ชาลส์เป็นคนเปิดเผย เขาใจกว้างกับคู่นอนที่หน้าตาดีและรู้จักกาลเทศะเสมอ “เรื่องเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวฉันบอกลู่เทียนเฉินให้แล้ว พรุ่งนี้เช้าผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของนายจะมาหา พวกนายจะได้คุยกัน”

“พรุ่งนี้ผมไม่ต้องไปที่ทำงานกับคุณแล้วหรือ” ในที่สุดก็ได้ฟังข่าวดีเสียที ถังเฟิงพอใจในประสิทธิภาพการทำงานของชาลส์มาก

“อยู่เป็นเพื่อนฉันคืนนี้ก็พอแล้ว”

 

 

บทที่ 7

 

ในวันที่ไม่ต้องทำงานก็หมายความว่าตอนเช้าสามารถนอนหลับให้สบายจนกว่าจะอยากลุกจากเตียง ถังเฟิงจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนแปดโมงเช้าชาลส์ลุกจากข้างตัวเขาแล้วพูดอะไรสักอย่าง แต่เขาฟังไม่ถนัด เลยพลิกตัวกอดผ้าห่มหลับต่อ

กว่าถังเฟิงจะตื่นก็ผ่านไปอีกสองชั่วโมง เขาลุกจากเตียงอย่างยากลำบากเดินเซคล้ายคนละเมอเข้าไปในห้องน้ำ ครึ่งชั่วโมงถัดมาชายหนุ่มที่เดินออกมาจากห้องน้ำก็ตื่นเต็มตาแล้ว

ถังเฟิงนั่งอยู่ข้างเตียง สวมกางเกงพลางอ่านกระดาษโน้ตที่ชาลส์ทิ้งไว้ให้

 

[ถังสุดที่รัก ตอนนายตื่นผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของนายน่าจะรอนายอยู่ที่ห้องรับแขกแล้ว นี่บัตรเครดิตพร้อมวงเงินสี่สิบล้าน ว่างๆ ก็ออกไปซื้อของซะ แต่อย่าเผลอรูดเพลินเกินไปล่ะ——คนรักผู้แสนเพอร์เฟ็กต์ของนาย ชาลส์]

 

“ใจสปอร์ตจริงๆ…”

วงเงินสี่สิบล้าน เจ้าหมอนี่คิดจะเลี้ยงดูเขาจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

 

หลังจากเปลี่ยนมาใส่ชุดลำลองสีเรียบๆ  ถังเฟิงก็หยิบบัตรเครดิตใส่ในกระเป๋าเสื้อแล้วเดินลงไปชั้นล่าง ตอนนี้เขาต้องใช้เงิน แต่ก็ไม่คิดจะให้ชาลส์จ่ายให้เขาจริงๆ หรอก จดบัญชีไว้ก่อนแล้วค่อยจ่ายคืนทีหลังก็แล้วกัน

ตอนนี้เป็นเวลา 10.45 น. เมื่อถังเฟิงเดินมาถึงชั้นล่างก็เห็นผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่รออยู่ในห้องรับแขกแล้ว เป็นสาวน้อยอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ที่ดูเหมือนเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ แถมยังสวมแว่นกรอบดำอยู่บนใบหน้า

“สวัสดีค่ะ! คุณคือถังเฟิงใช่ไหมคะ ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของคุณชื่อจางอวี่ คุณเรียกฉันว่าเสียวอวี่ก็ได้” เมื่อสาวน้อยที่กำลังนั่งดื่มชาอย่างเบื่อๆ ในห้องรับแขกเห็นชายหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบนก็รีบลุกขึ้นยืนทันที สายตาสั้นๆ หลังแว่นอันใหญ่จับจ้องชายหนุ่มที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาตรงหน้าเธอ ปากอ้าค้างเล็กน้อย

“เป็นอะไรไป ผมดูเหมือนสัตว์ประหลาดหรือ” เจ้าคนบัดซบลู่เทียนเฉินไม่ยอมเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวดีๆ ให้เขาจริงๆ ด้วย แต่สาวน้อยที่ตั้งใจทำงานก็ยังดีกว่าเจ้าอ้วนวัยกลางคนที่ชอบดูถูกคนคนนั้น ถังเฟิงส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรแล้วเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปให้ก่อน “ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับว่าพวกเรารู้จักกันอย่างเป็นทางการแล้วนะ ถังเฟิงครับ”

“เอ่อ…สวัสดีค่ะ” เสียวอวี่รีบจับมือตอบพร้อมกล่าวขอโทษเล็กน้อย “ขอโทษนะคะ ที่เมื่อกี้จ้องคุณขนาดนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าคุณแตกต่างจากที่ฉันจินตนาการเอาไว้…”

“หึๆ แตกต่างยังไงครับ” ถังเฟิงมองถ้วยชาบนโต๊ะพร้อมบอกอย่างเอาใจใส่ “ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย มากินด้วยกันนะ ห้ามปฏิเสธล่ะ”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เสียวอวี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ตัวจริงคุณดูมีเสน่ห์กว่าในรูปซะอีก”

เธอพูดความจริง อย่างน้อยก่อนที่จะได้เจอถังเฟิงวันนี้ เธอคิดมาตลอดว่าถังเฟิงเป็นคนที่ดูดีแค่ภายนอก ตอนเธอได้รับมอบหมายให้มาดูแลถังเฟิง เพื่อนร่วมงานที่บริษัทต่างพากันสงสาร แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเธอได้รับโชคลาภก้อนใหญ่เข้าแล้วต่างหาก

“คุณก็มีดวงตาที่สวยมาก หึๆ ขอบคุณครับที่ชม” ถังเฟิงยิ้มนิดๆ แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

คำพูดและการกระทำของถังเฟิงดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเอาเสียเลย เสียวอวี่มองภาพเบื้องหลังอันผึ่งผายของชายหนุ่มแล้วก็อดใจสั่นไม่ได้ ใครกันนะที่เคยบอกเธอว่าถังเฟิงเป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นศิลปินที่ทั้งงี่เง่าและเอาใจยาก

ตอนนี้ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอคือดาวดวงใหม่ในอนาคตที่ดูอบอุ่นและใส่ใจคนรอบข้าง แถมยังมีเสน่ห์เปี่ยมล้นอีกต่างหาก!

เสียวอวี่มีลางสังหรณ์อันแรงกล้าว่า เมื่อผู้ชายคนนี้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชมอีกครั้งต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างแน่นอน

“ผมขอชี้แจงสถานะของตัวเองในตอนนี้สักนิดนะครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ทำให้จำเรื่องราวต่างๆ แทบไม่ได้ ดังนั้นเราสองคนคงมีเรื่องที่ต้องคุยกันอีกเยอะ” ถังเฟิงนั่งลงที่โต๊ะอาหาร จิบกาแฟแล้วหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมา “อันดับแรกคือ ก่อนเข้าโรงพยาบาล ผมมีงานอะไรบ้างที่ยังค้างอยู่”

โชคดีที่ถึงแม้เสียวอวี่จะเป็นผู้จัดการส่วนตัวมือใหม่ แต่สิ่งที่ควรทำและต้องทำก็เตรียมตัวเอาไว้แล้ว

เธอนั่งหลังตรงแล้วหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “งานมีไม่มากค่ะ ที่สำคัญคือภาพยนตร์เรื่อง ‘Esquire’ ที่คุณแสดงกับเกอเฉินยังถ่ายทำไม่เสร็จ ซึ่งทั้งสองบริษัทได้เจรจากันแล้ว เนื่องจากการถ่ายทำส่วนใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว แค่ถ่ายส่วนของคุณเพิ่มคนเดียวก็เป็นอันเรียบร้อย”

“ถ้าอย่างนั้นรีบจัดเวลาให้ผมเลย”

“ได้ค่ะ” เสียวอวี่รีบจดบันทึกไว้ เธอเอ่ยต่อไป “ที่เหลือก็เป็นงานออกรายการโทรทัศน์ หลักๆ คือ…”

“งานออกรายการโทรทัศน์ยกเลิกไปก่อน” ถังเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบรายการที่ชอบสร้างความอึดอัดใจให้คนอื่นพวกนั้น

เสียวอวี่ลังเลเล็กน้อย เงยหน้าแล้วเอ่ย “บางรายการก็ไม่เลวนะคะ คุณอยากลองพิจารณาดูหน่อยไหม มีอยู่รายการหนึ่งชื่อว่า ‘คนรักในฝัน’ ตั้งแต่เริ่มออกอากาศก็มีกระแสตอบรับดีมาก และตอนล่าสุดกำลังจะปรับรูปแบบรายการใหม่ คนดูและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยกำลังจับตาดูอยู่ ฉันคิดว่ารายการนี้น่าจะมีส่วนช่วยคุณได้มากกับการกลับมาในครั้งนี้”

“ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณช่วยหาข้อมูลของรายการส่งมาให้ผมด้วย”

“ได้ค่ะ!” ท่าทีที่เปลี่ยนไปของถังเฟิงทำให้เสียวอวี่ดีใจมาก สิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็คือพวกดาราหัวดื้อ ทั้งไม่ยอมรับฟังเหตุผลแถมเอาแต่ใจตัวเอง

“ยังมีอีกรายการเป็นรายการทอล์กโชว์กับดารา ช่วงนี้คุณเป็นแขกรับเชิญประจำของรายการมาหลายตอนแล้ว ถ้ารักษาความถี่ในการออกโทรทัศน์เอาไว้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โอ๊ะ แต่ฉันต้องเตือนคุณก่อน ดูเหมือนว่าคุณจะเคยมีความขัดแย้งกับพิธีกรของรายการนิดหน่อย” เสียวอวี่วิเคราะห์ “ถ้ายกเลิกคิวโดยไม่ไตร่ตรองก็อาจทำให้ทางสถานีไม่พอใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการไปออกรายการ ‘คนรักในฝัน’ ของคุณด้วย”

สองรายการนี้ฟังดูแล้วเหมือนจะอยู่ช่องเดียวกัน ถังเฟิงบ่นพึมพำแล้วตอบรับ “โอเค รายการนี้ก็เก็บไว้ด้วย” เอาเป็นว่าถ้าไม่ถูกใจจริงๆ ค่อยหาวิธียกเลิก หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปขอร้องชาลส์อีกทีแล้วกัน

“ส่วนเรื่องสุดท้ายก็คือ ผู้จัดการส่วนตัวคนก่อนรับบทนักแสดงสมทบของละครเรื่องหนึ่งไว้ให้คุณ ถึงจะเป็นแค่ตัวประกอบแต่ฉันอ่านบทดูแล้ว คาแร็กเตอร์ของตัวละครน่าสนใจมาก ถ้าแสดงได้ดีรับรองว่าต้องมีกระแสตอบรับที่ดีแน่นอน”

“ละครแนวไหน” ในที่สุดถังเฟิงก็รู้สึกสนใจ ถ้าให้เทียบกับการออกรายการโทรทัศน์แล้ว เขาอยากแสดงละครมากกว่า

งานแสดงเป็นเหมือนอวัยวะสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ไปแล้ว ถ้าขาดอวัยวะส่วนนี้เขาอาจจะมีชีวิตต่อไปได้ แต่คงไม่รู้สึกเป็นอิสระและสบายใจอย่างที่เป็นอยู่

“เป็นละครพีเรียด ตอนนี้ผู้จัดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศ ถึงแม้ละครของเขาจะโดนด่าเละแต่เรตติ้งก็ไม่เลวมาโดยตลอด บทเรื่องนี้พูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่บังเอิญทะลุมิติเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ส่วนใหญ่ใช้ฉากในวังเป็นหลัก คุณรับบทเป็นนักเล่นพิณในวัง แอบรักนางเอก และสุดท้ายก็ต้องตายเพราะปกป้องนางเอก” เสียวอวี่พลิกดูข้อมูล

คาแร็กเตอร์คนดีที่มีความรักอันแสนเศร้า ถ้าแสดงดีๆ จะขโมยซีนได้เลย และยังเรียกความรู้สึกร่วมจากผู้ชมได้อีกด้วย

ถังเฟิงพยักหน้า ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่สามารถเลือกบทได้ คาแร็กเตอร์แบบนี้ถึงแม้จะไม่มีอะไรพิเศษแต่ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการมาก เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้มีรายได้เข้ามาบ้าง

“ผมต้องเข้ากองถ่ายเมื่อไร” ถังเฟิงถาม

“อีกครึ่งเดือนละครจะเปิดกล้อง ฉันจะส่งบทละครและข้อมูลบางส่วนมาให้คุณค่ะ”

“ดีมาก วันจันทร์หน้าผมมีออดิชั่นงาน คุณไปด้วยนะ” ถังเฟิงลุกขึ้นแล้วยิ้มนิดๆ “ตอนบ่ายมีธุระอะไรหรือเปล่า”

“เอ๋? เอ่อ…เรื่องนี้…ก็ไม่ได้มีธุระอะไรเป็นพิเศษค่ะ” เสียวอวี่รีบลุกขึ้นเช่นกัน “ประธานลู่บอกว่าตอนนี้ศิลปินที่ฉันดูแลมีแค่คุณคนเดียว”

“ถ้าอย่างนั้นตอนบ่ายพวกเราออกไปซื้อเสื้อผ้ากัน จะได้เปลี่ยนลุคกันด้วย” ถังเฟิงขมวดคิ้ว เขาต้องทำผมเสียหน่อย รุงรังจนดูไม่ได้แล้ว

 

 

บทที่ 8

 

ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ก่อนคุณจะโด่งดังจนถึงขีดสุด การแต่งหน้าแต่งตัวล้วนเปรียบเสมือนนามบัตรที่แนบอยู่บนตัวคุณ การแต่งกายอย่างเหมาะสมนอกจากทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกดีแล้ว ยังช่วยให้ได้รับความเกรงใจจากคนในวงการด้วย

เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ต้องเนี้ยบดูดี โดยเฉพาะศิลปินชายซึ่งแตกต่างจากเหล่าดาราสาวที่ซื้อเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ทุกฤดูกาล เสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่สวมใส่อยู่บนร่างจะต้องพิถีพิถันและประณีต

ทว่าสำหรับถังเฟิงเขาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมากมายขนาดนั้น แค่รสนิยมส่วนตัวของเขาไม่ยอมปล่อยให้สภาพตัวเองดู…กระเซอะกระเซิงก็เท่านั้นเอง

ไม่ใช่ว่าเสียวอวี่ไม่เคยมาเดินห้างสรรพสินค้า แต่นี่เป็นครั้งแรกในขีวิตของเธอที่ได้เข้ามาในร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูอย่างอาร์มานี และยืนตะลึงมองถังเฟิงที่ทำตัวเหมือนลูกค้าประจำ พูดคุยกับพนักงานอย่างคุ้นเคย เลือกชุดสูทแบบตะวันตกที่ดูเหมาะเจาะพอดีมาลองใส่ และหยิบบัตรเครดิตออกมาจ่าย จู่ๆ เสียวอวี่ก็รู้สึกเหมือนก้าวเข้าไปสู่สังคมอีกระดับ

ก่อนหน้านี้เธอเคยหาข่าวของถังเฟิงมาอ่านดู ก่อนเจอถังเฟิงตัวจริงเธอคิดมาตลอดว่าบุคลิกของอีกฝ่ายต้องเป็นแนวหนุ่มเกาหลีใสๆ  แต่ตอนนี้ดูเหมือนถังเฟิงจะตัดสินใจเปลี่ยนแนวแล้ว? เปลี่ยนมาเป็นแนวสุขุมภูมิฐาน ซึ่งเธอก็ต้องยอมรับว่าถังเฟิงที่สวมชุดสูทสวยหรูแบบนี้ ดูเข้ากับใบหน้าสไตล์หนุ่มโบราณของเขามากจริงๆ  เรียกว่า…หล่อจนแทบหยุดหายใจเลยทีเดียว!

“พวกเธอกำลังมองคุณอยู่” การเดินเคียงข้างหนุ่มหล่อระดับนี้ทำให้เสียวอวี่อดตื่นเต้นไม่ได้ รอบข้างมีผู้ชายและผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมองมาทางพวกเขาด้วยสายตาอิจฉา แต่เอาเถอะ ส่วนใหญ่คงจะอิจฉาเธอแน่นอน

“คุณก็สวยมาก” ถังเฟิงหยุดเดินแล้วเอื้อมมือมาดันตัวเสียวอวี่ให้เดินเข้าไปในร้านทำผมแห่งหนึ่งด้วยกัน เขาหัวเราะแล้วบอกว่า “ผู้จัดการส่วนตัวของผมสวมแว่นกรอบดำได้ แต่คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของตัวคุณเองเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของผมด้วย ดังนั้นนะที่รัก วันนี้ผมต้องช่วยคุณแต่งตัวแต่งหน้าซะใหม่”

“หา?” เสียวอวี่อ้าปากกว้าง

“อยากรู้ไหมว่าผู้จัดการส่วนตัวสาวสวยระดับอินเตอร์เขาแต่งตัวกันยังไง”

“แต่ว่า ฉัน…”

“สุภาพสตรีผู้งามสง่าต้องไม่ปฏิเสธของขวัญที่สุภาพบุรุษมอบให้ด้วยความจริงใจ เนื่องในโอกาสที่พวกเรารู้จักกันเป็นวันแรก วันนี้ผมจ่ายเอง”

อะไรคือสุภาพสตรีห้ามปฏิเสธของขวัญจากสุภาพบุรุษ…ทำไมถังเฟิงถึงเอ่ยคำพูดธรรมดาๆ ให้ฟังดูมีเหตุมีผลจนตอบปฏิเสธไม่ลงเก่งขนาดนี้

และสุดท้ายเสียวอวี่ก็โดนลากเข้าไปในร้านทำผมจนได้

 

วันรุ่งขึ้น เมื่อเสียวอวี่ซึ่งสวมเสื้อผ้ากับรองเท้าส้นสูงที่ถังเฟิงซื้อให้เมื่อวานตามคำสั่ง กอปรกับทรงผมที่ช่างทำผมตั้งใจออกแบบให้อย่างดี เดินเข้าไปในแผนกธุรกิจบันเทิงของเทียนเฉินกรุ๊ป สายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องมาที่ตัวเธอ

“สวรรค์ สาวงามจากที่ไหนเนี่ย”

“เสียวอวี่ เธอมาผิดที่หรือเปล่า เธอน่าจะไปอยู่ในสำนักทนายความที่เจ๋งที่สุดในนิวยอร์กมากกว่า ชุดนี้แบรนด์ดังเลยนะนี่ เธอยอมจ่ายเงินแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วหรือ ดูไม่ออกเลยว่าเธอมีรสนิยมดีขนาดนี้”

“ทำผมที่ไหนน่ะ”

“รองเท้าซื้อจากที่ไหน”

เสียวอวี่ตกใจจริงๆ ที่กลายเป็นจุดสนใจขนาดนี้ เธอทำได้เพียงตอบคำถามไปทีละข้อ เมื่อเธอบอกตบท้ายว่าถังเฟิงเป็นคนซื้อของเหล่านี้ให้ ทุกคนต่างทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“ถังเฟิงเนี่ยนะ? ฉันจำได้ว่าเขาขี้เหนียวมาก”

“เธอแน่ใจนะว่าถังเฟิงที่เธอพูดถึงเป็นคนเดียวกับคุณชายถังที่พวกเรารู้จัก? เขารสนิยมดีขนาดนี้เลยหรือ!” เพื่อนร่วมงานสาวคนหนึ่งแทบจะกรีดร้องออกมา

“เมื่อก่อนฉันก็เคยได้ยินแต่ข่าวลือเหมือนพวกเธอนั่นแหละ เลยคิดว่าเขาคงเป็นศิลปินที่เอาใจยาก แต่เมื่อวานนี้…เขาหล่อมากจริงๆ นะ แถมยังดูเป็นกันเองมากด้วย เดี๋ยววันหลังพวกเธอได้เจอถังเฟิงของฉันก็จะรู้เองแหละ เขาต้องมีอนาคตไกลแน่นอน!” เสียวอวี่ภูมิใจมาก การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของถังเฟิงเอาชนะใจหญิงสาวผู้นี้ได้เรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก บางคนถึงกับรอดูละครสนุกๆ  ดาราตกอับคนหนึ่งทุ่มเงินเอาอกเอาใจผู้จัดการส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่อีกไม่นานถังเฟิงก็ต้องเผยธาตุแท้ออกมาแน่

ประกอบกับวันนั้นมีหลายคนเห็นชาลส์พาถังเฟิงมาที่บริษัทด้วย เงินของถังเฟิงจะมาจากไหนได้ล่ะ หลายคนรู้อยู่แก่ใจแต่ไม่ได้พูดออกมา ในวงการบันเทิงมีดาราที่มีคนเลี้ยงดูตั้งเยอะตั้งแยะ หากจะพูดแบบไม่น่าฟัง เกอเฉินที่ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นดาราใหญ่ แต่ช่วงแรกๆ ซูฉี่เฉิงก็ต้องทุ่มเงินให้ตั้งมากเช่นกันกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้

แต่วงการนี้อะไรๆ ก็ขึ้นอยู่กับอิทธิพลและอำนาจ คนพวกนั้นดูถูกเฉพาะดาราเล็กๆ อย่างถังเฟิงว่าขายตัวแลกเงิน แต่พวกเขากลับไม่เคยรู้สึกเลยว่าเกอเฉินทำผิดที่ตรงไหน

 

เมื่อก่อนถังเฟิงไม่เคยคลุกคลีกับวงการบันเทิงในประเทศจีน ยังดีที่เขารู้จักเพื่อนที่มีอิทธิพลในวงการภาพยนตร์อยู่บ้าง ตามปกติเมื่อมีงานสังสรรค์เล็กๆ ก็มักจะได้ยินเพื่อนๆ เล่าข่าวสารในแวดวงบันเทิงให้ฟังอยู่บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจในอเมริกา ในประเทศจีนถ้าคุณไม่ได้จบมาจาก Beijing Film Academy  The Central Academy of Drama หรือ Shanghai Theatre Academy ย่อมแจ้งเกิดยาก

จากเหตุผลข้างต้น ในเมืองจีนนักแสดงที่จบจากสถาบันการแสดงมักเป็นที่ยอมรับมากกว่า ทำนองเดียวกับเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันเมื่อแยกย้ายไปทำงานตามบริษัทต่างๆ ก็มักจะสนิทสนมกับคนที่จบมาจากสถาบันเดียวกันได้ง่ายกว่า พอเรียกกันว่ารุ่นพี่รุ่นน้องย่อมช่วยลดระยะห่างทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น นอกจากวงการภาพยนตร์จะให้ความสำคัญกับเรื่องสถาบันการศึกษาแล้ว นักแสดงที่จบจากสถาบันชั้นสูงมักจะมีจุดเด่นร่วมกันที่คนอื่นไม่มี ซึ่งเรียกกันว่าจุดเด่นร่วมของสถาบัน

ความสัมพันธ์อันซับซ้อนเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะสามารถปูเส้นทางอนาคตอันแสนมั่นคงให้คุณ แต่ก็มีอิทธิพลเพียงพอที่จะเปิดประตูบานแรกสู่วงการบันเทิงได้ ถ้าตัวนักแสดงเองมีฝีมือ มีอีคิวและไอคิวที่ไม่เลว เพียงเท่านี้ชื่อเสียงก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

แต่หากจะพูดกันจริงๆ แล้ว ถ้าคุณไม่ได้มีความสามารถเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนยกย่อง ถ้าไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน และไม่มีคนช่วยอุปถัมภ์ค้ำชู ก็คงยากที่คุณจะโด่งดังมีชื่อเสียง สิ่งนี้เรียกว่าเส้นสายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

ก่อนเสียชีวิตถังเฟิงเคยเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน น่าเสียดายที่บริจาคทรัพย์สินให้องค์กรการกุศลไปหมดแล้วหลังจากเสียชีวิต ตอนนี้เส้นทางที่อยู่ตรงหน้าเขาจึงเรียบง่ายมาก หนึ่งคือยอมเอาตัวเข้าแลก หรือสองคือเดินไปตามแนวทางของตัวเอง

โชคดีที่ถังเฟิงคิดว่าด้วยความสามารถของเขา ไม่จำเป็นต้องเลือกเส้นทางที่ต้องเอาตัวเข้าแลก

ส่วนชาลส์ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในตอนนี้ เนื่องจากบุคลิกและการพูดจาที่ไม่เลว รวมทั้งความต้องการที่ไม่ได้มากมายจนเกินไปของชาลส์ ถังเฟิงจึงไม่ถือสาที่จะอยู่กับอีกฝ่ายไปก่อนในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ นี่เป็นความเต็มใจ ดังนั้นจึงไม่ได้ลำบากใจอะไร
ตอนเย็นเมื่อชาลส์กลับมาถึงบ้านก็ต้องรู้สึกทึ่งกับชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขายืนเอามือเท้าประตูแล้วผิวปากใส่ถังเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

หน้าตาของถังเฟิงคนนี้มีจุดเด่นคือสไตล์ที่ให้กลิ่นอายของความโบราณ ใบหน้างดงามเหมือนภาพวาด ก่อนหน้านี้ตอนเป็นสมาชิกวงไอดอลกรุ๊ปเขาไว้ผมหน้าม้าปรกหน้าผากซึ่งไม่ช่วยให้เด็กหนุ่มคนนี้ดูดีขึ้นเลย กลับให้ผลตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ทรงผมสั้นสะอาดตาต่างหากที่ช่วยขับเน้นใบหน้างดงามให้จับตายิ่งขึ้น ถังเฟิงเองก็ไม่ได้ชื่นชอบสไตล์เกาหลีอยู่แล้ว ผู้ชายสไตล์เกาหลีส่วนใหญ่มักจะอยู่ในละครสายไอดอล หากไปปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์ที่ต้องแสดงจุดเด่นของตัวเองออกมา คนเหล่านี้ก็จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

จนถึงทุกวันนี้ไม่มีซูเปอร์สตาร์ชายคนไหนที่โด่งดังเพราะรูปร่างหน้าตา ดาราชายที่ดูสวยนุ่มนิ่มเกินไปกลับพยายามออกกำลังกายให้ตัวเองดูสมชายมากขึ้น เพื่อจะได้เปิดเส้นทางการแสดงให้กว้างกว่าเดิม

“ดูท่าฉันคงไม่ต้องหาสไตลิสต์ให้นายแล้วสินะ ถังเฟิง ที่นายไม่ไปเป็นสไตลิสต์ซะเองจะเป็นการทำให้พรสวรรค์ของนายต้องเสียเปล่าไหมนี่” ชาลส์ก้าวยาวๆ เข้ามาหา เขานั่งลงตรงขอบเตียงด้านข้างชายหนุ่มแล้วสูดดมกลิ่นหอมจางๆ หลังอาบน้ำ

ถังเฟิงวางหนังสือลงบนตู้ข้างเตียงแล้วกระเถิบให้ชาลส์นั่ง ตอนนี้เขายังคงอยู่ที่ห้องนอนแขก บางครั้งชาลส์ก็มาค้างกับเขาที่นี่ บางครั้งพวกเขาก็นอนค้างที่ห้องนอนของชาลส์ ทั้งสองคนฉลาดพอที่จะไม่กล่าวถึงเรื่องความรัก เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจ เพียงแต่ไม่ได้พูดมันออกมาเท่านั้น

“ดื่มเหล้ามาหรือ” ถังเฟิงยิ้มเล็กน้อย ชาลส์ขยับเข้ามาใกล้ เขาจึงได้กลิ่นเหล้าจากตัวอีกฝ่าย “ผมไปรินน้ำให้คุณดีกว่า”

“ไม่ต้องหรอก แค่ดื่มมานิดหน่อย นายเป็นห่วงเป็นใยฉันขนาดนี้ ฉันล่ะดีใจจริงๆ” ชาลส์โอบกอดถังเฟิงแล้วกดจูบแผ่วเบาบนหน้าผากของชายหนุ่ม “วันมะรืนจะมีงานเลี้ยงค็อกเทล นายไปร่วมงานพร้อมฉันนะ ผู้กำกับหลี่เวยกับภรรยาของเขาก็ไปร่วมงานนี้ด้วย นายจะได้พูดคุยกับพวกเขา นี่น่าจะมีส่วนช่วยเรื่องการออดิชั่นของนายในวันจันทร์หน้า”

“ผมจะไม่ทำให้คุณต้องขายหน้าแน่นอน” ถังเฟิงยิ้มนิดๆ  เขารู้ดีว่าชาลส์กำลังกังวลเรื่องอะไร เกียรติและหน้าตาของชายหนุ่มในวงสังคมชั้นสูงยังไงล่ะ

“บางทีนายก็ฉลาดและตรงไปตรงมาจน…ทำให้ฉันใจสั่น” ชาลส์โน้มตัวลงทาบทับร่างของชายหนุ่ม

 

 

บทที่ 9

 

งานเลี้ยงค็อกเทลมีลักษณะเป็นส่วนตัว ถึงแม้คนที่มาร่วมงานจะมีไม่มาก ทว่าล้วนเป็นบุคคลสำคัญแห่งเมือง S ทั้งสิ้น เหล่าดาราของเทียนเฉินกรุ๊ปและซูเอนเตอร์เทนเมนต์ก็เดินปะปนเป็นสีสันท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ในมือถือแก้วแชมเปญและพยายามขยับขยายคอนเนกชั่นของตัวเองให้กว้างขึ้น เพราะการรู้จักคนเพิ่มขึ้นหนึ่งคนก็เท่ากับมีเส้นทางให้เลือกเดินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง

ไม่แน่ว่าอาจจะได้เจอกับนายทุนที่ยินดีลงทุนสร้างภาพยนตร์ให้ตัวเองก็เป็นได้?

ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์หรือผู้กำกับชื่อดังจดจำได้?

ถังเฟิงไม่ชอบงานเลี้ยงค็อกเทลสักเท่าไร หนึ่งเพราะว่าความสามารถในการดื่มแอลกอฮอล์ของเขาแย่มาก เนื่องจากเหตุผลเรื่องสุขภาพ เขาแทบจะไม่แตะแอลกอฮอล์เลย สองคืองานเลี้ยงค็อกเทลที่ภายนอกดูสวยหรูมักจะซุกซ่อนเรื่องของผลประโยชน์เอาไว้ แต่ในเมื่ออยู่วงการนี้ การอาศัยงานเลี้ยงค็อกเทลเพื่อทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ก็ถือเป็นวิชาบังคับของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานสังคมบางงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถังเฟิงก็ไม่ปฏิเสธ การอยู่ในวงการนี้ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวเป็นคนมีคุณธรรมสูงส่ง คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่คุณต้องมีเพื่อนที่มีฝีมือจำนวนมากพอถึงจะไม่ถูกคนอื่นกลบมิด

งานเลี้ยงค็อกเทลครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองการร่วมมือกันระหว่างเทียนเฉินกรุ๊ปของลู่เทียนเฉินและซูเอนเตอร์เทนเมนต์ของซูฉี่เฉิง เจ้านายใหญ่ของทั้งสองบริษัทจึงกลายเป็นบุคคลที่คนทั้งงานให้ความสนใจมากที่สุด แต่คนที่ถูกจับจ้องมากที่สุดน่าจะเป็นเกอเฉินผู้เป็นที่รักใคร่ชอบพอของเจ้านายใหญ่ทั้งสอง เกอเฉินชอบสวมสูทสีขาวเอามากๆ  แม้แต่ในงานเลี้ยงค็อกเทลก็ยังสวมสูทสีขาวสวยหรู ยิ่งทำให้ดูงามสง่าไร้ที่ติราวกับดอกบัวสีขาวที่สะอาดใสปราศจากมลทิน

แต่มันดูจืดชืดไปหน่อยไหม

ทุกครั้งที่เห็นเกอเฉินซึ่งมีใบหน้าขาวซีดสวมเสื้อผ้าสีขาวทั้งชุด ถังเฟิงมักจะรู้สึกอยากเข้าไปถามไถ่สุขภาพของอีกฝ่าย งดงามก็ส่วนงดงาม แต่ยังขาดความองอาจในแบบผู้ชาย

เขายอมรับว่าเขามีอคติและรู้สึกเป็นศัตรูกับเกอเฉิน เพราะการตายของร่างนี้กับเกอเฉิน มีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างดิ้นไม่หลุด

“คุณแน่ใจนะว่าจะเดินจับมือผมออกไป?” ถังเฟิงยืนเลิกคิ้วถามอยู่ชั้นบน

หนึ่งในเจ้าภาพของงานเลี้ยงค็อกเทลอย่างชาลส์เป็นคนเสนอสถานที่จัดงานในครั้งนี้ ดังนั้นเขาจึงมีห้องรับรองส่วนตัวซึ่งคนอื่นไม่มี ชาลส์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับหนุ่มลูกครึ่งสวมสูทสไตล์อังกฤษทำให้ดูสง่าผ่าเผยยิ่งขึ้น บวกกับไม้คทาอีกอันยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเป็นกษัตริย์ของประเทศไหนสักประเทศ

“ฉันชอบสายตาชื่นชมแกมอิจฉาที่ผู้คนส่งมาให้” ชาลส์มองพิจารณาชายหนุ่มที่เปลี่ยนมาสวมชุดสูทขึ้นๆ ลงๆ  สีดำที่เข้าคู่กับสีน้ำเงินเข้มทำให้ถังเฟิงดูสง่างามและหรูหรามีระดับไม่น้อย ชุดสูทที่สั่งตัดตามขนาดตัวช่วยขับเน้นรูปร่างที่น่าอิจฉาของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี ทำให้รูปลักษณ์โดยรวมดูมีชีวิตชีวาราวกับเจ้าชายแห่งอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้วสักอาณาจักร

ความจริงแล้วหากจะเปรียบเทียบกับเกอเฉินซึ่งลู่เทียนเฉินและซูฉี่เฉิงกำลังตามจีบอยู่นั้น ชาลส์รู้สึกว่าถังเฟิงยังทำให้เขาชื่นชอบได้มากกว่าเสียอีก แต่เอาเถอะ บางทีนี่อาจจะเป็นความแตกต่างทางด้านรสนิยมระหว่างซีกโลกตะวันออกและตะวันตกก็ได้?

แต่ชาลส์ก็คิดมาตลอดว่ารสนิยมและสายตาของเขานั้นไม่เลวเลย

ผลของการใช้ชีวิตมาสามสิบเจ็ดปีแล้วเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ จากนั้นกลับมาเกิดใหม่ด้วยสาเหตุที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ก็คือ ถังเฟิงในตอนนี้ไม่ใส่ใจความคิดของคนภายนอกแม้แต่น้อย คนเรามีชีวิตอยู่ก็ควรจะมีอิสระได้ทำตามอำเภอใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงชื่นชมความเป็นอิสระของชาลส์

“เชิญ” ชาลส์จัดเนกไทแล้วยื่นมือมาทางชายหนุ่มตามแบบฉบับสุภาพบุรุษ

ถังเฟิงจับมือตอบ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลางามสง่าสองคนเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกัน ชั่วขณะนั้นสายตาหลายคู่ของผู้ร่วมงานพากันจ้องมองมายังพวกเขา ภาพดังกล่าวทำให้ถังเฟิงรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยเป็นซูเปอร์สตาร์อีกครั้ง ชีวิตที่อยู่ภายใต้การจับจ้องของแฟนภาพยนตร์และสื่อมวลชน

ประหม่า? ไม่ใช่แน่นอน

การโปรยยิ้มกว้างเปี่ยมเสน่ห์อย่างมีมารยาทและเป็นธรรมชาติ นี่คือจุดแข็งของเขา

ชาลส์จูงมือชายหนุ่มเดินตรงไปหาลู่เทียนเฉินและซูฉี่เฉิง โดยไม่ถามความสมัครใจของถังเฟิงสักคำ แต่เอาเถอะ บางทีหนุ่มลูกครึ่งที่ภายนอกดูเป็นสุภาพบุรุษและไม่จริงจังกับทุกเรื่องคนนี้อาจจะแค่เห็นผู้กำกับหลี่เวยและภรรยาของเขากำลังยืนอยู่ข้างลู่เทียนเฉินก็เป็นได้ แต่ถังเฟิงไม่คิดว่าผู้กำกับหลี่เวยจะยืนคุยกับลู่เทียนเฉินตลอดทั้งคืนหรอก และคิดว่าการพุ่งเข้าไปหาตรงๆ แบบนี้ไม่น่าจะส่งผลดีอะไร

ถังเฟิงแอบถลึงตาใส่ชาลส์ที่มีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า เจ้าหมอนี่พาเขามาร่วมงานเลี้ยงค็อกเทล นอกจากจะซื้อใจเขาด้วยการมอบโอกาสให้เขาได้ใกล้ชิดผู้กำกับหลี่เวยในงานนี้แล้ว ดูเหมือนยังอยากรอชมละครสักฉากด้วย

ชั่วร้ายที่สุด ไม่มีใครดีเลยสักคน

 

“ไฮ! ผมคิดว่าผมคงไม่ได้รบกวนการสนทนาของพวกคุณใช่ไหม” ชาลส์กล่าวด้วยรอยยิ้มและบุคลิกที่มีเสน่ห์เหลือล้น ปากเอ่ยขอโทษ แต่กลับลากถังเฟิงเข้าร่วมวงสนทนาแล้ว ถังเฟิงเลือกที่จะหุบปากเงียบ เพียงแค่พยักหน้าทักทายทุกคนตามมารยาท

“ผมขอแนะนำก่อน นี่เพื่อนของผม ถังเฟิง” ชาลส์แนะนำเขาให้รู้จักกับผู้กำกับหลี่เวยและภรรยาอย่างกระตือรือร้น แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่คิดจะปล่อยให้ชายหนุ่มโดดเดี่ยว

ตามปกติแล้วดาราที่มีอายุเท่าเขาควรจะทำตัวยังไงกันนะ ครั้งแรกที่ได้เจอกับผู้กำกับใหญ่คนเก่งก็น่าจะหัวหมุน พูดตะกุกตะกัก หรือทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว หรือไม่ก็แสดงความกระตือรือร้นมากเกินพอดีจนอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ

ถังเฟิงไม่รู้ว่าชาลส์อยากดูละครลิงหรือแกล้งหยั่งเชิงเขา ดูจากความสนิทสนมของชาลส์กับลู่เทียนเฉินแล้วไม่แน่ว่าทั้งสองอาจเคยพูดคุยถึงเขามาก่อนแล้วก็ได้ และเขาเชื่อมั่นว่าชื่อ ‘ถังเฟิง’ ที่ออกมาจากปากของลู่เทียนเฉินต้องไม่ใช่ตัวเขาในปัจจุบันอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เขาไม่สนใจหรอกว่าลู่เทียนเฉินที่คุ้นเคยกับ ‘ถังเฟิง’ คนนั้นจะมองเขายังไง ในเมื่อได้เกิดใหม่ทั้งทีเขาก็ต้องใช้ชีวิตตามแนวทางที่ตัวเองอยากทำสิ ไม่คิดจะเลียนแบบคนอื่นด้วยการสวมบทบาทเป็น ‘ถังเฟิง’ แน่นอน

ภาพยนตร์น่ะแสดงอยู่บนจอภาพ ไม่ใช่ในชีวิตทั้งชีวิตของเรา

“สวัสดีครับผู้กำกับ สวัสดีครับคุณนายหลี่ ผมถังเฟิงครับ ยินดีมากที่ได้พบพวกคุณ” ถังเฟิงกล่าวอย่างไม่ได้ถ่อมตัวหรือเย่อหยิ่งเกินไป กิริยาท่าทางชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าไม่เลว

เมื่อก่อนถังเฟิงเคยพบผู้กำกับหลี่เวยและภรรยามาก่อนแล้ว เขารู้ดีว่าผู้อาวุโสสองท่านนี้ไม่ชอบงานสังคมและไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า หากพูดเยอะเกินไปก็รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเสียเปล่าๆ  แนะนำตัวง่ายๆ ตามมารยาทก็เพียงพอแล้ว

“คุณชื่อถังเฟิงหรือ” คุณนายหลี่ประหลาดใจเล็กน้อย

“คุณนายหลี่ก็มีเพื่อนชื่อนี้เหมือนกันหรือครับ” ต้องมีอยู่แล้ว ก็ตัวเขาในอดีตนี่ไงล่ะ

คุณนายหลี่ยิ้มเล็กน้อย ดวงตาฉายแววโศกเศร้าที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก “อืม บังเอิญฉันมีเพื่อนที่ชื่อถังเฟิงเหมือนกัน บุคลิกของคุณกับเขาก็คล้ายกันมากเสียด้วย”

ทว่าพวกเขาไม่ได้สนทนาเรื่องนี้กันนานนัก เพราะพวกซูฉี่เฉิงรีบพูดเรื่องภาพยนตร์ขึ้นมาเสียก่อน แต่ก็เป็นอย่างที่ถังเฟิงคิดนั่นแหละ คนที่ไม่ชอบงานสังคมย่อมไม่ชอบพูดคุยเรื่องงานในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน ผู้กำกับหลี่เวยตอบอย่างขอไปที ถังเฟิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ บางครั้งก็รู้สึกได้ว่าผู้กำกับมองมาทางเขา

ในขณะที่คนรอบกายต่างพูดคุยกัน แล้วคุณแค่ยืนฟังอยู่เงียบๆ  มันกลับกลายเป็นการดึงดูดความสนใจจากคนอื่นแทน นี่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้กำกับหลี่เวยจดจำหรือประทับใจในตัวเขาจนยากที่จะลืมได้

ถังเฟิงมีข้อดีที่คนอื่นไม่มี นั่นคือเขามีประสบการณ์และฝีมือการแสดง ทั้งยังเคยเห็นต้นฉบับบทภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยมาก่อน ดังนั้นเขาพอจะรู้ว่าผู้กำกับกำลังมองหานักแสดงแบบไหน

ขณะนั้นภายในงานเลี้ยงมีเสียงเพลงจังหวะแทงโก้ดังขึ้นพอดี

“ชาลส์ ไม่เชิญผมออกไปเต้นรำหน่อยหรือ” ถังเฟิงมองชายหนุ่มข้างกาย ในหนังมีฉากหนึ่งที่นักแสดงนำทั้งสองคนเต้นแทงโก้ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของเรื่องด้วย และบังเอิญว่าคุณนายหลี่ก็เป็นสุภาพสตรีที่ชื่นชอบการเต้นแทงโก้เช่นกัน

บางครั้งต่อให้พูดมากแค่ไหนก็สู้ลงมือทำให้เห็นจริงไม่ได้

เพียงแต่ว่า…

“ฉันไม่ค่อยถนัดแนวแทงโก้” ชาลส์ดันตัวลู่เทียนเฉินเข้ามา “แต่เทียนเฉินเป็นแชมป์เต้นรำเลย เขาต้องยินดีเต้นกับนายสักเพลงแน่”

“ประธานลู่ไม่ต้องฝืนใจก็ได้ครับ” ล้อเล่นใช่ไหม จะให้เต้นรำกับภูเขาน้ำแข็งลูกนี้เนี่ยนะ?

“ไม่ฝืนใจเลย เชิญ” นึกไม่ถึงว่าลู่เทียนเฉินจะลุกขึ้น เกอเฉินที่อยู่ใกล้กันดื่มเหล้าเงียบๆ แต่สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

 

 

บทที่ 10

 

ทหารมาตั้งทัพสู้ น้ำมาก่อทำนบกั้น ผู้ชายที่ใช้ชีวิตมาสามสิบกว่าปีมีหรือจะกลัวรุ่นน้องที่ยังอายุไม่ถึงสามสิบ?

ในเมื่อลู่เทียนเฉินยอมยื่นมือออกมาก่อน ถังเฟิงก็ใจกว้างพอที่จะตอบรับคำเชื้อเชิญของอีกฝ่ายอย่างไม่อิดออด

มือของลู่เทียนเฉินโอบเอวเขาไว้ ดูจากท่าทางเช่นนั้นแล้วเขาคงไม่คิดจะเต้นเป็นฝ่ายหญิง ถังเฟิงยิ้มบางๆ ในแววตาสะท้อนภาพของผู้ชายตรงหน้าได้อย่างชัดเจนแล้วเอ่ยว่า “ผมไม่เต้นเป็นฝ่ายหญิง”

“ฉันนึกว่านายไม่เต้นแทงโก้ซะอีก” ลู่เทียนเฉินโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ออกแรงกระชับเอวของชายหนุ่มให้แน่นขึ้น การกระทำของลู่เทียนเฉินทำให้แผงอกของทั้งคู่แทบจะแนบชิดกัน ถึงจะฝืนใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้

คำพูดนี้ของลู่เทียนเฉินทำไมฟังแล้วดูเหมือนต้องการหยั่งเชิงเขาอย่างไรก็ไม่รู้

เสียงเพลงดังขึ้นเบาๆ เท้าย่างก้าวไปตามจังหวะ

ไม่ใช่ว่าเต้นรำเป็นฝ่ายหญิงไม่เป็น แค่ไม่อยากเต้นเท่านั้น แต่ก็ไม่คิดจะหักหน้าลู่เทียนเฉินเพียงเพราะเรื่องเต้นรำ

“บางทีประธานลู่อาจยังไม่รู้จักผมดีพอ” ถังเฟิงยิ้มบางพร้อมกับจับมือลู่เทียนเฉินไว้แน่น แววไม่พอใจวาบผ่านในดวงตาฝ่ายหลัง

จังหวะดนตรีเร่งเร้ายิ่งขึ้น ขาของทั้งคู่ก้าวพันเกี่ยวกันราวกับเถาวัลย์ เมื่อทั้งคู่เริ่มออกสเต็ปบรรยากาศรอบด้านก็เริ่มเปลี่ยนไป จังหวะการก้าวย่างอันงามสง่าและทรงพลัง การเต้นแทงโก้ระหว่างผู้ชายสองคน ราวกับกำลังแย่งชิงอำนาจระหว่างกันในแต่ละก้าวแต่ละท่วงท่า

“อ้อ…ดูเหมือนตอนนี้ฉันยังไม่รู้จักนายดีพอจริงๆ นั่นแหละ” ลู่เทียนเฉินหรี่ตา ทอประกายเย็นเยียบลอดออกมา ราวกับอีกฝ่ายต้องการมองลึกเข้ามาในแววตาของถังเฟิง แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงทะเลสาบอันเงียบสงบ อ่อนโยน และใสแจ๋วเหมือนทะเลสาบกลางฤดูร้อนที่มีหิ่งห้อยบินวนแข่งกันส่องแสงอย่างขวักไขว่

ระยะห่างของพวกเขาอยู่ใกล้กันมาก แผงอกแทบจะแนบชิดติดกัน แต่ดูราวกับเป็นศัตรูที่ต่างฝ่ายต่างพกอาวุธคมกริบและพร้อมจะฟาดฟันอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ ความขัดแย้งซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางการรุกไล่พัวพัน ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันและกันไม่หยุด

“มันก็ต้องคำนึงถึง ‘ความเหมาะสม’ ด้วย ห่างเกินไปก็ไม่ดี ใกล้เกินไปก็ไม่ดี คุณว่าจริงไหมครับ” มุมปากของถังเฟิงมีรอยยิ้มแต่งแต้ม คิดจะเล่นสงครามจิตวิทยากับเขามันไม่ง่ายไปหน่อยหรือ สำหรับผู้ชายที่ต้องทนทรมานกับโรคหัวใจมาสามสิบกว่าปี ข้อดีที่สุดก็คือมีจิตใจแข็งแกร่งมั่นคง ความสงบเยือกเย็นไม่ใช่แค่นิสัยหรือความเคยชิน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว

“ถ้าไม่ได้ยินกับหูตัวเอง ฉันคงไม่เชื่อว่าคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากนาย” ลู่เทียนเฉินเอ่ย

นี่เป็นคำชมหรือเปล่า ทำไมฟังดูแล้วเหมือนคำประชดประชันเลยแฮะ

ถังเฟิงดูแคลนลู่เทียนเฉินอยู่เงียบๆ  ถ้าไม่พอใจก็น่าจะบอกกันตรงๆ พูดจาวกไปวนมาแบบนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง ถ้าเขาอยู่ในตำแหน่งฐานะเดียวกับลู่เทียนเฉิน เวลาพูดคุยปกติคงไม่จำเป็นต้องคิดใคร่ครวญอะไรให้มาก นี่ขนาดแค่พูดกับดาราตกอับคนหนึ่งยังพูดจาแฝงความนัยขนาดนี้ ถ้าคุยกับคนอื่นลู่เทียนเฉินคงต้องใช้รหัสลับเลยสินะ

ถังเฟิงหัวเราะพร้อมเอ่ยโต้ “คุณก็ถือซะว่าผมถ่มน้ำลายเฉยๆ ก็แล้วกัน”

ลู่เทียนเฉินตะลึงงันไปชั่วขณะเหมือนโดนถังเฟิงทุบด้วยคำพูดประโยคนั้น คงนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังจะพูดล้อเล่นพร้อมรอยยิ้มได้ ใจกว้างจนแทบไม่เหมือนถังเฟิงคนนั้นที่เขารู้จัก

เสียงดนตรีหยุดลงพอดี

ถังเฟิงเป็นฝ่ายปล่อยมือลู่เทียนเฉินก่อน แต่อีกฝ่ายยังคงโอบเอวเขาเอาไว้

“ประธานลู่ ถ้าคุณไม่ได้คิดจะจูบผมก็ปล่อยได้แล้ว” ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ ถังเฟิงโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยแล้วกระซิบคำพูดสองแง่สองง่ามข้างหูชายหนุ่ม

ลู่เทียนเฉินเพียงแค่เหลือบมองถังเฟิงแวบหนึ่งแล้วค่อยๆ ปล่อยชายหนุ่มให้เป็นอิสระ ดูเอาเถอะ โดนลูกจ้างหยอกใส่ขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นภูเขาน้ำแข็งตายด้านอยู่อีก

ขณะที่ทั้งคู่กำลังจ้องหน้ากันอยู่ ชาลส์ที่รอชมละครสนุกๆ ก็เดินเข้ามาพอดี ‘อสุรกายในคราบมนุษย์’ ตนนี้ยื่นมือมาดึงถังเฟิงเข้าหาตัวเอง “เฮ้ ถ้าพวกนายสองคนจะบอกรักกันก็อย่าทำต่อหน้าฉันสิ ถ้าขืนยังมองตากันอยู่อีกจะโมโหแล้วนะ”

“คอแห้งแล้ว ไปหาเหล้าดื่มสักแก้วดีไหมครับ” ถังเฟิงหันไปหาชาลส์ เมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำว่า ‘เหล้า’ ก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วทั้งสองก็เดินเคียงกันออกไปจากฟลอร์เต้นรำ

 

ชาลส์ก็เหมือนกับผีเสื้อสวยๆ ตัวหนึ่งที่บินว่อนไปทั่วงานเลี้ยง รูปร่างสูงสง่าหล่อเหลาและบทสนทนาที่แฝงด้วยอารมณ์ขันของเขาดึงดูดพวกหนุ่มสาวให้เข้ามารุมล้อม รวมไปถึงบุตรสาวทายาทตระกูลดัง และดาราเล็กๆ จากหลายสังกัดอีกหลายคน ถังเฟิงรู้จักกาลเทศะดีจึงค่อยๆ ปลีกตัวออกมาก่อนจะโดนรุมทึ้งจนขาดอากาศหายใจตาย

ในมือถือแก้วแชมเปญ ชายหนุ่มเดินเอื่อยๆ ออกมาสู่ระเบียงกว้างของงานเลี้ยงเพียงลำพัง ลมเย็นยามค่ำพัดมากระทบใบหน้าอย่างแผ่วเบา ดุจผ้าชีฟองเนื้อบางเบาไร้รูปร่างปกคลุมทับอีกชั้น ยิ่งช่วยเพิ่มความลึกลับให้กับค่ำคืนนี้

เขาค่อยๆ เงยหน้าจิบของเหลวสีเหลืองทองอึกหนึ่ง กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งกระจายและร้อนวาบตั้งแต่ในโพรงปากไล่ลงไปถึงลำคอ

ท้องฟ้าโปร่งคืนนี้ดูสวยงามเป็นพิเศษ

ขอบฟ้าไกลโพ้นมีจันทร์เสี้ยวลอยแขวนอย่างโดดเดี่ยว ดวงดาวเกลื่อนกระจายเต็มท้องฟ้าดูแวววาวและล้ำค่าเป็นพิเศษเมื่ออยู่ท่ามกลางเมืองอันเร่งรีบที่มีแต่เหล็กกับคอนกรีต

คนบางคนเหมือนดาวตก ถึงแม้จะสวยงามแต่ก็พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว โด่งดังเพียงไม่นานก็ดับวูบ

คนบางคนเหมือนละอองดาวดวงเล็กๆ  แม้จะเปล่งประกายแวววาว แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางทะเลดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลกลับไม่สะดุดตา

มีเพียงจันทรา กวีสมัยโบราณร่ายบทกวีให้พระจันทร์ฟัง แต่ละบทแต่ละตอนล้วนระบายความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจ ส่วนตอนนี้มีเพียงถังเฟิงที่ยืนเหม่อมองดวงจันทร์

แค่เพียงเหม่อมอง ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่อยากระบาย และไม่คิดจะอ่านโคลงกลอนหรือแต่งบทกวีใดๆ แค่แวบแรกที่มองท้องฟ้าก็สะดุดตากับจันทร์เสี้ยวก็เท่านั้น

“ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ” ฉับพลันก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างกาย

ฉันไม่รู้จักนาย นายไม่รู้จักฉัน คนที่มาขัดบรรยากาศแบบนี้ส่วนมากมักมีเจตนาร้ายหรือไม่ก็มีอะไรแอบแฝง

“ประธานซู” ถังเฟิงละสายตาจากดวงจันทร์ ใบหน้ามีรอยยิ้มอบอุ่นแต้มอยู่อีกครั้ง ใบหน้าของเขาเปล่งประกายเฉียบคมหากยังไม่สูญเสียความนุ่มนวล แสงจันทร์อ่อนๆ ที่ส่องลงมายิ่งทำให้ดูอ่อนละมุน

ชั่วขณะที่ประสานสายตากับชายหนุ่ม นึกไม่ถึงว่าจะทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจสั่นไหว

“ผมน่าจะเป็นคนถามคำถามนี้มากกว่า ประธานซูล่ะครับมาทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียว”

“ข้างในอึดอัดมากน่ะสิ เลยออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง” ซูฉี่เฉิงหัวเราะ “นึกไม่ถึงว่านายก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน จริงสิ นายเต้นแทงโก้ได้ไม่เลวเลย ไม่เคยได้ยินเทียนเฉินพูดถึงมาก่อนเลยว่านายมีความสามารถด้านนี้ด้วย คมในฝักจริงๆ”

หากจะให้พูดจริงๆ ความประทับใจแรกพบกับซูฉี่เฉิงนับว่าไม่เลวเลย นุ่มนวล สง่างาม นิสัยดี แต่คนที่ดูไม่มีพิษมีภัยแบบนี้แหละที่ทำให้ถังเฟิงยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น

ความเย็นชาของลู่เทียนเฉินปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เหมือนอยากจะบอกกับทุกคนว่า ถ้าไม่อยากตายก็จงหลีกไปให้ไกลจากฉัน

ข้อเสียของชาลส์อยู่ที่แววตา เมื่อคุณสบตากับเขา ก็จะรู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะรับมือด้วยได้ง่ายๆ

ส่วนคนลักษณะแบบซูฉี่เฉิงเป็นจำพวกที่ถังเฟิงกลัวมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบคนนิสัยดี แต่เขานึกไม่ออกว่าผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นประธานบริษัทจะเป็น ‘คนดี’ ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสงบนิ่งตอนซูฉี่เฉิงเผชิญกับสถานการณ์ที่ ‘ลู่เทียนเฉินหลงรักเกอเฉิน’ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจชอบกล

หรืออาจเป็นเพราะซูฉี่เฉิงรักเกอเฉินมาก หรือไม่ก็เพราะเขาไม่ได้ใส่ใจชายหนุ่มคนนั้นตั้งแต่แรก

จนถึงตอนนี้ถังเฟิงยังตัดสินไม่ได้ว่าซูฉี่เฉิงเป็นคนประเภทไหน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าประธานซูคนนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะล่วงเกินได้ ถ้าหวังจะให้ชาลส์เป็นเกราะป้องกันตัว ยังสู้หาสุนัขสักตัวมาคุ้มกันข้างกายไม่ได้

“ประธานซูชมเกินไปแล้ว นักแสดงอย่างพวกเราถ้าไม่เรียนรู้เพิ่มเติมเอาไว้บ้างก็อาจโดนคนอื่นแย่งงานไปง่ายๆ”  ไม่ว่านายจะมีเป้าหมายอะไร ขอแค่ทางใครทางมันก็พอ ถังเฟิงหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

[1] โรนัลด์ แอนโทนีโอ หรือ รอนนี โอซุลลิแวน นักสนุกเกอร์อาชีพชาวอังกฤษ

Leave a Reply