Back to Home

บทที่ 11

 

“นายเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ความจริงแค่นายไม่แตะต้องเกอเฉินซะ เทียนเฉินก็คงไม่โหดร้ายกับนายขนาดนี้” ซูฉี่เฉิงเอ่ย

พูดมาตั้งนานที่แท้ก็มาคุยกับเขาเพื่อเกอเฉินหรอกหรือ ดูเหมือนว่า ‘ถังเฟิง’ คนก่อนจะกลั่นแกล้งเกอเฉินไว้ไม่น้อย แต่ดาราที่ปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในวงการบันเทิงได้ มีใครบ้างที่โดนดาราเล็กๆ กลั่นแกล้งได้ง่ายๆ  ขณะที่ซูฉี่เฉิงพูดเรื่องนี้ถังเฟิงก็ได้แต่พยายามรักษาท่าทีไว้เท่านั้น

“ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนผมกับเกอเฉินจะมีเรื่องเข้าใจผิดกัน เขาเป็นนักแสดงที่ดีคนหนึ่ง แล้วก็เป็นคนดีด้วย ตอนนี้ผมไม่ได้คิดร้ายอะไรกับเขาแล้ว และหวังว่าประธานซูจะเข้าใจว่าดาราตกอับอย่างผมก็ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย เมื่อก่อนหากเคยล่วงเกินอะไรไปก็หวังว่าประธานซูและเกอเฉินจะให้อภัย” ถึงอย่างไรก็ควรกล่าวขอโทษอย่างถ่อมตัวเอาไว้ก่อน

ท่าทางของถังเฟิงดูจริงใจ น้ำเสียงที่แฝงด้วยความจนใจยิ่งทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกสงสาร

ซูฉี่เฉิงตกตะลึงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ ฉันคิดว่าเกอเฉินเองก็คงไม่ถือสาหาความอะไร เขาไม่เคยกล่าวโทษนายเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นคนดีแล้วก็น่ารักมาก”

ฟังจากประโยคนี้แล้วคงจะจริงที่ว่าในสายตาคนรักแลเห็นไซซี[1]ในสายตาของซูฉี่เฉิงและลู่เทียนเฉิน เกอเฉินคงเปรียบเหมือนเทวดาสินะ ดังนั้นเทวดาเลยต้องสวมชุดสีขาว แล้วก็เป็นคนดีไร้ที่ติ

เขาคิดมาตลอดว่าคำพูดพวกนี้จะมีอยู่เฉพาะในบทละครซะอีก

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ใบหน้าขาวซีดสวมชุดสูทแบบตะวันตกสีขาว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ดูเหมือนหนุ่มสวยขี้โรค ไม่รู้ว่าเกอเฉินที่ทุกคนรักใคร่เดินออกมาจากห้องจัดเลี้ยงตั้งแต่เมื่อไร ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มละมุน ถ้าด้านหลังมีลำแสงสีขาวส่องออกมาด้วยก็คงเหมือนเทวดาตกลงมายังโลกมนุษย์จริงๆ

“ฉี่เฉิง ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้คนเดียว” เกอเฉินหัวเราะพร้อมกับเดินเข้ามาโอบซูฉี่เฉิงต่อหน้าถังเฟิง

ถังเฟิงจิบเหล้าอยู่ด้านข้างเงียบๆ  ทำไมเกอเฉินถึงคิดว่าซูฉี่เฉิง ‘อยู่ตรงนี้คนเดียว’ ได้ คิดว่าเขาเป็นเฟอร์นิเจอร์งั้นหรือ ไม่ใช่คนแล้วสินะ

“เทียนเฉินกำลังตามหาคุณอยู่ รีบเข้าไปเถอะ” รอยยิ้มนั้นราวกับเทวดา

ซูฉี่เฉิงขานรับด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข บอกลาถังเฟิงแล้วเดินเข้าไปด้านใน ดังนั้นจึงเหลือเพียงเกอเฉินและถังเฟิง ซูฉี่เฉิงเดินออกไปแล้ว แต่เกอเฉินกลับไม่ได้เดินตามไปในทันที

เกอเฉินยังคงยิ้มบางๆ แล้วเดินมายืนข้างถังเฟิง ถังเฟิงมีรูปร่างสูงเพรียว ส่วนเกอเฉินสูงแค่ไหล่เขาเท่านั้น จู่ๆ เขาก็มีความคิดแวบขึ้นมาว่าบางทีพวกซูฉี่เฉิงคงจะชอบคนตัวเล็กน่าทะนุถนอม

“ถังเฟิง ฉันนึกว่านายจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วซะอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนนายกำลังแสดงละครที่ไร้สาระและปัญญาอ่อนสิ้นดี ฉันต้องยอมรับว่าฝีมือการแสดงของนายดีขึ้นมาก แต่การแสดงพวกนั้นใช้ต่อหน้าฉันไม่ได้หรอก เทียนเฉินกับฉี่เฉิงอาจจะดูไม่ออก แต่ฉันมองเห็นเทคนิคการแสดงแบบโง่ๆ ของนาย ช่วยอยู่ให้ห่างจากฉี่เฉิงหน่อยนะ ถ้านายคิดจะเรียกร้องความสนใจจากเทียนเฉินละก็ ฉันขอบอกนายไว้เลย ถ้าเทียนเฉินเขาสนใจนายก็คงไม่ส่งนายไปนอนกับชาลส์หรอก” ‘เทวดา’ ของซูฉี่เฉิงบอกกับถังเฟิงพร้อมรอยยิ้มบางเช่นเดิม “ไม่ว่านายจะทำอะไรเขาก็ไม่มีทางรักนาย อย่าว่าแต่ตอนนี้นายยังสกปรกมากขนาดนี้”

ฟังคำพูดพวกนี้แล้ว คงเป็นเทวดาจริงๆ นั่นแหละ

“ฉันนอนกับชาลส์แล้วสกปรก ถ้าอย่างนั้นคนอย่างนายที่นอนกับซูฉี่เฉิง แล้วแอบไปมีอะไรกับลู่เทียนเฉินลับหลังคงสะอาดมากสินะ” ถังเฟิงเตือนสติอย่างสุภาพ “บนตัวของนายมีกลิ่นน้ำหอมของลู่เทียนเฉิน ทางที่ดีรีบไปเปลี่ยนชุดใหม่เถอะ”

เกอเฉินที่มีใบหน้าขาวซีดอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งซีดหนักกว่าเก่า เขาไม่พูดอะไรสักคำ จู่ๆ ก็เดินกระแทกชนถังเฟิง พวกเขายืนอยู่ใกล้กันมากจนถังเฟิงหลบไม่ทัน ผลสุดท้ายคือแก้วเหล้าในมือของทั้งสองฝ่ายเอียงสาดเลอะเต็มตัวทั้งคู่

จากนั้นเกอเฉินก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ถังเฟิงแอบถอนหายใจเบาๆ  ตอนนี้นอกจากเกอเฉินจะมีข้ออ้างในการเปลี่ยนชุดแล้ว เขายังสามารถพูดใส่ร้ายถังเฟิงให้ซูฉี่เฉิงและลู่เทียนเฉินฟังด้วย

ถังเฟิงรู้สึกเสียใจกับความปากไวของตัวเอง เกอเฉินกับลู่เทียนเฉินแอบคบหากันจริงๆ หากดูเหมือนมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าทั้งสองคนมีอะไรกันอย่างลับๆ  แต่เอาเถอะ ไหนๆ เขาก็เผลอปากไวตอบโต้เกอเฉินกลับไปแบบนั้นแล้ว ถ้าเกอเฉินเอาไปบอกลู่เทียนเฉิน ประธานลู่คนนั้นจะฆ่าปิดปากเขาหรือเปล่านะ

เมื่อกลับเข้ามาภายในงาน เกอเฉินและซูฉี่เฉิงก็กำลังจะกลับ เกอเฉินดาราใหญ่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมยังเป็นชุดสีขาวอีกล่ะเนี่ย ซูฉี่เฉิงมองถังเฟิงด้วยดวงตาที่แฝงแววตำหนิอย่างชัดเจน ทั้งสองคนเดินจากไปโดยไม่ได้กล่าวลาถังเฟิง

ถังเฟิงลอบถอนใจเบาๆ ลู่เทียนเฉินเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าเย็นชา

“ตามฉันมา” เขาเอ่ยสั้นๆ น้ำเสียงเคร่งขรึมและเย็นชามาก

ประธานลู่สั่งแค่นั้นแล้วหมุนตัวเดินนำขึ้นไปชั้นบน เขาทำได้เพียงเดินตามไป ใครใช้ให้ลู่เทียนเฉินเป็นเจ้านายของเขากันล่ะ เขาให้เสียวอวี่เช็กแล้ว ‘ถังเฟิง’ เซ็นสัญญากับเทียนเฉินกรุ๊ปเป็นเวลาแปดปี ตั้งแต่เริ่มสัญญาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาห้าปีแล้ว ยังเหลืออีกสามปี และเขายังไม่อยากถูกลู่เทียนเฉินพักงาน

ถึงเวลาที่ต้องเปิดใจพูดกับเจ้านายใหญ่คนนี้เสียแล้ว

“ปิดประตู” เมื่อเข้าไปในห้องพักรับรองขนาดใหญ่ ลู่เทียนเฉินก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ถังเฟิงเดินตามเข้ามาแล้วปิดประตูพร้อมกับเปิดไฟในห้อง ลู่เทียนเฉินนั่งลงบนโซฟาพลางมองมาทางเขาด้วยสายตาพินิจพิจารณา

“เรื่องส่วนตัวของคนอื่นไม่เกี่ยวกับผม คุณวางใจได้ ผมจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวของคุณไปบอกใคร” ถังเฟิงเริ่มพูดก่อน

“งั้นหรือ นายรู้เรื่องส่วนตัวอะไรของฉัน ไหนลองเล่าให้ฟังซิ” ลู่เทียนเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตาเลย

“ผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก ก็แค่พูดไปอย่างนั้น” ถังเฟิงหัวเราะพลางแบมือทั้งสองข้าง แล้วนั่งลงตรงข้ามลู่เทียนเฉิน “เมื่อก่อนพวกเราอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ตอนนี้มีโอกาสได้อยู่กับประธานลู่ตามลำพัง พวกเราน่าจะมาเปิดอกคุยกัน”

“อ้อ นายอยากพูดอะไรล่ะ” ลู่เทียนเฉินยกขานั่งไขว่ห้าง มือทั้งสองข้างกอดอก หลังพิงโซฟา จุดยิ้มเย็นที่มุมปาก

“แน่นอนว่าการมีคนตามตื๊ออยู่ข้างกายไม่หยุดหย่อนเป็นเรื่องน่ารำคาญ สำหรับเรื่องนี้ประธานลู่วางใจได้ เมื่อก่อนผมไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเลยทำอะไรล่วงเกินไปบ้าง แต่ตอนนี้และหลังจากนี้ผมจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีก” ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีแต่คนตามจีบเขา เขาไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มจีบใครก่อนเลย

ใบหน้าของลู่เทียนเฉินไม่แสดงความรู้สึกใดๆ  ถังเฟิงจึงพูดต่อ “ผมจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเคยมีเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ผมจำไม่ได้แล้ว คนที่มีตำแหน่งใหญ่โตอย่างประธานลู่คงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับดาราตัวเล็กๆ อย่างผมหรอกใช่ไหม เรื่องในอดีตพวกเราก็ปล่อยให้มันผ่านไป ได้ไหมครับ”

ถังเฟิงยื่นมือออกไปด้านหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คาดหวังว่าลู่เทียนเฉินจะจับมือตอบ แต่เขาได้พูดและทำในสิ่งที่ควรทำเรียบร้อยแล้ว ลู่เทียนเฉินก็น่าจะเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย

ลู่เทียนเฉินแค่มองถังเฟิง ฝ่ายหลังยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนตามมารยาทเอาไว้ แต่มือที่ยื่นค้างวางลงไม่ได้ก็เริ่มรู้สึกเมื่อย ถังเฟิงแอบด่าลู่เทียนเฉินอยู่ในใจ ตั้งใจแกล้งเขาใช่ไหมเนี่ย ขอร้องล่ะ รีบพูดอะไรออกมาสักคำเถอะ

“ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดพวกนี้จะออกมาจากปากนาย” สายตามองไปยังมือที่ยื่นออกมาของถังเฟิง ลู่เทียนเฉินโน้มตัวมาด้านหน้าพร้อมบีบมือชายหนุ่มอย่างแรง

ลู่เทียนเฉินแทบจะแนบชิดแก้มของถังเฟิง ลมหายใจอุ่นร้อนที่พ่นออกมาชวนให้รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย “ถังเฟิง ในที่สุดนายก็ฉลาดขึ้นแล้วจริงๆ สินะ เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเรื่องไหนไม่ควรฟัง ไม่ควรพูด ไม่ควรทำ”

“ขอบคุณประธานลู่ที่ให้โอกาสผม” ถังเฟิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงเขาจะเคยผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่พออยู่ต่อหน้าลู่เทียนเฉินก็ยังคงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากอีกฝ่าย

ลู่เทียนเฉินยิ้มเล็กน้อยแล้วจู่ๆ ก็ยื่นมือมาบีบคางถังเฟิง “อย่ามาเล่นตลก อย่าคิดว่านอนกับชาลส์แล้วนายจะได้เลื่อนขึ้นมาอีกระดับ สำเหนียกตัวหน่อย นอกจากหน้าตาและร่างกายที่มีอยู่ตอนนี้นายก็ไม่มีต้นทุนอะไรทั้งนั้น ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ยอมเปลือยกายขึ้นเตียงกับคนอื่นไม่ได้มีแค่นายคนเดียว”

ถังเฟิงสะกดโทสะและความอัปยศอดสูที่อัดแน่นเต็มอกเอาไว้ โชคดีที่เขาเคยชินจากการเป็นโรคหัวใจทำให้ไม่โกรธเคืองหรือโมโหใครง่ายๆ  คิดซะว่าสุนัขจรจัดเห่าหอนใส่อย่างบ้าคลั่งก็แล้วกัน

“ขอบคุณประธานลู่ที่ชี้แนะ” กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ลู่เทียนเฉินเดินจากไปแล้ว เหลือถังเฟิงนั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพังพร้อมยกมือแนบอก สิ่งที่พึ่งได้ตอนนี้ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้น

 

 

บทที่ 12

 

ก่อนหน้านี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง จู่ๆ พายุฝนก็สาดกระหน่ำ เมฆแผ่เข้าบดบัง หยาดฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบพื้นจนสะเก็ดน้ำแตกกระจาย ในอากาศเต็มไปด้วยความขมุกขมัว

“ฝนตกลมแรง ฟ้าร้องดังกึกก้อง ได้พบกับผู้กำกับหลี่เวยในวันที่มีอากาศเช่นนี้เป็นลางบอกเหตุว่าเกอเฉินของพวกเราจะโด่งดังฟ้าแลบจนสั่นสะเทือนไปทั้งวงการหรือเปล่าเนี่ย” ผู้จัดการส่วนตัวนามเพอร์รี่ ซึ่งแต่งตัวทันสมัยนั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับหันไปยิ้มให้กับชายชุดขาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง

“เพอร์รี่ คนที่มาออดิชั่นไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวนะ” เกอเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ความจริงนี่เป็นการออดิชั่นครั้งที่สองของเขาแล้ว

“นายทุนครั้งนี้มาจากต่างประเทศ” เพอร์รี่กล่าวแบบมองโลกในแง่ดี “จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าหนังของผู้กำกับหลี่เวยมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เกอเฉิน วันนี้ผู้กำกับเรียกคุณมาก็น่าจะพูดคุยคร่าวๆ เรื่องบท ในเมื่อผู้กำกับเลือกคุณแล้วก็แสดงว่าคุณเหมาะสมกับหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าหนังจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เกอเฉิน ครั้งนี้บริษัทก็เตรียมสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับบทพระเอก”

“ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่เคยได้ยินว่าผู้กำกับหลี่เวยเป็นคนที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาต้องการนักแสดงแบบไหนก็มักจะเป็นคนตัดสินใจเอง”

“ประธานลู่กับประธานซูช่วยกันสนับสนุน ตัวคุณเองก็ยอดเยี่ยม ต้องได้อย่างแน่นอน” เพอร์รี่กลับคิดว่าเกอเฉินกังวลมากเกินไป

เกอเฉินยิ้มนิดๆ แล้วมองทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างรถที่วิ่งฉิวผ่านไปไม่หยุด ความจริงแล้วคนลงทุนทำหนังเรื่องนี้ก็คือชาลส์ และตอนนี้เจ้าหมอนั่นก็คบอยู่กับชาลส์

 

สายฝนเทกระหน่ำ รถลีมูซีนสีดำจอดลงหน้าประตูโรงแรม ผู้ช่วยที่อยู่บนรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูรถและกางร่มสีดำคันใหญ่ เกอเฉินลงจากรถเงยหน้าขึ้นมองโรงแรม มาคราวนี้ผู้กำกับหลี่เวยคงพักที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ สถานที่ออดิชั่นเลยจัดที่โรงแรมด้วยเพื่อความสะดวก

“เกอเฉิน ผู้กำกับหลี่เวยรอคุณอยู่ที่ห้องประชุมชั้นสิบหก พวกเราจะรอคุณอยู่ข้างล่าง ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมนะ” เพอร์รี่กางร่มลงจากรถแล้วเดินมาหา

เกอเฉินหันกลับไปยิ้มให้เพอร์รี่ “อืม เข้าใจแล้ว ผมจะพยายาม”

ขณะนั้นเองก็มีรถอีกคันแล่นมาจอดหน้าประตูโรงแรม เกอเฉินหันกลับไปมอง คนสองคนลงมาจากรถ คนหนึ่งเป็นสาวสวยและมีชายหนุ่มร่างสูงตามลงมา เมื่อเห็นชายหนุ่มคนนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ถังเฟิงมาที่นี่ทำไมกัน

“ถังเฟิง ให้ฉันถือร่มเองค่ะ” เมื่อร่มกางออกหญิงสาวรูปร่างกะทัดรัดก็ต้องชูแขนสูงขึ้นอีกถึงจะบังฝนให้ทั้งคู่ได้

“เอาเถอะ ให้ผมถือดีกว่า” ถังเฟิงหยิบร่มจากมือหญิงสาว หนุ่มหล่อร่างสูงผุดรอยยิ้มอบอุ่นออกมา ราวกับสายน้ำที่กะเทาะน้ำแข็งของปลายฤดูหนาวซึ่งกำลังจะผ่านพ้นไปเพื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดูทั้งอบอุ่นและน่าหลงใหล

เรือนร่างสูงโปร่งเหมือนนายแบบ ขาเรียวยาวถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กสีดำ เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมาอีกหน่อยจะเห็นสะโพกเพรียวงอนวับแวมอยู่ใต้ชายเสื้อสูท นิ้วที่ถือร่มทั้งขาวทั้งเรียว บุคลิกและท่าทางแบบสุภาพบุรุษของเขาดึงดูดสายตาของสาวๆ ได้ไม่น้อย

เมื่อถังเฟิงเงยหน้าขึ้นก็ปะทะเข้ากับสายตาของเกอเฉิน มุมปากจึงยกยิ้ม “บังเอิญจริง”

เกอเฉินเพียงแค่พยักหน้าให้ถังเฟิงด้วยสีหน้าเย็นชา “นั่นสิ นายมากินข้าวที่นี่หรือ”

“เปล่า มีออดิชั่นงานน่ะ” ถังฟังตอบตามความจริง

ภายในลิฟต์ยังมีลูกค้าของโรงแรมอยู่ด้วย ทั้งสองคนจึงไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เลยไม่ต้องกระอักกระอ่วนฝืนใจหาเรื่องมาสนทนากัน

ชั้นหนึ่ง…ชั้นสอง…ชั้นสาม…ลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นด้านบน

ในหัวของถังเฟิงกำลังนึกย้อนถึงข่าวเกี่ยวกับเกอเฉิน อายุยี่สิบสี่ปีเข้าวงการด้วยการเป็นไอดอลวงเดียวกับเขา สามปีให้หลังก็แยกออกมารับงานเดี่ยว ภาพยนตร์เรื่องแรกได้รับบทพระเอก ปีนั้นได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ดีเด่น และหลังจากนั้นยังได้รับรางวัลอีกหลายรางวัลทั้งนักแสดงดาวรุ่งและนักแสดงยอดนิยม

เกอเฉินมีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขาดก็แค่ผลงานสร้างชื่อ ดาราคนหนึ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาก็ต้องอาศัยการช่วยโปรโมตของสื่อ แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหากต้องการยืนอยู่ในวงการนี้อย่างมั่นคง ถ้าไม่มีผลงานก็เท่ากับขาดรากฐาน ไม่มีทางก้าวต่อไปบนเส้นทางของซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล

เกอเฉินในตอนนี้มีข้อดีมากมายที่ถังเฟิงยังเทียบไม่ติด บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่สองแห่งร่วมกันผลักดันศิลปินคนเดียวกัน อีกทั้งยังอายุน้อยและมีประวัติที่ดี มีชื่อเสียงโด่งดัง ประกอบกับความพยายามของเจ้าตัว ไม่ว่าจะมองในด้านไหนก็มีแต่ข้อดีทั้งสิ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับตัวถังเฟิงเอง อดีตที่ย่ำแย่ ไม่มีผลงานโดดเด่น ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แถมยังมีปัญหากับประธานอีก ข้อดีข้อเดียวก็คือเขามีประสบการณ์และฝีมือการแสดงที่เกอเฉินไม่มี หากตัดปัจจัยภายนอกทิ้งไป ถังเฟิงยังเชื่อมั่นว่าอาศัยแค่ความสามารถของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยแล้ว

ลิฟต์หยุดที่ชั้นสิบหก ชายหนุ่มสองคนเดินตามกันออกมาจากลิฟต์และมุ่งหน้าไปทางห้องประชุม

ถังเฟิงมองแผ่นหลังของเกอเฉินแล้วอมยิ้มเล็กน้อย เจ้าเด็กคนนี้ยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เคยผ่านอุปสรรคอะไรมา เลยไม่รู้จักลดความหยิ่งยโสลงซะบ้าง

 

ภายในห้องประชุมมีคนอยู่ไม่น้อย เมื่อผู้กำกับหลี่เวยเห็นพวกเขาสองคนก็เอ่ยทักทาย เกอเฉินเข้าไปพูดคุยกับผู้กำกับอย่างสนิทสนม ผู้กำกับหลี่เวยเพียงแค่ยิ้มตอบ จากนั้นก็เรียกทั้งถังเฟิงและเกอเฉินไปอีกด้านหนึ่งเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัว

“เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายในต่างประเทศ ดังนั้นด้วยเนื้อหาของภาพยนตร์จึงต้องการนักแสดงนำที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว” ผู้กำกับหลี่เวยยิ้มเล็กน้อยขณะเล่าถึงหัวใจสำคัญของการออดิชั่นครั้งนี้ เมื่อผู้กำกับกล่าวประโยคนี้จบสีหน้าของเกอเฉินดูแย่ลงเล็กน้อย

“ที่จริงแล้วในภาพยนตร์จะมีนักแสดงนำชายสองคน นักแสดงชายอีกคนมาถึงแล้ว อีกสักครู่ผมจะให้พวกคุณสองคนเข้าฉากกับเขา” ผู้กำกับมองถังเฟิงและเกอเฉินอย่างครุ่นคิด “แค่ทำให้ดีที่สุดก็พอ”

“ผู้กำกับครับ ผมขอเสียมารยาทถามถึงเนื้อหาของภาพยนตร์ได้ไหมครับ” เกอเฉินถาม

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวยเรื่องนี้ถือว่าเป็นความลับสุดยอด ก่อนที่ทุกคนจะได้รับคำเชิญให้มาออดิชั่น ไม่มีใครเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อน หลังจากได้รับคำเชิญให้มาออดิชั่นก็ยังไม่เคยมีใครได้เห็นแม้แต่บทของภาพยนตร์เรื่องนี้

แน่นอนว่าก่อนถังเฟิงจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอย่างกะทันหันเขาเคยเห็นบทต้นฉบับของผู้กำกับหลี่เวยแล้ว ไม่รู้ว่าแบบนี้จะเรียกว่าโกงหรือเปล่า เขายิ้มบางๆ แต่ดูจากเงินรายได้และคำชื่นชมภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของผู้กำกับหลี่เวยแล้ว ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไรก็ต้องมีคนจำนวนไม่น้อยพยายามช่วงชิงและสู้สุดตัวเพื่อให้ได้รับบทบาทใดบทบาทหนึ่งในภาพยนตร์ของเขา

ตอนแรกเนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพและเวลาทำให้เขาปฏิเสธหลี่เวยไป แต่วันนี้เขาต้องมาต่อสู้กับคนอื่นอย่างสุดกำลังเพื่อให้ได้รับบทนี้

ผู้กำกับหลี่เวยยิ้มพร้อมบอก “ต้องขอโทษจริงๆ คุณต้องผ่านการทดสอบก่อนผมถึงจะเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ให้ทราบได้ สำหรับตอนนี้ผมอยากมั่นใจก่อนว่า ทั้งคู่ยินดีจะเข้ารับการทดสอบของผมหรือเปล่า และหลังจากผ่านการทดสอบแล้วจะยินดีรับกำหนดการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่”

“ผมยินดีครับ” ถังเฟิงโพล่งออกมา

เกอเฉินตะลึงเล็กน้อย และรีบตอบกลับอย่างไม่กล้าชักช้า “ผู้กำกับ ผมก็ยินดีครับ”

ถังเฟิงไม่ได้ใส่ใจเกอเฉิน เขาแค่กำลังคิดว่านักแสดงชายอีกคนที่ผู้กำกับหลี่เวยเลือกไว้แล้วคือใคร ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นดาราชายชื่อดังจากฮอลลีวูด

 

 

บทที่ 13

 

“ดีมาก” เมื่อทั้งเกอเฉินและถังเฟิงตอบรับ ผู้กำกับก็ปรบมือยินดีและเอ่ยกับทั้งคู่ว่า “ถ้าอย่างนั้นเชิญทั้งสองคนตามผมไปพบกับคุณจิโน่ก่อนเลย”

จิโน่?

เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวๆๆๆ จิโน่ที่ผู้กำกับหลี่เวยพูดถึงคงไม่ใช่ดาราอเมริกันที่ชื่อ ไมเคิล จิโน่ คนนั้นหรอกนะ?

“ผู้กำกับครับ ใช่ ไมเคิล จิโน่ หรือเปล่า คุณไมเคิล จิโน่ที่แสดงภาพยนตร์ซีรีส์ที่ทำสถิติรายได้มากที่สุดใช่ไหม!” ถึงแม้สาเหตุของอาการตกตะลึงจะแตกต่างกัน แต่เกอเฉินก็ถามคำถามที่ถังเฟิงอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้

คงไม่ใช่เจ้าจอมวายร้ายคนนั้นหรอกนะ!?

“ถูกต้อง นอกจากคุณจิโน่จะเป็นดาราใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดแล้ว เขายังเป็นนักแสดงที่ขยันตั้งใจและมีประสบการณ์มากคนหนึ่ง ไม่ว่าพวกคุณจะผ่านการออดิชั่นในครั้งนี้หรือไม่ แต่การได้พูดคุยกับเขาย่อมมีประโยชน์ต่อการทำงานของพวกคุณในอนาคต” ผู้กำกับหลี่เวยกล่าวด้วยแววตาอบอุ่นและให้กำลังใจ

เกอเฉินซ่อนความตื่นเต้นภายในใจเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนถังเฟิงกลับรู้สึกสับสน ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวยจะมีดาราฮอลลีวูดที่เขาเคยรู้จักมาร่วมแสดงด้วย เขายังเคยคิดว่าจะถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนความรู้กับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าหมอนั่น ไมเคิล จิโน่!

ถังเฟิงคิดว่าตัวเขาเองไม่ใช่คนที่คบกับคนอื่นยาก ถึงแม้จะเป็นโรคหัวใจแต่เขาก็ไม่เคยใช้เรื่องนี้มาสร้างกระแสหรือขอความเห็นใจจากใคร ในวงการภาพยนตร์เขาอาจจะไม่ได้เป็นที่รักของทุกคน หรือไปที่ไหนก็มีแต่คนอ้าแขนรับ แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ไม่เลวคนหนึ่ง

มีแค่ไมเคิล จิโน่ จอมวายร้ายสมควรตายคนนี้เท่านั้น เขาไม่รู้ว่าเขาไปล่วงเกินจิโน่ตอนไหน ทุกครั้งที่เจอหน้ากันไอ้หนุ่มหัวหมอคนนี้ถึงต้องตั้งใจเข้ามาพูดจาทำร้ายจิตใจเขาตลอด

 

เฮ้ ไฟนส์ รู้บ้างไหมว่าทำไมนายถึงชื่อไฟนส์ ฉันเคยเรียนภาษาจีนมา ฉันว่านายน่าจะชื่อ ถังหนี (ดาวนีย์)[2]มากกว่านะ’

ว้าว ถัง วันนี้นายแต่งหน้าสวยจริงๆ ฉันต้องจ่ายเท่าไรนายถึงจะยอมนอนกับฉันสักคืน’

 

ถ้าแถวนั้นมีคนอื่นอยู่ด้วย ถังเฟิงจะทำเพียงแค่ยิ้มตอบ แล้วหมุนตัวเดินจากไป โดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น

และถ้าแถวนั้นไม่มีใครอยู่ ถังเฟิงจะส่งหมัดให้จิโน่อย่างไม่เกรงใจ แต่สิ่งที่ทำให้ถังเฟิงรำคาญมากที่สุดก็คือ จิโน่เป็นหนุ่มอเมริกันรูปร่างบึกบึน มีกล้ามเนื้อและพละกำลังที่ตัวเขาเองไม่มี สามารถรับหมัดของเขาได้ทุกครั้ง แล้วหลังจากนั้นก็ยังแกล้งพูดล้อเขาต่อไป

เส้นทางที่ถังเฟิงก้าวเดินมาตลอดคือการทำงานศิลปะจนได้รับรางวัล ส่วนจิโน่ชอบเล่นหนังเชิงพาณิชย์ ทั้งสองคนเป็นนักแสดงที่อยู่คนละแวดวง แต่ไหนแต่ไรมาถังเฟิงไม่เข้าใจเลยว่าเขาเคยไปเหยียบตาปลาจิโน่เข้าตอนไหน เจ้าหมอนั่นถึงได้ชอบทำตัวเป็นวิญญาณร้ายคอยตามรังควานเขาไม่หยุดหย่อน

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวยในครั้งนี้ต้องเป็นงานศิลปะที่ได้รับรางวัลแน่นอน นึกไม่ถึงว่าจิโน่จะเปลี่ยนแนวทาง? หรือว่าเตรียมตัวคว้ารางวัลเพราะโกยเงินได้มากพอแล้วกันนะ?

ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ถังเฟิงรู้สึกกระสับกระส่ายในใจ เรื่องที่เขารังเกียจจิโน่ถึงแม้จะเกิดใหม่แล้วก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่นานผู้กำกับก็พาพวกเขาไปพบไมเคิล จิโน่ ชายคนนั้นดูไม่แตกต่างจากภาพในความคิดของถังเฟิงมากนัก ยังคงแต่งตัวหล่อเหลาทันสมัย ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็ได้รับเสียงกรี๊ดจากสาวๆ  นี่แหละคือจิโน่ ถึงแม้เขาจะรังเกียจผู้ชายคนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่นิตยสารตัดสินให้จิโน่เป็นหนุ่มเซ็กซี่อันดับหนึ่งของโลกเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

แต่ในโลกนี้ก็ยังมีผู้ชายหล่อๆ อีกนับไม่ถ้วน อย่างเช่นชาลส์ หรือลู่เทียนเฉิน เป็นต้น

“พวกคุณคุยกันไปก่อน” ผู้กำกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เกอเฉินทักทายจิโน่ด้วยอาการสั่นเล็กน้อย “สวัสดีครับ ผมชื่อเกอเฉิน ยินดีต้อนรับสู่ประเทศจีน ผมชื่นชอบหนังของคุณมาก ผมดูหนังทุกเรื่องที่คุณแสดงเลย” บทสนทนาเป็นไปตามมารยาท จิโน่ยื่นมือออกมาจับมือกับเกอเฉินอย่างเป็นมิตร ดูท่าทางเข้ากับคนง่ายมาก

ถังเฟิงแอบบ่นเงียบๆ อยู่ในใจว่า เจ้าอสุรกายในคราบมนุษย์เอ๊ย

ถ้าเทียบกับความอบอุ่นของเกอเฉินแล้ว ถังเฟิงที่ยืนยิ้มบางๆ อยู่ด้านข้างกลับดูแตกต่างจากคนอื่น ไม่นานจิโน่ก็สังเกตเห็นเขา

“นายล่ะ นายก็ชอบหนังของฉันเหมือนกันใช่ไหม” นัยน์ตาสีฟ้าของจิโน่มองมาที่ถังเฟิง

“ขอโทษนะ ฉันไม่เคยดูแม้แต่เรื่องเดียว”

คำตอบที่คาดไม่ถึงของถังเฟิงทำให้เกอเฉินตกตะลึงตาค้างอยู่ด้านข้าง เขาเหลือบมองถังเฟิง ในดวงตาสะท้อนแววตำหนิและดีใจที่คนอื่นทำพลาด เหมือนกำลังบอกว่านายทำให้คนจีนอย่างพวกเราขายหน้า

ถังเฟิงเองไม่ได้คิดอะไรมากเพราะถึงอย่างไรเขาก็พูดเรื่องจริง เขาแค่ไม่ชอบท่าทางของเกอเฉินที่แกล้งสำรวมทำตัวอ่อนน้อมเมื่อพบดาราต่างชาติ และเขาก็ไม่ชอบจิโน่คนนี้ด้วยที่ชอบพูดอะไรตามอำเภอใจโดยไม่คิด เมื่อก่อนจิโน่ชอบพูดเย้ยหยันเขา ภายหลังเขาเองก็พูดเย้ยกลับไปอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน และจบลงที่เขาเป็นฝ่ายทำให้จิโน่ถึงกับพูดไม่ออกอยู่เสมอ

แววตาสีฟ้าของจิโน่คู่นั้นดูเหมือนจะเปล่งประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง สายตาที่มองถังเฟิงเต็มไปด้วยความเย็นชาและขุ่นเคือง “นายนี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย”

คิดจะข่มเขาหรือ ไม้นี้เก็บไปใช้กับดาราเล็กๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับนายเถอะ

ถังเฟิงรู้ไส้รู้พุงของจิโน่ดี เขายิ้มเล็กน้อย “แล้วนายล่ะ นายเคยดูผลงานของฉันหรือเปล่า ชอบผลงานของฉันไหม”

เกอเฉินไม่เอ่ยปากห้ามสักคำ เขายืนอยู่เงียบๆ ราวกับกำลังรอดูละครสนุกๆ สักฉาก

และนี่ต้องเป็นละครที่มันมากฉากหนึ่ง

จิโน่ไม่โกรธ กลับหัวเราะเสียงดังพลางบอกว่า “ฉันไม่เคยดูผลงานของนาย แต่ตอนนี้ฉันได้พบกับนายแล้ว และฉันก็ชอบนายมากด้วย”

ถังเฟิงกล้าโต้คารมกับจิโน่เพราะรู้ว่าจิโน่คงไม่ขุ่นเคืองกับคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ของเขา แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถึงกับออกปากว่าชอบเขา หากเขาเองก็ไม่ได้ยึดถือเป็นจริงเป็นจังจึงหยอกล้อตอบกลับไป “ฉันเองก็ไม่เคยดูผลงานของนาย แต่ฉันก็ชอบนายมากเหมือนกัน” ซะเมื่อไรล่ะ

“ฮ่าๆๆ! จริงหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เราสองคนไปจดทะเบียนสมรสกันเลยไหม ท่าทางต้องเข้ากันได้แน่”

ถังเฟิงและจิโน่คุยกันด้วยภาษาอังกฤษตลอด บทสนทนาอันรัวเร็วของคนทั้งคู่ทำให้เกอเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ หาโอกาสแทรกลำบาก เหตุผลแรกคือฟังไม่ค่อยเข้าใจ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือพูดไม่ค่อยเก่ง เกอเฉินแอบมองถังเฟิงอย่างกังขา ในความทรงจำของเขา นอกจากถังเฟิงจะเป็นไอ้หน้าโง่ที่พูดไม่เก่งแล้ว กระทั่งบทสนทนาภาษาอังกฤษพื้นฐานง่ายๆ ยังมีปัญหาด้วย ไม่รู้ว่าไปฝึกพูดสำเนียงอเมริกันได้คล่องปากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

ซึ่งความจริงแล้วถังเฟิงคนปัจจุบันนอกจากจะพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันคล่องแล้ว แม้แต่สำเนียงแบบลอนดอนก็สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย

 

ทั้งสามคนคุยกันได้ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่มาเรียก เวลาของทุกคน (ยกเว้นดาราตกอับอย่างถังเฟิง) ต่างเป็นเงินเป็นทอง มีเวลาทำความรู้จักกันไม่มากนัก หลังจากผู้กำกับอธิบายรายละเอียดของการออดิชั่นเสร็จ ถังเฟิงก็รู้แล้วว่าทำไมผู้กำกับถึงอยากให้พวกเขาใช้เวลาทำความรู้จักกันก่อน เพราะว่าบททดสอบในการออดิชั่นครั้งนี้ง่ายและร้อนแรงมาก…จูบ!

จูบกับใครงั้นหรือ

ไมเคิล จิโน่!

ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ถ้าได้รับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ พวกเขาคงไม่ได้แค่จูบกันอย่างเดียวแน่นอน

 

“จูบโดยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง”

เกอเฉินทำหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด และไม่รู้ว่ากังวลเรื่องจูบหรือกังวลเรื่องอะไร ถังเฟิงมองเกอเฉินที่ผอมแห้งหัวโตเหมือนต้นถั่วงอก แล้วหันไปมองจิโน่ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ความจริงแล้วเขาอยากเห็นเกอเฉินรวบรวมความกล้าจูบจิโน่โดยที่คิดว่าจิโน่เป็นฝ่ายหญิงมากกว่า แต่ดูจากสถานการณ์เมื่อครู่แล้ว เกอเฉินน่าจะเป็น ‘ฝ่ายหญิง’

แค่…จูบกับจิโน่งั้นหรือ

ถังเฟิงเบะปากเล็กน้อย ตามหลักจรรยาบรรณของนักแสดงเขาปฏิเสธไม่ได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ไม่ค่อยชอบใจเช่นกัน ถ้าตอนนี้มีหัวหอมสักสองหัว เขายินดีกินหัวหอมก่อนแล้วค่อยจูบกับจิโน่

ผู้กำกับบอกให้ทุกคนเตรียมตัว คู่แรกคือเกอเฉินกับจิโน่

ทันใดนั้นเองก็มีแขกที่คาดไม่ถึงมาเยือนห้องประชุม ลู่เทียนเฉินในชุดสูทเรียบกริบเดินเข้ามาด้านใน ถังเฟิงไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเจ้านายมาหาตน ทว่าคนที่มีฐานะเป็นเจ้านายของเขาก็ไม่ได้คิดจะมาดูเขาจริงๆ แต่มาดูเกอเฉินต่างหาก ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี

ถังเฟิงยิ้มเล็กน้อย ลู่เทียนเฉินมาดูผู้ชายที่ตัวเองชอบจูบกับชายอื่นอย่างนั้นหรือ

 

 

บทที่ 14

 

ลู่เทียนเฉิน แขกผู้มาเยือนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวไม่ได้มารบกวนการออดิชั่นแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับที่วางไว้ คนแรกที่เข้าฉากจูบกับจิโน่คือเกอเฉิน เมื่อผู้กำกับตะโกนสั่งแอ็กชั่นชายหนุ่มทั้งสองคนก็สวมกอดกัน ดูจากรูปร่างและความสูงของเกอเฉินแล้ว ต่อให้ทำตัวอวดเบ่งยิ่งกว่านี้ แต่พอมายืนอยู่ต่อหน้าจิโน่ที่มีร่างกายสูงใหญ่ก็ดูคล้ายนกตัวเล็กๆ เข้าไปเกาะอิงแอบมนุษย์[3]

ไหนจะสีหน้าที่เหมือนหนุ่มสวยขี้โรคนั่นอีก ยิ่งทำให้นี่ดูขัดกับบุคลิกของเกอเฉินเข้าไปใหญ่

ในมุมมองของมืออาชีพ การแสดงของเกอเฉินนับว่าไม่เลวเลย ถึงแม้เขาจะไม่ได้แสดงท่าทางที่ชวนให้คิดว่ากำลังจูบกับอีกฝ่ายที่เป็นผู้หญิง แต่บังเอิญจับคู่กับจิโน่ จีนกับตะวันตก คนหนึ่งอรชรอ้อนแอ้นน่าเอ็นดู อีกคนหล่อเหลาสูงใหญ่กำยำ ถังเฟิงถอนหายใจเบาๆ  ความจริงแล้วการจับคู่เช่นนี้เมื่อมองผ่านเลนส์ก็เป็นภาพที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ภาษาอังกฤษของเกอเฉินไม่ดีก็เรียนเพิ่มได้ เทคนิคการแสดงของเกอเฉินอาจยังไม่เข้าขั้น แต่บางครั้งสิ่งที่ผู้กำกับต้องการก็คือความใสซื่อและความสดใหม่เช่นนี้นี่แหละ

ถึงแม้ถังเฟิงจะเป็นพระเอกภาพยนตร์ และเป็นนักแสดงทรงคุณวุฒิที่ได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมองข้ามคู่แข่งไปได้อย่างสบายใจ เขามัวแต่ตั้งใจดูเกอเฉินและจิโน่จูบกันอยู่ในฉากจนไม่ทันได้สังเกตว่าลู่เทียนเฉินมองเกอเฉินอยู่พักหนึ่งในช่วงแรกๆ แต่หลังจากนั้นกลับเอาแต่จ้องมองถังเฟิงตลอดเวลา

จริงจัง เคร่งขรึม กับถังเฟิงที่ลู่เทียนเฉินไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“ดีมาก ไม่เลวเลย”

เมื่อแสดงจบแล้วผู้กำกับหลี่เวยก็เอ่ยชมว่าไม่เลว ถังเฟิงเผลอเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว หลังจากเกิดใหม่นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาออดิชั่น เขาต้องกล้าเผชิญกับความเป็นจริง ว่าเขาในตอนนี้ไม่ใช่ราชาจอเงินอะไรอีกแล้ว แต่เป็นเพียงดาราตกอับตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ย่อมต้องรู้สึกตื่นเต้นบ้างเป็นธรรมดา

และจิโน่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็มองออกเช่นกัน

“นายกำลังตื่นเต้น เพราะต้องจูบกับฉันใช่ไหม การแสดงของพวกเราจะถูกบันทึกเทปเอาไว้ ถ้านี่เป็นการจูบกับผู้ชายครั้งแรกของนาย งั้นก็ให้ฉันจัดการเองแล้วกัน ถ้ารู้สึกไม่สบายใจที่ต้องจูบกับฉันก็หลับตาซะ” จิโน่สอดมือทั้งสองข้างเข้ามาที่ลำคอ คลี่ยิ้มพลางมองถังเฟิง เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกันมาก่อนจึงทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องห่วงว่าอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจคำพูดของตน

คำพูดของจิโน่ทำให้ความตื่นเต้นของถังเฟิงหายวับไปในพริบตา เขาอดไม่ได้ที่จะตอบกลับไปว่า “หวังว่าอีกเดี๋ยวนายจะไม่เผลอแสดงเป็นฝ่ายหญิงก็แล้วกัน”

ถังเฟิงกล้าเผชิญหน้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเขา ความจริงแล้วจิโน่มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างหาตัวจับยาก วงการบันเทิงไม่เคยขาดแคลนคนหล่อ แต่หน้าตาของจิโน่สามารถทำให้คนเห็นแค่ครั้งเดียวก็ยากที่จะลืมเลือน

จิโน่เหลือบมองถังเฟิงด้วยหางตาที่ทอประกายระยับ ดวงตาสีฟ้าจางใสกระจ่างดุจคริสตัล เปลือกตาสองชั้นชัดเจนตามแบบฉบับผู้ดียุโรป จมูกโด่งเป็นสันช่วยเสริมให้ใบหน้าโดยรวมดูดีขึ้นไม่น้อย รูปหน้าเหมาะเจาะราวกับผลงานศิลปะที่ผ่านมือจิตรกรชั้นเอก ประกอบกับผมสั้นสีน้ำตาลทองด้วยแล้ว

ช่างเป็นผู้ชายเซ็กซี่ที่หล่อเหลา อายุน้อย มีชีวิตชีวา และแฝงด้วยความภูมิฐาน

ถังเฟิงรู้ว่าจิโน่หล่อมาก พอได้มามองใกล้ขนาดนี้ก็ยิ่งเสียดายความหล่อของชายหนุ่ม มิน่าล่ะ เจ้าหมอนี่ถึงได้รับรางวัลหนุ่มเซ็กซี่อันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี

“ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย” ผู้กำกับหลี่เวยยืนอยู่หลังกล้อง มองการแสดงของชายหนุ่มทั้งคู่ผ่านเลนส์ เวลานี้ผู้กำกับไม่มีท่าทีอ่อนโยนหรือทำตัวตามสบายแบบเมื่อกี้นี้แล้ว กลายเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจและจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า

“ครับ ผู้กำ…” ยังพูดไม่ทันจบก็ต้องเบิกตากว้าง ถังเฟิงยกสองมือขึ้นดันอกอีกฝ่ายอย่างฉับพลันตามสัญชาตญาณ ยังไม่ทันจะพูดว่าเริ่ม จู่ๆ จิโน่ก็จูบเขาเสียแล้ว

ไอ้ชั่วช้า ไร้ยางอาย!

ถังเฟิงไม่ยอมตกเป็นรอง เขาอ้าปากแล้วสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดเพื่อช่วงชิงตำแหน่งฝ่ายรุก เขายื่นมือไปเหนี่ยวคอจิโน่ หลับตาแล้วบดจูบตอบ ภายในใจคิดว่าตอนนี้เขากำลังจูบหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่ง…

จากนั้นเล็บของจิโน่ก็ถือโอกาสจิกลงบนบั้นท้ายของเขา

เมื่อชายหนุ่มสองคนต่างฝ่ายต่างชิงเป็นฝ่ายรุกไล่จูบโดยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์อย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่มีใครยอมให้อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายหญิง และไม่ยอมถูกอีกฝ่ายกดดันให้เป็นฝ่ายหญิงด้วย

บางทีนี่อาจจะเป็นภาพที่ผู้กำกับอยากเห็นเพื่อดูว่าใครกันแน่ที่เป็น ‘ผู้ชายตัวจริง’

ถังเฟิงยึดมั่นในความคิดนี้อย่างหนักแน่นและไม่แปรเปลี่ยน ต่อให้รังเกียจการจูบกับจิโน่ แต่เขาก็เปิดปากสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากของอีกฝ่ายเพื่อแย่งชิงเป็นฝ่ายรุก

เพียงแต่บางครั้งคนที่มีอายุและประสบการณ์มากก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเทคนิคการจูบที่ดีกว่า

ไม่นานถังเฟิงก็รู้สึกเหมือนจะรับมือกับวิธีการจูบอันร้อนแรงไม่ไหว ทุกอณูในโพรงปากถูกจิโน่จู่โจมอย่างเร่าร้อนรุนแรง กรงเล็บของจอมบ้ากามคนนี้ยังคงเคล้นคลึงสะโพกเขาไม่หยุดหย่อน ระดับความเร่าร้อนสูงกว่าจูบง่ายๆ กับเกอเฉินเมื่อครู่นี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายเริ่มอ่อนระทวย ลมหายใจติดขัด เผลอไผลตามสัมผัสของจิโน่และอิงซบลงบนไหล่ของเขาโดยไม่รู้ตัว

ราวกับเป็นศัตรู ราวกับกำลังต่อสู้ขับเคี่ยว และแฝงด้วยความลึกลับจนยากจะคาดเดา ผู้กำกับหลี่เวยบันทึกภาพการจูบอันเร่าร้อนที่ปรากฏบนจอไว้เรียบร้อยแล้ว…

จูบของบางคน ต่อให้เร่าร้อนสักแค่ไหนก็ไม่น่าสนใจ

จูบของบางคน แค่ริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของคนมองเต้นรัวแรง

สำหรับชายหนุ่มสองคนที่เพิ่งได้เจอกันเป็นครั้งแรก จูบที่เร่าร้อนและแผดเผาเช่นนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ชมซึ่งอยู่รอบข้างสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของอากาศที่พุ่งสูงขึ้น

ภาพที่เปิดเปลือยความรู้สึกอันเต็มไปด้วยความสับสนและส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงปรากฏต่อสายตาผู้ชมโดยไม่มีการสงวนท่าทีแม้แต่น้อย

คนที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบก่อนคือถังเฟิง ชายหนุ่มอ้าปากหอบหายใจ ร่างกายราวกับโดนสูบพลังไปเกือบหมด อีกนิดเดียวก็จะอ่อนยวบล้มฟุบลงไปกับพื้นแล้ว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนกลีบดอกกุหลาบ ถึงแม้จะตกเป็นรอง แต่ดวงตาทั้งสองข้างยังพยายามที่จะรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้

สภาพของจิโน่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แววตานั้นแฝงรอยยิ้มอยู่ลึกๆ  สองมือยังไม่ยอมผละจากร่างของชายหนุ่ม กลับกอดแน่นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ถังเฟิงถลึงตาใส่ แต่พอสายตาเกรี้ยวกราดราวกับจะฆ่าคนปรากฏอยู่ในดวงตาฉ่ำเยิ้มกลับยิ่งทำให้ดูเย้ายวนกว่าเดิม จิโน่เลิกคิ้วเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ถังเฟิงผลักชายหนุ่มออกจากตัวแล้วเดินหลบไปด้านข้าง บิดฝาขวดน้ำแล้วเงยหน้าดื่ม เนื่องจากร่างกายร้อนผ่าวจนแทบทานทนไม่ไหว

ผู้กำกับหลี่เวยยังไม่ได้ประกาศผลการออดิชั่นในทันที แค่บอกให้ทุกคนกลับไปรอการติดต่อทางโทรศัพท์อีกครั้ง

ตอนออกมาเกอเฉินและลู่เทียนเฉินเดินมาด้วยกัน ไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยกันเรื่องอะไร ส่วนถังเฟิงเลือกเดินลงบันไดเพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนเมื่อต้องอยู่กับสองคนนั้นในลิฟต์

“น่าตายนัก!” ถังเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ  เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการต่อสู้กับจิโน่เมื่อครู่นี้ ถังเฟิงก็รู้สึกล้มเหลวมาก

ถ้าแพ้ตั้งแต่วันออดิชั่นรอบแรก เขาก็ไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว นี่เป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่งที่ผู้กำกับหลี่เวยจะประกาศรับสมัครนักแสดงในประเทศจีน นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะทำพลาดเสียเอง

ไม่ได้ ไม่ว่าการออดิชั่นครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ เขาก็ต้องกลับไปฝึกฝนเทคนิคการจูบให้มากขึ้น โดนผู้ชายด้วยกันจูบจนหัวหมุนนับว่าเป็นเรื่องแย่มาก!

 

จากชั้นสิบหกลงมาถึงชั้นหนึ่งใช้เวลาไม่นานนัก สายฝนด้านนอกยังคงเทกระหน่ำ และไม่มีวี่แววว่าจะเบาลงเลย

“เสียวอวี่ล่ะ” ถังเฟิงยืนมองอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ด้านนอกไม่เห็นแม้แต่เงาของเสียวอวี่ รถก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ขณะที่เขากำลังจะกดโทรศัพท์หาเสียวอวี่พลันมีรถสปอร์ตสีดำมันปลาบแล่นมาจอดลงตรงหน้า

กระจกรถเลื่อนลงช้าๆ ลู่เทียนเฉินมองออกมาด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมเอ่ย “ขึ้นรถ”

“ไม่รบกวนประธานลู่ดีกว่าครับ เสียวอวี่จะมารับผม” ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงไม่กลับไปพร้อมเกอเฉินกันนะ ความรังเกียจที่ลู่เทียนเฉินมีต่อเขาทำให้ถังเฟิงปฏิเสธโดยอัตโนมัติ

“ฉันสั่งให้เธอกลับไปแล้ว นายจะรอเรียกแท็กซี่ที่นี่ หรือจะขึ้นรถ?” น้ำเสียงนั้นติดจะรำคาญเล็กน้อย

ฉันก็ไม่ได้ขอให้นายไปส่งฉันสักหน่อย ใครใช้ให้นายสั่งให้เสียวอวี่กลับไปล่ะ

ถังเฟิงมองออกไปด้านนอก ฝนตกหนักขนาดนี้ต่อให้มีรถแท็กซี่ผ่านไปมาแต่ก็มีคนนั่งหมดแล้ว การโบกรถแท็กซี่ในสภาพอากาศเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

 

บทที่ 15

 

ด้านนอกหน้าต่างมีฟ้าร้องฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบกระจกรถเย็นเฉียบดังเปาะแปะ เพิ่งเป็นเวลาบ่ายแต่สีท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับวันอวสานของโลก

ถังเฟิงเท้ามือข้างหนึ่งยันแก้ม มองตัวเมืองที่โดนสายฝนซัดสาดนอกหน้าต่าง เส้นผมสีดำตกลงมาเคลียแก้มทำให้ใบหน้านั้นดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เส้นโค้งจากปลายคางถึงลำคองดงามราวกับหงส์ดำผู้เย่อหยิ่ง

ที่ปัดน้ำฝนบนกระจกหน้ารถปัดไปมาด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เม็ดฝนตกลงมาแล้วถูกปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ภายในรถเก็บเสียงได้ดีมาก คนที่นั่งอยู่ในรถแทบไม่ได้ยินเสียงของโลกภายนอก ส่งผลให้ภายในรถตอนนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้ชายสองคน เงียบสงัดจนชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ชายหนุ่มสองคนนี้ไม่ใช่คนที่จะตกอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วนได้ง่ายๆ

คนหนึ่งขับรถอย่างสงบเยือกเย็น อีกคนหนึ่งนึกถึงการออดิชั่นเมื่อครู่จนไม่ได้สนใจคนที่กำลังขับรถอยู่แม้แต่น้อย

“นายเป็นใคร” ภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงัดจู่ๆ ก็มีเสียงโพล่งขึ้นมา เสียงเบาและนุ่มนวลแต่เหมือนระเบิดดังอยู่ข้างหูถังเฟิง

“ประธานลู่ ผมคือถังเฟิง ลูกจ้างของคุณ” ถังเฟิงตั้งใจลงน้ำหนักที่คำสุดท้าย ถ้านายยังเป็นประธานบริษัทและคิดว่าฉันเป็นลูกจ้างของนาย ขอร้องว่าอย่าแสดงอาการดีใจกับคนของบริษัทอื่นต่อหน้าฉันเลย

ถังเฟิงรู้อยู่แก่ใจว่าลู่เทียนเฉินไม่ได้ถามถึงประเด็นนี้ แต่ตัดสินใจว่าจะแกล้งโง่ให้ถึงที่สุด เพราะต่อให้ไปตรวจดีเอนเอก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาคือถังเฟิงได้

“นายกำลังต่อว่าว่าฉันไม่เห็นนายเป็นลูกจ้างงั้นหรือ” ชายหนุ่มคล้อยตามบทสนทนา

“ผมเองที่ทำหน้าที่ลูกจ้างได้ไม่ดี” ถังเฟิงดึงสายตากลับมาจากนอกหน้าต่างแล้วพิงศีรษะกับพนักนุ่มๆ  เขาหรี่ตาลง ถึงแม้ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมือง S มากนักแต่เขาก็มั่นใจว่าถนนเส้นนี้ไม่น่าใช่ทางกลับคฤหาสน์ของชาลส์

“นายเข้าใจก็ดีแล้ว” ลู่เทียนเฉินกล่าวอย่างทะนงตน

ถังเฟิงพยายามอดทนเก็บอาการอยากมองค้อนตากลับ แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ประธานลู่ คุณแน่ใจนะว่าถนนเส้นนี้เป็นทางส่งผมกลับบ้าน?”

“ที่แท้นายก็เห็นคฤหาสน์ของชาลส์เป็นบ้านของตัวเองไปแล้วหรือ แต่มันก็แค่เดือนเดียวเท่านั้น พอถึงเวลานายก็ต้องย้ายออกมา” ลู่เทียนเฉินยังคงขับรถต่อไปโดยไม่ตอบคำถามของถังเฟิง

เรื่องย้ายออกมันแน่นอนอยู่แล้ว การอยู่กับชาลส์หนึ่งเดือนเป็นสัญญาที่ถังเฟิงคนก่อนรับปากไว้ ยังดีที่ชาลส์เป็นคนที่ไม่เลวเลย

ตอนนี้เมื่อเขาคิดได้ว่าถังเฟิงคนก่อนเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในกำมือของลู่เทียนเฉินก็ได้แต่ทอดถอนใจ ในโลกนี้คงหาเจ้านายที่ทำตัวเหมือนลู่เทียนเฉินคนนี้ไม่ได้ง่ายๆ

ถังเฟิงเลือกที่จะปิดปาก เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้พูดถ้อยคำร้ายกาจออกไป เพราะสัญญาจ้างงานของเขายังขึ้นอยู่กับลู่เทียนเฉิน

 

รถยนต์แล่นเข้าไปภายในร้านอาหารหรูหรามีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ถังเฟิงเคยมาตอนที่ยังเป็นซูเปอร์สตาร์ รสชาติไม่เลว ราคายิ่งน่าดูเข้าไปใหญ่

เจ้านายลู่ที่ขี้เหนียวและใจดำจะเลี้ยงข้าวเขาอย่างนั้นหรือ ถังเฟิงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเขา

“สายตาของนายเหมือนจะบอกว่า คนขี้งกอย่างฉันไม่มีทางเลี้ยงข้าวลูกจ้างเด็ดขาด” จู่ๆ ลู่เทียนเฉินก็หัวเราะขึ้นมา ผู้ชายคนนี้ปกติแล้วดูขี้เก๊ก แต่พอมายิ้มแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ถังเฟิงรู้สึกว่าเขาหล่อขึ้น กลับน่าขนลุกด้วยซ้ำ

“ประธานลู่ สายตาของผมพูดไม่ได้” ถังเฟิงมองประตูรถ เห็นอยู่ชัดๆ ว่ายังล็อกกลอน ลู่เทียนเฉินไม่ปลดล็อก เขาก็ลงจากรถไม่ได้ คนสองคนอยู่ในรถต้องการจะทำอะไรกันแน่

“ฉันว่าแววตาของนายพูดอะไรได้เยอะเลย” ลู่เทียนเฉินกวักมือเรียกถังเฟิง

ถังเฟิงมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ

“จูบ” หนึ่งคำสั้นๆ ง่ายๆ เปล่งออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ประธานลู่ คุณกำลังพูดอะไร” เมื่อครู่เขาต้องหูฝาดแน่ๆ

“จูบ” ลู่เทียนเฉินยื่นมือออกไปกดไหล่ถังเฟิง “เหมือนที่นายจูบจิโน่เมื่อกี้”

“ทำไมครับ” ในเมื่อนายรังเกียจฉันซะขนาดนั้น

“เทคนิคการจูบของนายแย่มาก ขายขี้หน้า”

นี่มันเหตุผลบ้าอะไรกัน งั้นเกอเฉินไม่แย่กว่าหรือ ทำตัวอย่างกับนกกระทาตัวเล็กๆ ไม่มีแรงจะปัดป้องอยู่ในอ้อมกอดของจิโน่ อย่างน้อยเขาก็ต้านทานได้นานกว่าหน่อยแหละน่า

ให้จูบก็จูบๆ ไปแล้วกัน

ถังเฟิงมองลู่เทียนเฉินที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ นิ้วเคาะประตูรถแล้วยกมุมปากขึ้นสูง “ที่แท้ประธานลู่ก็ต้องการจะชี้แนะผมด้วยตัวเองนี่เอง นับว่าเป็นเกียรติของผมแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะจูบกันตอนนี้หรือว่าหลังกินอาหารเสร็จดีล่ะครับ”

ขณะพูดถังเฟิงก็โน้มตัวไปใกล้ลู่เทียนเฉินมากขึ้นโดยไม่มีท่าทีเขินอายสักนิด

ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนอนุบาลถังเฟิงก็ไม่เคยรู้จักคำว่าอายอีกเลย นายเป็นผู้ชาย ฉันก็เป็นผู้ชาย นายจูบฉัน ฉันก็จูบนาย ลู่เทียนเฉินนิสัยแย่แต่หน้าตาไม่ได้แย่ ปกติออกไปข้างนอกขอจูบสาวสวยสักคนยังต้องเลี้ยงเหล้า แต่ประธานลู่ใจกว้างขนาดไหน นอกจากจะเลี้ยงข้าวเขาแล้วยังยอมให้จูบฟรีๆ อีก

ถ้าลู่เทียนเฉินรู้ว่าในใจถังเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่ตอนนี้คงกระอักเลือดตายเป็นแน่

คงเพราะคิดไม่ถึงว่าถังเฟิงจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แววตาของลู่เทียนเฉินจึงฉายแววไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่มาเร็วก็หายไปเร็วเหมือนดาวตก

“ว่าไงครับประธานลู่” มือของนายกดไหล่ฉัน มือของฉันก็กดไหล่นายเหมือนกัน

ถังเฟิงยิ้ม มือสองข้างเกาะอยู่บนไหล่ของลู่เทียนเฉิน ในแววตายั่วยิ้มสะท้อนภาพใบหน้าอันเย็นชาของอีกฝ่าย

“ก็แค่ล้อเล่น” ลู่เทียนเฉินเอ่ยเสียงเย็นด้วยสีหน้าที่ดูไม่มีวี่แววล้อเล่นสักนิด จากนั้นจึงปล่อยมือจากถังเฟิงแล้วปลดล็อกประตู

เมื่อเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ลอบหัวเราะลำพองในใจคนเดียวพอ เพราะการเอ่ยวาจาอย่างได้คืบจะเอาศอกไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดเขาทำกัน ถังเฟิงยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติแล้วเปิดประตูรถก้าวออกไปโดยไม่พูดถึงเรื่องที่ลู่เทียนเฉินเป็นฝ่ายล่าถอยเมื่อกี้นี้อีก

คนเราก็ต้องไว้หน้ารักษาเกียรติกันบ้าง ถังเฟิงใจดีพอที่จะให้เกียรติลู่เทียนเฉินอยู่แล้ว

 

ร้านอาหารตกแต่งอย่างพิถีพิถันตามสไตล์ย้อนยุค ดูจากวัตถุโบราณที่วางตกแต่งอยู่รอบๆ ร้านก็รู้ได้เลยว่าอาหารของที่นี่คงราคาไม่เบา พนักงานสาวในชุดกี่เพ้านำทางอยู่ด้านหน้า ดูเหมือนลู่เทียนเฉินจะจองที่นั่งไว้แล้ว

ด้านบนประตูมีป้ายแขวนไว้เขียนว่า : สวนพักผ่อน

เมื่อผลักประตูออกไปก็เห็นสวนเล็กๆ ที่ด้านบนเปิดโล่ง ดอกไม้ใบหญ้าที่จัดแต่งด้วยน้ำมือมนุษย์ดูงดงามและเรียบง่าย สะพานเล็กๆ มีน้ำไหลผ่านยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบ สวนเล็กๆ แห่งนี้เป็นห้องส่วนตัว ตรงกลางสวนจัดวางโต๊ะเก้าอี้หวาย ตรงนั้นมีคนคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว

ชาลส์ที่กำลังนั่งไขว้ขาดูโชว์ศิลปะการชงชาหันมากวักมือให้ถังเฟิงและลู่เทียนเฉินที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามา

ตอนนี้ถังเฟิงเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ว่าลู่เทียนเฉินอยากจะเลี้ยงข้าวเขาหรอก แต่น่าจะเป็นชาลส์ที่ให้ลู่เทียนเฉินรับเขาติดรถมาด้วย

ชาลส์เป็นคู่รักที่ดีและมีรสนิยม ถังเฟิงยิ้มแล้วทักทายอีกฝ่าย แน่นอนว่าต้องเลือกนั่งข้างชาลส์ ส่วนลู่เทียนเฉินนั่งฝั่งตรงข้าม

โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ด้านซ้ายของถังเฟิงคือลู่เทียนเฉิน ด้านขวาคือชาลส์ ด้านหน้ามีสาวสวยกำลังแสดงศิลปะการชงชา

ชาลส์โบกมือให้สาวสวยออกไป แล้วสั่งให้ยกอาหารมาเสิร์ฟได้

“ที่รัก การออดิชั่นวันนี้เป็นยังไงบ้าง” ชาลส์ถามไปตามเรื่อง ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

“ก็โอเค” เช่นเดียวกัน ถังเฟิงเองก็ไม่ชอบคุยเรื่องงานขณะกินข้าว เขาและชาลส์เหมือนกันในเรื่องนี้ ในเมื่อไม่มีใครสนใจว่างานของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร คำพูดตามพิธีรีตองก็ตัดทิ้งไปเถอะ

ชาลส์หัวเราะแล้วพูดต่อหน้าลู่เทียนเฉิน “ฉันคิดว่านายเหมาะกับจอเงินมากกว่าเกอเฉิน ดูใบหน้านี้สิ ถ้าเป็นภาพขยายใหญ่ต้องน่าหลงใหลมากแน่นอน”

ถังเฟิงดื่มชาแล้วตอบอย่างสบายๆ “แจกันดอกไม้ขยายใหญ่อีกร้อยเท่าก็ยังคงเป็นแจกันดอกไม้ไม่ใช่หรือ”

“ผู้ชายที่ชาลส์ถูกใจจะเป็นแค่แจกันดอกไม้ได้ยังไงกัน” นานๆ ลู่เทียนเฉินจะเอ่ยชมถังเฟิงสักครั้ง

บรรยากาศเช่นนี้แปลกประหลาดจนถังเฟิงรู้สึกทนไม่ได้ ยังดีที่ชายหนุ่มอีกสองคนต่างก็เป็นคนฉลาด คุยกันเรื่องนี้ไม่กี่คำก็เปลี่ยนหัวข้อ แต่เรื่องเหล่านั้นกลับทำให้ถังเฟิงยิ่งทนไม่ได้เข้าไปใหญ่

เรื่องอาวุธ เรื่องค้าของเถื่อน เรื่องลงทุนทำหนังเพื่อฟอกเงิน…เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ถังเฟิงก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ …อืม อาหารรสชาติดีมาก

 

 

[1] เป็นสำนวนหมายถึงในสายตาของคนรักย่อมเห็นอีกฝ่ายสวยงามหรือสมบูรณ์แบบที่สุด ไซซีหรือซีซือ เป็นชื่อหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามแห่งประวัติศาสตร์จีน

[2] ชื่อของถังเฟิงในร่างเก่าคือ ไฟนส์ ถัง ตัวอักษร 唐 (ถัง) ที่ใช้เป็นตัวเดียวกับ ถัง ใน ถังหนี ซึ่งคือชื่อ ดาวนีย์ (Downey) ในภาษาอังกฤษ

[3] เป็นสำนวน มักใช้กับผู้หญิงหรือเด็กที่มีท่าทางน่ารักเหมือนนกตัวเล็กๆ โดยในสมัยก่อนจะเปรียบสตรีกับนกน้อย ด้วยมีความน่ารักบอบบางเหมือนกัน ส่วนคนจะหมายถึงบุรุษที่แข็งแรงองอาจสามารถดูแลปกป้องสตรีได้

Leave a Reply