Back to Home

บทที่ 21

 

วันนี้เริ่มงานวันแรกก็นับว่าราบรื่นดี ฉากที่ตัวเองต้องแสดงถ่ายเทกเดียวผ่าน และได้ทำความรู้จักกับนางเอกด้วย ถังเถียนเถียนเป็นหญิงสาวที่ร่าเริงและสวยมาก เคยไปเรียนต่างประเทศ ใช้เวลาไม่นานก็คุยกับ ‘ผู้อาวุโส’ ถังเฟิงได้อย่างถูกคอ เอาแต่เรียก ‘พี่ถัง พี่ถัง’ ไม่ขาดปากจนคนในกองถ่ายแกล้งล้อเลียนทั้งสองคน

ถึงอย่างไรช่วงบ่ายถังเฟิงก็ไม่มีธุระอะไรอยู่แล้ว จึงใส่ชุดโบราณยืนดูการถ่ายทำฉากอื่นต่อ บางครั้งก็คุยกับทีมงานที่อยู่แถวนั้น คนที่ขยัน ตั้งใจ และอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครไล่ให้ไปห่างๆ  แต่ก็มีนักแสดงเล็กๆ บางคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับถังเฟิง

รถแอสตันมาร์ตินสีดำมันปลาบคันหนึ่งแล่นช้าๆ มาแต่ไกล ถึงแม้ถังเฟิงจะเห็นแล้วว่ารถสปอร์ตคันนั้นขับเข้ามาอย่างช้าๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ตั้งแต่เขานั่งตากแดดคุยเล่นอยู่ตรงนี้เห็นรถสปอร์ตผ่านมาตั้งหลายคัน แต่เสียวอวี่ที่อยู่ด้านข้างรีบเตือนสติถังเฟิง

“รถของประธานลู่ค่ะ!” เสียวอวี่รีบดึงตัวถังเฟิงที่กำลังม้วนแขนเสื้อคุยเล่นกับคนในกองถ่ายให้ลุกขึ้น

“ลู่เทียนเฉินหรือ” เขามาทำอะไร

“วันนี้คุณเริ่มงานเป็นวันแรก เขามาดูคุณก็เป็นเรื่องปกติ” เสียวอวี่เอ่ยอย่างมีเหตุมีผล

ถังเฟิงแอบหัวเราะอยู่เงียบๆ เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนแซ่ลู่จะเป็นคนดีขนาดนั้น แต่ในเมื่อเจ้านายมาแล้ว คนที่เป็นลูกจ้างจะไม่แสดงท่าทีอะไรเลยก็คงไม่ดี

รถสปอร์ตจอดตรงลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล ถังเฟิงและเสียวอวี่เดินเข้าไปหา ประตูรถเปิดออก แล้วลู่เทียนเฉินที่ดูหล่อกว่าพระเอกในละครก็ก้าวออกมา เมื่อผู้ชายที่มีสีหน้าเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งตลอดเวลาเห็นถังเฟิงในชุดโบราณแวบแรกก็ตะลึงงันเล็กน้อย

“ประธานลู่ รบกวนคุณจริงๆ ที่สละเวลามา” เสียวอวี่วิ่งปราดเข้าไปหา

สายตาของลู่เทียนเฉินเลื่อนไปยังถังเฟิง “นายยังไม่เลิกงาน?”

“ผม…” พูดยังไม่ทันจบก็โดนตัดบทเสียก่อน

“เปลี่ยนชุด แล้วไปกับฉัน”

ฉัน…กับนายเนี่ยนะ!?

ถังเฟิงแอบด่าอยู่ในใจ แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน พยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนประธานลู่รอสักครู่นะครับ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”

เสียวอวี่รีบดึงตัวถังเฟิงไปยังห้องแต่งตัว ไม่ควรปล่อยให้ประธานลู่รอนาน

“อูย เบาๆ หน่อย” ถังเฟิงที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวและถูกเสียวอวี่จับถอดเสื้อผ้าบ่นอุบ เขาไม่คิดจะแกล้งถ่วงเวลาให้ลู่เทียนเฉินรอนาน และต่อให้เขามีความคิดแบบนั้นก็ไม่แน่ว่าจะทำได้จริง แต่เสียวอวี่ช่วยเบามือหน่อยได้ไหมเนี่ย เป็นสาวเป็นนางมาดึงทึ้งเสื้อผ้าของเขาอย่างกับหมาป่าบ้ากาม

“ประธานลู่รออยู่ค่ะ!” พูดไปพูดมาเสียวอวี่ก็พูดวนเวียนอยู่แค่ประโยคเดิม

“เขาอยากรอก็ให้รอไปสิ ผมไม่ได้บอกให้เขามาซะหน่อย” เมื่อถอดวิกออกก็รู้สึกเจ็บหนังศีรษะเล็กน้อย ถังเฟิงนวดหัวตัวเองเบาๆ พร้อมกับยกขาให้เสียวอวี่ถอดกางเกงของเขาออก

“ว้าย ทำไมคุณให้ฉันถอดกางเกงให้คุณล่ะ!” พอกรี๊ดจบเสียวอวี่ก็หน้าแดง มือสองข้างปิดหน้าแล้วมองผ่านซอกนิ้ว “ฉันว่าคุณถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารได้เลยนะเนี่ย”

เรียวขานั่นมันช่าง… เสียวอวี่ก้มลงมองขาของตัวเองบ้าง เอาเถอะ เธอเป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเทียบกับดาราสักหน่อย

“ฉันจะจัดการให้” จู่ๆ เสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากประตู

ถังเฟิงและเสียวอวี่หันไปมองพร้อมกัน ลู่เทียนเฉินมาถึงห้องแต่งตัวตั้งแต่เมื่อไร

 

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถังเฟิงได้กินข้าวกับลู่เทียนเฉินสองต่อสอง ทั้งๆ ที่เสียวอวี่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขาแต่กลับถูกลู่เทียนเฉินไล่กลับไป เมื่อนึกถึงเสียวอวี่ที่ทิ้งเขาแล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กหายไป ถังเฟิงก็อยากจะเขกกะโหลกอีกฝ่ายเสียจริงๆ  ยัยตัวแสบเอ๊ย

รถจอดหน้าประตูภัตตาคารแห่งหนึ่ง ลู่เทียนเฉินส่งกุญแจให้พนักงานรับรถ ถังเฟิงเดินเคียงข้างชายหนุ่ม ตอนถังเฟิงเดินเข้าไปในภัตตาคารพร้อมกับลู่เทียนเฉิน หัวหน้าบริกรก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น เห็นได้ชัดว่าลู่เทียนเฉินเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ และจากสายตาประหลาดใจของหัวหน้าบริกรที่มองมายังเขาก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ถังเฟิงรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่มักจะมากินข้าวกับลู่เทียนเฉินเป็นประจำแน่ๆ

แล้วเป็นใครล่ะ เกอเฉินงั้นหรือ

“ประธานลู่ เสิร์ฟเมนูเดิมหรือเปล่าครับ” หัวหน้าบริกรที่ยืนอยู่ในห้องส่วนตัวเอ่ยถามเสียงเบา ลู่เทียนเฉินเหลือบมองถังเฟิง

ลู่เทียนเฉินขยับปากเล็กน้อย มองถังเฟิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วยื่นเมนูให้ “อยากกินอะไรก็สั่งเองเลย”

ถังเฟิงไม่เกรงใจแม้แต่น้อย พลิกเปิดเมนูแล้วสั่งอาหารสองสามอย่างที่ทั้งแพงและถูกปากตัวเอง ความถูกปากตัวเองเป็นเรื่องรอง ราคาแพงเป็นเรื่องหลัก นานๆ ทีประธานลู่จะเลี้ยงข้าว เขาก็ต้องให้เกียรติกันหน่อย

“เสิร์ฟตามที่เขาสั่ง” เศรษฐีก็คือเศรษฐี ลู่เทียนเฉินไม่กะพริบตาแม้แต่นิดเดียว

“ครับผม กรุณารอสักครู่” หัวหน้าบริกรรีบขอตัวออกไปโดยไม่ลืมปิดประตูอย่างเบามือ

ครั้งนี้ถังเฟิงฉลาดขึ้นแล้ว การรับมือกับคนแบบลู่เทียนเฉินไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน คุณยิ่งพูดเยอะอีกฝ่ายก็ยิ่งจับจุดอ่อนและช่องโหว่ของคุณได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าดื่มน้ำผลไม้เงียบๆ  ถ้าจะแข่งว่าใครทนอยู่ในบรรยากาศชวนประดักประเดิดที่ไม่มีใครพูดอะไรสักคำได้นานกว่ากัน ถังเฟิงมั่นใจว่าตัวเองไม่แพ้แน่

คนที่เคยตายมาแล้วหนหนึ่งผิวหนังย่อมหนาขึ้นอีกชั้น ชีวิตที่ ‘ขโมยมา’ ไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นอีก

เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า ไม่น่าเชื่อว่าภายในห้องส่วนตัวยังไม่มีใครพูดอะไรเลย จนกระทั่งหัวหน้าบริกรเดินนำบริกรมาเสิร์ฟอาหารให้ ทั้งสองก็ยังคงต่างคนต่างทำธุระของตัวเอง ดื่มน้ำผลไม้ อ่านนิตยสาร เล่นโทรศัพท์

“รับประทานให้อร่อยนะครับ” อาหารเสิร์ฟครบแล้ว หัวหน้าบริกรค้อมตัวให้เล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้องส่วนตัว ครั้งนี้ล็อกประตูให้อย่างแน่นหนา ก่อนปิดประตูเขาแอบชำเลืองมาทางถังเฟิง แต่คนถูกมองสังเกตเห็นและเผลอสบตาด้วยพอดีจึงตกใจจนเกือบสำลัก

“ค่อยๆ ดื่มก็ได้” ลู่เทียนเฉินเหลือบสายตาขึ้นมองแล้วยื่นกระดาษทิชชู่ส่งให้

“ขอบคุณครับ” ถังเฟิงรับมาแล้วหันข้างก้มหน้าเช็ดน้ำผลไม้ที่ติดอยู่มุมปาก น่าขายหน้าชะมัด

“นอกจากนิสัยนายจะเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้กิริยาท่าทางก็ดูดีขึ้นมากด้วย” ใบหน้าของลู่เทียนเฉินไม่ได้แสดงความรู้สึกใด เขาหยิบส้อมและมีดแล้วลงมือหั่นเนื้อวัวนุ่มๆ ในจาน โดยไม่มองถังเฟิงแม้แต่แวบเดียว

“ขอบคุณประธานลู่ที่ชมครับ” ทหารมาตั้งทัพสู้ น้ำมาก่อทำนบกั้น พูดน้อยก็มีช่องโหว่น้อย

“เมื่อก่อนเวลานายอยู่กับฉันมักจะพูดเยอะ” ประโยคนี้ของท่านประธานคล้ายไม่ได้ตั้งใจพูดแต่ก็เหมือนจงใจ

“ประธานลู่คิดถึงผมคนเดิมหรือครับ” ชักหิวขึ้นมาบ้าง ถังเฟิงเลยหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหาร ถึงแม้เขาจะเติบโตในต่างประเทศ แต่อาหารที่เขาชอบมากที่สุดก็คืออาหารจีน โดยเฉพาะหม้อไฟเสฉวน เรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะหมอคอยกำชับอยู่บ่อยๆ ว่าอันนี้กินไม่ได้ อันนั้นกินไม่ได้ เขาคงกินหม้อไฟจนกลายเป็นอาหารประจำบ้านไปแล้ว

“เปล่า ฉันชอบนายในปัจจุบันมากกว่า” ลู่เทียนเฉินตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ขอบคุณประธานลู่ที่ชมครับ” ถังเฟิงตอบกลับด้วยคำพูดเป็นทางการ แต่คำพูดที่ออกมาจากปากถังเฟิงไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกกระด้างกระเดื่อง กลับแฝงด้วยอารมณ์ขันนิดๆ

ลู่เทียนเฉินกลืนเนื้อวัวในปาก มองเมนูหม้อไฟสีแดงเพลิงตรงหน้าถังเฟิงแล้วหรี่ตาลง จากนั้นก็ก้มหน้ากินอาหารรสจืดชืดของเขาต่อไป “ที่เรียกตัวนายมาก็เพราะมีข่าวดีจะบอกนาย”

“เตรียมขึ้นเงินเดือนให้ผมหรือครับ” ถังเฟิงกล่าวยิ้มๆ

“ก็ไม่เชิง” ลู่เทียนเฉินมองถังเฟิงคีบเนื้อวัวรสหมาล่า[1]เข้าปาก แววตาไหววูบเล็กน้อย หยิบแก้วน้ำด้านข้างขึ้นมาดื่มแล้วจึงเอ่ยต่อ “ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับหลี่เวยตัดสินใจเลือกนักแสดงแล้ว”

“ผู้กำกับหลี่เวยตัดสินใจเลือกนาย ทั้งที่ตอนแรกคนที่พวกเราเสนอชื่อคือเกอเฉินซึ่งเป็นศิลปินในสังกัดของซูฉี่เฉิง คุณสมบัติของเกอเฉินไม่เลวเลย แต่ผู้กำกับหลี่เวยกลับเห็นว่าการแสดงหน้ากล้องของนายมีเสน่ห์ดึงดูดกว่า” เมื่อพูดถึงตรงนี้ลู่เทียนเฉินก็จงใจมองตาถังเฟิงด้วยสายตาที่แฝงความหมาย

ตอนถังเฟิงไปออดิชั่นและจูบกับจิโน่ ลู่เทียนเฉินยืนดูอยู่ตลอดโดยไม่เสียค่าบัตรเข้าชม

“ประธานลู่ คุณบอกผมมาตรงๆ เลยดีกว่า ว่าผมจะได้เล่นหรือไม่ได้เล่น” พูดเกริ่นนำซะยืดยาว ตั้งนานแล้วยังไม่ถึงประเด็นสำคัญเสียที ตั้งใจแกล้งยั่วกันชัดๆ

“อยากรู้ขนาดนี้เชียว?” ลู่เทียนเฉินยกมุมปากแล้ววางส้อมและมีดในมือ “เอาอย่างนี้แล้วกัน ระหว่างเกอเฉินกับนายมีความเป็นไปได้มากที่ผู้กำกับหลี่เวยจะเลือกนาย ถึงแม้เทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์และซูเอนเตอร์เทนเมนต์จะร่วมมือกับผู้กำกับหลี่เวย แต่พวกเราทั้งสองบริษัทรับผิดชอบแค่เรื่องการโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศจีนเท่านั้น บริษัทเงินทุนหลักคือชาลส์”

เรื่องนี้ถังเฟิงรู้อยู่แล้ว แล้วยังไงต่อล่ะ ลู่เทียนเฉินช่วยพูดให้จบทีเดียวเลยได้ไหม

“โอกาสแรกสุดของเกอเฉินแลกมาด้วยตัวนาย แต่ตอนนี้ชาลส์ดูจะหลงนายมาก ทางบริษัทนายทุนมีข้อเสนอว่า ถ้านายได้รับบทนำในภาพยนตร์ บริษัทจะเพิ่มเงินทุนให้อีก” คำพูดของลู่เทียนเฉินฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าฟังให้ดีๆ ก็เหมือนจะมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่

แล้วอะไรคือ ‘ตอนนี้ชาลส์ดูจะหลงนายมาก’

“นั่นก็เป็นโอกาสที่ประธานลู่มอบให้เช่นกัน” บางทีเขาก็อยากประชดกลับบ้าง การนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ลู่เทียนเฉินพูดเสียดสีอยู่ฝ่ายเดียวไม่ใช่นิสัยของถังเฟิง

“ไม่หรอก นี่เป็นโอกาสที่นายช่วงชิงมาเองต่างหาก” ลู่เทียนเฉินบอกเรียบๆ

นึกไม่ถึงว่าเจ้าคนหน้าหนาคนนี้จะพูดอย่างนั้นออกมาได้ ถังเฟิงรู้สึกว่าตัวเองเจอคู่แข่งเสียแล้ว

“ผู้กำกับหลี่เวยไม่ใช่ผู้กำกับที่จะยอมทำตามความต้องการของบริษัทนายทุนเสียทั้งหมด เขายังไม่ได้ตัดสินใจครั้งสุดท้าย นอกจากนายและเกอเฉินแล้ว ยังมีตัวเลือกอื่นจากการออดิชั่นที่ญี่ปุ่นและเกาหลีอีก แต่ถ้าเปรียบเทียบระหว่างนายกับเกอเฉิน นายดูจะมีโอกาสมากกว่า ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจแล้วว่าต่อจากนี้จะช่วยสนับสนุนนาย”

ฉันเป็นลูกจ้างของนาย ทำกำไรให้นาย นายก็ควรจะสนับสนุนฉันตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่ไปสนับสนุนลูกจ้างของบริษัทคู่แข่ง

ดังนั้น…ถังเฟิงจึงไม่ได้รู้สึกขอบคุณลู่เทียนเฉินสักเท่าไร เขารู้มูลค่าของตัวเองดี ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีสัญญาติดค้างกับเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ต้องมีชีวิตที่ดีแน่นอน

ในโลกนี้ไม่มีใครใส่ใจนักแสดงดีๆ จริงหรือ นักแสดงดีๆ มีมากมาย แต่คนที่โดดเด่นออกมากลับมีเพียงไม่กี่คน

“ปฏิกิริยาของนายนิ่งมากนะ” ลู่เทียนเฉินว่า

“ประธานลู่ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” และจะไม่ทำให้ตัวเองผิดหวังด้วย

ลู่เทียนเฉินยิ้ม “เมื่อวันก่อนชาลส์พานายไปที่แห่งหนึ่งและเจอคนบางคน นายตั้งใจทำงานอย่างวางใจเถอะ เรื่องพวกนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“ขอบคุณครับประธานลู่” มาถึงตอนนี้ถังเฟิงรู้สึกถูกชะตากับลู่เทียนเฉินขึ้นเยอะเลย เขากำลังวิตกกังวลเรื่องอัลเบิร์ตอยู่จริงๆ  เรื่องวุ่นวายยิ่งน้อยก็ยิ่งดี เขาแค่อยากตั้งใจทำงานและใช้ชีวิตให้ดีๆ ไม่อยากเอาชีวิตไปพัวพันกับแก๊งอิทธิพลมืด

“เวลานายอยู่กับชาลส์ก็สุภาพแบบนี้เสมอหรือ” ลู่เทียนเฉินเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“คุณเป็นเจ้านายของผมนะครับ” คนอย่างชาลส์ ถ้าทำตัวสุภาพด้วยก็จะโดนเอาเปรียบ ดังนั้นห้ามสุภาพเกรงใจเป็นอันขาด แต่บางครั้งเขาก็ต้องรักษาหน้าของชาลส์ด้วย ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายอาจจะขายเขาจริงๆ ก็ได้

ลู่เทียนเฉินหัวเราะแต่ไม่ได้พูดว่าอะไร เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลงก็ส่งถังเฟิงกลับไปยังคฤหาสน์ของชาลส์

“ฉันจะให้คนช่วยติดต่องานนิตยสารให้นาย แล้วอีกครึ่งเดือนฉันจะมารับ” ลู่เทียนเฉินพูดทิ้งท้ายก่อนจากไป

ถังเฟิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดคนแซ่ลู่ก็เห็นเขาเป็นคนของบริษัทตัวเองเสียที

 

 

บทที่ 22

 

“หัวหน้า แขกรับเชิญของรายการ ‘คนรักในฝัน’ ซีซั่นนี้เลือกไว้เรียบร้อยแล้ว คุณลองดูแล้วกัน”

ในห้องประชุมสถานีโทรทัศน์ ทีมงานรวมตัวกันดูข้อมูลของรายการซีซั่นล่าสุดพลางปรึกษากันเรื่องปัญหาการผลิตรายการ

“ดาราชายกับชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม หัวข้อนี้ต้องสร้างความฮือฮามากแน่ๆ  ซีซั่นนี้รายการของพวกเราต้องไม่มีคำไหนนอกจากคำว่าความสำเร็จ ฮ่าๆ” คนเป็นหัวหน้าดันแว่นที่แขวนอยู่บนสันจมูก ชายหนุ่มดูหล่อเหลาและสุภาพเรียบร้อยมาก เขามองทีมงานที่นั่งอยู่รอบข้างแล้วยิ้มเล็กน้อย “ตอนเริ่มรายการมีดาราชายทั้งหมดสิบคน แล้วล็อกผลสี่คนสุดท้ายที่จะให้เข้าสู่รอบหลังๆ ของรายการเป็นการภายใน สี่คนสุดท้ายนี้พวกคุณเลือกไว้หรือยัง”

ผู้เป็นหัวหน้าปิดแฟ้มรายชื่อแขกรับเชิญที่เพิ่งเปิดดูไปเพียงไม่กี่หน้า แล้วกวาดสายตามองทุกคน

“เรียบร้อยแล้ว” โปรดิวเซอร์สาวผู้สวมแว่นกรอบดำอันใหญ่เอ่ยตอบ “เฝิงซิวเจี๋ยคือคนที่เราเลือกเชียร์ในคราวนี้ ช่วงสองสามปีมานี้เขาเป็นหนึ่งในสี่เจ้าชายน้อยแห่งวงการบันเทิง และเป็นที่จับตามองอย่างมาก ภาพลักษณ์ก็ดีเยี่ยม ถ้าเขามาออกรายการครั้งนี้ต้องเป็นข่าวครึกโครมแน่นอน”

“ส่วนอีกสามคนพวกเราตัดสินใจเลือกดาราชายที่มีชื่อเสียงหรือไม่ก็มีฝีปากกล้า” โปรดิวเซอร์สาวชะงักไปครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อยและมีท่าทีลังเลก่อนพูดต่อ “เคน คุณคิดว่าถังเฟิงเป็นยังไง”

“ถังเฟิง?” ดวงตาของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย เพิ่งนึกได้ว่าดูเหมือนเมื่อครู่นี้เขาจะเปิดแฟ้มดูไม่หมด เคนยื่นมือไปเปิดแฟ้มอีกครั้ง เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายจึงเห็นเอกสารของถังเฟิง

“พวกคุณวางแผนจะจัดการกับเขายังไง” เคนถามอย่างไม่ใส่ใจนักขณะอ่านข้อมูลของถังเฟิง

“ก็ทำตามแผนเดิม ให้เขาอยู่สามตอนแรกแล้วคัดออก” โปรดิวเซอร์สาวสรุปอีกครั้ง แล้วเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ว่าเมื่อวานฉันดูในเวยป๋อ ภาพเขาสวมชุดโบราณติดอันดับหนึ่งในสามของท็อปคอมเมนต์และท็อปรีโพสต์ แล้วเรื่องภาพยนตร์ของเขากับเกอเฉินก่อนหน้านี้ก็มีประเด็นให้พูดถึงด้วย”

ทีมงานคนหนึ่งกล่าวเสริม “ฉันมีเพื่อนทำงานที่เทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ ดูเหมือนช่วงนี้ทางเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ตั้งใจจะให้ถังเฟิงสัมภาษณ์และถ่ายนิตยสารหลายฉบับ ดูท่าแล้วลู่เทียนเฉินคงตั้งใจผลักดันถังเฟิง”

“พอรายการออกอากาศไปได้สักครึ่งทาง ถ้ามาบวกกับข่าวการโปรโมตถังเฟิงที่เริ่มเป็นกระแสขึ้นมา ย่อมเป็นผลดีต่อรายการของเราด้วย” โปรดิวเซอร์สาวแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างตรงไปตรงมา

เคนพยักหน้า เอามือลูบคาง “อืม ผมเชื่อคำพูดของคุณ แต่แขกพิเศษที่ผมเชิญมาในครั้งนี้เป็นคนที่ไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร ผลการตัดสินสุดท้ายของรายการจะเป็นยังไงจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะกำหนดหรือควบคุมได้”

เคนยิ้มเล็กน้อยก่อนเงยหน้าพูดเสริมว่า “แต่ผมคิดว่าถังเฟิงน่าจะอยู่ถึงรอบสุดท้าย แขกรับเชิญของรายการก็เอาตามนี้แล้วกัน ช่วงแรกพวกเราจะดันเฝิงซิวเจี๋ยเป็นหลัก ส่วนถังเฟิงยังไม่ต้องโปรโมตเขาเยอะ”

“ม้ามืดโผล่มากลางทางก็เป็นวิธีการเพิ่มเรตติ้งอย่างหนึ่ง”

 

พอเดินออกจากห้องประชุม เคนก็หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาเพื่อนสนิทของเขา

ครู่หนึ่งปลายทางก็รับสาย

“ฮัลโหล ช่วงนี้นายว่างจะแย่แล้วใช่ไหม มาออกรายการของฉันหน่อยสิ ออกเดตกับดาราชายอะไรทำนองนั้น งานถนัดนายเลยไม่ใช่หรือ” เคนกล่าวกับคนทางปลายสายด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเล็กน้อย

[เคน ฉันดูเหมือนคนว่างงานขนาดนั้นเลย?] ชายหนุ่มจากปลายสายหัวเราะร่วน

“อย่าทำตัวห่างเหินกันนักสิ ถึงยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งหลายปี” เคนพูดกลั้วเสียงหัวเราะ

[ฮ่าๆ ฉันชอบดาราชายหน้าตาดีก็จริง แต่ไม่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวไปฉายบนจอทีวี แบบนั้นมันโง่เง่าสิ้นดี ว่าแต่ทำไมจู่ๆ นายถึงโทรมาหาฉันล่ะ]

“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นายไปให้สัมภาษณ์นิตยสารการเงินชั้นแนวหน้าตั้งแต่กลับมาถึงล่ะ หนุ่มหล่อรวยแถมยังโสด นี่มันหนุ่มโสดในฝันชัดๆ  ครั้งนี้ดาราชายที่มาร่วมรายการของเรามีคนที่นายรู้จักด้วยนะ” เขาหยุดนิดหนึ่งและปล่อยเสียงหัวเราะผ่านซอกฟัน ตั้งใจประวิงเวลาก่อนเสริม “ถังเฟิง คนที่มาสถานีโทรทัศน์กับนายคราวก่อนไง”

[ถังเฟิง?] อีกฝ่ายถามเสียงสูง

“ใช่ สนใจไหม” ปฏิกิริยาตอบสนองของชาลส์ทำให้เคนพอใจมาก เขานับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าตอนนี้ถังเฟิงอยู่ที่บ้านของชาลส์

[ฉันยังให้คำตอบนายตอนนี้ไม่ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะบอกอีกที]

บนท้องถนนอันแน่นขนัด ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับถอดหูฟังออกแล้วยกยิ้มมุมปาก ถังเฟิงหรือ

 

สิ่งที่ถังเฟิงชอบมากที่สุดก็คือห้องน้ำอันหรูหราในห้องนอนของชาลส์ ห้องนอนแขกกับห้องนอนเจ้าของบ้านมีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน หลังจากที่เขาอยู่ในบ้านของชาลส์ได้หนึ่งสัปดาห์ ชาลส์ก็บอกรหัสห้องนอนใหญ่ให้ถังเฟิงรู้

คนเราย่อมต้องมีหลักการของตัวเอง สิ่งที่ถังเฟิงชอบทำที่สุดก็คือเข้าไปแช่ตัวในอ่างอาบน้ำของห้องนอนใหญ่เป็นเวลาสองชั่วโมงตอนชาลส์ไม่อยู่บ้าน น้ำร้อนมีอุณหภูมิคงที่ เขาสามารถนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำและดื่มน้ำผลไม้พลางดูภาพยนตร์ที่ฉายบนจอทีวีซึ่งแขวนติดกับผนัง

วันนี้เขาดูหนังรักอบอุ่นที่ดังมากในฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเรื่องราวของชนชั้นสูงคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจากการกระโดดร่มจนเป็นอัมพาตครึ่งล่าง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต่อมาเขาจ้างวัยรุ่นผิวดำคนหนึ่งมาเป็นคนรับใช้คอยช่วยงานในบ้าน ทั้งสองคนที่เหมือนมาจากคนละโลกต้องอยู่ด้วยกันและมีเหตุกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ไม่มีความขัดแย้งเรื่องชนชั้นตามรูปแบบเดิมๆ และไม่มีการเหยียดเชื้อชาติที่ชวนรังเกียจ หนังอบอุ่นหวานซึ้งที่ก้าวข้ามเรื่องชนชั้นและเชื้อชาติ เมื่อดูจบจึงเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ

ภาพยนตร์แสนเศร้าสมจริงอาจจะได้รับกระแสตอบรับจากผู้ชมส่วนใหญ่ และสร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างลึกซึ้ง แต่ถังเฟิงชอบดูหนังอบอุ่นหวานซึ้งมากกว่า ไม่ว่าชีวิตตอนนี้ต้องพบเจอความยากลำบากหรือความทุกข์อะไรก็ตาม เราก็ต้องเดินผ่านมันไปให้ได้ ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อให้เราได้ไปพบเห็นความสวยงามของเส้นทางที่รอเราอยู่ข้างหน้านั่นเอง

ดูหนังจบและดื่มน้ำผลไม้จนหมด ถังเฟิงก็สวมเสื้อคลุมอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำ โดยนึกไม่ถึงว่าจะเจอชาลส์อยู่ในห้องนอนแล้ว เพราะปกติที่ผ่านมาชายหนุ่มไม่เคยกลับบ้านเร็วนัก

“ที่รัก” ชาลส์อ้าสองแขนออกพร้อมก้าวยาวๆ มาหาชายหนุ่ม

“นายตัวหอมจัง” สองมือโอบกอดถังเฟิง ชาลส์ละเลียดจูบบริเวณคอของชายหนุ่มที่มีกลิ่นหอมสดชื่นจากครีมอาบน้ำ

“วันนี้คุณกลับเร็วจัง” ถังเฟิงดึงมือทั้งสองข้างของชาลส์ออกจนหนีรอดจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายมาได้ ช่วงนี้ไม่รู้ว่าชาลส์กินเยอะไปหรือไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่เจอเขามักจะเข้ามากอดจูบอย่างกับไม่ได้เจอกันนานหลายปี จนบางครั้งเขาก็อยากจะเอาเท้ายันหน้าชาลส์ออกไปให้รู้แล้วรู้รอด

ชาลส์หัวเราะ ยกแขนขึ้นโอบไหล่ชายหนุ่ม มืออีกข้างสอดเข้าใต้เข่าแล้วออกแรงอุ้มถังเฟิงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ชาลส์!” ถังเฟิงรีบยกมือขึ้นกอดคออีกฝ่ายเอาไว้ด้วยความตกใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาโดนอุ้มท่านี้

“ฉันแรงเยอะน่า ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะทำนายตก” ชาลส์หัวเราะเสียงดังพร้อมกับอุ้มถังเฟิงเดินตรงไปที่เตียงนอน ก้มลงจูบถังเฟิง ตั้งแต่หน้าผากเกลี้ยงเกลามาถึงปลายจมูก แก้ม ริมฝีปาก แนวคาง ลำคอ…และค่อยๆ ไล่ต่ำลงไปเรื่อยๆ  เป็นจุมพิตที่ทั้งอ่อนโยนและรักใคร่อย่างสุดซึ้ง ให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเป็นคู่รักกันจริงๆ

“เมื่อวานพวกเราเพิ่งจะทำกันไปนะ” ชาลส์ดึงสาบเสื้อคลุมอาบน้ำเปิดออก แผงอกเปลือยเปล่าภายใต้แสงไฟอ่อนละมุนสะท้อนแสงนุ่มนวลราวกับแพรไหม ความอ่อนโยนจากริมฝีปากอันเชี่ยวชาญของอีกฝ่ายสัมผัสร่างกายของเขาอย่างแผ่วเบา ลมหายใจของถังเฟิงถี่กระชั้นขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่

“ตอนนี้ฉันอยากจะทำกับนายไปจนถึงพรุ่งนี้เช้าเลย อยากจะโอบกอดนายไว้ให้แน่นๆ” ชาลส์เงยหน้าขึ้นมองถังเฟิงด้วยดวงตาโตๆ ของเขาแล้วฉีกยิ้ม จากนั้นก็ก้มลงมอบจุมพิตอีกครั้ง ไล่ตั้งแต่ท้องน้อย ต้นขา หัวเข่า ไปจนถึงหลังเท้าของถังเฟิง

“นายช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน ฉันหมายความว่ากระทั่งเล็บของนายก็ยังสวยมาก” ชาลส์เอ่ยชมขณะก้มลงจูบนิ้วเท้างดงามกลมกลึงของชายหนุ่ม

“คิก…” ถังเฟิงหดขาด้วยความจั๊กจี้ ชาลส์ยื้อจับข้อเท้าของชายหนุ่มไว้

“นายเขินหรือ หึๆ นี่ฉันพูดจริงๆ นะ” ชาลส์ใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามข้อเท้าขาวเนียนของอีกฝ่าย สายตาจับจ้องอยู่ตรงหลังเท้านวลเนียนที่มองเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางๆ ของถังเฟิงแล้วโน้มตัวลงจูบทันที “ตอนนี้ฉันอยากจะกลืนกินนายเข้าไปทั้งตัวเลย”

ถังเฟิงขมวดคิ้ว ที่แล้วมาเวลาเขากับชาลส์ร่วมเตียงกัน เขาต้องตามใจอีกฝ่ายเสมอ ความจริงแล้วเทคนิคของชาลส์ก็ไม่เลวทีเดียว แต่คราวนี้บางทีเขาอาจจะได้ลองอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูว่าคุณจะกลืนไหวไหม” ถังเฟิงหัวเราะ ยกขาข้างหนึ่งเหยียบแผงอกแข็งแกร่งของคนที่อยู่ตรงหน้า

 

 

บทที่ 23

 

“นายเป็นผู้ชายคนแรกที่กล้าเหยียบฉัน” ชาลส์หรี่ตา มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มดุดัน เมื่อเขาพูดจบถังเฟิงก็ขยับขาขึ้นไปพาดบนไหล่ชาลส์ จากมุมมองของชาลส์ ขาข้างหนึ่งของชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จวางอยู่บนเตียงอย่างสบายๆ ส่วนขาอีกข้างยกขึ้นพาดไหล่เขา เสื้อคลุมอาบน้ำที่ปิดๆ เปิดๆ อย่าหมิ่นเหม่ยิ่งทำให้ดูเย้ายวน

“นายชักจะกำเริบใหญ่แล้ว” คำพูดที่ฟังดูแข็งกร้าวกลับแฝงเร้นด้วยความหลงใหล ชาลส์จับข้อเท้าของชายหนุ่มแล้วจูบหลังเท้าอย่างเร่าร้อน ขณะที่อีกฝ่ายจงใจลูบไล้ฝ่ามือของเขา ชาลส์รู้สึกว่าตัวเองถูกยั่วเย้าจนไฟในตัวใกล้จะปะทุเต็มที ขอให้สติสัมปชัญญะหรือการควบคุมตัวเองอะไรนั่นไปตายซะให้หมด

อย่างที่ถังเฟิงเคยว่าไว้นั่นแหละ ชาลส์มีประสบการณ์โชกโชนเรื่องบนเตียง มีเทคนิคแพรวพราวที่ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้ เขาพรมจูบลงบนร่างของถังเฟิง จงใจหยอกเย้าส่วนที่ไวต่อความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นฝ่าเท้า หน้าแข้ง ต้นขาด้านใน ท้องน้อย ลูกกระเดือก… เทคนิคการเล้าโลมอันแสนช่ำชอง อ่อนโยนแต่ก็หนักหน่วงเหล่านั้นส่งผลร้ายกาจมากสำหรับฝ่ายที่ถูกกระทำ

ยังดีที่มีสัญญาแค่หนึ่งเดือน ไม่งั้นถังเฟิงคงเกิดความกังวลว่าตัวเองอาจต้องตายเพราะหมกมุ่นในเรื่องอย่างว่าก็เป็นได้ ตายอยู่บนเตียงนุ่มแสนสบายของชาลส์ที่น่าตายคนนี้นี่แหละ

“ฟังนะเด็กน้อย ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่เทิดทูนความบริสุทธิ์อะไรพวกนั้น ดังนั้นฉันไม่ถือสาเรื่องที่เคยเกิดขึ้นระหว่างนายกับลู่เทียนเฉินหรอก” ชาลส์เลียใบหูของชายหนุ่มเบาๆ และถือโอกาสขบเม้มและไล้เลียติ่งหูกลมกลึงของอีกฝ่าย เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติเพราะอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูง

ชาลส์ออกแรงยกเอวถังเฟิงและเบียดตัวเข้าไปตรงหว่างขาของชายหนุ่ม มือข้างหนึ่งโอบไหล่แล้วอุ้มขึ้นมานั่งบนตักตัวเอง ท่านี้เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก จุมพิตอันแสนเร่าร้อนทำให้พวกเขาดูราวกับคู่รักที่ลุ่มหลงคลั่งไคล้กันและกันจนโงหัวไม่ขึ้น

“ผมเองก็ไม่ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ถือสาที่คุณเคยร่วมเตียงกับใครต่อใครมาก่อนเหมือนกัน ขอแค่คุณสุขภาพแข็งแรงไม่ติดโรคก็ใช้ได้แล้ว” ถังเฟิงยกมือขึ้นกอดคอชาลส์แน่นแล้วจูบหน้าผากชายหนุ่ม เขาได้ยินเสียงชาลส์สูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนกำลังดื่มด่ำกับสัมผัสนี้

“ฉันชอบให้นายจูบฉัน” ชาลส์กอดกระชับเอวและแผ่นหลังของถังเฟิงไว้ พร้อมทั้งพรมจุมพิตตรงบริเวณคางและริมฝีปากอ่อนนุ่มของชายหนุ่มอย่างไม่เว้นช่วง

“วันนี้คุณ…เหมือนพระเอกคลั่งรักในหนังเลย” ร่างของถังเฟิงสั่นระริก วันนี้อันธพาลอย่างชาลส์ช่วยเตรียมความพร้อมให้เขาอย่างเป็นสุภาพบุรุษมาก ขณะเดียวกันนั้นความอ่อนโยนที่รับรู้ได้จากทางด้านหลังก็ทำให้เขารู้สึกทรมานจนแทบทนไม่ไหว

“นั่นฟังดูดีนะ ถ้าอย่างนั้นนายก็คือพระเอกอีกคนของเรื่องน่ะสิ” ชาลส์รู้สึกว่าน่าจะพร้อมแล้ว จึงจับประคองอีกฝ่ายเอาไว้แล้วดึงร่างนั้นลงมาเต็มแรง เรือนร่างที่กระทบกันดุจภูเขาไฟระเบิดพ่นสะเก็ดไฟกระจายไปรอบด้าน ลาวาหลั่งไหลถะถั่งออกมา ถังเฟิงส่งเสียงครางเบาๆ สองมือโอบไหล่ชาลส์เอาไว้

“ผมขอเปลี่ยนคำพูด…อืม…คุณไม่ใช่พระเอกคลั่งรัก…คุณ…อ๊า…อา…คุณมันตัววายร้ายที่กลายร่างมาจากอสุรกาย” ถังเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก นี่มันลึกเกินไปแล้ว ตั้งใจฆ่าเขาชัดๆ

ชาลส์ลูบไล้เรียวแขนและเอวของชายหนุ่มเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายค่อยๆ ปรับตัว เขายิ้มกว้างแล้วว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เป็นโฉมงามกับเจ้าชายอสูรน่ะสิ เด็กน้อย”

ร่างทั้งสองแนบชิดกัน หน้าอกชนหน้าอก ชนิดที่ว่าไม่เคยสัมผัสถึงเสียงหัวใจเต้นของอีกฝ่ายได้ลึกซึ้งขนาดนี้มาก่อน

ตะวันยามสายัณห์นอกหน้าต่างค่อยๆ เคลื่อนคล้อยลง ผ้าม่านสวยหรูหนาหนักบดบังสายตาจับจ้องของดวงอาทิตย์ เสียงด่าทอที่ลอยมาเป็นระยะปะทะกับเสียงลมหายใจหอบถี่ดังระงมอยู่ในอากาศจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ จึงทำได้เพียงปล่อยตัวปล่อยใจให้โยกคลอนไปตามกระแสอันบ้าคลั่งเชี่ยวกราก

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ถังเฟิงเหน็ดเหนื่อยจนไม่อยากขยับตัว จึงได้แต่นอนหลับตาพักหายใจ ส่วนชาลส์ก็สมกับฉายา ‘อสุรกาย’ เพราะยังคงจูบและลูบไล้ร่างกายของชายหนุ่มไม่หยุด

“ชาลส์” ถังเฟิงที่เริ่มหายใจเป็นปกติเรียกคนที่กำลังไล่จูบนิ้วมือของเขา

“หืม? เด็กน้อย มีอะไรจะสั่งหรือ” ชาลส์ดันตัวขึ้น ทั้งยังจับมือถังเฟิงและพรมจูบลงบนนิ้วของอีกฝ่าย

“คุณคงไม่ได้หลงรักผมเข้าแล้วใช่ไหม” ถังเฟิงเหลือบมองชายหนุ่ม

ชาลส์เปล่งหัวเราะเสียงดังลั่นราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในรอบปี เขาเงยหน้าขึ้นหัวเราะ “ที่รัก ตอนนี้พวกเรากำลังแสดงละครเรื่องอะไรอยู่หรือ”

“เรื่องจริงหรือคำหลอกลวงล่ะมั้ง” ถังเฟิงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจแล้วยันตัวลุกขึ้นนั่ง ดึงมือที่ชาลส์จับไว้กลับคืนมาก่อนเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากไปด้านหลัง

“นับวันดูแล้วก็เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เมื่อกี้ผมก็แค่พูดเล่นเท่านั้นเอง คุณอย่าถือเป็นจริงเป็นจังเลย หลังจากครบกำหนดสัญญาผมจะไม่มาหาคุณและจะไม่มาวุ่นวายกับคุณอีก คุณวางใจได้ ผมไม่ใช่ตังเมเหนียวหนึบที่ติดแน่นจนน่ารำคาญหรอก” ถังเฟิงตบบ่าชาลส์ที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางหมุนตัวไปหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา ก้าวลงจากเตียงแล้วเดินไปทางห้องน้ำ

“ชาลส์ คุณเป็นผู้ชายที่ไม่เลวทีเดียว” ถังเฟิงกล่าวแค่นั้น ไม่ได้เอ่ยอีกครึ่งประโยคที่ติดอยู่ในปาก…เฉพาะบนเตียงน่ะนะ

ถังเฟิงเปิดประตูห้องน้ำ แล้วร่างของชายหนุ่มก็หายไปจากสายตา

รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ชาลส์ที่นั่งอยู่บนเตียงยกมือขึ้นนวดแก้ม อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็คือยังเหลืออีกสี่วันห้าคืน

สี่วันห้าคืน… สี่วันห้าคืนหรือ!

ถ้าไม่ใช่เพราะถังเฟิงพูดเตือนขึ้นมา เขาก็เกือบลืมไปแล้วว่าใกล้จะถึงกำหนดสัญญาหนึ่งเดือนแล้ว ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วขนาดนี้ เทพแห่งกาลเวลากำลังเตรียมตัวลดน้ำหนักใช่ไหมถึงได้วิ่งเร็วจี๋แบบนี้ เพียงชั่วพริบตาก็จะถึงวันสิ้นสุดสัญญาแล้ว

‘ผมจะไม่มาหาคุณและจะไม่มาวุ่นวายกับคุณอีก

เสียงน้ำดังมาจากห้องน้ำเป็นระยะ คำพูดเมื่อครู่นี้ของถังเฟิงก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในสมองของชาลส์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงแอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่า…ว้าว เยี่ยมไปเลย ไม่ต้องโดนดาราเล็กๆ พวกนั้นตามเกาะหนึบอีกต่อไปแล้ว เขาเบื่อจะแย่อยู่แล้ว

เขาชอบความฉลาดและรู้ว่าอะไรควรไม่ควรของถังเฟิง ดังนั้นตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาจึงเพลิดเพลินกับทุกอย่างของชายหนุ่มคนนี้อย่างเต็มที่ เรือนร่างอันน่าหลงใหล แววตาสีดำที่แฝงด้วยความเฉลียวฉลาดลึกล้ำดุจบึงน้ำลึก รวมถึงอารมณ์ขัน และความสุขุมเยือกเย็นของชายหนุ่มด้วย

ถังเฟิงเปรียบเหมือนก้อนเมฆที่ลอยละล่องตามลมอยู่บนท้องฟ้า คุณมองเห็น แต่คว้าเอาไว้ไม่ได้

แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกอึดอัดที่คับแน่นอยู่ในอกโดยไม่มีสาเหตุ อาการวูบโหวงที่จับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ นี่ไม่ใช่นิสัยรักอิสระของคนชื่อชาลส์อย่างเขาเลย

บางทีเขาอาจจะหลงใหลถังเฟิงแค่ชั่วคราวก็ได้?

เดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะไม่มีเด็กวัยรุ่นหน้าตาดี คนที่หล่อและหน้าตาดีกว่าถังเฟิงมีอยู่มากมายก่ายกอง คนที่รูปร่างดีกว่าถังเฟิงก็หาได้ถมเถไป!

ฉลาดกว่าถังเฟิง…

สุขุมเยือกเย็นและมีอารมณ์ขันมากกว่าถังเฟิง…

ทำให้เขาชอบได้มากกว่าถังเฟิง…

เอาเถอะ ตอนนี้ยังนึกไม่ออก แต่สิ่งที่เขาต้องการก็แค่คู่นอนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คู่ชีวิตอะไรแบบนั้นสักหน่อย

อ้อ แน่นอนว่าคนที่ทำให้เขาสุขสมเพลิดเพลินได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจย่อมดีกว่า

“ใช่แล้ว ไม่แน่อีกสองสามวันก็คงจะลืมเขาแล้ว ความรักอะไรกัน หึๆ น่าขำชะมัด ฉันจะไปหลงรักดาราเล็กๆ คนหนึ่งได้ยังไง” ชาลส์นอนเอาแขนหนุนศีรษะแล้วยิ้มขันกับตัวเอง แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนใจอยู่บ้าง

เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดไปแล้ว ถ้าดูจากความเคยชินของถังเฟิง เขาน่าจะนั่งแช่น้ำดูหนังอีกสักชั่วโมง ชาลส์ชอบความเคยชินนี้มาก ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยมีใครเชิญเขาเข้าไปดูหนังในห้องน้ำด้วยกันบ้างนะ

หลังจากสี่วันห้าคืนนี้เขาก็ต้องดูหนังในห้องน้ำคนเดียวแล้ว

ไม่สิ เขาจะไปหานายแบบหรือนักแสดงหน้าตาดีมาดูเป็นเพื่อนด้วยก็ยังได้

ชาลส์นึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความ

 

[เคน ฉันจะลองคิดดูอีกที]

 

เขากระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งเข้าไปในห้องน้ำ “ที่รัก ดูหนังเรื่องอะไรอยู่ ดื่มอะไรไหม ฉันจะบอกคนไปเอามาให้”

ผู้ชายสองคนนี้ ใครกินใครกันแน่นะ

 

 

บทที่ 24

 

เวลาละครมีฉากที่ต้องถ่ายถังเฟิงค่อยแวะไปกองถ่าย เมื่อไม่นานนี้เขาเพิ่งมาถ่ายละครฉากแรกในชีวิตหลังจากเกิดใหม่ นั่นคือการปรากฏตัวครั้งแรกของนักดีดพิณ และได้รู้จักกับนางเอกเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ทยอยถ่ายอีกหลายฉาก สถานการณ์ดีกว่าที่คาดไว้ เพราะปกติจะไม่เกินสามเทกก็ผ่านแล้ว

การถ่ายทำละครโทรทัศน์ไม่ละเอียดเท่าการถ่ายทำภาพยนตร์ การให้พระเอกภาพยนตร์ระดับนานาชาติมารับบทเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเหยาะน้ำจิ้มจึงเป็นเรื่องกล้วยๆ

ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละคร ถังเฟิงก็อินไปกับความรู้สึกของตัวละครอยู่เสมอ วันนี้ฉากที่เขาต้องถ่ายเป็นฉากสุดท้ายที่จะปรากฏตัวในละครเรื่องนี้ ตัวเขาที่แสดงเป็นนักดีดพิณเลือกพลีชีพตัวเองเพื่อช่วยชีวิตนางเอก นับว่าเป็นฉากที่รันทดโศกเศร้ามาก และตัวละครสุดรันทดก็มักจะได้ใจคนดูไปเต็มๆ

ผู้ผลิตละครตั้งใจเข้ามาทักทายเขา กล่าวชมการแสดงอันดีเยี่ยมของถังเฟิง แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกัน และยังบอกอีกว่าถ้ามีโอกาสก็หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันอีกในละครเรื่องต่อไป

ถังเฟิงหัวเราะ ถ้ามีโอกาสเขาจะรักษาและทะนุถนอมโอกาสนั้นไว้อย่างดี นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดตามธรรมเนียม ตอนอยู่อเมริกาเขาถ่ายภาพยนตร์เป็นหลัก ไม่ใช่ว่าละครโทรทัศน์ไม่ดี เพียงแต่เขาชอบความละเอียดประณีตที่ปรากฏอยู่บนจอใหญ่ของภาพยนตร์มากกว่า รวมทั้งการขุดคุ้ยรายละเอียดและความลึกซึ้งของภาพยนตร์ด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ละครโทรทัศน์ของอเมริกาเป็นผลงานของแต่ละสถานีโทรทัศน์ เรื่องไหนที่ได้รับความนิยมก็จะสร้างภาคต่อไปเรื่อยๆ  คุณลองจินตนาการดูสิว่าการแสดงบทบาทเดียวกันตลอดสิบปีมันจะมีรสชาติยังไง สำหรับนักแสดงที่ต้องการพิสูจน์และทลายกำแพงของตัวเอง ทุกคนต่างคาดหวังว่าจะได้แสดงบทบาทที่แตกต่างไปจากเดิม หาบทบาทใหม่ๆ ที่ต่างออกไป ร่วมงานกับผู้กำกับคนใหม่เพื่อค้นหามุมใหม่ๆ ของตัวเอง

ส่วนละครโทรทัศน์ของจีนไม่ได้ยาวต่อเนื่องเหมือนของอเมริกา หนึ่งภาคก็คือหนึ่งภาค หรือถ้ามีภาคต่อก็ไม่แน่ว่าจะเป็นทีมงานชุดเดิม บางทีเป็นแค่ดารารับเชิญก็น่าสนใจดี

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเกิดใหม่แล้วก็ต้องใช้ชีวิตให้ดียิ่งกว่าเดิม ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

หลังจากทักทายกับผู้ผลิตแล้วถังเฟิงก็นั่งอ่านบทอยู่ในห้องแต่งตัว ขณะที่สไตลิสต์ก็กำลังช่วยเขาแต่งตัวไปพร้อมกันด้วย

“ถังเฟิง คุณยังจำรูปที่พวกเราถ่ายคู่กันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้ไหม” สไตลิสต์สาวฉวยโอกาสชวนถังเฟิงคุยเล่นไปด้วย เธอกลัวถังเฟิงจะนึกไม่ออกจึงหยิบโทรศัพท์ออกมา ภาพพักหน้าจอโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็นรูปที่เธอถ่ายคู่กับถังเฟิงเมื่อคราวก่อน

ถังเฟิงพยักหน้า “อืม จำได้สิ”

“วันก่อนฉันอัปรูปนี้ลงในเวยป๋อ ตอนเย็นกลับบ้านไปเปิดดูกฎว่า…สวรรค์ นึกไม่ถึงว่าจะติดอันดับหนึ่งในสามทั้งท็อปคอมเมนต์แล้วก็ท็อปรีโพสต์ของวันนั้นเลย” สไตลิสต์สาวเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ มองชายหนุ่มในกระจกที่ตาเป็นตา คิ้วเป็นคิ้ว “ถังเฟิง ละครเรื่องนี้ยังไม่ทันออกอากาศทุกคนก็พูดถึงคุณกันใหญ่แล้วนะ”

ถังเฟิงยิ้มมุมปาก “นั่นก็เป็นความดีความชอบของคุณด้วยที่แต่งตัวให้ผมดูดีขนาดนี้”

“โอเค ฉันเองก็ตั้งใจเต็มที่เหมือนกัน ฮ่าๆๆ…” อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธคำชม ยกมือป้องปากแล้วหัวเราะเสียงดัง ถึงแม้จะเพิ่งทำงานกับถังเฟิงไม่กี่ครั้ง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ถือตัวเหมือนดาราส่วนใหญ่ ใช่ว่าจะไม่เคยมีดาราเล็กๆ ที่จงใจเอาใจพวกเขา แต่ส่วนมากดูพยายามมากเกินไปจนรู้สึกว่าไม่จริงใจ

ถึงแม้คนเราจะชอบฟังคำชมแต่ก็ชอบคนจริงใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นวงการนี้หรือวงการไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น

“ก็แค่ดาราตกอับคนหนึ่ง มีอะไรน่าภูมิใจ” คนที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในห้องแต่งตัวแค่นเสียงใส่

“แค่นักแสดงสมทบ จะดีเด่อะไรนักหนา ชีวิตนักแสดงสมทบก็ทำได้แค่ถือรองเท้าให้คนอื่นเท่านั้นแหละ” คนข้างๆ พูดเสริมทันที ดูก็รู้ว่าตั้งใจหัวเราะเยาะอย่างแฝงเจตนาร้าย

สไตลิสต์สาวมองนักแสดงเหล่านั้นผ่านกระจกแวบหนึ่ง แล้วก้มลงไปกระซิบข้างหูถังเฟิง “คุณไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก พวกนี้ก็เก่งแต่ปากเท่านั้นแหละ”

ถังเฟิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ อยู่ในวงการนี้ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคำนินทาต่างๆ ถ้าไม่มีกระทั่งภูมิต้านทานต่อสิ่งเหล่านี้คงไม่มีทางก้าวเข้ามาอยู่ในวงการอันซับซ้อนนี้ได้

ฉากสุดท้ายถึงแม้เขาจะพบกับจุดจบที่ต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า แต่นอกฉากถังเฟิงหวังว่าจะมีตอนจบที่น่าพึงพอใจและสร้างความทรงจำที่ดี

แต่ความจริงกลับไม่ได้ดีอย่างที่เขาคิด ในโลกนี้มักมีบางคนอิจฉาคนที่ดีกว่าตัวเอง คิดอยากจะฉีกหน้ากากอันสวยงามของฝ่ายตรงข้ามทิ้งและป้ายสีดำเลอะเทอะใส่ มีบททดสอบอยู่ข้อหนึ่ง วาดเส้นลงบนกระดาษหนึ่งเส้น คุณจะทำให้อย่างไรให้เหนือกว่าเส้นดังกล่าว

บางคนเลือกจะเป็นเส้นที่ยาวกว่า แต่บางคนกลับเลือกใช้ความรุนแรงโดยการตัดเส้นเดิมให้สั้นลง

ความอิจฉาริษยา นอกจากทำให้คนคนนั้นดูน่ารังเกียจแล้วยังทำให้โง่เขลาเบาปัญญาด้วย

 

“เริ่มถ่าย!” สิ้นเสียงผู้กำกับ ฉากสุดท้ายที่ถังเฟิงแสดงเป็นนักดีดพิณก็เริ่มต้นขึ้น ในฉากนางเอกที่รับบทโดยถังเถียนเถียนถูกลงโทษให้โบยด้วยไม้ เมื่อพระเอกได้ยินข่าวจึงรีบรุดมา แต่ระหว่างที่พระเอกยังมาไม่ถึงนี้จะถูกเติมเต็มด้วยนักดีดพิณที่รับบทโดยถังเฟิง เขาจะเข้ามารับความตายแทนหญิงสาว

ไม้กระบองเป็นของจริงทั้งหมด แต่ท่าทางที่ดูเหมือนฟาดตีอย่างแรงนั้น ความจริงแล้วคือเมื่อนักแสดงตีลงมาจนเกือบโดนตัวจะยั้งแรงไว้ และถังเถียนเถียนก็พันเบาะรองหนาติดตัวไว้ด้วย

ดังนั้นจากมุมมองที่คนด้านนอกมองเข้ามา ทุกคนจะเห็นเพียงไม้กระบองตีลงไปแต่ไม่ได้ยินเสียงอะไร เสียง ‘ป้าบๆๆ’ ที่ฟังดูน่ากลัวในละครเป็นการใส่เสียงเพิ่มเข้าไปทีหลัง

นางเอกโดนโบยไปสี่ห้าครั้ง การแสดงของถังเถียนเถียนไม่เลวเลย ภาพที่เธอกัดฟันแน่นราวกับเจ็บปวดจากการถูกโบยจริงๆ ประกอบกับใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะสวยยิ่งทำให้คนดูรู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย ฉากนี้จึงดูโหดร้ายมาก

ขณะนั้นเมื่อนักดีดพิณได้ยินเสียงนางเอกถูกโบยก็รีบวิ่งเข้ามา นักดีดพิณตัวเล็กๆ อย่างเขาจะทำอะไรได้ล่ะ อยากจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ ใครจะฟังคำพูดของเขา จนกระทั่งในที่สุดก็ทำได้แค่โถมเข้าไปทับร่างของหญิงสาวเพื่อรับไม้กระบองที่ฟาดโบยลงมาแทน

หญิงสาวที่ถึงแม้จะโดนโบยก็ไม่ยอมเปล่งเสียงอ้อนวอนแม้แต่คำเดียว กลับตะโกนอ้อนวอนให้ชายหนุ่มที่ถูกกักขังอยู่ในวังเช่นเดียวกับนางคนนี้ลุกออกไปจากตัวนาง

“ไม่เจ็บ ข้าไม่เจ็บ” นักดีดพิณกล่าวประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงอ่อนโยนเช่นเคย เขาช่วยตัวเองไม่ได้ คนที่เขาสามารถช่วยได้ก็มีเพียงหญิงสาวที่ยังมีอนาคตอันสวยงามคนนี้เท่านั้น

จนกระทั่งในที่สุดเสียงก็ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ  เลือดสีแดงสดไหลย้อยลงมาจากมุมปากขาวซีด ราวกับดอกเหมยอันสวยสดงดงามกำลังผลิดอกออกมาโดยแลกกับชีวิต

เนื้อเรื่องที่รุนแรงและเศร้าสะเทือนใจดำเนินต่อไปจนกระทั่งนักดีดพิณถูกโบยจนเสียชีวิต พระเอกจึงตามมาช่วยนางเอกภายหลัง หลังจากฉากนี้ก็ไม่มีบทของถังเฟิงอีก แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อนักแสดงสมทบสองคนซึ่งทำหน้าที่ลงโทษกลับไม่ยอมเล่นตามบท ตวัดไม้กระบองขนาดใหญ่พอๆ กับข้อมือฟาดตีลงบนร่างของถังเฟิงเต็มแรง ครั้งนี้ไม่ใช่การตีหลอกๆ  ไม้กระบองกระทบเนื้อเสียงดังสนั่น ถึงแม้ถังเฟิงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองฉับไวแต่ก็โดนฟาดไปสองสามทีเช่นกัน

ในฉากพลันเกิดความวุ่นวายขึ้นมา ถังเถียนเถียนส่งเสียงเรียกพลางกอดถังเฟิงไว้จนกลิ้งลงจากม้านั่งยาว เสียวอวี่พุ่งเข้าไปเหยียบสองคนนั้นด้วยรองเท้าส้นสูง

“ถังเฟิง คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เสียวอวี่รีบวิ่งเข้ามาดู ถังเฟิงค่อยๆ ลุกจากพื้น ส่ายหัวแล้วลากเสียวอวี่กลับไปที่ห้องพักด้วยกัน

ไหนบอกว่าไม่มีอะไร แค่ตีหลอกๆ แต่เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงไม้กระทบร่างอย่างชัดเจน นักแสดงสมทบสองคนนั้นก็ไม่ได้สนิทกับถังเฟิง จู่ๆ ก็มาฟาดตีโดยไม่มีสาเหตุ เธอโต้เถียงกับทีมงานเรื่องนี้ แต่อีกฝ่ายกลับมองเธอด้วยสายตารำคาญแล้วบอกทำนองว่า “พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าอยู่ดีๆ สองคนนั้นจะตีจริงๆ  เธอถามฉัน แล้วฉันจะไปถามใคร อีกอย่างถ้าบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ยังรับไม่ได้ แล้วจะมาเป็นนักแสดงได้ยังไง แค่ฟาดไปไม้สองไม้เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสักหน่อย” เธอได้แต่โมโหจนพูดอะไรไม่ออก

 

 

บทที่ 25

 

“เจ้าหมอนั่นต้องอิจฉาที่คุณแสดงดีแน่ๆ” ระหว่างทางกลับ น้ำตาของเสียวอวี่ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ จู่ๆ เธอก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรง วงการบันเทิงมักจะมีเรื่องกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้นเสมอ และบางครั้งในโทรทัศน์ก็มักจะมีคนที่ไม่ถูกชะตาอีกคนเลยแกล้งเปลี่ยนตัวหรือเปลี่ยนบทกันดื้อๆ

แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับคนใกล้ตัว จะมีสักกี่คนที่อดทนทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้

ไม่มีคนหนุนหลัง ไม่มีตำแหน่ง ก็ไม่มีสิทธิ์พูดหรือคัดค้านอะไร

แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้ ประเทศจีนไม่มีองค์กรหรือสมาคมปกป้องนักแสดง ถึงแม้จะโกรธก็ทำได้แค่อดทนไว้ เพราะการปะทะกับอีกฝ่ายในตอนนี้ คนที่เสียเปรียบก็คือตัวเราเอง

นักแสดงประกอบสองคนหนีไปทั้งที่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่รู้ว่าใครบงการอยู่เบื้องหลัง กองถ่ายคงไม่ทิ้งงานแล้วช่วยคุณเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ผู้ผลิตก็ได้แต่พูดปลอบใจนิดหน่อย

“ถือซะว่าทำเพื่อละครก็แล้วกัน” ถังเฟิงหัวเราะขณะพูดปลอบเสียวอวี่ บางครั้งการได้รับบาดเจ็บจากการถ่ายทำก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เรื่องพวกนี้ การทำเพื่อละครจริงๆ กับโดนคนอื่นแกล้งทำร้าย ความรู้สึกภายในใจย่อมแตกต่างกัน

ใครกันนะที่ปองร้ายเขา หลังจากเกิดเรื่องเสียวอวี่ไปตามสืบแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับมีเพียงประโยคเดียว

“ใครใช้ให้นายไปทำให้คนใหญ่คนโตเขาไม่พอใจล่ะ”

คนใหญ่คนโต? ถังเฟิงคิดว่าตัวเองไม่เคยทำให้คนใหญ่คนโตที่ไหนไม่พอใจ จนอีกฝ่ายต้องมาทำร้ายกันด้วยวิธีต่ำทรามแบบนี้

เมื่อปลอบเสียวอวี่แล้วถังเฟิงก็กลับไปที่คฤหาสน์ของชาลส์ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะอยู่ที่นี่ เมื่อกลับมาถึงห้องก็พบว่าชาลส์สั่งคนจัดกระเป๋าให้เขาเรียบร้อยแล้ว ‘คนรักหนึ่งเดือน’ ทำหน้าที่จนถึงที่สุด หลังจากสัญญาสิ้นสุดลงยังช่วยเก็บกระเป๋าให้อีก

ลู่เทียนเฉินบอกว่าตอนเย็นจะมารับเขา ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องหิ้วกระเป๋าพวกนี้ไปเอง แล้วเขาก็ยังไม่มีที่ไปด้วย

ชาลส์ไม่อยู่บ้าน หรืออาจกล่าวได้ว่าถังเฟิงยังไม่ได้เจออีกฝ่ายเลยตั้งแต่เช้า ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะเบื่อหรืออะไรก็ตาม ถังเฟิงคิดว่าดีแล้ว สิ่งที่เขากลัวมากสุดก็คือการจากลาที่ชวนกระอักกระอ่วน เมื่อก่อนเวลาต้องจากกับเพื่อน เขาก็ไม่ยอมให้ใครไปส่งที่สนามบิน ดังนั้นการจากลาโดยไม่ต้องเจอหน้ากันแบบนี้ก็ดีแล้ว

ไม่มีอะไรค้างคาใจ และไม่มีอะไรที่ต้องเอาติดตัวไป

หลังกลับมาจากกองถ่าย ถังเฟิงรู้สึกเหนื่อยจนลืมคำสั่งกำชับของเสียวอวี่ที่บอกว่า “ไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจอาการด้วยนะคะ” แค่โดนไม้กระบองตีสองที ถึงจะรู้สึกปวดๆ แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมาย คิดว่าพักสักหน่อยแล้วค่อยใช้ยานวดก็คงได้ ถังเฟิงนอนแผ่ลงบนเตียงเพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป

ถังเฟิงฝันว่าจู่ๆ เขาก็เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงและเดินโซซัดโซเซล้มลงกับพื้น รอบด้านมีเสียงผู้คนตะโกนเรียก ไม่รู้ว่ามีใครบ้างวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตรงหน้าเขา บ้างก็คุยโทรศัพท์ บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็ส่งเสียงเรียก

“ถังเฟิง…ถังเฟิง…ตื่นได้แล้ว…” เสียงที่เลือนรางค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นจากในความฝันจนกลายเป็นเสียงที่ดังอยู่ข้างหูในความเป็นจริง ชายหนุ่มที่เผลอหลับไปครู่หนึ่งตื่นจากความฝัน ถังเฟิงลืมตาขึ้น ความมืดสลัวทำให้มองเห็นเพียงเงาของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ด้านบน

“ชาลส์?” เขาเรียกตามความเคยชิน เพราะปกติแล้วที่นี่มีผู้ชายแค่สองคนคือเขากับชาลส์ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดว่าจะมีคนอื่นเข้ามา

‘พรึ่บ… เสียงสวิตช์ดังขึ้นเบาๆ  แสงภายในห้องสว่างโร่จนรู้สึกแสบตา ถังเฟิงยกมือปิดหน้า ชายหนุ่มที่เพิ่งตื่นว่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ชาลส์ บ้าหรือเปล่า! เปิดไฟหัวเตียงก่อนไม่ได้หรือไงเล่า”

“ดูไม่ออกเลยนะว่านายจะมีนิสัยแย่ขนาดนี้ ปกติเก็บซ่อนได้ไม่เลวทีเดียว” น้ำเสียงแกมหยอกเย้าแต่ไม่ใช่เสียงของชาลส์

ถังเฟิงปัดมือที่โบกอยู่ตรงหน้าเขาออก ชายหนุ่มเย็นชาผู้สวมชุดสูทแบบตะวันตกเรียบกริบยืนอยู่ใต้แสงไฟสว่างโร่ มือสองข้างของลู่เทียนเฉินล้วงกระเป๋ากางเกงที่อยู่บริเวณสะโพก ดวงตาเปล่งประกายขณะเอ่ยถาม “ตื่นแล้วหรือ”

“แหะๆ ประธานลู่” ถังเฟิงมองอีกฝ่ายแล้วชี้ไปยังกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ด้านข้างพร้อมกล่าว “ไม่ถือสาใช่ไหมครับ ถ้าจะช่วยถือสักใบ”

หางตาของลู่เทียนเฉินดูเหมือนจะกระตุกเล็กน้อย เขาถลึงตาใส่อีกฝ่าย เดินตัวตรงไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไป

ถ้าไม่ดูก็ไม่รู้ แต่พอหันไปดูก็ต้องตกใจ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้จะเป็นเวลาสามทุ่มแล้ว เขาหลับไปตั้งแต่สี่ห้าโมงเย็นจนถึงตอนนี้ ในท้องว่างเปล่าเหมือนจะยังไม่ได้กินอะไร ก่อนหน้านี้พอสักหนึ่งทุ่มกว่าๆ ชาลส์ก็จะกลับมาแล้ว

บางครั้งถังเฟิงก็ชอบนอนกลางวัน พอถึงเวลาอาหารชาลส์จะแล่นมาปลุกให้เขาตื่นด้วยจูบยามเย็นอันแสนอบอุ่น พร้อมเสียงเอ่ยเรียก “ที่รัก…” หรือไม่ก็ “เด็กน้อย…”

 

เมื่อลู่เทียนเฉินช่วยถือกระเป๋าไปถึงรถ ในคฤหาสน์ยังคงว่างเปล่าไร้ผู้คน ชาลส์ออกไปตั้งแต่เช้าและยังไม่กลับมา นอกจากไม่ได้กลับมาแล้ว แม้แต่โทรศัพท์สักสายหรือข้อความสักประโยคก็ไม่ส่งมา ต่างจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของชาลส์มาก

นิสัยเด็ดขาดและตรงไปตรงมาแบบนี้ ถังเฟิงชอบ!

“ประธานลู่ หอพักของบริษัทเป็นห้องเดี่ยวใช่ไหม” เมื่อขึ้นมานั่งอยู่บนรถคันหรูของลู่เทียนเฉิน จู่ๆ ถังเฟิงก็นึกถึงปัญหาข้อนี้ เขาไม่ชินกับการอยู่ร่วมห้องกับคนอื่น ถ้าห้องที่บริษัทจัดไว้เป็นหอพักรวม เขายินดีที่จะไปเช่าบ้านอยู่เองข้างนอก มันทั้งเป็นอิสระและสบายใจกว่า

เสียวอวี่บอกเขาแล้วว่าเดือนหน้าเขาถึงจะได้รับเงินเดือนก้อนแรก ส่วนช่วงที่ผ่านมาเขากินอาหารของชาลส์ อยู่บ้านชาลส์ และใช้ของของชาลส์มาตลอด

ตอนนี้สัญญาสิ้นสุดแล้ว ถังเฟิงเลยไม่สามารถใช้ของของชาลส์ได้อีกต่อไป

“อืม” ลู่เทียนเฉินตอบขณะที่มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย มืออีกข้างกดบนปุ่มปุ่มหนึ่ง เสียงเพลงนุ่มนวลดังแทรกขึ้นมาในห้องโดยสารอันมืดสลัว บทเพลงจังหวะละตินประกอบกับบรรยากาศเงียบสงัดภายในรถ วิวยามค่ำคืนของเมืองใหญ่ที่ไหลผ่านกระจกรถไปก่อให้เกิดบรรยากาศอันนุ่มนวลที่ยากจะบรรยายขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

เมื่อถังเฟิงได้รับคำตอบที่พอใจก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขาหันไปมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนด้านนอกกระจก แสงไฟยามค่ำกลางเมืองใหญ่เป็นด่างดวงราวกับภาพสีฝุ่นผสมน้ำ เมื่อประกอบกับเสียงดนตรีอันไพเราะจึงเปรียบเสมือนภาพลวงตาที่ทำให้ผู้คนหลงใหลคลั่งไคล้ในราตรี

“ถังเฟิง” จู่ๆ ลู่เทียนเฉินก็เรียกชื่อชายหนุ่ม

“หืม? ทำไมครับ” ถังเฟิงเบนสายตากลับมาจากวิวนอกหน้าต่างและมองเจ้านายของเขา ใบหน้าของลู่เทียนเฉินที่อยู่ภายใต้แสงไฟสลัวดูรางเลือน ใบหน้าด้านข้างดูลึกลับราวกับภาพขาวดำ

“วันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยพานายไปที่หอพักของบริษัทแล้วกัน”

“อ้อ โอเคครับ” เรื่องนี้ไม่มีปัญหา จะไปวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ไปเหมือนกัน จะไปช้าไปเร็วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ถังเฟิงมีหนึ่งคำถาม “ประธานลู่ แล้วคืนนี้ผมจะนอนที่ไหน”

ลู่เทียนเฉินคงไม่เอาเขาไปทิ้งไว้ใต้สะพานลอยหรอกนะ?

“บ้านฉัน” คำตอบง่ายๆ ชัดเจนและตรงไปตรงมา

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนประธานลู่ด้วย” อาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาประพฤติตัวดี ลู่เทียนเฉินจึงไม่เห็นเขาเป็นศัตรู

ก่อนหน้านี้ก็เลี้ยงข้าวเขาแล้วยังหางานใหม่ให้ ตอนนี้ถึงกับยอมให้เขาไปพักที่บ้าน ถึงจะแค่คืนเดียวก็เถอะ แต่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างก็นับว่าพัฒนาไปอีกก้าวแล้ว

 

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า รถสปอร์ตก็แล่นช้าๆ เข้าไปในเขตคฤหาสน์ชื่อดังของเมือง S เมื่อรถจอดสนิทในโรงรถขนาดใหญ่ก็มีคนชุดดำร่างสูงใหญ่เข้ามาช่วยเปิดประตูรถและถือกระเป๋าให้ ถังเฟิงยังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายก็ถือกระเป๋าขึ้นไปบนตึกแล้ว

“ไปกันเถอะ” ลู่เทียนเฉินเอ่ยขณะเดินมายืนข้างถังเฟิง

มีคำกล่าวที่ว่าเรื่องโชคดีไม่ได้มีกันบ่อยๆ ถังเฟิงรู้สึกว่าวันนี้เขาซวยมาก ตอนเช้าโดนไม้กระบองฟาด แล้วตอนนี้ยืนอยู่ข้างลู่เทียนเฉินจู่ๆ ก็มีเสียงที่น่าขายหน้าดังขึ้น

‘โครกคราก… ถังเฟิงยิ้มแหยๆ เอามือปิดท้องที่ส่งเสียงออกมา ใบหูเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ

ลู่เทียนเฉินมองเขา หมุนตัวแล้วเดินนำไปพลางว่า “ฉันไม่ปล่อยให้นายหิวหรอกน่ะ” รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่

 

 

[1] หม่าล่า เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของหม้อไฟเสฉวน ทำจากพริกผงผสมสมุนไพรหลายชนิด มีรสเผ็ดและทำให้รู้สึกชาๆ ลิ้น

Leave a Reply