Back to Home

บทที่ 16

 

ถ้าจะใช้คำว่าแปลกประหลาดมาบรรยายบรรยากาศภายในรถก็ไม่ได้เกินเลยไปสักนิด แต่อาจจะมีเพียงเสียวอวี่ที่นั่งอยู่เบาะหลังเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ ชาลส์ที่เป็นคนขับและถังเฟิงที่นั่งอยู่ด้านข้างสนทนากันอย่างเป็นธรรมชาติมาตลอดทาง

วันนี้ต้องไปที่สถานีโทรทัศน์ถ่ายรายการ ‘คนรักในฝัน’ ที่ตกลงนัดหมายเอาไว้ก่อนหน้านี้ นี่เป็นรายการโทรทัศน์ชื่อดังที่มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ การหาคู่แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ได้ยินว่าทางบริษัทเป็นคนรับงานนี้ให้ถังเฟิง ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้ถึงก่อนเวลาห้ามสายเด็ดขาด ดาราตกอับตัวเล็กๆ อย่างถังเฟิงมีเสียวอวี่เป็นผู้จัดการส่วนตัวก็ไม่เลวแล้ว จะเอารถประจำตำแหน่งมาจากไหน ครั้งก่อนที่ไปออดิชั่นภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยก็ได้คนขับรถของชาลส์ไปส่ง

ตอนแรกชาลส์กำลังนั่งดื่มชาและอ่านหนังสือพิมพ์ พอได้ยินถังเฟิงบอกว่าจะไปบริษัทก็ขันอาสาขับรถไปส่ง ทีแรกเสียวอวี่จะปฏิเสธ แต่ถังเฟิงกลับตอบรับไปเสียก่อน ในเมื่อมีคนไปส่งแล้วจะโบกแท็กซี่ไปทำไม

เสียวอวี่แค่ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างถังเฟิงกับชาลส์ ประธานลู่กำชับเธอด้วยตัวเองว่าไม่ต้องพูดมาก เธอจึงได้แต่เงียบไว้

“รายการนี้ชื่อรายการอะไร” ชาลส์ถามขณะจับพวงมาลัยด้วยสองมือ

ถังเฟิงนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เป็นรายการหาคู่ รู้สึกว่าจะชื่อ ‘คนรักในฝัน’ น่ะ”

“คนรักในฝันงั้นหรือ” ชาลส์หัวเราะเยาะ

“เป็นรายการที่ดังมากในตอนนี้ค่ะ โดยเชิญหญิงสาวธรรมดามานัดเจอกับดาราชาย แต่ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้เขากำลังจะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ถ้าถังเฟิงได้ไปออกรายการต้องดังขึ้นแน่นอนค่ะ” เสียวอวี่อธิบายแทรกเข้ามา แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่าถ้าดาราโดนหญิงสาวธรรมดาปฏิเสธคงขายหน้าน่าดูจริงไหม ด้วยเหตุนี้ดาราชายที่ไปออกรายการจึงเผชิญกับผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามชื่อเสียงของแต่ละคน

คนที่มีชื่อเสียงมากหน่อยก็สามารถหัวเราะได้จนถึงตอนจบ คนที่ไม่โด่งดังนักก็มักจะถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกๆ  ส่วนถังเฟิงที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมาย อย่างมากก็คงไปได้สักครึ่งทาง

แต่บางครั้งบางคราวก็มีม้ามืดโผล่มาเช่นกัน ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ดังเป็นพลุแตกจากรายการนี้

ถังเฟิงเพียงแค่ยิ้ม ดูเหมือนช่วงนี้รายการกำลังเตรียมปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการใหม่เพื่อกระตุ้นเรตติ้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบไหน เรื่องที่เขาจะไปร่วมรายการก็เป็นสิ่งที่กำหนดไว้แน่นอนแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร เขาแค่อยากรักษารายได้และความถี่ในการออกโทรทัศน์เอาไว้เท่านั้น เรื่องอาศัยรายการโทรทัศน์จนโด่งดังเป็นพลุแตกไม่เคยอยู่ในความคิดของถังเฟิงเลย

การออดิชั่นภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร

 

เมื่อถึงสถานีโทรทัศน์ ชาลส์ที่ช่วงนี้ดูว่างจนเกินเหตุก็เดินตามเข้าไปด้วย หรือจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือมาเดินเล่นนั่นเอง

ถังเฟิงนั่งอยู่ในห้องทำงานของทีมงานเพื่อรอพบผู้ผลิตและผู้จัดรายการ ตอนแรกบอกว่าวันนี้มาอัดรายการ แต่เอาเข้าจริงคือมาพูดคุยกับทีมงานของรายการก่อน ซึ่งความจริงแล้วการออกรายการสักรายการหนึ่งก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อันดับแรกคือต้องรู้ก่อนว่าซีซั่นสามของรายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และต้องเซ็นสัญญารักษาความลับด้วย

คนรักในฝัน…เป็นรายการโทรทัศน์ชื่อดังที่มีชื่อเสียงจากการนัดคนธรรมดามาออกเดตกับดารา ซีซั่นแรกมีหัวข้อว่า ‘เจ้าชายขี่ม้าขาวกับดาราสาว’ โดยจะคัดเลือกชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมมานัดเดตกับดาราสาว แล้วให้ดาราสาวแต่ละคนวางอุบายหาทางจีบทั้งอย่างโจ่งแจ้งและลับๆ  เมื่อเริ่มฉายซีซั่นแรกก็ได้เรตติ้งอันดับหนึ่ง ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นรายการวาไรตี้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนั้น

หัวข้อของซีซั่นที่สองคือ ‘ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายขี่ม้าขาว’ โดยนำหญิงสาวธรรมดามาแปลงโฉมและนัดเดตกับดาราชายที่เป็นขวัญใจมหาชน ซีซั่นนี้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าซีซั่นแรกเสียอีก และมีแนวโน้มว่าจะดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ตอนสุดท้ายจะออกอากาศในสัปดาห์หน้า และการสิ้นสุดของซีซั่นหนึ่งก็เท่ากับการเริ่มต้นของซีซั่นใหม่

ดูจากรูปแบบการทำงานของรายการนี้แล้ว ‘คนรักในฝัน’ ซีซั่นสามคงไม่ใช้หัวข้อ ‘เจ้าชายกับดาราสาว’ หรือ ‘ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชาย’ ซ้ำอีก น่าจะเป็นหัวข้อใหม่เลยสินะ?

“ขอโทษนะคะ ปล่อยให้รอซะนาน!”

หญิงสาวร่างเล็กที่ใต้ตามีรอยคล้ำให้เห็นเด่นชัด สวมแว่นกรอบดำอันใหญ่ มัดผมหางม้า และหอบปึกเอกสารเดินเข้ามาอย่างเร่งร้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหวังหนาน เป็นโปรดิวเซอร์รายการ ‘คนรักในฝัน’ ยินดีมากที่ได้พบคุณ” หญิงสาววางเอกสารและยื่นมือออกมาทักทายพร้อมรอยยิ้ม

ถังเฟิงจับมือตอบตามมารยาท แต่ข้างในกลับรู้สึกประหลาดใจ ไม่นึกว่าโปรดิวเซอร์รายการจะอายุน้อยขนาดนี้

“สวัสดีครับ ผมชื่อถังเฟิง” กล่าวพร้อมยิ้มตามมารยาท

“รายละเอียดส่วนใหญ่ทางเราติดต่อกับบริษัทของคุณเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับรายการของเรา แต่มีบางเรื่องที่ดิฉันจำเป็นต้องบอกคุณก่อน และต้องขอความเห็นชอบจากคุณด้วย” ผู้ผลิตรายการดันกรอบแว่นเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและรัวเร็วขัดกับบุคลิกภายนอก

“หัวข้อรายการในซีซั่นสามของเราไม่ใช่การจับคู่ผู้หญิงกับผู้ชาย แต่เป็นผู้ชายกับผู้ชาย โดยเป็นการนัดเดตระหว่างชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมกับดาราชาย หัวข้อความรักของคนเพศเดียวกันต้องดึงดูดความสนใจได้มากแน่ๆ แต่มันอาจจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคุณ ดังนั้นจึงอยากให้คุณลองพิจารณาดูให้ดีแล้วค่อยให้คำตอบกับพวกเราอีกครั้ง”

ผู้ผลิตรายการยื่นเอกสารให้ถังเฟิง “นี่คือสัญญาและเอกสารแนะนำรายการบางส่วน คุณเอากลับไปอ่านก่อนก็ได้นะคะ ยังไม่จำเป็นต้องรับปากตอนนี้”

เมื่อมือทั้งสองข้างรับรู้ได้ถึงน้ำหนักก็มีเอกสารเพิ่มเข้ามาในมืออีกหลายชุด ถังเฟิงตกตะลึงเล็กน้อย

หัวข้อของซีซั่นสามคือผู้ชายกับผู้ชาย?

“ถังเฟิง หรือว่า…หรือว่าควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกทีคะ เรากลับไปปรึกษาทางบริษัทก่อนเถอะค่ะ” เสียวอวี่กล่าวขณะก้มมองข้อมูลในมือ นี่เป็นรายการที่ดีรายการหนึ่ง เนื้อหาของซีซั่นนี้ก็น่าจะดังเปรี้ยงปร้างแน่นอน ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีคนจับตาดูมากมาย และนั่นก็หมายความว่าผู้ที่เข้าร่วมรายการอาจจะดังตามไปด้วย เรื่องแบบนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เสียวอวี่ไม่สงสัยความสามารถของถังเฟิง ตัวเธอรู้ดีว่าสิ่งที่ถังเฟิงขาดคือโอกาสเท่านั้น แต่เนื้อหาของรายการก็แฝงความเสี่ยงอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย

“นี่เป็นโอกาสที่ดี จริงไหม” เมื่อออกจากห้องประชุม ถังเฟิงเดินนำอยู่ด้านหน้า ไม่รู้ว่าชาลส์เดินหายไปไหนแล้ว เขายังไม่อยากโบกแท็กซี่กลับบ้านหรอกนะ

เมื่อเสียวอวี่เงยหน้าขึ้นก็เห็นเพียงแผ่นหลังของถังเฟิง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยอย่างจนใจ “จริงอยู่ว่านี่เป็นโอกาสที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกันนะคะ!”

“ตอบรับไปเถอะ” ถังเฟิงยิ้มและมองเสียวอวี่ที่มีสีหน้ากังวล ก่อนพูดต่อ “ตัวผมในตอนนี้มีสิทธิ์เลือกด้วยหรือ ในเมื่อเป็นโอกาสที่หาได้ยากก็ต้องคว้าไว้ให้ดี เรื่องของอนาคตเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ”

ความสำเร็จมักจะพ่วงมากับความเสี่ยงครั้งใหญ่ ภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของคนเพศเดียวกัน รายการโทรทัศน์ก็มีเนื้อหาเรื่องเดียวกันอีก ไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระแสการพยายามผลักดันให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมายในประเทศจีนช่วงนี้หรือเปล่า แต่สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยก็คือ รายการนี้ต้องถูกสังคมจับตามองอย่างแน่นอน

“แต่ว่า…!” เสียวอวี่ยังอยากพูดอะไรต่อ แต่พอเห็นรอยยิ้มและความเด็ดเดี่ยวที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขา ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “เอาเถอะ ถ้าคุณยืนยันแบบนั้นฉันก็จะสนับสนุนคุณ แต่เรื่องนี้ฉันต้องรายงานประธานลู่ก่อน”

 

ช่วงบ่ายถังเฟิงมีเวลาว่าง เสียวอวี่จึงแยกตัวกลับไปที่บริษัทเพื่อรายงานลู่เทียนเฉินเรื่องรายการโทรทัศน์

ขณะที่ถังเฟิงกำลังจะโทรหาชาลส์ ชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ไปหาสาวสวยที่ไหนมาล่ะ” ถังเฟิงเย้าแหย่เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่าย

“มาหาคนสวยอย่างนายนี่แหละ” ชาลส์เดินมาหาแล้วดึงชายเสื้อถังเฟิงพร้อมบอก “บ่ายนี้ไปธุระกับฉันหน่อยสิ”

ก่อนสัญญาจะสิ้นสุดยังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน ถังเฟิงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

 

 

บทที่ 17

 

วงการบันเทิงกับอิทธิพลมืดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร วงการบันเทิงฮ่องกงในยุค 80 – 90 เคยถูกแก๊งอิทธิพลมืดท้องถิ่นควบคุม เหล่าดาราที่เบื้องหน้ามีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เบื้องหลังไม่รู้ว่าต้องเจอกับการข่มขู่มากน้อยเพียงใด แต่เรื่องเหล่านี้ก็ลดน้อยลงไปมากแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ถังเฟิงคร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงมานานจึงพอรู้เรื่องทำนองนี้อยู่บ้าง แก๊งอิทธิพลมืดในปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบเป็นบริษัทกันหมดแล้ว พยายามฟอกธุรกิจของตัวเองให้สะอาดที่สุด แต่ส่วนมากก็ยังเอนเอียงไปทางด้านมืด ในบรรดาแก๊งเหล่านี้มีบางคนชอบลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์ เหตุผลแรกเพราะตอนนี้ธุรกิจภาพยนตร์กำลังเติบโตและทำกำไรได้มาก เหตุผลต่อมาก็คือสามารถฟอกเงินซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนให้ขาวสะอาดได้

เบื้องหลังของชาลส์และลู่เทียนเฉินน่าจะซับซ้อนกว่าที่ถังเฟิงจินตนาการไว้ อย่างน้อยบางเรื่องที่เขาได้ยินตอนกินข้าวด้วยกันสามคนเมื่อวันก่อนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรได้ยิน เมื่อกลับมาย้อนคิดอย่างละเอียด คนที่กล้าให้เช่าคนเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ไม่น่าจะเป็นคนธรรมดาที่ปฏิบัติตามกฎหมายใดๆ ได้

ชาลส์ขับรถพาถังเฟิงมายังภัตตาคารหรูแห่งหนึ่งของเมือง ดูเหมือนพนักงานจะรู้จักชาลส์ดีและพาทั้งสองคนไปยังห้องส่วนตัว

ด้านนอกห้องมีคนสวมชุดสีดำร่างสูงใหญ่ยืนอารักขาอยู่สองคน สีหน้าดุร้ายราวกับปีศาจ

เมื่อเห็นชาลส์ คนชุดดำทั้งสองก็โค้งกายทำความเคารพและคนหนึ่งในนั้นผลักประตูเปิด ถังเฟิงไม่รู้ว่าเขาควรตามเข้าไปหรือเปล่า ไม่ต้องรอคำตอบ มือของชาลส์ก็โอบเอวเขาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถึงไม่อยากเข้าก็ต้องเข้าแล้วล่ะ

ภายในห้องมีคนสองสามคนรออยู่ก่อนแล้ว แต่ละคนมีทั้งนัยน์ตาสีน้ำเงิน นัยน์ตาสีเขียว ผมสีทอง ผมสีน้ำตาล…แต่ไม่มีคนเอเชียตาดำผมดำเลยสักคนเดียว เป็นชาวต่างชาติล้วนๆ

“อัลเบิร์ต เพื่อนเก่าของฉัน” ชาลส์ทักทายอย่างกระตือรือร้น แต่น้ำเสียงของเขามักจะแฝงแววดูถูกเหยียดหยามนิดๆ อยู่ตลอด

“ชาลส์” คนเดียวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารน่าจะเป็นอัลเบิร์ตที่ชาลส์พูดถึง มองดูแล้วน่าจะมีอายุไม่ห่างจากชาลส์เท่าไรนัก ผมสั้นสีทองสว่างสะดุดสายตาเป็นพิเศษ เพียงแต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นกลับทำให้คนหายใจติดขัด

ถังเฟิงไม่ทันระวังเผลอสบตากับอีกฝ่าย จึงรีบเบนสายตามองไปทางอื่นทันที ชั่วขณะนั้นทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลย เขาไม่ชอบผู้ชายที่ชื่ออัลเบิร์ตคนนี้ แค่มองแวบแรกก็รู้สึกว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไร

หากจะบอกว่าชาลส์คือเสือร้ายที่สามารถปลอมตัวเป็นสุภาพบุรุษในสังคมชั้นสูง ถ้าเช่นนั้นอัลเบิร์ตก็คงเป็น ‘สัตว์เดรัจฉาน’ ที่แสดงความดุร้ายออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย

“ของเล่นใหม่ของนาย?” อัลเบิร์ตยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง และเพ่งมองถังเฟิงด้วยสายตาพินิจพิจารณาอย่างเปิดเผย เหมือนไม่ได้กำลังมองคน แต่กำลังมองเหยื่อหรือของเล่นสักชิ้น

แค่เริ่มพูดก็เป็นสำเนียงลอนดอนแล้ว และแค่เริ่มพูดก็ทำให้คนฟังรู้สึกรังเกียจ

“เขาเป็นคนของลู่เทียนเฉินน่ะ ไม่ง่ายเลยกว่าฉันจะยืมตัวมาได้สักเดือน ไม่ว่าจะไปไหนเมื่อไรเลยต้องพาเขาไปด้วย” ชาลส์หัวเราะเสียงดังแล้วดึงถังเฟิงให้นั่งลง มือยังคงโอบเอวชายหนุ่มไว้ไม่ยอมปล่อย จากนั้นก็มองถังเฟิงด้วยแววตาลึกล้ำ “ช่วงนี้ฉันรักเขามาก”

น้ำเสียงนั้นฟังดูแล้วราวกับเขาตกหลุมรักถังเฟิงจริงๆ แต่ถังเฟิงแอบชูนิ้วกลางให้ชาลส์อยู่ในใจ

“อยากมาอยู่กับฉันไหม ลู่เทียนเฉินกับชาลส์ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก” อัลเบิร์ตหัวเราะแล้วหรี่ตามอง ทว่าในแววตากลับไม่มีรอยยิ้มสักนิด

ยิ้มแค่ปากแต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วยคงเป็นแบบนี้นี่เอง

“อย่าไปฟังเขาพูดไร้สาระ อัลเบิร์ตคนนี้เป็นพวกโรคจิต คนสุดท้ายที่คลานขึ้นเตียงของเขาตอนนี้ไปคลานอยู่ในหลุมฝังศพแล้ว ถังสุดที่รัก ไม่ใช่ทุกคนที่จะอบอุ่นและเอาใจใส่เหมือนฉันหรอกนะ” ชาลส์รีบกระชากหน้ากากของอัลเบิร์ต

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันหา? ถังเฟิงก่นด่าอยู่ในใจ

อัลเบิร์ตยกนิ้วขึ้นเล็กน้อย คนชุดดำที่อยู่ด้านข้างก็รีบส่งบุหรี่และไฟแช็กให้ ชายหนุ่มผมทองสูดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยๆ พ่นควันออกมา “มาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า”

“แล้วนี่เราไม่ได้กำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่หรือไง อัลเบิร์ต หัดมีอารมณ์ขันและทำตัวผ่อนคลายซะบ้าง จำไว้นะ พวกเราเป็นคนที่มีเกียรติ” คำพูดประโยคนี้ของชาลส์ไม่มีความน่าเชื่อถือเอาเสียเลย แต่ด้วยบุคลิกที่ดูมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมของเขากลับดึงดูดคนให้คล้อยตามได้ง่าย

อัลเบิร์ตฝืนยิ้มแล้วพยักพเยิดปลายคาง คนชุดดำยกกล่องใบหนึ่งมาวางบนโต๊ะ หางตาของถังเฟิงกระตุก อย่าบอกนะว่าในกล่องนี้เป็นยาเสพติดหรือเงินสดอะไรเทือกนั้น ถึงแม้เมื่อก่อนเขาจะเคยรู้จักคนในแก๊งอิทธิพลมืดมาบ้าง แต่เขาก็เป็นพลเมืองดีที่ปฏิบัติตามกฎหมายมาตลอดนะ

“เปิดดูสิ”

ชาลส์หยิบกล่องบุหรี่ออกมาจากอก ถังเฟิงรู้ว่าชายคนนี้ชอบสูบซิการ์

คนชุดดำเปิดกล่องตามคำสั่งของอัลเบิร์ต ไม่ได้มียาเสพติดหรือเงินสดอะไร มีเพียงหลอดฉีดยาที่ไม่รู้ว่าด้านในบรรจุอะไรไว้ไม่กี่หลอด

สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ถังเฟิงเกิดอุปาทานเหมือนกำลังอยู่ในฉากภาพยนตร์ เขานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ข้างชาลส์ ในเมื่อชาลส์พาเขามาด้วยก็แสดงว่าผู้ชายคนนี้ไม่สนใจว่าเขาจะรับรู้อะไรบ้าง แต่ชาลส์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าเขาจะไม่นำเรื่องพวกนี้ไปพูดกับคนอื่น

ถังเฟิงย่อมไม่โง่จนถึงขั้นวิ่งโร่ไปแจ้งความกับตำรวจ เพราะพอหันหลังกลับมาเขาคงได้ตายจริงๆ อีกครั้งแน่

ชาลส์ยืนขึ้นหยิบหลอดฉีดยามาดู จากนั้นก็หยิบออกมาอีกหลอด “ที่รัก ช่วยเก็บให้ฉันหน่อย”

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตตลอดสามสิบกว่าปีที่ถังเฟิงถูกผลักเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจมืด ถังเฟิงลอบสูดหายใจเข้าลึกแล้วยื่นมือออกไปรับหลอดฉีดยาสองหลอดที่ชาลส์ส่งมาให้ พยายามระมัดระวังและรักษาท่าทีให้นิ่งสงบเข้าไว้ สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าของเหลวในหลอดฉีดยาสองหลอดนี้คือของบ้าอะไร

ตื่นเต้นไหม แน่นอน

แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เปิดโอกาสให้ถังเฟิงแสดงท่าทีตื่นเต้นหรือว้าวุ่นออกมาแม้แต่น้อย

อัลเบิร์ตที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองมาทางถังเฟิงแล้วพูดต่อหน้าชายหนุ่ม “ให้ลู่เทียนเฉินส่งเจ้าหนุ่มคนนี้มาให้ฉันเล่นสักสองสามวันสิ”

แม่งเอ๊ย…

ถังเฟิงแอบก่นด่าอยู่เงียบๆ  นี่เห็นเขาเป็นของเล่นกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

“หึๆ เรื่องนี้ฉันคงให้ไม่ได้ คนของลู่เทียนเฉินนายต้องไปถามลู่เทียนเฉินเอาเอง แต่ตอนนี้เขาเป็นของฉัน” ชาลส์ดึงตัวถังเฟิงขึ้นมา เอามือโอบเอวถังเฟิงแล้วจูบแก้มอย่างสนิทสนม เหมือนจะบอกอัลเบิร์ตเป็นนัยๆ ว่าตอนนี้ห้ามแตะต้องผู้ชายคนนี้

แต่อีกครึ่งเดือนหลังจากนี้ล่ะ

ตอนนี้ถังเฟิงเกลียดชาลส์มากจริงๆ เขารู้ความคิดของคนมีเงินเหล่านี้ พอเห็นคนอื่นมีพวกเขาก็อยากจะลองบ้าง คนอื่นยิ่งไม่ให้พวกเขาก็ยิ่งกระหายอยากได้ ชาลส์ยิ่งปกป้องเขา อัลเบิร์ตก็ยิ่งสนใจเขามากขึ้น

หลังจากเกิดใหม่เขาอยากจะเป็นซูเปอร์สตาร์อีกครั้ง อยากมุ่งมั่นกับการแสดงภาพยนตร์ ไม่ใช่เอาแต่คลานขึ้นเตียงของผู้ชาย

อย่าว่าแต่อัลเบิร์ตคนนี้ที่ดูท่าทางแล้วน่าจะมีรสนิยมวิปริตเป็นพิเศษอีกด้วย

 

หลังออกจากภัตตาคารสีหน้าของถังเฟิงก็ดูไม่ดีมาตลอดทาง เขาใช้ความเงียบขรึมแสดงให้รู้ถึงความไม่พอใจของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะในสายตาของชาลส์หรือลู่เทียนเฉิน ตอนนี้เขาก็เป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเหมือนๆ กับคนอื่น และอาจจะเป็นหมากตัวหนึ่งของพวกเขาด้วย

แต่ในสายตาของถังเฟิง ไม่ว่าจะเป็นชาลส์ ลู่เทียนเฉิน หรืออัลเบิร์ต ล้วนเป็นพวกกากเดนสังคมทั้งนั้น

คิดว่าเขาเป็นมนุษย์ดินเหนียวที่จะปั้นให้เป็นแบบไหนก็ได้งั้นหรือ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรอีก กว่าเด็กกำพร้าอย่างเขาจะก้าวมาอยู่ในตำแหน่งซูเปอร์สตาร์ก็ไม่ได้ใช้แค่เทคนิคการแสดงอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่

 

ระหว่างทางกลับบ้านชาลส์ค่อยๆ ปลอบประโลมถังเฟิง ส่วนใหญ่ต้องการจะบอกว่าที่พูดไปเมื่อกี้ก็แค่ล้อเล่น อย่าถือเป็นจริงเป็นจัง

ประโยคนี้คงมีแต่วัยรุ่นอายุสิบหกสิบเจ็ดที่ไม่ประสีประสาเท่านั้นแหละที่เชื่อ ภายนอกถังเฟิงพยักหน้าแล้วยิ้มเพื่อบอกว่าไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่พอกลับมาถึงบ้านของชาลส์ เขาก็รีบเปิดคอมพิวเตอร์หาข่าวเกี่ยวกับอัลเบิร์ตอย่างสุดความสามารถ กว่าจะเป็นนักแสดงที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งก็เคยรับบทเป็นสายลับบ้าง โชคดีที่ในอินเตอร์เน็ตมีข่าวเกี่ยวกับอัลเบิร์ตอยู่พอสมควร ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็มีให้เห็นบ้างในนิตยสารบางฉบับ

อัลเบิร์ต ดาวนีย์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วในยุโรป ในบทความเขียนบรรยายเป็นนัยๆ ว่าชายหนุ่มมีเบื้องหลังที่ไม่ขาวสะอาดนัก แต่ไม่ได้เปิดเผยออกมาตรงๆ

ข่าวอื่นๆ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องชู้สาว วันนี้ควงดาราหญิงคนหนึ่ง พรุ่งนี้ไปคบกับดาราชายอีกคน หรือไม่ก็นายแบบสักคน ดูแล้วน่าจะเป็นนักรักมืออาชีพคนหนึ่งเลยทีเดียว

ถังเฟิงขบคิดเล็กน้อย จากนั้นก็พิมพ์ชื่อดาราหญิงชายหรือนายแบบพวกนั้นลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม โชคดีว่าหลายๆ คนที่เคยคบกับอัลเบิร์ตยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็น่าเสียดายที่บางคนติดเหล้าและเสพยาเสพติด ใครจะไปรู้ว่าอาจจะติดยาตอนคบกับอัลเบิร์ตก็เป็นได้

ถังเฟิงหาข้อมูลไปสักพักก็ค้นพบจุดร่วมที่ผู้ชายและผู้หญิงเหล่านี้มีเหมือนๆ กัน นั่นก็คือตอนเข้าวงการมักจะมีเบื้องหน้าสวยงามเฉิดฉาย และได้รับฉายาว่า ‘เทวดา’ ‘บริสุทธิ์’ ‘ดีงาม’ อะไรทำนองนั้น

คนที่อยู่ในวงการอิทธิพลมืดคบกับคนดีเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เมื่อก่อนถังเฟิงก็รู้ว่าคนสกปรกที่มีเงินมักชอบคบกับกุลสตรี โดยหวังว่าหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องจะช่วยไถ่บาปให้ได้ และบางคนก็แค่ชอบความสุขสมที่ได้จากการทำลายพรหมจารีและรู้สึกถึงความมีอำนาจที่ได้ทำแบบนั้น

ถังเฟิงหาข่าวเรื่องอื่นไม่เจอแล้ว และเขาเองก็ไม่ใช่สายลับจริงๆ สักหน่อย

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่ว่าข่าวเหล่านี้จะมีประโยชน์หรือไม่ แต่เตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า อัลเบิร์ตทำให้เขารู้สึกใจคอไม่สู้ดีพิกล

นอกจากหาข่าวของอัลเบิร์ตแล้ว ถังเฟิงยังทยอยหาข่าวเกี่ยวกับชาลส์และลู่เทียนเฉินด้วย ส่วนใหญ่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม แค่เป็นคนมีเงิน เป็นนักธุรกิจ เจ้าชู้ รักอิสระ

ลู่เทียนเฉินดูเหมือนจะดีหน่อยตรงที่มีป้ายแปะหน้าสี่คำคือ ‘รักเดียวใจเดียว’ ไม่รู้ว่าทำให้สาวๆ คลั่งไคล้กันมากแค่ไหน แต่คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป ถ้าให้ผู้หญิงสักคนมาลองคบกับลู่เทียนเฉินสักระยะหนึ่ง ถังเฟิงรับรองเลยว่าเธอคนนั้นต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อลู่เทียนเฉินแน่นอน

อะไรคือ ‘รักเดียวใจเดียว’ ‘หล่อเหลา’ ‘ร่ำรวย’ ความจริงก็เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาที่หลงตัวเอง เย็นชา และเห็นแก่ตัว คุณชอบเขาก็เพราะเขาอยู่ไกลห่างจากคุณ ถ้าให้คุณไปอยู่ข้างกายเขาจริงๆ คงมีแต่พวกที่ชอบความรุนแรงเท่านั้นแหละถึงจะชอบ

ส่วนชาลส์คือจอมเจ้าชู้ตัวจริงเสียงจริง มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงผ่านเข้ามาจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว ถังเฟิงพยายามหาข่าวพวกคู่รักของชาลส์ด้วยวิธีเดิม แต่น่าเสียดายว่าชาลส์เป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่เลือก หนุ่มสาวทุกประเภทล้วนอยู่ในเมนูอาหารของเขามาหมดแล้ว

ถังเฟิงจึงหาจุดร่วมไม่เจอ

อ้อ มีจุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คืออ่อนวัย หล่อเหลา และหน้าตาดี

แต่จากการคบหาและนอนร่วมเตียงเดียวกันมาตลอดครึ่งเดือนทำให้เขารู้ว่าชาลส์เป็นคนใจกว้าง ไม่ถือสาการพูดล้อเล่นในเรื่องไร้สาระ บางครั้งก็ชอบแสร้งทำตัวเป็นวีรบุรุษและสุภาพชน ถึงแม้โดยเนื้อแท้จะเป็นอันธพาลและจอมวายร้ายก็ตาม

ช่างมันเถอะ ทหารมาตั้งทัพสู้ น้ำมาก่อทำนบกั้น เขาเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก

 

ลู่เทียนเฉินนั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงาน จู่ๆ ก็มีคนผลักประตูเข้ามาจากด้านนอก

“มีเรื่องหนึ่งฉันคิดอยู่นานมาก ตอนนี้ตัดสินใจได้แล้วว่าต้องบอกนาย” ชาลส์นั่งลงตรงข้ามลู่เทียนเฉินอย่างไม่อินังขังขอบและไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าเสียมารยาท

“ประธานลู่คะ…” เลขาหน้าประตูกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ เธอหมดหนทางจะขวางชาลส์เอาไว้ได้จริงๆ

ลู่เทียนเฉินโบกมือให้เลขาโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เพื่อบอกอีกฝ่ายว่าไม่ต้องสนใจ

“อย่างน้อยนายน่าจะปิดประตูให้ฉันด้วย” สายตาลู่เทียนเฉินเหลือบมองไปทางชาลส์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววหยันเล็กน้อย “วันนี้ไม่อยู่เป็นเพื่อนถังเฟิงสุดที่รักของนายหรือไง”

“นายก็รู้ ฉันเป็นสุภาพบุรุษที่มีเกียรติ” ชาลส์ยักไหล่แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หยิบซิการ์ขึ้นมาจุดสูบ

“ในเมื่อรับปากถังเฟิงแล้วว่าภายในหนึ่งเดือนนี้ฉันจะเป็นคนรักสุดเพอร์เฟ็กต์ ฉันก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขาที่อยากออกไปทำงานข้างนอก ถึงแม้ฉันจะให้เงินเขาใช้มากเท่ากับเล่นหนังสิบเรื่องก็ตาม” ชาลส์พ่นควันออกมาแล้วมองไปรอบห้องทำงาน “ไม่มีเหล้าหรือ”

“เวลาทำงานไม่ดื่มเหล้า”

“คุณธรรมจอมปลอมน่ะสิ” ชาลส์หัวเราะหยัน ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วบอกว่า “เมื่อวานซืนฉันพาถังเฟิงไปด้วยตอนไปหาอัลเบิร์ต”

“ไม่เห็นแปลก ช่วงนี้นายเกาะติดเขาทั้งวันยังกับหมีโคอาล่า” ลู่เทียนเฉินเหลือบตาขึ้นมามอง

“แต่มีปัญหาแล้วล่ะ ดูเหมือนอัลเบิร์ตจะสนใจถังเฟิง” ชาลส์ส่ายหัวอย่างจนใจ “ทำไมอัลเบิร์ตต้องสนใจผู้ชายที่ฉันถูกใจด้วย ฉันไม่อยากให้รสนิยมของตัวเองเหมือนกับหมอนั่น มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกโรคจิต”

“ถังเฟิงแตกต่างจากเมื่อก่อนพอสมควร” ความหมายของประโยคนี้ฟังดูเหมือนลู่เทียนเฉินไม่รู้สึกแปลกใจที่อัลเบิร์ตจะถูกใจถังเฟิง เขาเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงานเบาๆ จนเกิดเสียงดัง ก๊อกๆ’

“ชาลส์ นายกำลังกังวลเรื่องอะไร”

ชายหนุ่มที่คุยอวดว่าเป็นสุภาพบุรุษสูบซิการ์ ใบหน้าเลือนรางอยู่ในกลุ่มควัน “ถึงตอนนั้นถ้าอัลเบิร์ตต้องการให้นายส่งตัวถังเฟิงให้เขาจริงๆ ล่ะ เท่าที่ฉันรู้มาตอนนี้ถังเฟิงเย็นชากับนายมาก ไม่ได้คลั่งไคล้นายจะเป็นจะตายแบบเมื่อก่อนแล้ว”

ตอนที่พูดประโยคนี้ชาลส์ดูอารมณ์ดีมาก

ลู่เทียนเฉินมองข้ามความดีใจและคำพูดทับถมของชาลส์แล้วเอ่ยตอบ “ถ้าอัลเบิร์ตต้องการเกอเฉิน เราก็ส่งตัวเกอเฉินไป ถ้าเขาต้องการถังเฟิง เราก็ส่งตัวถังเฟิงไป ก็แค่สามวันเท่านั้น”

“พูดตรงๆ นะ ถังเฟิงถูกสเป็กฉันมาก บุคลิกดี รูปร่างไม่เลว นิสัยนี่ยิ่งชอบเลย เรื่องบนเตียงยิ่งไม่ต้องพูดถึง” ชาลส์รู้สึกเสียดายมาก “จะให้ฉันส่งตัวเขาไปอยู่ในกำมือของไอ้โรคจิตนั่น ฉันต้องรู้สึกผิดต่อตัวเองมากแน่ๆ”

ลู่เทียนเฉินหางตากระตุกแสร้งถามไปตามเรื่อง “พูดแบบนี้เหมือนจะบอกว่านายได้ของดีในราคาถูก” อย่ามองว่าชาลส์เป็นคนเจ้าชู้ เพราะความจริงแล้วสำหรับเรื่องคนรักเขาเป็นคนช่างเลือกมาก

ถึงแม้สัญญาจะมีระยะเวลาหนึ่งเดือน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีใครที่อยู่กับชาลส์จนครบหนึ่งเดือนมาก่อน ตอนแรกเขาคิดว่าอย่างมากถังเฟิงคงอยู่แค่คืนเดียวแล้วก็ถูกส่งตัวกลับมา นึกไม่ถึงว่าแค่พริบตาเดียวก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว

คนคนหนึ่งหลังจากความจำเสื่อมแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนั้นเลยหรือ

“นั่นก็เป็นเพราะประธานลู่ใจกว้างยังไงล่ะ” ชาลส์ลูบคาง วางซิการ์ที่สูบไปได้แค่ครึ่งมวนลงในที่เขี่ยบุหรี่ “หวังว่าหลังจากนี้อีกครึ่งเดือนฉันจะเบื่อเขานะ จะได้ไม่รู้สึกแย่ถ้าต้องส่งตัวเขาไปขึ้นเตียงกับอัลเบิร์ต” หลังจากพูดจบเขาก็ลุกขึ้น

“ไม่นั่งต่ออีกหน่อยหรือ” ลู่เทียนเฉินเอ่ยถาม

“ถังสุดที่รักของฉันถ่ายรายการเสร็จตอนหกโมงเย็น ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธฉันอยู่นิดๆ นายก็รู้ว่าฉันเป็นสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติและเป็นคนรักสุดเพอร์เฟ็กต์ ฉันเลยต้องไปปลอบใจเขาสักหน่อย” ตาของชาลส์เปล่งประกายแวววาวก่อนว่าต่อ “ในเมื่อนายรู้จักกับเขามาตั้งหลายปี นายรู้ไหมว่าเขาชอบอะไร”

“ทุกอย่างที่เป็นของแพง” ลู่เทียนเฉินตอบโดยไม่ต้องคิด

“จริงหรือ แต่คราวก่อนฉันให้รถสปอร์ตเขา เขากลับบอกว่าชอบให้ฉันขับรถให้มากกว่า” ชาลส์หัวเราะแล้วบอกว่า “ดูเหมือนนายจะไม่รู้จักเขาจริงๆ นั่นแหละ”

ชอบให้ชาลส์ขับรถให้มากกว่างั้นหรือ ลู่เทียนเฉินยิ้มบางๆ  ถังเฟิงที่เขารู้จักไม่เคยพูดอะไรที่ทำให้คนเอ็นดูแบบนี้หรอก

 

 

บทที่ 18

 

“เกอเฉินอีกแล้ว ช่วงนี้หมอนี่มาแรงมากเลยนะ! เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการภาพยนตร์เมื่อปีที่แล้วก็ได้รางวัลดาราหน้าใหม่ดีเด่น ปีนี้ยังได้รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมอีก ว้าว ในวงการบันเทิงมีคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังเก่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วย” ทีมงานรายการโทรทัศน์พลิกหน้าหนังสือพิมพ์พลางคุยเล่นกัน

“ฉันชอบเกอเฉินมากกกกก!” ผู้ช่วยสาวคนหนึ่งได้ยินทีมงานคุยกันก็โดดเข้าร่วมวงสนทนาอย่างกระตือรือร้น

“ทั้งอายุน้อยทั้งหล่อ แถมยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว ใครเห็นก็ต้องชอบ ทั้งคนดูและคนในวงการต่างก็รักใคร่ชื่นชม แถมยังมีต้นสังกัดช่วยสนับสนุนอีก อีกหน่อยเขาต้องดังเป็นพลุแตกแน่นอน ถึงแต่ละปีในวงการบันเทิงจะมีดาราหน้าใหม่เต็มไปหมด แต่คนที่เพอร์เฟ็กต์แบบเขากลับหาได้ยากเต็มที” ผู้ช่วยสาวกล่าวชื่นชมอย่างเปิดเผย

“ใช่เลย ขนาดลูกสาวคนเล็กของฉันยังชอบเจ้าหมอนี่เลย น่าอิจฉาชะมัด แต่ถ้าคิดจะยืนอยู่ในวงการนี้ให้ได้อย่างมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นักแสดงชายที่มีคุณสมบัติดีเลิศแบบเกอเฉินใช่ว่าเมื่อก่อนจะไม่เคยมี แต่ก็มีหลายคนที่ค่อยๆ หายไปเพระไม่เหมาะกับวงการนี้ หรือบางคนก็กลายเป็นดาราตกอับด้วยสารพัดสาเหตุ” ทีมงานหัวเราะกันคิกคัก ถึงจะไม่ได้ตั้งใจแต่คำพูดเหล่านั้นก็เป็นเรื่องจริง

วงการบันเทิงเป็นวงการที่สะท้อนความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะเคยยืนอยู่ในจุดที่สูงขนาดไหน หากไม่ระวัง…ก็อาจพลัดตกลงเหวลึกได้

และหากคิดจะปีนกลับขึ้นมาใหม่ก็คงทำได้ยากยิ่ง

ในวงการนี้มีดาราหน้าใหม่มากมาย ทุกวินาทีล้วนพยายามปีนป่ายขึ้นข้างบนอย่างยากลำบาก แต่ดาราซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนดูที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์กลับมีไม่มาก และเบื้องหลังดาราใหญ่ๆ เหล่านั้นยังมีดาราตัวเล็กๆ และดาราตกอับอีกนับพันนับหมื่นที่กำลังบากบั่นต่อสู้อยู่ภายใต้เงามืดนั้นอย่างเงียบเชียบ

ถังเฟิงที่ถ่ายรายการเสร็จแล้วกำลังเก็บข้าวของของตัวเอง พอได้ยินบทสนทนาของพวกทีมงาน ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มบางๆ เพราะนี่ก็คือความเป็นจริงของวงการนี้

กริ๊งงงง…’ เมื่อเดินออกจากห้องถ่ายทำ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

ชายหนุ่มกดปุ่มรับสาย “ฮัลโหล?”

[ไฮ ที่รัก ถ่ายรายการเสร็จแล้วใช่ไหม] เสียงคมเข้มของชายหนุ่มดังอยู่ในโทรศัพท์ ช่วงนี้ชาลส์ชอบใช้สำเนียงลอนดอนคุยกับเขา

“อืม เพิ่งถ่ายเสร็จ” ถังเฟิงหยุดเดินและตอบกลับด้วยสำเนียงเดียวกัน นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าการปรับตัวในการใช้ชีวิต

[ฉันรอนายอยู่ข้างล่าง นายรู้ใช่ไหมว่ารถของฉันคันไหน]

“รู้แล้ว” ถังเฟิงวางสาย เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ก็จะได้แยกจากเจ้าหมีโง่อย่างชาลส์แล้ว ช่างดีจริงๆ

ถึงแม้ชาลส์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องบนเตียง แต่ถ้าจะอยู่กับเจ้าหมีตัวนั้นตลอดไปก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ข้างบน ถังเฟิงไม่ถือสาเรื่องอยู่ข้างล่าง แต่บางครั้งก็อยากอยู่ข้างบนบ้างเหมือนกัน

“ถังเฟิง” มีคนเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง

ถังเฟิงหันกลับไป ชายหนุ่มที่กำลังเดินมาทางเขาไม่ถึงกับหล่อหรือสวย แต่ก็ดูดีและสะอาดตา เรียกได้ว่าน่ามองไม่น้อย

“ได้ยินว่านายเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน ฉันเคยบอกแล้วว่าถ้านายไม่เปลี่ยนนิสัยคงอยู่ในวงการนี้ไม่ได้” สีหน้าท่าทางของเฉินหมิงซวี่ไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร

เสียวอวี่เคยบอกว่าถังเฟิงเป็นแขกประจำของรายการบันเทิง วันนี้เขาก็มาถ่ายรายการเช่นกัน ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นแขกประจำ แต่ส่วนมากพิธีกรก็ไม่ได้เลือกถังเฟิง และต่อให้เลือก เขาก็ทำเพื่อเอามาเป็นตัวตลกเสียมากกว่า

แต่สภาพที่น่าขายหน้าแบบนั้นให้ทิ้งไว้ในอดีตเถอะ วันนี้ในรายการถังเฟิงโต้ตอบกลับไปอย่างมีอารมณ์ขัน แม้ยังไม่ถึงขั้นทำให้หลายคนทึ่ง และก็ไม่ยอมปล่อยให้ใครทำให้เขาเป็นตัวตลกอีกแล้ว

นักแสดงคนหนึ่งต้องใส่ใจและดูแลภาพลักษณ์ของตัวเอง คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ก็จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์เช่นกัน

“ฉันคิดว่านายพูดถูก ขอบคุณนะ” ถังเฟิงยิ้ม

เฉินหมิงซวี่จ้องชายหนุ่มอยู่เป็นครู่ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยต่อ “ในที่สุดนายก็ยอมเข้าใจแล้ว”

ถังเฟิงเดินเข้าไปตบบ่าชายหนุ่มเบาๆ อย่างเป็นมิตร จำได้ว่าเสียวอวี่เคยบอกว่าพิธีกรไม่ถูกชะตากับเขา เฉินหมิงซวี่อาจจะชอบพูดโจมตีเขาบ้าง แต่เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

มีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มหนึ่งคน

เฉินหมิงซวี่มองชายหนุ่มที่เดินจากไปด้วยความสงสัย บอกไม่ถูกว่าอีกฝ่ายผิดปกติที่ตรงไหน

 

ถังเฟิงตื่นแต่เช้าตรู่ ปกติเวลาไม่มีงานก็นอนตื่นสายหน่อยได้ แต่ถ้ามีงานถังเฟิงจะทุ่มเทให้กับงานยิ่งกว่าใคร

ยกท่อนแขนที่พาดอยู่บนเอวของตัวเองออก ถังเฟิงเพิ่งจะลุกขึ้นนั่งก็โดนหมีชาลส์ที่อยู่ด้านข้างกอดแล้วลากให้ล้มลงไปบนเตียงก่อนนอนทับไว้

“จะไปไหนแต่เช้า” ชาลส์ถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ตายังปิดอยู่แต่เริ่มพรมจูบบนตัวถังเฟิง มืออีกข้างก็ไม่ยอมอยู่เฉย ขยับลูบไล้ไปทั่ว

“ทำงาน สองวันนี้ละครเปิดกล้องแล้ว ผมต้องเข้ากองถ่าย อาจจะกลับมืดหน่อย” ความจริงถังเฟิงบอกชาลส์ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหมีตัวนี้คงไม่ได้ใส่ใจฟัง เขารีบดึงมือของชาลส์ที่กำลังลูบไล้สะโพกของเขาออกจากตัว

“โอ้ว ไอ้ละครโทรทัศน์บ้านี่ ฉันจะหาคนไปทำลายมันซะ” ถึงถังเฟิงจะดึงมือออก แต่ชาลส์ยังคงสำรวจเรือนร่างของชายหนุ่มที่เสื้อผ้าเริ่มหลุดลุ่ยอย่างต่อเนื่อง ออกแรงเคล้นคลึงหนักขึ้น “ที่รัก ถังสุดที่รักของฉัน นายไปแล้วฉันจะทำยังไง จิตใจคงเงียบเหงาว้าเหว่ ไม่มีคนปลอบใจ”

ชาลส์ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอะไร แต่ประทับจูบลงบนริมฝีปากของถังเฟิง ทำให้คำพูดของอีกฝ่ายค้างอยู่อย่างนั้น เจ้าหมียักษ์ตัวนี้ตื่นตัวเต็มที่แล้ว เบียดตัวเข้ามาบริเวณหว่างขาของชายหนุ่มพร้อมที่จะทำเรื่องอย่างว่า

“ผมจะไปทำงานสาย…” ถังเฟิงสูดลมหายใจก่อนเปล่งเสียงครางออกมา มือทั้งสองข้างไต่ขึ้นไปเกาะเกี่ยวไหล่แข็งแรงของชาลส์ไว้แน่น พร้อมก่นด่าว่า “ฤดูใบไม้ผลิ[1]ผ่านไปตั้งนานแล้ว ชาลส์ คุณนี่มันหมีบ้ากามชัดๆ ติดสัดแต่เช้าเลย!”

“ฉันชอบชื่อนี้นะ หมีบ้ากาม หมายความว่าฉันแข็งแรงทรงพลังเหมือนหมีใช่ไหม” ชาลส์หัวเราะและออกแรงเคลื่อนไหวสุดกำลัง

ตั้งแต่เช้าตรู่ ภายในห้องตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันหวานละมุนสีกุหลาบ

 

หลังจากโดนทำขนาดนั้นไม่ว่าใครก็ต้องตื่นเป็นธรรมดา กว่าถังเฟิงจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็อยากจะด่าใครบางคนมาก แต่อีกครึ่งชั่วโมงก็จะสายแล้ว

“บอกที่อยู่มา เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง” คนก่อเรื่องลุกตามขึ้นมา ชาลส์ที่กินจนอิ่มหนำสำราญแล้วหัวเราะร่าพลางกอดถังเฟิงที่ทำหน้าบูดเล็กน้อยเอาไว้ จากนั้นก็พาชายหนุ่มเดินไปที่รถด้วยกัน

ตอนนี้ถึงอยากจะต่อว่าสักแค่ไหนก็ต้องอดทนไว้ ถังเฟิงก้าวขึ้นรถ ถลึงตาใส่ชาลส์พลางบอก “ทางที่ดีคุณควรจะขับให้เร็วหน่อย”

“ฉันยินดีโดนใบสั่งเพื่อนายเลย ที่รัก” ชาลส์ขยิบตาขวา กดปุ่มสตาร์ตเพื่อเปิดประทุน รถสปอร์ตส่งเสียงดังกระหึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม ราวกับต้องการจะแล่นออกไปจนแทบทนรอไม่ไหว

“รัดเข็มขัดดีหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้ว” ถังเฟิงตอบ

“งั้นเราก็ไปกันเล้ยยยย” เจ้าของรถเหยียบคันเร่งพุ่งตัวออกไปข้างนอกแล้วดริฟต์อย่างแรง รถสปอร์ตสีแดงมันปลาบพุ่งทะยานออกสู่เส้นทางหลวงที่ทอดยาวด้านหน้าคฤหาสน์ ความเร็วอยู่ในระดับที่ทำให้หัวคนนั่งเกือบกระแทกกับหน้าต่างรถ แต่โชคดีที่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นพอ

คนที่เป็นโรคหัวใจมีหลายสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่นกระโดดร่ม วิ่งเร็วๆ หรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งรถ

เมื่อก่อนเวลาเขาเปิดดูการแข่งรถในโทรทัศน์ก็เคยคิดมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้งว่า สักวันหนึ่งในอนาคตเขาจะมีโอกาสได้นั่งรถแข่ง ได้สัมผัสกับความตื่นเต้นท้าทายและระดับความเร็วราวกับกำลังบินอยู่บ้างไหม

รถแต่ละคันด้านข้างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาพุ่งทะยานไปบนท้องถนนในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่เหมือนภูตผี ถังเฟิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “วู้ว…คุณซิ่งรถเป็นด้วย”

“ฉันน่าจะยังไม่เคยบอกนาย ฉันมีคุณสมบัติเหมาะที่จะเป็นนักแข่งรถ” ชาลส์อารมณ์ดีมาก เขาเร่งเสียงวิทยุ เสียงเพลงเป็นจังหวะดัง ตู้มๆ’ อยู่ภายในรถ กระแทกใจคนฟังเป็นระยะ

นี่แหละความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่

มือของถังเฟิงค่อยๆ วางลงบนหน้าต่างเพื่อสัมผัสกับแรงสั่นสะเทือนของตัวรถ ถึงแม้การแสดงหนังจะสนุกมาก แต่ชีวิตจริงในตอนนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าในหนังเลยแม้แต่น้อย

เขาชอบความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่

 

ด้วยความเร็วทะลุนรกของชาลส์ทำให้ถังเฟิงไปถึงสถานที่ถ่ายทำทันเวลา รถสปอร์ตเครื่องแรงสีแดงส่งเสียงทุ้มต่ำดังฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม ฝุ่นที่ลอยขึ้นจากท้ายรถฟุ้งตลบอยู่ในอากาศ

รถจอดสนิท หัวใจของถังเฟิงยังคงเต้นแรง เขาหันไปหาชาลส์ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วโถมตัวไปจูบใบหน้าของชายหนุ่มฟอดใหญ่ พร้อมเอ่ยชมว่า “ตอนขับรถคุณเท่มาก” จากนั้นก็ลงจากรถแล้วเดินจากไป

ชาลส์ลูบบริเวณที่ถังเฟิงจูบ นี่คงเป็นเช้าที่วิเศษสุดของเขาแล้ว

“ฉันเป็นโรคหัวใจหรือเปล่าเนี่ย” ชาลส์หัวเราะพร้อมหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด ขึ้นเตียงกันมาตั้งหลายครั้ง แค่จูบเดียวจากอีกฝ่ายกลับทำให้เขารู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าตอนอยู่บนเตียงเสียอีก ช่างเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลยจริงๆ

 

 

บทที่ 19

 

ถังเฟิงมีบทในละครน้อยมาก เป็นตัวประกอบเล็กๆ ที่ไม่ติดสามอันดับนักแสดงนำด้วยซ้ำ เข้าฉากแค่ไม่กี่ตอนก็ตายหรือหายสาบสูญแล้ว แต่ดีตรงเป็นบทเศร้าที่ทำให้คนชื่นชอบได้ไม่ยาก

เมื่อก่อนถังเฟิงไม่เคยแสดงละครโทรทัศน์มาก่อน อย่างมากก็แค่เป็นดารารับเชิญในซีรีส์ดังๆ บางเรื่องเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นละครหรือภาพยนตร์ หัวใจหลักก็คือคำว่า ‘การแสดง’ อยู่ดี เขาแค่ทำงานในส่วนของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว

เขาอ่านบทละครมาเรียบร้อย วันนี้ถ่ายไม่เยอะ แค่ฉากเดียวเท่านั้น ฉากที่เขาซึ่งรับบทเป็นนักดนตรีในวังที่มีชื่อในเรื่องว่าเทียนอิน บรรเลงเพลงร่วมกับนักดนตรีคนอื่นในงานเลี้ยงฉลองภายในวัง นางเอกที่เป็นนางกำนัลชื่นชอบเสียงพิณของเขา ทั้งสองคนเลยได้มองสบตากันแวบหนึ่งเท่านั้น

บทชายหนุ่มที่พลีชีพเพื่อความรัก

ถังเฟิงและเสียวอวี่เข้าไปทักทายผู้กำกับและทีมงานที่อยู่ในกองถ่ายตามมารยาท ทุกคนทักทายตอบกลับมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ถึงแม้ตอนนี้ถังเฟิงจะเป็นดาราตกอับ แต่คนที่รู้จักทักทายผู้อื่นก่อนย่อมดีกว่าคนไม่รู้จักมารยาทสังคม

ถังเฟิงยังเดินเข้าไปทักทายพวกนักแสดงนำในเรื่องเองด้วย แต่วัยรุ่นที่กำลังดังเหล่านั้นแค่มองเขาอย่างไม่แยแส

“ดาราหน้าใหม่พวกนี้นี่จริงๆ เลย เพิ่งเข้าวงการมีชื่อเสียงนิดๆ หน่อยๆ ก็หลงตัวเองซะแล้ว ดาราดังจริงๆ มีใครบ้างที่ไม่ใช่คนอ่อนโยนน่าคบค้าสมาคมด้วย ไม่เหมือนคนพวกนี้หรอกที่เอาแต่เชิดหน้าเชิดตา เวลาอยู่กับผู้กำกับหรือผู้ผลิตก็ทำเป็นว่าง่ายเชื่อฟังดี แต่เวลาอยู่กับคนอื่นทำเป็นวางมาดตีหน้าบูดบึ้งใส่” ระหว่างเดินไปห้องแต่งตัวกับถังเฟิง เสียวอวี่อดนินทาพวกดาราหน้าใหม่ที่กำลังดังอยู่ในตอนนี้ไม่ได้

สมัยนี้มีดาราหน้าใหม่ที่โด่งดังจากการเล่นละครเรื่องหนึ่งสักห้าหกหรือเจ็ดแปดคนได้ ล้วนโด่งดังเพราะได้รับความนิยมจากแฟนๆ วัยรุ่น หากพูดให้ชัดเจนแล้วสิ่งเหล่านั้นก็เป็นแค่ความนิยมจอมปลอม คนดูส่วนใหญ่อาจจะชอบละครมากเลยชอบนักแสดงตามไปด้วย แต่สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบจริงๆ แล้วคือตัวละครในเรื่องมากกว่า

และเมื่อมีละครเรื่องใหม่ออกฉาย ก็ไม่แน่ว่าคนดูอาจจะหันไปชอบนักแสดงคนใหม่ก็ได้

“ในเมื่อรู้ว่าพวกเขาเป็นเด็กก็ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมากหรอก” ถังเฟิงตบไหล่เสียวอวี่

เสียวอวี่ถอนหายใจ “ถังเฟิง คุณพูดแบบนี้เหมือนคุณกลายเป็นผู้อาวุโสในวงการแล้วเลย”

“คุณกำลังบอกเป็นนัยว่าผมแก่หรือ” ถังเฟิงหัวเราะ “ไม่ว่ายังไงผมก็เคยเข้าวงการจากการเป็นไอดอลกรุ๊ปและเคยได้รางวัลยอดนิยมมาก่อนนะ เสียวอวี่ คนที่อยู่บนก้อนเมฆไม่รู้หรอกว่าชีวิตในหุบเหวมีรสชาติยังไง แต่ดาราที่ไม่เคยผ่านหุบเหวมาก่อนก็ยากที่จะปีนขึ้นไปสู่ยอดเขาเหมือนกัน”

เขากระเสือกกระสนปีนป่ายอยู่ในวงการนี้มาตั้งหลายปี มีดาราแบบไหนบ้างที่ไม่เคยพบเจอ

ดาราหน้าใหม่ที่ยังไม่รู้ประสา จู่ๆ ความมีชื่อเสียงก็โถมใส่ตัวย่อมต้องมึนงงกันบ้าง ช่วงเวลานี้จึงเป็นการทดสอบอีคิวและไอคิวของคนคนหนึ่ง หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือวงการบันเทิงก็เป็นอาชีพอาชีพหนึ่ง นอกจากต้องมีต้นทุนของตัวเองและแรงสนับสนุนจากเบื้องหลังแล้ว ยังต้องพึ่งพาการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และพฤติกรรมของคนคนนั้นเองด้วย

ในโลกนี้ไม่ได้มีคนที่เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์มากมายขนาดนั้น หนุ่มหล่อสาวสวยนับไม่ถ้วนก็เหมือนฝูงปลาที่พากันแหวกว่ายเข้ามาในวงการบันเทิงอย่างไม่ขาดสาย เบื้องหลังคุณมีคนนับพันนับหมื่นที่กระหายอยากจะมีชื่อเสียงโด่งดังและรอช่วงชิงตำแหน่งของคุณ ถ้าไม่มีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่นหรือความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจแล้วละก็ คุณยังจะมีคุณสมบัติอะไรที่ดีพอจะเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อีกบ้าง

คนที่เย่อหยิ่งถือตัวแต่มีความสามารถรอบด้านอาจจะเป็นศิลปินได้ แต่คนที่มีความสามารถรอบด้านแถมยังรู้จักวางตัวเท่านั้นที่จะสามารถเป็นดวงดาวเจิดจรัสบนยอดพีระมิด

ถังเฟิงนั่งอยู่ในห้องแต่งตัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้แต่งชุดเสื้อคลุมยาวแบบจีนโบราณ และเป็นครั้งแรกที่ใส่วิกผมยาว เขามองภาพตัวเองที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าไปพร้อมๆ กันในกระจกแล้วรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก

“คุณแสดงเป็นองค์ชายหลานหลิงได้เลยนะเนี่ย” ทีมงานซึ่งทำหน้าที่สไตลิสต์ให้ถังเฟิงแต่งหน้าให้ชายหนุ่มพลางกล่าวชื่นชม

ถึงแม้ถังเฟิงจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศมาตลอด แต่ก็รู้จักวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จีนดีเช่นกัน จึงรู้ดีว่าองค์ชายหลานหลิงที่อีกฝ่ายพูดถึงคือใคร

องค์ชายหลานหลิง งดงามทั้งกายและใจ มีความสามารถเก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็พร้อมเผชิญหน้าร่วมกับเหล่าทหาร แต่ก็เป็นชายหนุ่มรูปงามผู้เลื่องชื่อลือนามในประวัติศาสตร์ น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วกลับต้องพบกับจุดจบอันแสนเศร้า

ตอนถังเฟิงกำลังเหม่อสไตลิสต์ก็แต่งตัวให้เขาเสร็จแล้ว สไตลิสต์เป็นหญิงสาวอายุน้อยหน้าตาดี เธอมองหนุ่มรูปงามสไตล์โบราณในกระจกแล้วเอ่ยว่า “ที่จริงต้องมีเครื่องประดับอีกหน่อย แต่ฉันว่าแค่นี้คุณก็ดูดีมากแล้ว”

เสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะตัวยาวแบบเรียบๆ ดูสง่างามมาก ผ้าคาดเอวสีเงินที่พันอยู่รอบเอวช่วยขับเน้นให้เห็นช่วงเอวของชายหนุ่มชัดเจนยิ่งขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรงทำให้เขาดูสง่าผ่าเผย เครื่องหน้าที่เดิมทีก็งดงามราวกับใช้พู่กันแต่งแต้ม กอปรกับผมดำยาวยิ่งทำให้เขาดูเหมือนชายหนุ่มรูปงามที่หลุดออกมาจากภาพวาดเมื่อหลายพันปีก่อน

ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในฤดูร้อน เพียงแค่ได้มองความหล่อเหลางามสง่าเช่นนี้ก็รู้สึกชุ่มชื่นใจราวกับได้ดื่มน้ำทิพย์ใสสะอาดจากต้นน้ำบนภูเขา

“ผมว่าผมน่าจะแสดงเป็นเสี่ยวเชี่ยน[2]ภาคผู้หญิงได้” ถังเฟิงหัวเราะแล้วกอดหญิงสาวพร้อมๆ กับกล่าวว่า “ขอบคุณมาก”

“ไม่…ไม่เป็นไรค่ะ…” อีกฝ่ายหน้าแดงเล็กน้อย “ถ้าอยากขอบคุณฉัน มาถ่ายรูปคู่กันดีกว่า”

ถังเฟิงตอบรับด้วยความยินดี เสียวอวี่ช่วยถ่ายรูปให้ทั้งสองคน

ใกล้ถึงเวลาที่ถังเฟิงต้องเข้าฉากแล้ว มีทีมงานมาเรียกถังเฟิงออกไป สไตลิสต์สาวดูรูปคู่ที่ถ่ายไว้ นึกอยู่ครู่หนึ่งก็โพสต์ในเวยป๋อ[3]

ตอนโพสต์เธอคิดแค่ว่าถังเฟิงเหมือนคนที่หลุดออกมาจากภาพวาดจริงๆ เลยอัปโหลดลงในเวยป๋อตามความเคยชินเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าพอเลิกงานแล้วมาเปิดเวยป๋อดูอีกที รูปที่เธออัปลงเวยป๋อจะติดอันดับหนึ่งในสามทั้งท็อปคอมเมนต์และท็อปรีโพสต์ของวันนั้น

 

หลังจากถังเฟิงออกไปจากห้องแต่งตัวก็พบว่ายังไม่ถึงเวลาเข้าฉาก จึงเดินไปคุยกับคนจัดอุปกรณ์ประกอบฉาก ในเมื่อเป็นนักเล่นพิณก็ควรจะดีดพิณ แต่น่าเสียดายว่าพิณที่ทีมอุปกรณ์เตรียมไว้เป็นพิณปลอม ถังเฟิงเลยไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือการดีดพิณของตน

คุณหวังว่าผู้ป่วยโรคหัวใจจะเล่นกีตาร์ไฟฟ้าหรือไงล่ะ ตอนถังเฟิงอายุสามสิบก็ต้องดูแลรักษาสุขภาพเหมือนคนอายุสี่สิบแล้ว ดื่มชา ดีดพิณ เล่นหมากรุก ไม่ว่าจะเป็นพิณหรือเปียโนก็เล่นได้หมด ข้อดีของการถ่ายหนังคือมีเวลาพักผ่อนระยะสั้นค่อนข้างเยอะ เมื่อมีเวลาเยอะสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็เยอะตามไปด้วย

โดยเฉพาะช่วงกลางและช่วงท้ายที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว เขาเริ่มเข้มงวดกับเงื่อนไขการคัดเลือกบทจึงมีเวลาว่างมากขึ้น นักแสดงต้องพัฒนาความสามารถในการแสดงและสุขภาพร่างกายด้วย ไม่ใช่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน หรือออกไปเต้นรำนิดหน่อยก็พอ

ถังเฟิงคุยได้ไม่นานเท่าไร ทีมงานก็วิ่งมาตามเขาไปเตรียมตัว ในที่สุดเขาก็ได้เข้าฉากสักที

ตั้งแต่ถังเฟิงเกิดมาบนโลกใบนี้ นี่เป็น ‘ละครฉากแรก’ ของเขา ทั้งของเขาเอง และของถังเฟิงคนก่อนด้วย

ถังเฟิงมักจะรู้สึกว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของสองชีวิต ดังนั้นต้องใช้ชีวิตให้ดีๆ หนังละครก็ต้องถ่ายทำให้ดี

 

 

บทที่ 20

 

ฉากที่ถังเฟิงต้องถ่ายทำในวันนี้ไม่มีบทพูดเลยสักคำ แค่ทำท่าดีดพิณและมองนางเอกด้วยความรู้สึกลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นอยู่ อุปกรณ์ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้กำกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ตะโกนสั่งว่าเริ่มถ่าย

ถึงแม้คำสั่งที่ได้ยินจะเปลี่ยนจาก ACTION เป็นเริ่มถ่าย แต่หลังจากสิ้นเสียงทุ้มต่ำของผู้กำกับแล้ว ถังเฟิงก็รู้สึกขนลุกไปทั้งร่างทันที ความรู้สึกเก่าๆ ที่ไม่ได้สัมผัสมานานจู่โจมใส่หัวใจเขา

ถังเฟิงที่อยู่นอกกล้องก็คือถังเฟิง ส่วนถังเฟิงที่อยู่ในกล้องก็คือตัวละครในเรื่อง

 

สายลมเย็นพัดโชยมาเฉียดปอยผมสีดำที่ปลิวระอยู่บริเวณหน้าอก เขาในตอนนี้เป็นเพียงนักดีดพิณซึ่งสวมเครื่องจองจำข้อเท้าอันไร้รูปร่างอยู่ในวัง ถ่ายทอดความคิดถึงสุดชีวิตและความรู้สึกอันล้นหลามผ่านสายพิณที่บรรเลงอย่างละเมียดละไมในมือ ถ้อยคำที่เปล่งออกมาไม่ได้ ความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่พร่ำพรรณนาเท่าไรก็ไม่มีวันสิ้นสุด

รอบข้างเขาอื้ออึงไปด้วยเสียงเหล่าขุนนางที่ดื่มสุราพูดคุยกันอย่างเบิกบานสำราญใจ แต่ในใจของเขากลับมีเพียงเสียงอันไพเราะจากพิณโบราณเท่านั้น

ไม่จำเป็นต้องพรรณนาสิ่งใด ไม่จำเป็นต้องสรรหาคำใดมาบรรยาย เขานั่งอยู่ตรงนั้นราวกับภาพวาดภาพหนึ่ง

 

ที่นอกฉาก เสียวอวี่ยืนดูอย่างตกตะลึง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอถังเฟิง เธอก็มีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่าในอนาคตถังเฟิงจะต้องก้าวไปอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาแน่นอน และเมื่อเธอเห็นการแสดงผ่านกล้องของผู้ชายคนนี้แล้ว เธอก็อดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการแสดงสินะ ไม่ต้องมีบทพูด ไม่ต้องแสดงสีหน้าอารมณ์เกินจริง เพียงแค่ก้มหน้าโดยมีความระทมทุกข์อันล้ำลึกซ่อนเร้นอยู่ในแววตา รอยยิ้มอ้างว้างประดับตรงมุมปาก เพียงเท่านี้ ง่ายๆ ชัดเจน กระจ่างแจ้ง

คำพูดเป็นหมื่นคำยังเทียบไม่ได้กับความเศร้าหมองที่ปรากฏตรงปลายหางคิ้ว

ทันใดนั้นกล้องก็ซูมขยายทั้งฉากและตัวละคร เสียงอึกทึกครึกโครมรอบด้านยิ่งขับเน้นให้ชายชุดขาวผู้นั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น

ความจริงแล้วตัวละครหลักของฉากนี้ไม่ใช่นักดีดพิณที่เดิมทีควรถูกกลืนหายไปท่ามกลางผู้คน แต่นี่กลับทำให้นักดีดพิณคนนั้นกลายเป็นจุดเด่นของฉากไปโดยไม่ตั้งใจ

เสียวอวี่ยิ้ม เธอยิ้มแล้วยิ้มอีก แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้ ไข่มุกไม่ว่าอยู่ที่ไหนย่อมเปล่งประกาย

 

ในฉาก นางเอกที่รับบทเป็นนางกำนัลเดินเลี้ยวเข้ามา ทันใดนั้นนักดีดพิณซึ่งรับบทโดยถังเฟิงก็หันไปสบตาของหญิงสาวที่แฝงไปด้วยความอ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นเดียวกัน เขามองเห็นความสับสนและอับจนหนทางในอนาคตของหญิงสาววัยแรกแย้มคนหนึ่ง เขามองเห็นภาพตัวเองในอดีตผ่านแววตาของนาง คนแบบเดียวกันย่อมเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน นักดีดพิณส่งรอยยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างเอาไว้ให้หญิงสาว

ดั่งน้ำทิพย์ที่ผุดขึ้นท่ามกลางเปลวไฟร้อนแรง ช่วยชะล้างจิตใจของหญิงสาวที่พลัดตกลงสู่หุบเหวลึก

แววตาเขาบอกว่า เขายอมตายได้เพื่อนาง

แววตาเขาบอกว่า เมื่อนางกลายเป็นผู้ปกครองของวังหลังที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่นในวัง มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาขวักไขว่ นางจะจำผู้ชายคนที่เคยส่งรอยยิ้มปลอบโยนให้นางในงานเลี้ยงคืนนั้นได้บ้างหรือไม่

น่าจะจำได้นะ เพราะจำได้จึงทุกข์ระทม นางต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป นี่คือความหวังและความปรารถนาดีของเขา

“คัต! ดี ผ่าน!” ผู้กำกับตะโกนสั่ง ฉากนี้เทกเดียวผ่าน

นักแสดงต้องเข้าถึงบทให้เร็ว ออกจากบทยิ่งต้องเร็วกว่า ถึงอย่างไรตัวละครก็เป็นแค่สิ่งที่คนอื่นเขียนขึ้นมา แต่ชีวิตของคุณต้องก้าวต่อไปด้วยตัวเอง

ถังเฟิงลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง ยกมือปัดผมไปด้านหลัง หญิงสาวงดงามเฉิดฉายคนหนึ่งเดินมาตรงหน้าเขา ซึ่งก็คือหญิงสาวที่สบตากับถังเฟิงในฉากเมื่อกี้นี้ หรือนางเอกที่ผู้สร้างละครเรื่องนี้เลือกมานั่นเอง

“ฉันชื่อถังเถียนเถียน บังเอิญจังที่คุณก็แซ่ถังเหมือนกัน ไม่แน่เราอาจจะมีบรรพบุรุษคนเดียวกันก็ได้” เด็กสาวเอ่ยอย่างสดใสพร้อมยื่นมือให้ถังเฟิง “เมื่อกี้คุณแสดงได้ดีจริงๆ แค่แวบเดียวก็พาฉันหลุดเข้าไปอยู่ในละครแล้ว”

“ถังเถียนเถียน[4] น้ำตาลก็ต้องหวานอยู่แล้ว แต่ผมว่าคุณหวานยิ่งกว่า หน้าตาสวยหวาน ปากก็หวานนะเนี่ย” ถังเฟิงหัวเราะพร้อมอ้าแขนออก “ถ้าพวกเรามีบรรพบุรุษคนเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นคุณก็อาจจะเป็นน้องสาวของผมก็ได้ น้องสาวมาให้พี่ชายกอดหน่อยมา”

 

 

[1] ฤดูใบไม้ผลิในภาษาจีนสื่อถึงช่วงวัยหรือเวลาที่เกิดความต้องการทางเพศและความรัก เช่นเด็กหนุ่มอายุสิบหกก็เหมือนเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของชีวิต เริ่มมีความต้องการทางเพศ เริ่มมีความรัก

[2] เสี่ยวเชี่ยนเป็นปีศาจสาวที่จำต้องหลอกล่อชายหนุ่มและดูดวิญญาณไปให้ปีศาจแม่เฒ่า จนกระทั่งได้พบกับบัณฑิตหนุ่มนามหนิงไฉ่เฉิน และก่อเกิดเป็นความรักระหว่างปีศาจกับมนุษย์ มาจากนิยายเรื่องเหลียวไจจื้ออี้ หรือรู้จักกันดีในชื่อภาษาไทยว่า โปเยโปโลเย

[3] เวยป๋อเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างหนึ่งซึ่งนิยมใช้กันมากในประเทศจีน มีลักษณะคล้ายทวิตเตอร์

[4] แซ่ถัง พ้องเสียงกับคำว่า ถัง ที่แปลว่าน้ำตาล ส่วนคำว่า เถียน แปลว่าหวาน

Leave a Reply