Back to Home

 

บทที่ 26

 

ถังเฟิงยืนอยู่ภายในห้องหรูหราที่ตกแต่งสไตล์วิกตอเรียนของยุโรป เมื่อก้นสัมผัสกับเตียงอ่อนนุ่ม ชายหนุ่มก็ต้องอุทานออกมาอีกครั้งว่าคนมีเงินนี่ดีจริงๆ จากคฤหาสน์ของชาลส์ย้ายมาสู่บ้านหรูหราของลู่เทียนเฉิน เขาควรจะยอมรับความจริงใช่ไหมว่าหลังเกิดใหม่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง นอกจากช่วงสี่ห้าวันแรกที่ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว หลังจากนั้นก็ได้อยู่ในบ้านหรูๆ มาตลอด

“อาบน้ำก่อนดีกว่า” ถังเฟิงดึงประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วก็ต้องตกตะลึง “ว้าว ฉันบอกแล้วว่าคนมีเงินนี่มันดีจริงๆ อ่างอาบน้ำมหึมาที่รักจ๋า ฉันมาแล้ว”

อ่างอาบน้ำสามารถรองน้ำและปรับอุณหภูมิได้โดยอัตโนมัติ ถังเฟิงพอใจห้องนี้มาก เสียดายอย่างเดียวตรงที่ไม่มีโทรทัศน์แขวนผนังแบบบ้านของชาลส์ แต่ยังดีที่ในห้องมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เขาหยิบคอมพิวเตอร์เข้าไปในห้องน้ำด้วยอย่างไม่เกรงใจ น้ำในอ่างที่รองไว้เสร็จพอดี จึงถอดเสื้อผ้าก่อนลงไปนั่งแช่ในอ่างและเริ่มดูหนัง

เผลอแวบเดียวเขาก็ลืมนึกถึงลู่เทียนเฉินไปเสียสนิท

 

นี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้ที่ลู่เทียนเฉินเรียกชื่อเขา ไม่รู้จะเรียกว่าก้าวหน้าขึ้นได้ไหม

“ถังเฟิง” ลู่เทียนเฉินเอ่ยเรียกเมื่อเดินเข้ามาในห้องแล้วไม่เห็นใคร กระเป๋าเดินทางวางอยู่บนพื้นและ…เสื้อผ้า? เขามองตามทิศทางของเสื้อผ้าที่ถูกถอดทิ้งไว้จนสุดท้ายไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำซึ่งเปิดแง้มไว้ครึ่งๆ  เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงคนพูดแว่วๆ

ลู่เทียนเฉินหลุบสายตาลงและชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผลักประตูห้องน้ำเปิดออก ถังเฟิงกำลังนั่งแช่น้ำอย่างสบายอกสบายใจพร้อมยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาวางบนขอบอ่าง คอมพิวเตอร์ที่กำลังเล่นหนังวางอยู่บนเคาน์เตอร์ตรงหน้าเขา

“ประธานลู่?” ถังเฟิงหันกลับไปส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม “มีอะไรหรือครับ” ทั้งยังพูดจาอย่างเป็นธรรมชาติราวกับกำลังอยู่ในห้องของตัวเอง แต่นี่ก็เป็นห้องของถังเฟิงจริงๆ นั่นแหละ

“ออกมากินได้แล้ว” ลู่เทียนเฉินเหลือบมองแผงอกขาวเนียนของอีกฝ่ายแวบหนึ่ง เดินไปพับปิดโน้ตบุ๊ก เมื่อหันกลับมาก็ประจันหน้ากับถังเฟิงพอดี แผงอกขาวมีรอยจูบกระจายอยู่ประปราย เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เร็วๆ หน่อยล่ะ”

ลู่เทียนเฉินก้าวยาวๆ ออกไปจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว

ถังเฟิงมองตามลู่เทียนเฉินแล้วส่ายหัวพร้อมหัวเราะเบาๆ  …ช่างเป็นเจ้านายที่อารมณ์แปรปรวนจริงๆ

 

ถังเฟิงสวมเสื้อคลุมอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำ โต๊ะไม้ตัวเล็กแบบโบราณภายในห้องมีอาหารร้อนๆ วางรอไว้แล้ว ทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาติดหมัด

“ประธานลู่ กินด้วยกันไหมครับ” ถังเฟิงนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ ลู่เทียนเฉินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในมือถือแก้ววิสกี้ใส่น้ำแข็ง

“ไม่” คำตอบสั้นๆ ชัดเจน ในเมื่อเจ้าของบอกว่าไม่ ดังนั้นถังเฟิงก็ต้องกินคนเดียว ถังเฟิงก้มหน้ารับประทานอาหารเย็นอย่างไม่รีบไม่ร้อนท่ามกลางบรรยากาศแปลกๆ  ลู่เทียนเฉินดื่มวิสกี้ บางครั้งก็หันมองชายหนุ่ม

จนกระทั่งถังเฟิงรับประทานใกล้เสร็จ ลู่เทียนเฉินจึงวางแก้วในมือแล้วสั่ง “ถอดเสื้อออก”

“แค่กๆ…” ถังเฟิงที่เพิ่งหลุดออกมาจากรังหมาป่าของชาลส์ถูกลู่เทียนเฉินทำให้ตกใจเข้าให้แล้ว

ลู่เทียนเฉินหยิบกระดาษส่งให้ด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “วันนี้เสียวอวี่โทรศัพท์มาหาฉัน เรื่องที่กองถ่ายวันนี้นายไม่ต้องสนใจ ครั้งหน้าก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องแล้วใช่ไหม ถังเฟิงยิ้มเล็กน้อย เขาเองก็ไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องอะไรอยู่แล้ว ต่อให้รู้ว่าคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเป็นใครแล้วจะทำอะไรได้ อย่างมากก็แค่อยู่ให้ห่างคนคนนั้นหน่อย หรือว่าจะให้สู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกันไปเลย?

สำหรับคนที่อิจฉาคุณ แค่ทำให้เขาไม่มีวันไล่ตามคุณทัน ปล่อยให้เขาอิจฉาไปตลอดชีวิตก็พอ

“ฉันจะช่วยดูแผลที่หลังให้” ลู่เทียนเฉินลุกขึ้นแล้วชี้ไปบนเตียง “นอนคว่ำสิ”

ถังเฟิงลุกขึ้น พูดกลั้วหัวเราะ “ประธานลู่ตรวจโรคได้ด้วยหรือครับ”

“ฉันรับกระสุนได้ด้วย” คำพูดนี้ไม่มีแววตลกเลยสักนิด แต่กลับเย็นชามาก

“แค่โดนไม้กระบองฟาดสองทีเอง ตอนวัยรุ่นผมเคยมีเรื่องชกต่อยที่บาร์ โดนขวดเหล้าทุบหัว พักแค่สองวันก็หายแล้ว” หลังจากหลับไปตลอดบ่ายและตอนนี้อิ่มท้องแล้วก็รู้สึกสดชื่น ถังเฟิงนอนคว่ำลงบนเตียงแล้วดึงเสื้อคลุมอาบน้ำให้ร่นลงไปอยู่ที่เอว เรือนร่างที่ยังอ่อนวัยและแข็งแรงภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวลสะท้อนเป็นมันวาวราวกับแพรไหม รอยฟกช้ำสองเส้นพาดเป็นแนวอยู่กลางหลัง มองดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนพวกนิยมความรุนแรง

ลู่เทียนเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งข้างเตียง หยิบครีมทาแผลออกมาจากลิ้นชัก

“ตอนนายเป็นวัยรุ่น?”

“ใช่แล้ว” เผลอเล่าเรื่องในอดีตออกไปซะแล้ว แต่พอถังเฟิงได้สติกลับมาก็ไม่มีวี่แววแตกตื่นลนลานแม้แต่น้อย ศีรษะหนุนอยู่บนแขนแล้วพูดยิ้มๆ “ใครไม่มีอดีตบ้างล่ะ ทั้งงี่เง่า ใจร้อน บ้าคลั่ง แล้วก็เอาแต่ใจ”

แล้วก็ไม่ได้มีกฎหมายมาตราไหนระบุว่าคนเป็นโรคหัวใจห้ามเที่ยวเตร่ กินเหล้า สูบบุหรี่สักหน่อย ตอนเป็นวัยรุ่นก็ต้องเคยผ่านเรื่องโง่ๆ พวกนี้มาบ้าง ชกต่อยกับคนอื่นเพราะความเลือดร้อน เคยเกือบจะได้แข่งรถกับคนอื่นเขาด้วย แต่สุดท้ายโดนผู้จัดการส่วนตัวลากกลับไปสั่งสอนอย่างรุนแรงเสียก่อน หลายครั้งโรคหัวใจกำเริบจนเกือบตาย เคยไปเดินเล่นแถวประตูนรกมาแล้วหนึ่งรอบถึงได้มีชีวิตอยู่จนกระทั่งมีประสบการณ์มากขนาดนี้ได้

ผู้คนต่างพูดว่ามีเสน่ห์ๆ แต่เสน่ห์มาจากไหนล่ะ

ถ้าไม่เคยมีชีวิตขึ้นๆ ลงๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา คงยากที่จะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ ความยากลำบากสามารถทำลายคนคนหนึ่งได้และทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ทำไมมุมมองของคนอายุสี่สิบกับคนอายุยี่สิบจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก็เพราะประสบการณ์ชีวิตนี่แหละ

บางคนแววตาใสแจ๋วไร้เดียงสา แต่บางคนแค่มองเข้าไปในดวงตาของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นแววตาของพระเอกภาพยนตร์คนไหนๆ ก็ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวไม่ใช่หรือ แค่ภาพถ่ายขาวดำเพียงใบเดียวก็อาจกลายเป็นภาพยนตร์ที่เมื่อคนได้ดูแล้วยากจะลืมเลือน

ร่างกายที่อายุยี่สิบกว่าแต่มีประสบการณ์เกือบสี่สิบปี นี่แหละคือต้นทุนของเขา

“คำพูดของนายเหมือนคำพูดของลุงฉันเลย” ลู่เทียนเฉินบีบครีมทาแผลลงบนฝ่ามือถูให้ร้อนแล้วจึงทาบริเวณรอยช้ำบนหลังของถังเฟิง ถังเฟิงร้องโวย “ประธานลู่ เบาๆ หน่อย เจ็บ”

“นายเจ็บเป็นด้วยหรือ” สายตาเหลือบไปเห็นรอยจูบบริเวณแผ่นหลัง ลาดไหล่ และลำคอของถังเฟิง ลู่เทียนเฉินจึงเพิ่มแรงนวดให้หนักขึ้นอีก

“ประธานลู่ คุณจะฆ่าผมหรือไง” ถังเฟิงขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องหน้าชายหนุ่ม เจ็บจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดูแล้วเหมือนกำลังจะร้องไห้ ถึงแม้ถังเฟิงจะแค่โดนทำให้เจ็บนิดหน่อยก็ตาม

ลู่เทียนเฉินยกมุมปาก “ถ้าจะตายฉันก็ไม่ให้นายตายในบ้านฉันหรอก”

“ขอบคุณประธานลู่ที่กรุณา” ถังเฟิงประชดกลับทันที

“เสร็จแล้ว สวมเสื้อซะ” ฝ่ามือใหญ่ตีลงบนสะโพกของถังเฟิงทีหนึ่ง นุ่มแต่ก็ยืดหยุ่น ลู่เทียนเฉินยิ้มนิดๆ เขาเก็บครีมทาแผลลงในลิ้นชักหัวเตียง “ยาทาแผลอยู่ในลิ้นชัก ถ้าจะใช้ก็หยิบเอาเองแล้วกัน”

ถังเฟิงลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อคลุมอย่างสบายๆ แต่ไม่ได้รวบสาบเสื้อปิดทำให้ยังมองเห็นแผงอกวับๆ แวบๆ

“นี่นายจะยั่วฉัน?” มือทั้งสองข้างของลู่เทียนเฉินล้วงกระเป๋ากางเกงขณะยืนอยู่ข้างเตียง มองชายหนุ่มบนเตียงที่สวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย

“เปล่า ผมไม่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยั่วประธานลู่ได้หรอก หรือว่าคุณโดนผมยั่วยวนเข้าซะแล้วล่ะ?” ถังเฟิงจงใจรวบสาบเสื้อคลุม เงยหน้าขึ้นมองลู่เทียนเฉินด้วยสีหน้าคล้ายกำลังสนุก “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมก็ขอแสดงความยินดีกับคุณด้วย ประธานลู่ แสดงว่ารสนิยมคุณดีขึ้นแล้ว”

“รสนิยมฉันก็ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ลู่เทียนเฉินชี้ไปที่รอยจูบบนอกของถังเฟิง “อยู่กับชาลส์มีความสุขดีไหม”

“เขาก็เป็นคนรักที่ไม่เลว” ถังเฟิงขบคิดประเมินสถานการณ์ก่อนเอ่ยตอบ น้ำเสียงที่ฟังดูชอบกลของลู่เทียนเฉินทำให้เขาต้องลอบไตร่ตรองก่อนตอบโดยอัตโนมัติ

ลู่เทียนเฉินมองเขา “ฉันคิดว่านายจะเกลียดฉันซะอีก”

“แต่ละคนก็เลือกทางเดินของตัวเอง ไม่สามารถโทษคนอื่นไปได้ตลอดชีวิตหรอก” ชายหนุ่มก้มหน้าหัวเราะเบาๆ ในแววตาล้ำลึกคู่นั้นดูเปิดเผยเหมือนไม่มีอะไรแอบแฝง

“ถ้าไม่ใช่เพราะรูปร่างหน้าตาของนายยังเหมือนเดิม ฉันคงคิดว่านายกลายเป็นอีกคนไปแล้ว” ลู่เทียนเฉินยกมุมปาก “แต่ไม่ว่านายจะเป็นใคร ตอนนี้นายคือถังเฟิง เป็นลูกจ้างของฉัน”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้านายยินดีออกหน้าแทนลูกจ้างหรือเปล่าล่ะครับ”

“ก็ต้องดูความประพฤติของนายก่อน” ลู่เทียนเฉินหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ก่อนปิดประตูกลับยกมือขวาขึ้นมาแล้วเอ่ย “พักผ่อนให้สบาย”

ถังเฟิงค้อนใส่ชายหนุ่ม โชคดีที่พรุ่งนี้เขาก็จะได้ไปจากที่นี่แล้ว ถ้าให้เขารับมือกับลู่เทียนเฉินทุกวัน เขาเกรงว่าตัวเองจะทนไม่ไหวจนส่งหมัดซ้ายให้อีกฝ่ายเสียก่อน

 

 

บทที่ 27

 

เมืองใหญ่ยามค่ำคืนประดับประดาด้วยโคมไฟหรูหรา เปล่งประกายสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาวไม่กี่ดวงที่อยู่กลางผืนนภาสีน้ำเงินเข้ม ท้องฟ้ากับโลกมนุษย์ ที่ไหนคือสวรรค์ที่แท้จริงกันแน่

รถยนต์ยี่ห้อหรูจอดเรียงรายเป็นทิวแถว ที่นี่ไม่ใช่งานแสดงรถหรูอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงลานจอดรถของไนต์คลับหรูอันเลื่องชื่อลือนามแห่งเมือง S  พอเดินจากลานจอดรถไปถึงไนต์คลับก็พบทางเดินยาวๆ สายหนึ่ง ต่อให้คุณมีทรัพย์สมบัติเป็นร้อยล้านแต่ไม่มีบัตรสมาชิกก็ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้

เดินผ่านทางเดินเพื่อขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นเก้า เสียงดนตรีอึกทึกเขย่าเยื่อแก้วหูจนรู้สึกปวดตุบๆ  กลิ่นฉุนของน้ำหอมยี่ห้อดังฟุ้งตลบอยู่ในอากาศ บรรดาสาวสวยในไนต์คลับสวมรองเท้าส้นสูงสาดเสน่ห์แห่งความอ่อนเยาว์ด้วยการเต้นรำสะบัดเส้นผมยาวสลวยอยู่กลางฟลอร์อย่างถึงอกถึงใจจนเหงื่อไหลออกมา ในห้องมืดสลัวมีแสงไฟวูบวาบ แชมเปญสีแดงในแก้วคริสตัลสะท้อนแสงชวนลุ่มหลง

ด้านข้างฟลอร์เต้นรำอันหรูหรามีบันไดเล็กๆ ที่แยกออกไปต่างหาก เบื้องล่างของบันไดมีบอดี้การ์ดสวมชุดดำยืนเรียงเป็นแถว แต่ละคนตัวสูงใหญ่ แสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่ด้านบนต้องเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล

หัวหน้าพนักงานของไนต์คลับนำหนุ่มสาวหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งเดินทะลุผ่านเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนเรียงเป็นแถวแล้วขึ้นบันไดไปด้านบน ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่บนโซฟาสีเบอร์กันดี้ขนาดใหญ่ ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่สั่งตัดเป็นพิเศษถูกปลดกระดุมและเปิดอ้าจนมองเห็นแผงอกเซ็กซี่กำยำ มือซ้ายคีบซิการ์ที่สูบไปแล้วครึ่งมวน มือขวาถือแก้วที่มีของเหลวสีแดงบรรจุอยู่เต็มแก้ว

“คุณชาลส์ พวกนี้เป็นเด็กใหม่ของร้านเรา เราคัดคนที่ดีที่สุดมาให้เลยครับ” หัวหน้าพนักงานเดินนำคนกลุ่มนั้นขึ้นมา หนุ่มหล่อสาวสวยยืนเรียงกันตามลำดับเพื่อรอให้เศรษฐีเลือกตัว

ชาลส์คาบซิการ์พร้อมพ่นควันออกมาหนึ่งที จากนั้นก็กรอกเหล้าลงคอ สายตาไล่มองทีละคนเรียงจากซ้ายไปขวา ผู้หญิง…ตอนนี้ยังไม่อยากได้ ผู้ชาย…คนนี้ดูนุ่มนิ่มเกินไป คนนั้นก็ตัวเล็กไปหน่อย…ยังมีอีกคน หล่อใสน่ามองไม่เลว

ชาลส์หรี่ตา กระดิกนิ้วชี้เรียกลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง ลูกน้องรีบควักธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากอกยื่นส่งให้หัวหน้าพนักงาน

“วันนี้…ไม่เมาไม่เลิก สนุกให้สุดเหวี่ยงไปเลย” ชาลส์ลุกขึ้นยืนโงนเงน เดินไปข้างกายชายหนุ่มหล่อใสคนนั้น หรี่ตาแล้วยื่นมือไปเชยคางของอีกฝ่ายและพ่นควันซิการ์ออกมา “ชื่ออะไร”

“ท่านครับ ผมชื่อเจียงเหล่ย” หนุ่มน้อยกล่าวตอบเสียงแผ่วต่ำ

ชาลส์หัวเราะ ยื่นมือไปโอบแล้วจูบหนุ่มน้อย “เจียงเหล่ย ดีมาก อา…ชื่อนี้ไม่เลว ฟังดูแล้วไม่ต่างจากถังเฟิงเท่าไร อยากไปกับฉันไหม”

“อยากครับ ผมอยากไปกับท่าน” หนุ่มน้อยตอบอย่างระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ใครๆ ก็รู้ว่าเศรษฐีคนนี้นอกจากมีเงินแล้วยังไม่มีพฤติกรรมวิปริตใดๆ แถมยังหล่ออีกต่างหาก

ชาลส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบเร็วเกินไป ไม่มีอารมณ์ขันเหมือนผู้ชายคนนั้นเลย

เอาเถอะ ยังดีที่รูปร่างหน้าตาดี ค่อยน่ามองหน่อย เอามาอุ่นเตียงก็คงไม่เลว

เขาต้องลืมถังเฟิงแน่ ก็แค่ดาราตกอับคนหนึ่ง ก็แค่ผู้ชายที่ทำสัญญากับเขาหนึ่งเดือน คนอย่างชาลส์ไม่เคยหันกลับไปกินของเก่า

เมื่อก่อนไม่เคย ตอนนี้ก็ไม่ทำ และอนาคตยิ่งไม่มีทาง

ชาลส์หัวเราะเสียงดังแล้วโอบหนุ่มน้อยลงจากตึก “กลับบ้านกับฉัน!”

ตอนนี้ถังเฟิงน่าจะออกจากคฤหาสน์ของเขาไปแล้ว เขาจะเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ในห้องของถังเฟิงให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย! กำจัดกลิ่นอายของผู้ชายคนนั้นทิ้งไปให้สะอาดหมดจด ไม่ให้เหลือแม้แต่นิดเดียว

สองชั่วโมงต่อมาหนุ่มน้อยก็ถูกชาลส์ไล่ออกจากคฤหาสน์ ลูกน้องขับรถไปส่งชายหนุ่มที่เพิ่งเข้าห้องไปได้ไม่ถึงสิบนาทีกลับไปที่เดิม

“มันน่านัก…” ชาลส์เดินกลับไปกลับมาจนเวียนหัวอยู่ภายในห้องว่างเปล่า นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มที่เหมือนจะยังมีกลิ่นกายของผู้ชายคนนั้นติดอยู่ เขาม้วนผ้าห่มเข้ามากอดไว้ ทำเสียงฮึดฮัดแล้วหลับไป

 

หลังจากได้หลับสบายตลอดคืนในบ้านของคนแซ่ลู่ ถังเฟิงก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ถ้าขืนตื่นสายลู่เทียนเฉินคงคิดว่าเขาจงใจ ‘ยั่ว’ หรืออะไรแบบนั้นอีกซึ่งไม่ดีแน่ ถึงแม้ลู่เทียนเฉินจะหน้าตาดีและเป็นหนุ่มโสดในฝัน แต่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีผู้ชายแบบลู่เทียนเฉินแค่คนเดียว และใช่ว่าจะไม่มีผู้ชายที่ดีเลิศกว่าลู่เทียนเฉิน

แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่ชอบดูถูกตัวเอง และไม่มีนิสัยชอบทำการค้าที่ต้องขาดทุนด้วย

หลังจากล้างหน้าบ้วนปากแล้วถังเฟิงก็ผลักประตูเปิดออก ก่อนเดินลงมายังห้องโถงชั้นล่าง ดูเหมือนลู่เทียนเฉินเองก็เพิ่งตื่นลงมา เขานั่งก้มหน้าเลือกหนังสือพิมพ์กับนิตยสารมาอ่านอยู่หน้าโต๊ะอาหาร

“นั่งสิ” ลู่เทียนเฉินมองถังเฟิงแวบหนึ่งก่อนเอ่ย

“ประธานลู่ ผมต้องไปหอพักเมื่อไรครับ” ถังเฟิงมองบอดี้การ์ดชุดดำที่อยู่ด้านนอกกำแพงกระจกใส “คุณเอากุญแจให้ผมแล้วบอกที่อยู่มาก็ได้ ผมไปเองได้”

ลู่เทียนเฉินไม่พูดอะไร ใช้นิ้วเคาะลงบนโต๊ะอาหารสีขาวสะอาดตาบ่งบอกว่าให้นั่งลง

เพียงครู่เดียวก็มีคนรับใช้นำอาหารเช้ามาให้สองที่ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นเป็นพิเศษ ในเมื่อเจ้านายเลี้ยงอาหารเช้า ลูกจ้างก็ไม่ควรหักหน้า ถังเฟิงเลือกนิตยสารมาพลิกเปิดอ่านพร้อมกับรับประทานอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์ภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงัด

เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ลู่เทียนเฉินก็เช็ดปาก คนรับใช้มาเก็บภาชนะออกไป

“ไปกันเถอะ” ลู่เทียนเฉินบอกขณะลุกขึ้นยืน

“งั้นผมไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าก่อน”

“ไม่ต้อง” ลู่เทียนเฉินหมุนตัวเดินไปทางประตู “ไปบริษัทก่อน ไปทำธุระสำคัญ”

ธุระอะไร ถังเฟิงขมวดคิ้ว มองซ้ายมองขวาแล้วสุดท้ายก็ทำได้แค่เดินตามไป ถังเฟิงมองไปยังลู่เทียนเฉินที่เดินอยู่ด้านหน้าแล้วก็นึกอยากจะถีบก้นเจ้าหมอนั่นสักที

ตอนนี้เป็นแค่ความคิด แต่เป้าหมายคือทำให้ความคิดนั้นกลายเป็นจริง

 

ถังเฟิงนั่งรถของลู่เทียนเฉินไปที่เทียนเฉินกรุ๊ปด้วยกัน เขากับลู่เทียนเฉินไม่ได้แยกกันเดินหรือให้ใครเดินเข้าไปก่อนแล้วอีกคนค่อยตามเข้าไปทีหลัง ลูกจ้างกับนายจ้างอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติ หากตั้งใจแยกกันเดินสิ กลับยิ่งทำให้คนอื่นคิดไปไกล จะทำอะไรก็ควรชัดเจนและตรงไปตรงมา ถังเฟิงไม่มีอะไรต้องหลบ        ๆ ซ่อนๆ อยู่แล้ว

จากห้องโถงของบริษัทไปจนถึงลิฟต์สำหรับผู้บริหารมีคนมองพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆ ตลอดทาง

ตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงบริษัท ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเลยแม้แต่คำเดียว ในเมื่อไม่มีหัวข้อสนทนาร่วมกันก็ไม่จำเป็นต้องฝืนคุยจนทำให้ลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย

ลิฟต์หยุดลง ลู่เทียนเฉินเดินนำออกไปก่อน ถังเฟิงเดินตามไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเทียนเฉินกรุ๊ป เมื่อก่อนเคยมากับชาลส์บ้าง แต่ก็อยู่แค่ที่ห้องทำงานของชาลส์ ยังไม่เคยได้รับ ‘เกียรติ’ ให้เข้าไปในห้องทำงานของประธานใหญ่อย่างลู่เทียนเฉินเลย

วันนี้นับว่าเป็นครั้งแรก

ห้องทำงานของลู่เทียนเฉินคล้ายกับของชาลส์ แต่กะทัดรัดกว่า กระจกหน้าต่างยาวจรดพื้นซึ่งอยู่ด้านหลังโต๊ะและเก้าอี้ทำให้ห้องดูกว้าง สบายตา ขณะเดียวกันก็คงความหรูหราเอาไว้ด้วย

“นั่งสิ” ลู่เทียนเฉินเดินตรงไปนั่งยังที่นั่งของตัวเอง ถังเฟิงนั่งลงตรงข้ามกับเขา

เจ้าของห้องหยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นส่งให้ “นี่คือตารางงานในช่วงนี้ของนาย เปิดดูสิ” ก่อนจะหันไปพูดใส่โทรศัพท์ “แมรี่ ขอกาแฟสองที่”

ถังเฟิงก้มหน้าก้มตาพลิกดูเอกสาร รายละเอียดด้านในเป็นตารางงานในช่วงนี้ของเขา โดยรวมก็ยังถือว่าว่างอยู่ มีงานสำคัญสองงาน งานแรกคือไปบันทึกเทปรายการ ‘คนรักในฝัน’  อีกงานก็คือ ‘คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์’ ที่ชาลส์จัดแจงไว้ให้ก่อนหน้านี้ ที่เหลือก็มีงานถ่ายนิตยสารอีกนิดหน่อย

“ประธานลู่ มีข่าวเรื่องภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่เวยบ้างไหมครับ” สิ่งที่ถังเฟิงสนใจคือเรื่องนี้มากกว่า

เลขาเปิดประตูนำกาแฟสองที่เข้ามาเสิร์ฟ ลู่เทียนเฉินยกกาแฟขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง “ตอนนี้พวกเรากำลังปรึกษากับผู้กำกับอยู่ นายวางใจเถอะ งานก็คืองาน ฉันจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน นายทำหน้าที่ของนายให้ดีก็พอแล้ว”

ถังเฟิงพยักหน้า ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ

“วันนี้นายไม่มีงานอะไรก็นั่งเล่นที่นี่ไปก่อน” ลู่เทียนเฉินชี้ไปยังชั้นวางหนังสือภายในห้อง “หนังสือ คอมพิวเตอร์ อยากดูอยากใช้อะไรก็หยิบเอาเองเลย”

“ประธานลู่ แล้วเรื่องหอพัก…” ไม่ใช่มั้ง ให้เขาอยู่ที่นี่ทั้งวันเนี่ยนะ?

ลู่เทียนเฉินก้มหน้าอ่านเอกสาร “อย่ารบกวนฉัน”

ถังเฟิงแอบชูนิ้วกลางอยู่ใต้โต๊ะทั้งสองมือ

 

 

บทที่ 28

 

ลู่เทียนเฉินก้มหน้าอ่านเอกสารบนโต๊ะ สองชั่วโมงเต็มๆ เขาอ่านไปได้เพียงสามหน้า เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขาพลิกมาที่หน้าสาม จนถึงตอนนี้งานของเขาก็ยังอยู่ที่หน้าสาม

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าเวลาชาลส์พาถังเฟิงมาทำงานด้วย เจ้าหมอนั่นรวบรวมสมาธิทำงานให้เสร็จได้ยังไง

นี่เป็นครั้งที่สามสิบหกที่ลู่เทียนเฉินหันไปมองชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากตัวนัก ถังเฟิงไม่ได้ส่งเสียงรบกวนการทำงานของเขาก็จริง แต่ผู้ชายคนนั้นชอบเดินไปเดินมาภายในห้อง และถอดรองเท้าออกเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างยาวจรดพื้นสะท้อนบนเท้าสีขาวเปลือยเปล่าสะดุดตาคู่นั้น

ถังเฟิงอ่านหนังสืออยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกเบื่อจึงลุกขึ้นไปยืนมองรถราและผู้คนที่วิ่งกันขวักไขว่อยู่นอกหน้าต่าง ยืนก็ไม่ยืนให้ดีๆ ชอบยืนเขย่งปลายเท้าข้างหนึ่ง มองก็ไม่มองเฉยๆ มองอยู่สักพักก็เริ่มขยับตัวไปมา บิดคอซ้ายขวาราวกับลูกตุ้มนาฬิกา หรือไม่ก็บิดเอว ยืดหลัง

ต่อมาถังเฟิงสังเกตเห็นว่ามีดัมบ์เบลอยู่ในห้องทำงาน ชายหนุ่มจึงไปนั่งที่โซฟาอีกครั้งแล้วเริ่มยกดัมบ์เบลเพื่อออกกำลังกาย

ถังเฟิงไม่ได้ส่งเสียงใดๆ แต่ก็ทำนู่นทำนี่แวบไปแวบมาไม่หยุดหย่อน บางครั้งลู่เทียนเฉินอยากจะสั่งให้อีกฝ่ายอยู่เฉยๆ เสียจริงๆ แต่จนกระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวันเขาก็ยังไม่ได้พูดอะไร

“อาหารสามมื้อต้องตรงเวลา ไม่อย่างนั้นจะเป็นโรคกระเพาะ” ถังเฟิงเอามือยันกับโต๊ะของลู่เทียนเฉิน เขาจะไม่บอกเจ้าหมอนี่หรอกว่าเขาจงใจทำตัวอยู่ไม่สุขตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา

ลู่เทียนเฉินเงยหน้ามองถังเฟิงแวบหนึ่ง “ห้องอาหารบริษัท”

“ได้” เขากินที่ไหนก็ได้

 

ถังเฟิงเดินไปยังห้องอาหารของบริษัทพร้อมกับลู่เทียนเฉิน เขาสัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่ของพนักงานจับจ้องมองอยู่เงียบๆ ตลอดทาง แต่เขาเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วตอนมากับชาลส์ ดังนั้นอย่าคิดว่าเขาจะอายหรือลำบากใจอะไร

ช่างบังเอิญจริงๆ ถังเฟิงกำลังนึกถึงชาลส์ จู่ๆ ชายหนุ่มที่เคยอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี สถานที่และตำแหน่งปรากฏตัวก็เป็นจุดเดียวกับที่ถังเฟิงมากินข้าวกับชาลส์ครั้งก่อน

บริเวณร้านอาหารที่ต้องจ่ายเงินเอง ชาลส์นั่งคีบซิการ์จิบเหล้าอยู่ที่โต๊ะ ใบหน้ายังคงหล่อเลวเช่นเคย แต่ครั้งนี้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามชาลส์ไม่ใช่ถังเฟิง กลับเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีคนหนึ่ง

พอได้มาเจอชาลส์อีกครั้ง ในใจของถังเฟิงคิดแค่ว่า หนุ่มเจ้าสำราญคนนี้จะเป็นภาวะไตพร่อง[1]เข้าสักวันไหมนะ

นอกจากนี้แล้วเมื่อเห็นชาลส์อยู่กับคนอื่นเขาก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีก เขาคิดว่าก็คงเหมือนกับชาลส์ตอนเห็นเขาอยู่กับลู่เทียนเฉิน หนุ่มเจ้าสำราญที่เขาเคยพบและจากกันด้วยดีคนนี้คงไม่มีความรู้สึกอื่นใดเช่นกัน

“ไฮ บังเอิญจัง กินข้าวด้วยกันไหม” เมื่อชาลส์เห็นถังเฟิงกับลู่เทียนเฉินก็โบกมือทักทาย แล้วลากตัวหนุ่มน้อยที่นั่งสบายๆ อยู่ตรงข้ามให้ย้ายมานั่งเก้าอี้ข้างเขาแทนพร้อมกับเอามือพาดไหล่หนุ่มน้อยราวกับสนิทกันมาก และหัวเราะร่าเริงเป็นพิเศษ

ลู่เทียนเฉินยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา “ดีเลย”

ลู่เทียนเฉินนั่งลงตรงข้ามชาลส์ ถังเฟิงจึงทำได้เพียงนั่งลงทางด้านข้างอีกฝั่งหนึ่งของชาลส์ซึ่งเป็นที่เดียวที่ว่าง ชายหนุ่มนั่งลงทักทายชาลส์และพยักหน้าทักทายหนุ่มน้อยที่ชาลส์พามาด้วยท่าทางสบายๆ

 

 

บทที่ 29

 

“เด็กน้อย อยากกินอะไรสั่งได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” ชาลส์ทำหน้าที่คนรักสุดเพอร์เฟ็กต์ ใบหน้าเปื้อนยิ้มน่าหลงใหล ดวงตาสุกใสสีน้ำตาลเข้มเปล่งประกายแวววาว ดูอ่อนโยนและเอาใจใส่

หนุ่มน้อยที่ชื่อเจียงเหล่ยทั้งปลาบทั้งปลื้ม ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อคืนหลังจากชาลส์จูบเขาเพียงครู่เดียวก็ไล่เขาออกไป แต่สุดท้ายเขาก็ได้เงินค่าตอบแทนมาก้อนหนึ่ง เขาเคยได้ยินมาว่าเศรษฐีหลายคนไม่ค่อยเห็นแก่หน้าพวกเขา บางคนก็โหดเหี้ยมทารุณ ใครจะเหมือนคุณผู้ชายท่านนี้ที่ทั้งหล่อเหลา เอาใจใส่ และอ่อนโยน

ถังเฟิงก้มหน้าพลิกดูเมนูอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงสั่งอาหารรสเผ็ดจัดจ้าน ไม่ได้ให้ความสนใจทั้งชาลส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ และหนุ่มน้อยคนนั้น สัญญาสิ้นสุดลงแล้ว ความสัมพันธ์ก็สิ้นสุดตามไปด้วย ชาลส์จะขึ้นเตียงกับใครก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอีก เช่นเดียวกันถ้าเขาจะรักกับใครก็ไม่เกี่ยวกับชาลส์แม้แต่น้อย

“ประธานลู่ ตอนบ่ายผมไปย้ายของเข้าหอพักได้ไหม” เขาไม่อยากย้ายของตอนเย็น พอย้ายของเข้าหอพักแล้วยังต้องจัดของอีก ไม่อย่างนั้นคงนอนหลับไม่สนิท

ลู่เทียนเฉินยื่นเมนูคืนให้พนักงาน แล้วมองถังเฟิงแวบหนึ่ง “ตอนบ่ายต้องคุยกับเสียวอวี่เรื่องคลาสฝึกอบรมกับรายละเอียดของรายการทีวี”

ความหมายก็คือตอนบ่ายยังไปย้ายของไม่ได้ แล้วทำไมตอนเช้าไม่ให้ไปคุยกับเสียวอวี่ ต้องรอให้ถึงตอนบ่ายทำไม ลู่เทียนเฉินตั้งใจแกล้งเขาใช่ไหม แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น

ถังเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยกำลังจะยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำที่อยู่ตรงหน้า แต่ชาลส์กลับหยิบแก้วใบนั้นไปส่งให้เจียงเหล่ยเสียก่อน

“ที่รัก ดื่มน้ำสิ” ชาลส์หัวเราะร่าเริง

ถังเฟิงที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเปลี่ยนไปหยิบแก้วทางซ้ายมือซึ่งความจริงแล้วเป็นของลู่เทียนเฉินขึ้นมาดื่มแทน เขาคิดว่าชาลส์อาจจะเข้าใจผิดนึกว่าแก้วน้ำของเขาเป็นของตัวเอง ถ้างั้นหากไล่ตามลำดับต่อไปแก้วของเจียงเหล่ยก็ควรเป็นของลู่เทียนเฉิน ส่วนแก้วของลู่เทียนเฉินก็เป็นของเขา

หางตาชาลส์กระตุก ส่วนลู่เทียนเฉินเหล่ตามองถังเฟิงที่กำลังดื่มน้ำ

“มีอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มรู้สึกว่าลู่เทียนเฉินกำลังมองเขาอยู่

“แก้วของฉัน” ลู่เทียนเฉินพูดขณะมองถังเฟิง

ถังเฟิงหัวเราะ “แก้วนี้ผมดื่มไปแล้ว ของคุณก็แก้วทางซ้ายมือนั่นไง”

ลู่เทียนเฉินเชิดคางขึ้น

ถังเฟิงเม้มปากขณะวางแก้วลงบนโต๊ะ ถึงยังไงเขาก็ดื่มไปแล้ว ลู่เทียนเฉินยังจะดื่มน้ำแก้วนี้อีกหรือไงเล่า

ลู่เทียนเฉินหยิบแก้วน้ำที่ถังเฟิงดื่มเมื่อกี้แล้วเงยหน้าดื่มน้ำบ้าง ถังเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รอยยิ้มตรงมุมปากของชาลส์ดูแข็งค้างไปเล็กน้อย

“ที่รัก ฉันขอดื่มบ้างนะ” ชาลส์ยกแก้วที่เจียงเหล่ยเคยดื่มขึ้นมาใกล้ปากแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง สายตามีแววรังเกียจเล็กน้อยก่อนจิบน้ำแค่อึกเดียวเหมือนจิบยา คาดว่าคงแค่เอาริมฝีปากแตะน้ำพอให้เปียกชื้นเท่านั้น

ถังเฟิงหันไปโบกมือเรียกพนักงาน “รบกวนขอน้ำเพิ่มอีกหนึ่งแก้วครับ”

คนพวกนี้เล่นอะไรกัน ไร้สาระจริงๆ

“ถังเฟิง…” ชาลส์เอานิ้วเคาะโต๊ะอยู่นานกว่าจะเรียกชื่อชายหนุ่มออกมา

“หืม?”

ชาลส์ยิ้มแล้วยื่นมือไปโอบไหล่เจียงเหล่ย “นี่คือที่รักของฉัน”

ถังเฟิงหัวเราะพร้อมพยักหน้า “ผมรู้ เมื่อกี้พวกเราก็ทักทายกันแล้ว ใช่ไหมเจียงเหล่ย” เขาหันไปส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้หนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เจียงเหล่ยก้มหน้าแก้มแดงเรื่อ

ชาลส์หัวเราะแห้งๆ แอบเหลือบมองหนุ่มน้อยข้างตัว ช่างเป็นเด็กที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

อาหารมื้อนี้ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศอันแสนประหลาด เมื่อรับประทานใกล้เสร็จลู่เทียนเฉินเหลือบมองเพื่อนสนิทที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วพูดกับถังเฟิง “มีปัญหานิดหน่อย หอพักเต็ม นายอยู่ที่บ้านฉันไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน ฉันจะให้คนหาคอนโดให้นายอีกที”

“โอเค” คอนโดย่อมดีกว่าหอพักอยู่แล้ว! ถังเฟิงพอใจมาก ฝืนใจอยู่กับลู่เทียนเฉินอีกสักสองวันก็ได้ ถึงยังไงลู่เทียนเฉินก็ไม่ถูกชะตากับเขาอยู่แล้ว คงต้องรีบหาคอนโดให้เขาแน่นอน

จู่ๆ ชาลส์ที่กำลังดื่มไวน์แดงก็สำลักออกมา

 

 

บทที่ 30

 

“เป็นยังไงบ้างครับ ตกลงตามนี้นะ? ทุกคนคิดว่าดีไหมครับ” ชายหนุ่มที่ทั้งหล่อเหลาและน่ารักยื่นไมโครโฟนในมือของตนไปทางคนดูที่นั่งอยู่ด้านล่างเวที รอยยิ้มไร้เดียงสาแสดงความอ่อนเยาว์และสดใสมีชีวิตชีวา

ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นหนุ่มน้อยที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้ไม่ยาก ความมีชีวิตชีวาของเขาทำให้คนทุกเพศทุกวัยชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา

“ดี…” เสียงตอบพร้อมเพรียงกันดังขึ้นภายในสตูดิโอถ่ายทำรายการ เสียงดังกึกก้องไปทั้งห้องทำให้ทุกคนในที่นั้นสัมผัสได้ว่าคนดูต่างชื่นชอบพิธีกรหนุ่มคนนี้

เขาเป็นทั้งนักร้องและพิธีกร นี่ก็คือเฉินหมิงซวี่ หนึ่งในไอดอลซึ่งกำลังโด่งดังมากที่สุดในตอนนี้นั่นเอง

“เยี่ยม ถ้าอย่างนั้นรายการในสัปดาห์หน้าจะมีกิจกรรมโฟนอินด้วย ไม่รู้ว่าเหล่าดาราในรายการจะมีใครติดต่อดาราชื่อดังที่กำลังมีชื่อเสียงที่สุดในตอนนี้ได้บ้าง พวกเรามาคอยชมกันนะครับ” เฉินหมิงซวี่ว่าพร้อมเสียงหัวเราะที่ไม่มีวี่แววของเจตนาร้ายใดๆ แล้วเหลือบตามองชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหลังสุดในตำแหน่งที่ไม่สะดุดตาพลางพูดต่อ “โดยเฉพาะรุ่นพี่ถังเฟิงของพวกเรา อยู่ในวงการมานานขนาดนี้ต้องรู้จักคนดังหลายคนแน่นอนเลยใช่ไหมครับ”

“โฮะๆๆ ถังเฟิงเข้าวงการมานาน สมัยนู้นยังดังมาก ต้องรู้จักคนเจ๋งๆ ไม่น้อยเลยใช่ไหม สมัยก่อนก็เข้าวงการมาเป็นไอดอลกรุ๊ปกลุ่มเดียวกับเกอเฉินด้วย! ช่วงโฟนอินในสัปดาห์หน้าคงไม่ได้คิดจะทำเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยการโทรหาเกอเฉินใช่ไหมคะ ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของเขาเลยล่ะ!” ดาราสาวที่ไม่ดังมากคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลรีบเสริมพิธีกร

“ตอนนี้เกอเฉินโด่งดังและงานรัดตัวขนาดนี้ คงไม่มีเวลามาสนใจรายการของพวกเราหรอก ถังเฟิง นายอย่าทำให้พวกเราผิดหวังนะ!” ดาราชายที่ไม่ดังมากอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเพื่อช่วยกระตุ้นบรรยากาศ หลายคนหัวเราะตามกัน ราวกับพวกเขารู้ล่วงหน้าว่าสัปดาห์หน้าไม่มีทางติดต่อเกอเฉินได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้เมื่อก่อนถังเฟิงจะเคยรู้จักกับเกอเฉิน แต่ตอนนี้ทั้งสองคนมีชะตาชีวิตต่างกัน ฝ่ายแรกวิ่งวุ่นทำทุกทางเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทั้งยังถูกคนอื่นเย้ยหยันถากถางกลางรายการอยู่บ่อยๆ  ส่วนฝ่ายหลังกลายเป็นดาราชายอันดับหนึ่งที่โด่งดังมากในปัจจุบัน ฐานะแตกต่างกันลิบลับ

แน่นอน นี่คืออดีต

ถังเฟิงมองกล้องยิ้มๆ “สัปดาห์หน้าพวกคุณเตรียมตัวรับเซอร์ไพรส์ไว้ได้เลย!”

คนดูในห้องส่งบางส่วนหัวเราะขำคำพูดของเขา

การบันทึกเทปสิ้นสุดลง เฉินหมิงซวี่ที่เป็นพิธีกรยังพูดคุยกับคนดูที่อยู่ด้านล่างเวทีต่อ ไม่ว่าจะมองมุมไหนเฉินหมิงซวี่ก็เป็นเหมือนกับที่คนภายนอกพูดกัน อ่อนน้อมถ่อมตน เข้ากับคนง่าย และเป็นที่รักของทุกคน

“ทำไมเขาถึงจงใจหาเรื่องคุณประจำเลยนะ” เสียวอวี่พูดเสียงต่ำอย่างแค้นใจ “ต่อหน้าคนเยอะขนาดนั้น อย่างกับมีความแค้นกับคุณมาก่อนแน่ะ ทุกครั้งที่ออกรายการต้องโดนเขาจิกกัดล้อเลียนตลอด ไม่เห็นจะเหมือนไอดอลเลย”

“เอาน่า อยู่ในสถานีอย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย พวกเราไปกันเถอะ” ถ้าโมโหคนที่ไม่ชอบคุณ คุณก็ต้องโมโหอยู่ทุกวัน สุดท้ายก็ต้องคั่งแค้นใจตายเอง ถึงแม้ถังเฟิงจะไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินหมิงซวี่ถึงทำเหมือนตั้งใจจะสร้างความลำบากให้เขาอยู่บ่อยๆ ราวกับอยากให้เขาขายหน้าต่อหน้าคนดูจนแทบทนไม่ไหว

แต่ก็ต้องขอบคุณเฉินหมิงซวี่ที่ทำให้ถังเฟิงมีซีนเด่นในรายการอยู่บ้าง ถังเฟิงแอบยิ้ม ถึงอย่างไรสัปดาห์หน้าก็เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มาออกรายการนี้

“ถังเฟิง สัปดาห์หน้าจะติดต่อเกอเฉินได้ไหมคะ” เสียวอวี่ถามขณะเดินอยู่ข้างๆ

เกอเฉิน… ถังเฟิงชะงัก ยิ้มแล้วบอกว่า “ทุกวันนี้เขาเป็นดาราใหญ่ มาออกรายการแบบนี้คงไม่ค่อยดีหรอกมั้ง ถึงยังไงทีมงานก็ตั้งใจจะให้ผมขายหน้าในสัปดาห์หน้าอยู่แล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปทำตามคำพูดของพวกเขาหรอก ถึงตอนนั้นก็โทรไปหาดาราใหม่สักคนที่บริษัทก็พอแล้ว”

“ถังเฟิง ความจริงวันนี้เกอเฉินก็มาอัดรายการที่สถานีนี้พอดี” เสียวอวี่กระซิบเสียงเบา

“เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง ตอนบ่ายไม่มีงานอะไรแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะ มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน” ถังเฟิงกล่าวระหว่างเดินไปด้วยกัน

“อืม โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นตอนบ่ายก็ตามสบายนะคะ พักผ่อนด้วยล่ะ” เสียวอวี่รู้ว่าถังเฟิงเป็นคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร เธอจึงไม่พูดอะไรต่ออีก

“ถังเฟิง อยากให้ฉันไปส่งคุณไหมคะ” เสียวอวี่ถามขณะยืนรอลิฟต์

ถังเฟิงส่ายหัวแล้วตอบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ผมกลับเองได้” ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าลู่เทียนเฉินหาคอนโดให้ได้หรือยัง แต่ก็ช่างมันเถอะ เขาอยู่บ้านลู่เทียนเฉินก็สบายดี พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็น่าขัน ลู่เทียนเฉินเป็นนายจ้าง เขาเป็นลูกจ้าง แต่ลู่เทียนเฉินต้องออกไปบริษัทแต่เช้าทุกวัน ส่วนเขาถ้าไม่มีงานอะไรก็หลับยาวได้ถึงเก้าโมงสิบโมง

ประตูลิฟต์เปิดออก ขณะถังเฟิงและเสียวอวี่เตรียมจะก้าวเข้าไปในลิฟต์ก็ได้เผชิญหน้ากับคนสามสี่คนที่กำลังจะเดินสวนออกมา สองสามคนในกลุ่มนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้ช่วยเหมือนเสียวอวี่ ส่วนผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางดูแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด บุคลิกโดดเด่นและมีคนห้อมล้อมราวกับดาวล้อมเดือน

จังหวะที่ประตูลิฟต์เปิดออก คนด้านนอกลิฟต์ก็ชะงักเท้าพร้อมกัน

ไร้ซึ่งบทสนทนา ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาที่ยืนอยู่ในลิฟต์เพียงแค่มองถังเฟิงที่เตรียมจะเข้ามาในลิฟต์โดยไม่กล่าวอะไรสักคำ แต่สายตาของเขาจ้องเขม็งมายังถังเฟิงราวกับตอกตะปูตรึงไว้

ไม่ว่าจะเป็นถังเฟิงหรือเสียวอวี่ต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเกอเฉินในสถานการณ์เช่นนี้ ได้ยินมาว่าช่วงนี้เกอเฉินเพิ่งกลับมาจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่เกาหลี วันนี้มาที่สถานีก็น่าจะมาโปรโมตภาพยนตร์เรื่องใหม่นี่แหละมั้ง

“ไฮ เกอเฉิน” ถังเฟิงยิ้มและกล่าวทักทายชายหนุ่ม

เสียวอวี่แอบเหลือบมองถังเฟิง ความคิดอาจหาญผุดขึ้นมาในหัวจึงเอ่ยปากพูดออกไปอย่างใจคิด “สวัสดีค่ะคุณเกอเฉิน ความจริงพวกเรากำลังคิดว่าจะไปหาคุณพอดีเลย!” ไม่รอให้ถังเฟิงเอ่ยขัด เสียวอวี่รีบพูดรัวเร็วราวกับปืนกล เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในการอัดรายการเมื่อกี้ให้เกอเฉินฟัง

“แค่รับโทรศัพท์สายเดียว ถ้าคุณเกอเฉินพอจะมีเวลา…” เสียวอวี่กล่าว

“ผมจะพิจารณาดู” น้ำเสียงนั้นเย็นชาเป็นพิเศษ เกอเฉินเหลือบมองถังเฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรจนคนฟังรู้สึกเหมือนโดนดูถูก “นายยังออกรายการไร้สาระพวกนี้อยู่อีกหรือ”

“รายการไร้สาระพวกนี้ก็สนุกดีออก” ถังเฟิงเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใส่ใจฟังคำพูดที่ราวกับมีความเคียดแค้นชิงชังของเกอเฉิน มีเพียงเสียวอวี่ที่มองเกอเฉินซึ่งอยู่ในชุดขาวราวกับเทวดาด้วยความตกใจ ไม่ใช่ ตอนนี้เธอมองเกอเฉินเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแล้ว

เดิมคิดว่าคงอาศัยความร่วมมือระหว่างสองบริษัทและความสัมพันธ์ในอดีตของถังเฟิงกับเกอเฉินได้บ้าง ไม่ว่าอย่างไรเกอเฉินก็ต้องตอบตกลง เพราะคนภายนอกต่างบอกว่าเกอเฉินเป็นคนดี เข้ากับคนง่าย แต่ตอนนี้เธอกลับมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเสียวอวี่นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งโพล่งออกไปก็หน้าร้อนผ่าว เธอทำให้ถังเฟิงต้องขายหน้าแค่ไหนเนี่ย!

“เกอเฉินก็มาออกรายการที่สถานีนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ” ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวแต่นิ่งอึ้ง เสียวอวี่รีบตอบโต้กลับไปทันที

“รายการที่เกอเฉินของพวกเรามาออกเป็นรายการทอล์กโชว์จริงจัง” ผู้ช่วยของเกอเฉินก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

บรรยากาศเริ่มมาคุ ถังเฟิงรีบดึงตัวเสียวอวี่ไว้แล้วยื่นมือไปกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ “พวกคุณจะออกที่ชั้นนี้หรือลงไปข้างล่างกับพวกเรา?”

ผู้ช่วยสองสามคนนั้นถลึงตาใส่ถังเฟิงขณะเดินห้อมล้อมเกอเฉินออกไปจากลิฟต์ พร้อมพ่นคำพูดอาบยาพิษออกมา “ก็แค่ดาราชั้นต่ำตกอับที่เพิ่งถูกเขาเขี่ยทิ้งมา น่าสงสารจริงๆ”

“พวกเธอ…” เสียวอวี่ถลกแขนเสื้อทำท่าจะพุ่งออกไป แต่ถังเฟิงรีบคว้าตัวเอาไว้เสียก่อน

ประตูลิฟต์ปิดลง ถังเฟิงส่ายหัว “เด็กโง่ ในโลกนี้มีคนด่าผมตั้งเยอะตั้งแยะ คุณคิดจะสู้กับทุกคนเลยหรือไง”

“ก็พวกเขาพูดถึงคุณขนาดนี้จะให้ฉันยืนดูอยู่เฉยๆ ได้ยังไง!” เสียวอวี่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

แน่นอนว่าถ้าเป็นสมัยวัยรุ่นคงทนไม่ได้ สู้ยิบตาเพื่อแก้แค้นเอาคืน แต่ไม่รู้ว่าพอเกิดเรื่องบ่อยเข้าจนกลายเป็นความชินชา หรือว่าพอเป็นผู้ใหญ่แล้วก็รู้ว่าต่อให้สร้างความขัดแย้งมากเท่าไร สุดท้ายก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรเลย ถังเฟิงจึงมองว่าคำนินทาหรือคำด่าเหยียดหยามพวกนั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไร

คนที่ยิ่งมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จมากเท่าไรก็ยิ่งมีเรื่องขัดแย้งมากขึ้นเท่านั้น ยอมรับคำติเตียนได้มากเท่าไรก็ยิ่งได้รับคำชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น

การมีอาชีพเป็นดารานักแสดง ชื่อเสียงและความสำเร็จของคุณมักจะมาจากการสนับสนุนและความชื่นชอบของประชาชน ขณะเดียวกันก็อาจมีบางคนด่าและโจมตีเช่นกัน นี่แหละคือวงการบันเทิง ถ้าแม้แต่คำด่าเหยียดหยามแค่นี้ยังทนรับไม่ได้ แล้วจะมีคุณสมบัติอะไรในการเป็นดาราที่อยู่ท่ามกลางการจับจ้องจากประชาชนกันเล่า

“ปากงอกอยู่บนตัวพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรเราก็ไปควบคุมไม่ได้ เมื่อคนคนหนึ่งดูถูกคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปอธิบายอะไรให้เขาฟังหรอก แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ใช้ความจริงพิสูจน์เรื่องราวทั้งหมดก็พอ เสียวอวี่ คุณก็คิดแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม” ถังเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เสียวอวี่ถอนหายใจ “ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณแท้ๆ นะคะ แต่พอฟังคุณพูดแล้วฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองไร้เดียงสามาก”

ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี สาวน้อยอย่างเธอก็ต้องไร้เดียงสาแน่นอนอยู่แล้ว

 

หลังจากถังเฟิงแยกกับเสียวอวี่ ชายหนุ่มก็นั่งรถกลับไปที่บ้านของลู่เทียนเฉิน ช่วงนี้เขาเริ่มมีงานมากขึ้น วันมะรืน ‘คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์’ จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เขาต้องเข้าร่วมคลาสในฐานะนักแสดงใหม่คนหนึ่ง

ความจริงแล้วเขาไม่เคยเรียนการแสดงอย่างจริงๆ จังๆ เลย ตอนแรกสุดก็เริ่มจากการเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์ พออายุยี่สิบเจ็ดก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ตอนอายุสามสิบสามในที่สุดก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสมดังหวัง ตอนนี้ยอมไปเข้าคลาสฝึกอบรมก็เพราะความอยากรู้อยากเห็นและรู้สึกสนใจ

ประโยคที่ว่าต้นไม้อยากสงบนิ่งแต่สายลมไม่ยอมหยุดพัด[2]ครั้งนี้ถังเฟิงเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ถ้ามีคนไม่ถูกชะตากับคุณ คิดจะใส่ร้ายคุณ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรอีกฝ่ายก็สามารถเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้ทั้งนั้น

 

[ชายหนุ่มรูปงามสไตล์โบราณซึ่งโด่งดังภายในชั่วข้ามคืน…ที่แท้ก็เป็นคนร้ายที่ผลักเกอเฉินตกทะเล?]

 

วันที่สองหลังจากไปอัดรายการที่สถานีโทรทัศน์ ตามหน้าเว็บเพจต่างก็ขึ้นหัวข้อข่าวสะดุดตา เมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียด ในรายงานข่าวบรรยายถึงประวัติของถังเฟิง ตั้งแต่เป็นไอดอลกรุ๊ปวงเดียวกับเกอเฉิน พอแยกวงก็ตกอับอย่างรวดเร็ว ความประพฤติย่ำแย่จนบริษัทไม่ป้อนงานให้ จึงผูกใจเจ็บและผลักเกอเฉินตกทะเลในระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์

ภาพประกอบไม่มีภาพไหนดูดีเลย ตั้งใจเลือกใช้รูปถังเฟิงสมัยวัยรุ่นที่ดูเซ่อๆ ซ่าๆ ซึ่งหากเอาคนในรูปมาเปรียบเทียบกับตัวจริงตอนนี้ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

ขาเรียวยาวสองข้างวางพาดอยู่บนโต๊ะทำงาน ชาลส์ถือแท็บเล็ตอยู่ในมือและกดขยายภาพของถังเฟิงในข่าว มือขวายกแก้วที่รินวิสกี้ใส่น้ำแข็งขึ้นจิบ เขาจ้องรูปภาพราวกับกำลังวิเคราะห์วัตถุโบราณ แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ถังเฟิงคนปัจจุบันกับถังเฟิงในอดีตช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าเดียวกันแท้ๆ ดันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ทำไมกันนะ เป็นเพราะอะไรกัน…อ้อ ตั้งแต่ได้มาอยู่กับฉันเขาก็เลยดูมีเสน่ห์มากขึ้นยังไงล่ะ! บ้าบอชะมัด! แต่สัญญาของเราก็สิ้นสุดไปแล้วนี่!”

“นายคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร!” ชาลส์ส่งสายตาเกรี้ยวกราดไปยังบอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่ด้านข้าง เวลาเขาอารมณ์ไม่ดีมักจะมีคนกลายเป็นกระสอบทรายอยู่ภายในห้องทำงาน

เมื่อได้ยินเจ้านายตะโกนเรียกกระสอบทรายสีดำก็ตกใจยืดหลังยืนตรง “ครับเจ้านาย นั่นก็หมายความว่าท่านเป็นคนขุดเสน่ห์ของเขาออกมา เจ้านายเจ๋งมากครับ!”

“ฉันก็ว่างั้นแหละ” ชาลส์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วโยนแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ “ถ้าอย่างนั้นนายลองบอกมาซิว่าในเมื่อฉันเล่นกับเขาจนพอใจแล้ว ทำไมยังคิดถึงเขาอยู่อีก”

“เอ่อ…บางทีอาจจะยังเล่นไม่หนำใจหรือเปล่าครับ” กระสอบทรายสีดำนวดจมูกตัวเอง

สายตาของชาลส์ทอประกายวาบและคมกริบราวกับดาบเลเซอร์ เขาหัวเราะฮ่าๆ “ไม่มีทาง แต่ก่อนฉันไม่เคยอยู่กับใครหนึ่งเดือนแล้วยังคิดถึงเขาอยู่”

“แต่ตอนนี้ท่านก็…” สายตาของชาลส์ตวัดมาหาราวกับคมมีดกะซวกเข้าร่าง กระสอบทรายสีดำจึงรีบปิดปากฉับไม่ได้ต่อประโยคให้จบ ถึงแม้เขาไม่พูดแต่ชาลส์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

“ใช่ ฉันกำลังคิดถึงเขา” นี่มันช่างน่าประหลาดใจและจัดการลำบากซะจริงๆ  ตั้งแต่ถังเฟิงย้ายออกไป ไม่ว่าเขาจะมองใครคนไหนก็เหมือนกับน้ำเปล่าที่ไม่มีรสชาติ หล่อกว่าถังเฟิงแต่ไม่ฉลาดเท่าถังเฟิง ส่วนคนที่ฉลาดกว่าถังเฟิงก็แทบจะเป็นคุณตาของเขาได้เลย คนที่ทั้งฉลาดทั้งหล่อกว่าถังเฟิง ตอนนี้ยังหาไม่เจอสักคน

“ฉันเป็นคนขุดเอาเสน่ห์ของเขาออกมา ก็เหมือนกับแอปเปิลรสเปรี้ยวฝาดที่กลายเป็นรสหวานอร่อย แล้วทำไมฉันต้องเอาผลไม้แสนอร่อยผลนี้ส่งต่อให้คนอื่นด้วย” ชาลส์ตบโต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาหมายเลขหนึ่ง

“เคน ฉันตกลง แต่รายการต้องดำเนินไปตามที่ฉันต้องการนะ!”

พอพูดประโยคนี้จบชาลส์ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ส่วนเรื่องข่าวที่ลงในเว็บเพจและหนังสือพิมพ์พวกนั้น เขาสงสัยจริงๆ ว่าลู่เทียนเฉินจะจัดการยังไง ส่วนถังเฟิง เขามั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่มีทางถูกทำร้ายได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน

ส่วนคนที่สร้างเรื่องวุ่นวายอยู่เบื้องหลัง…

ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ตอนนี้เขาเตรียมตัวที่จะอยู่ร่วมกับถังเฟิงอีกสักระยะหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นแมลงหวี่แมลงวันที่มาก่อกวนก็จงหายไปให้หมด!

 

 

[1] สภาวะที่ไตอ่อนแอ พลังหยางในร่างกายบกพร่อง จะมีอาการปวดเมื่อยเอว ขาอ่อนแรง หงุดหงิดง่าย และความต้องการทางเพศเสื่อมถอย

[2] เป็นสำนวนหมายถึงทุกอย่างในโลกไม่อาจเป็นไปดังใจต้องการ

Leave a Reply