Back to Home

บทที่ 31

 

เกรียนอินเตอร์เน็ต ตอนถังเฟิงได้ยินคำสี่คำนี้ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เสียวอวี่ห้ามเขาเข้าอินเตอร์เน็ตเปิดดูข่าวหรือคอมเมนต์อะไรในโลกโซเชียล คนที่มีจิตใจเข้มแข็งอย่างถังเฟิงมีหรือจะฟังคำพูดของเสียวอวี่ เขาเปิดอ่านคอมเมนต์ที่ติดอันดับด้วยความอยากรู้อยากเห็น มีหลายคนที่วิจารณ์เขา แต่แทนที่จะบอกว่าวิจารณ์ควรบอกว่าเป็นนั่งเทียนด่าจะเหมาะกว่า

ถังเฟิงเปิดดูหัวข้อหนึ่งแล้วอดหัวเราะไม่ได้

“ฉันคิดว่านายอ่านข่าวแล้วจะโมโหซะอีก เมื่อก่อนแค่มีคนพูดถึงนายนิดๆ หน่อยๆ นายก็ไปทะเลาะกับเขาไม่จบไม่สิ้นแล้ว” ยามเช้าที่สดใส ลู่เทียนเฉินในชุดลำลองสีอ่อนนั่งพลิกอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโต๊ะอาหาร สายตาตวัดไปเห็นพาดหัวข่าวตัวโตก็ยกมุมปากเล็กน้อย ปรากฏรอยยิ้มเย็นชาเพียงแวบเดียวแล้วหายไป

“ถ้าอย่างนั้นเมื่อก่อนคุณคงคิดว่าผมน่ารำคาญมาก” ถังเฟิงวางแท็บเล็ตไว้ด้านหนึ่ง แล้วก้มหน้าดื่มนม

ลู่เทียนเฉินวางหนังสือพิมพ์ ขณะมองถังเฟิงก็สังเกตเห็นคราบสีขาวติดอยู่เหนือริมฝีปากของชายหนุ่ม ถังเฟิงแลบลิ้นออกมาเลียนมที่ติดอยู่ข้างมุมปาก พอรู้สึกว่าเลียไม่สะอาดจึงหยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดอีกที

“เรื่องในอดีตก็คือเรื่องในอดีต ตอนนี้นายคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว แล้วพวกคำด่าเหยียดหยามบนอินเตอร์เน็ต นายคิดเห็นยังไง” ลู่เทียนเฉินเบนสายตาออกจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อของถังเฟิง ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ และถามออกไปด้วยท่าทางไม่ใส่ใจนัก

“สนุกดีครับ บางคนแสดงความคิดเห็นราวกับสนิทกับผมมาก บางคนก็บรรยายว่าตอนนั้นผมทำอะไรกับเกอเฉินบ้างอย่างกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจริงๆ  แล้วก็มีบางคนที่ชื่นชมผมจนออกนอกหน้า พวกเขาต่างก็วิจารณ์ ‘ถังเฟิง’ ตามมุมมองของตัวเอง” ช่วงนี้อยู่ร่วมบ้านกับลู่เทียนเฉินมาหลายวันแล้ว เนื่องจากต้องรับประทานอาหารด้วยกันทุกเช้า เขาจึงยินดีที่จะพูดคุยกับเจ้านายให้มากขึ้น ดีกว่าต้องทนอยู่ในบรรยากาศเงียบสงัดชวนกระอักกระอ่วน

ความประทับใจแรกที่ถังเฟิงมีต่อลู่เทียนเฉินไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ตัดสินคนคนหนึ่งด้วยเหตุผลนี้ หากต้องการรู้จักใครสักคนก็ต้องลองคบหาและพูดคุยกับอีกฝ่าย

ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ข้อเสียของลู่เทียนเฉินก็คือข้อดีที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ทั้งความเด็ดขาด ความเหี้ยมโหด ไร้ความเห็นอกเห็นใจ ชอบใครก็แสดงออกมา รังเกียจใครก็เปิดเผยให้รู้ตรงๆ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอึดอัด

“แล้วคำวิจารณ์ของคนอื่นมีความสำคัญกับนายไหม” ลู่เทียนเฉินมองถังเฟิง “ถ้าทุกคนเข้าใจนายผิด ด่าทอนาย ไม่รู้จักนาย ไม่เข้าใจนาย หรือถึงขั้นมุ่งร้ายต่อนาย นายยังจะเยือกเย็นได้เหมือนตอนนี้หรือเปล่า”

ถังเฟิงส่ายหัว “ผมไม่ใช่นักบวชก็ต้องรู้สึกไม่พอใจบ้างเป็นธรรมดา วันนั้นผมเจอคำคมที่ดีมากในอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่เยือกเย็นก็ต้องเจ็บไข่ ทั้งหยาบคายทั้งตรงไปตรงมา แล้วผมก็ไม่คิดว่าในโลกนี้จะไม่มีใครเข้าข้างผม ขอแค่มีใครสักคนที่เข้าใจ เชื่อมั่นในตัวผม อยู่เป็นเพื่อนและห่วงใยกัน ส่วนความจริงที่ว่าผมเป็นคนยังไง เรื่องที่ผมทำหรือเรื่องที่ผมไม่ได้ทำ เมื่อเวลาผ่านไปความจริงทุกอย่างก็จะพิสูจน์ตัวของมันเอง”

“ส่วนคำพูดจริงบ้างเท็จบ้างพวกนั้นอาจจะทำให้คนสับสนไปบ้าง แต่พวกเขาดูถูกสติปัญญาของคนดูมากเกินไป” ถังเฟิงแสดงความคิดของตัวเองออกไปตรงๆ  แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยห่วงภาพลักษณ์หรือคำวิจารณ์ที่คนอื่นมีต่อตนเองอยู่แล้ว สิ่งที่เขากังวลมีเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือ การแสดงของตัวเองจะสามารถแสดงออกมาได้อย่างที่ตัวเองต้องการหรือไม่

คนที่มองคนดูเหมือนลิงที่สามารถหยอกเล่นด้วยได้ ไม่นานตัวเองก็จะกลายเป็นลิงที่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเสียเอง

“นายคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้จะถึงวันแถลงข่าว ‘คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์’ ทางที่ดีวันนี้นายก็อยู่แต่ในบ้านไม่ต้องออกไปไหน ส่วนเรื่องข่าวในหนังสือพิมพ์กับอินเตอร์เน็ตพวกนั้นฉันจะให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไปจัดการให้”

ถังเฟิงไม่แสดงความคิดเห็นอื่น เขายินดีทำตัวเป็นโอตาคุติดบ้าน เพียงแต่บางเรื่องที่ควรพูดก็ต้องพูดออกไป

“ผมมั่นใจว่าบริษัทจะทำเพื่อลูกจ้าง และผมก็มั่นใจว่าคุณเป็นนายจ้างที่ดีคนหนึ่ง ถึงผมไม่ใส่ใจว่าคนดูจะมองผมแบบไหน แต่ผมก็ไม่ชอบให้ใครเอาเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่ไม่ใช่เรื่องจริงมาโจมตีผม” ถังเฟิงลุกขึ้นยืนแล้วส่งรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ให้ลู่เทียนเฉิน “ประธานลู่ ผมไว้ใจคุณได้ใช่ไหม”

“เรื่องงาน นายไว้ใจฉันได้เลย”

ดีมาก นี่แหละคือคำตอบที่ถังเฟิงอยากฟัง

 

ถังเฟิงที่ถูกสั่งว่าวันนี้ห้ามออกไปไหนนั่งจิบน้ำชายามบ่ายอยู่ในสวนดอกไม้อันสวยสดงดงามของลู่เทียนเฉิน หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดดูข่าวต่างประเทศ นี่ก็ผ่านการ ‘ตาย’ ของเขามาสักระยะหนึ่งแล้ว ข่าวเกี่ยวกับเขาในอินเตอร์เน็ตก็ค่อยๆ ลดน้อยลง เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองเขายังไง เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อน

แต่เขาสนใจความรู้สึกของเพื่อนสนิทมิตรสหายมากกว่า การจากไปอย่างกะทันหันทำให้เพื่อนหลายคนเสียใจ เมื่อได้อ่านข้อความแสดงความคิดถึงและความโศกเศร้าที่เพื่อนๆ กล่าวออกมา ก็ราวกับถังเฟิงได้ย้อนกลับไปสู่ตอนที่เป็นโรคหัวใจอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจยิ่งชัดเจนและลึกซึ้ง

“ไมเคิล จิโน่?” ถังเฟิงนึกไม่ถึงว่าในข่าวที่เหล่าดาราต่างแสดงความเสียดายและเสียใจต่อการจากไปของเขาจะมีชื่อของคู่ปรับอย่างเจ้าหมอนี่อยู่ด้วย

 

[โลกได้สูญเสียศิลปินผู้มีพรสวรรค์ไปแล้วอีกคน และผมก็ได้สูญเสียเพื่อนที่สำคัญที่สุดไปอีกคนเช่นกัน——ไมเคิล จิโน่]

 

ถังเฟิงถอนหายใจ จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ไม่ว่าจิโน่จะเอ่ยคำพูดนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหน แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อจิโน่ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ถึงแม้พวกเขาจะเป็นคู่อาฆาตที่ไม่ถูกกัน แต่ความจริงแล้วศัตรูก็คือ ‘เพื่อน’ ที่รู้จักเราดีที่สุด นั่นก็แสดงว่าถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเขาคือเพื่อนกัน

ภาพจิโน่ที่ประกอบในข่าวมีสีหน้าเศร้าโศก ไม่เหมือนการปั้นแต่ง ในฐานะนักแสดงถังเฟิงสามารถแยกแยะได้ว่าคนคนนั้นจริงใจหรือแกล้งแสดงละครตบตา จิโน่ไม่ได้แสดงละคร ความเศร้าในแววตานั้นทำให้คนมองรู้สึกไม่สบายใจ

“จิโน่…” ถังเฟิงส่ายหัว กดปิดข่าว

 

งานแถลงข่าวคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์เริ่มขึ้นตอนบ่ายสามโมงตรง นายทุนสามคนและเหล่านักเรียนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้ว่าคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ครั้งนี้มีใครเข้าร่วมการฝึกและมีใครเป็นอาจารย์บ้าง จนเมื่อมาถึงสถานที่จัดงานทุกคนค่อยเข้าใจว่าทำไมคลาสฝึกอบรมดาราจึงกล้าใช้ชื่อว่า ‘ซูเปอร์สตาร์’ และต้องตกตะลึงเพราะอาจารย์ที่มาสอนแต่ละท่านก็ไม่ธรรมดาเลย

ถึงแม้อาจารย์จะไม่ได้มาร่วมงานแถลงข่าว ทว่าแค่เห็นรายชื่ออาจารย์แต่ละคนที่อยู่บนกระดานด้านหลังก็เพียงพอที่จะทำให้บรรดานักข่าวรวมถึงถังเฟิงรู้สึกตื่นเต้นได้แล้ว

มีทั้งอาจารย์สอนการออกเสียง บุคลิกภาพ เต้นรำ มารยาท และการแสดง เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญมากในวงการนั้นๆ บางคนยังเป็นผู้มีพระคุณของเขาด้วย

อาจารย์วิชาการแสดง…แลร์รี่ เคยเป็นนักแสดงระดับโลกที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้ถังเฟิงไม่ค่อยจริงจังกับคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์นี้สักเท่าไร แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนความตั้งใจแล้ว มีโอกาสได้เจอผู้มีพระคุณที่เคยให้คำแนะนำเขาทั้งที ในเมื่อตอนนี้หน้าตาและฐานะของเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เขาจึงไม่สามารถยับยั้งความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นภายในใจได้

ในงานแถลงข่าว ลู่เทียนเฉิน ชาลส์ และซูฉี่เฉิงมากันอย่างพร้อมหน้า เกอเฉินก็มาสร้างสีสันให้กับงานในฐานะแขกรับเชิญ นอกจากนักข่าวจะถามเรื่องคลาสฝึกอบรมแล้ว พวกเขายังไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะได้ถ่ายภาพที่ถังเฟิงและเกอเฉินปรากฏตัวพร้อมกันอย่างแน่นอน

ลู่เทียนเฉินไม่เปิดโอกาสให้ถังเฟิงและเกอเฉินอธิบายอะไรทั้งสิ้น

“ข่าวเมื่อวานไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ของเราจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับคนปล่อยข่าวรวมไปถึงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ข่าวโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าผมจึงอยากถือโอกาสชี้แจง ถังเฟิงไม่ได้เป็นแค่พนักงานของเทียนเฉินกรุ๊ปเท่านั้น แต่เขายังมีส่วนช่วยในการก่อร่างสร้างตัวของเทียนเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วย เขาเป็นคนยังไง คนที่สนิทกับเขาต่างรู้ดี การตกทะเลของถังเฟิงและเกอเฉิน ความจริงแล้วเป็นเพียงอุบัติเหตุ การกล่าวหาถังเฟิงว่าทำร้ายเกอเฉินเป็นเรื่องน่าขัน เพราะถังเฟิงเองก็ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลอยู่ร่วมเดือน และเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อเดือนก่อนนี้เอง”

ลู่เทียนเฉินกวาดสายตามองนักข่าวที่อยู่ด้านล่างเวที กล่าวเน้นชัดทีละคำ “ความจริงของเรื่องนี้เป็นเช่นไร ทุกคนสามารถถามเกอเฉินได้”

ลู่เทียนเฉินชี้ไปที่เกอเฉินพร้อมกับโยนคำถามไปให้เขา

ลู่เทียนเฉินชี้แจงแทนถังเฟิง ถังเฟิงย่อมรู้สึกดีใจ แต่พอเจ้าหมอนี่ส่งคำถามไปให้เกอเฉิน ถังเฟิงก็อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก ภาพลักษณ์ของเกอเฉินทั้งบริสุทธิ์ งดงาม จิตใจดี ลู่เทียนเฉินพูดออกไปแบบนั้น ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนมากมายขนาดนี้ นอกจากเกอเฉินคิดจะทำลายภาพลักษณ์ตัวเองเท่านั้นถึงจะกล้าประณามถังเฟิงอย่างโจ่งแจ้งตรงนี้

แต่เกอเฉินมีหรือจะยอมทำลายภาพลักษณ์ของตัวเอง? ถ้าใช่ ก็คงไม่จ้างคนมาทำร้ายถังเฟิง และไม่จ้างพวกเกรียนอินเตอร์เน็ตให้ปล่อยข่าวใส่ร้ายถังเฟิงหรอก แถมยังส่งข่าวไปตามเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ต่างๆ อีกต่างหาก

ลู่เทียนเฉินรักเกอเฉิน?

จนถึงตอนนี้ ถังเฟิงยังมองไม่เห็นความจริงในส่วนนี้เลย

ในงานแถลงข่าว เกอเฉินชี้แจงเรื่องข่าวลือระหว่างเขากับถังเฟิงที่เกิดขึ้นเมื่อวาน อดีตสมาชิกไอดอลกรุ๊ปสวมกอดกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่ทั้งคู่มีต่อกัน จู่ๆ ถังเฟิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าเยาะหยันและขบขันมาก

ข่าวอื้อฉาวนี้มาไวไปไว ชี้แจงไปแล้วได้อะไร

วันข้างหน้าอาจจะมีข่าวอื้อฉาวและคำใส่ร้ายอื่นๆ อีกมากมาย นี่คืออุปสรรคที่ดาราคนหนึ่งจะต้องผ่านไปให้ได้ เพราะสิ่งที่จะช่วยให้คุณยืนหยัดรับมือกับข่าวลือเหล่านี้ได้ นอกเหนือจากผลงานแล้วก็มีแค่ผลงานเท่านั้น

ถังเฟิงเข้าใจในจุดนี้อย่างชัดเจน เขาจะพยายามช่วงชิงโอกาสในการแสดงภาพยนตร์ต่อไปให้ได้

 

 

บทที่ 32

คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้นหลังจากงานแถลงข่าว นักเรียนที่มาร่วมคลาสนอกจากจะเป็นนักแสดงคุณภาพที่ทางบริษัทคัดเลือกมาจากที่ต่างๆ แล้ว ยังมีดาราเล็กๆ อีกหลายคนที่อยู่ในวงการมาสักระยะหนึ่งและยังมีศักยภาพให้ขุดออกมาได้อีกอย่างถังเฟิง นอกจากถังเฟิงแล้ว เขายังได้เจอคนคุ้นเคยอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือถังเถียนเถียนที่เคยถ่ายละครกับเขาก่อนหน้านี้นั่นเอง

พอถังเถียนเถียนเห็นคนคุ้นเคยอย่างถังเฟิงก็วิ่งเข้ามาทักทายอย่างอบอุ่นเป็นมิตร ถามไถ่เรื่องที่ได้รับบาดเจ็บในกองถ่ายเมื่อครั้งก่อนว่าหายดีหรือยัง และยืนด่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังด้วยความแค้นเคืองแทนถังเฟิง สาปแช่งให้เจ้าหมอนั่นเป็นแค่ดาราเล็กๆ ไปตลอดชีวิต ไปเชิดหน้าชูตาในต่างประเทศไม่ได้

“โลกของคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเขาคงใหญ่แค่บ่อน้ำเท่านั้นแหละ” ถังเถียนเถียนพูดพร้อมกับใช้มือทำเป็นวงกลมเล็กๆ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ทั้งคู่คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ทีมงานก็เรียกให้ทุกคนไปรวมตัวกัน พวกเขาพบว่านอกจากอาจารย์และนักเรียนอย่างพวกเขาแล้ว ยังมีทีมงานถ่ายทำรายการเดินไปเดินมาอยู่รอบๆ ด้วย

แล้วทีมงานก็ให้คำตอบแก่พวกเขาว่า “ทุกคำพูดและการกระทำในระหว่างที่พวกคุณอยู่ในคลาสฝึกอบรมจะถูกบันทึกไว้ในกล้องเพื่อฉายทางโทรทัศน์ และอาจเจอกับคำวิจารณ์จากผู้คนในอินเตอร์เน็ต ดารานักแสดงที่ดีจำเป็นต้องเคยชินกับกล้อง” ทีมงานชี้ไปยังกล้องน้อยใหญ่ที่อยู่รายรอบก่อนพูดต่อ “และยิ่งต้องคุ้นชินกับชีวิตที่มีแสงไฟห้อมล้อม รวมถึงชีวิตที่ไม่มีความเป็นส่วนตัว”

ถังเฟิงทึ่งกับความสามารถในการหาเงินของลู่เทียนเฉิน อาศัยแค่คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์เพื่อสร้างดาวดวงใหม่ในอนาคตนับว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง คุณลงทุนไปกับคนเหล่านี้โดยที่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามที่คาดไว้หรือไม่ บางทีอาจจะมากกว่าที่คาดไว้ แต่บางทีก็อาจขาดทุนย่อยยับได้เช่นกัน

ลู่เทียนเฉินเปลี่ยนคลาสฝึกอบรมให้เป็นเรียลิตี้โชว์และเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการออกจอโทรทัศน์ของนักเรียนในคลาส นอกจากจะได้ค่าลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาลแล้วยังสร้างชื่อเสียงให้กับคลาสฝึกอบรมและเทียนเฉินกรุ๊ปอีกด้วย ถ้าครั้งนี้ดังเป็นพลุแตก ลู่เทียนเฉินก็จะมีรายการแถวหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ

ขณะที่ถังเฟิงกำลังชื่นชมลู่เทียนเฉินอยู่ในใจว่ามีหัวการค้า ทีมงานก็ประกาศกฎเกณฑ์ของคลาสฝึกอบรม ตลอดช่วงเวลาที่เข้าร่วมคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ นักเรียนทุกคนต้องอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน มีตารางเรียนกำหนดไว้เหมือนในโรงเรียน นอกเวลาเรียนคุณสามารถบริหารเวลาด้วยตนเองได้ หรือจะไปถ่ายภาพยนตร์ รายการ หรือโฆษณาก็ได้

เมื่อจบคลาสฝึกอบรม ผู้บริหารระดับสูงจะประเมินผลงานในชั้นเรียนของนักเรียน รวมทั้งความสำเร็จนอกชั้นเรียนเพื่อตัดสินรางวัล และรางวัลใหญ่สำหรับซูเปอร์สตาร์จะมอบให้กับผู้ที่ได้อันดับหนึ่ง โดยนอกจากจะได้รับเงินรางวัลจำนวนหนึ่งล้านหยวนแล้ว ยังมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์ของผู้กำกับชื่อดังระดับประเทศ สัญญาโฆษณามูลค่ากว่าหนึ่งล้านหยวน และได้ถ่ายแบบขึ้นปกหนึ่งในสี่นิตยสารชั้นนำระดับประเทศ

มูลค่ารางวัลที่สูงทำให้นักเรียนทุกคนต่างมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมชั้น แต่ยังซ่อนความเป็นศัตรูเอาไว้ด้วย ถังเฟิงคิดว่ายังมีอีกหนึ่งวิชาที่ลู่เทียนเฉินไม่ได้บอกพวกเขา นั่นก็คือมนุษยสัมพันธ์

คนฉลาดย่อมเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ส่วนคนที่มีวิสัยทัศน์คับแคบย่อมเลือกที่จะบีบคั้นคนอื่นระหว่างการฝึกอบรม

แค่คลาสฝึกอบรมเท่านั้น ในวงการวิชาชีพนักแสดงอันยาวนานนี้การฝึกอบรมนับว่าเป็นส่วนที่เล็กเหลือเกิน เมื่อจบการอบรม ‘ศัตรู’ ที่เคยอยู่ข้างกายคุณอาจจะกลายเป็นเพื่อนของคุณในอนาคต หรืออาจจะต้องร่วมงานกันก็เป็นได้

มีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มอีกหนึ่งคนเสมอ

 

วันแรกเป็นวิชาเต้นรำ ภายในห้องเรียนเต้นรำโล่งกว้าง บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเป็นชาวยุโรปผมสีน้ำตาลเข้ม แต่น่าประหลาดใจตรงที่เขาสามารถพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว เขาเป็นชายหนุ่มที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดสีน้ำมันสไตล์ยุโรป บุคลิกสง่าผ่าเผยและลุ่มลึก ทุกการเคลื่อนไหวงามสง่าและมีระเบียบแบบแผน

ทว่าน้ำเสียงกลับเด็ดเดี่ยว จนทำให้คนฟังรู้สึกว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะเกียจคร้านในชั้นเรียนเต้นรำไม่ได้เด็ดขาด

“แทงโก้ เร่าร้อนดั่งเปลวไฟ แทงโก้อาร์เจนตินาอันแสนลึกซึ้งโรแมนติก พวกคุณเรียกผมว่าปาจิโน่ก็ได้”

ถังเถียนเถียนที่ยืนอยู่ข้างถังเฟิงโอดครวญขึ้นมาว่า “เรื่องเต้นรำนี่ฉันทำไม่ได้เลยจริงๆ อย่างอื่นได้หมดนะ แต่เต้นรำนี่ไม่ไหวจริงๆ! ถังเฟิง ทำยังไงดี!”

“เด็กโง่ ก็เพราะทำไม่ได้ไงถึงต้องเรียนไง” ถังเฟิงอดยิ้มไม่ได้

“แต่ว่าถังเฟิงเต้นเป็นก็ดีเลย ถึงเวลาคุณต้องสอนฉัน นำฉันเต้นนะ ฉันจะได้เป็นคู่เต้นให้คุณไง” ในที่สุดถังเถียนเถียนก็ยิ้มออก ขณะมองถังเฟิงที่พยักหน้าอยู่ข้างๆ ในใจเกิดความรู้สึกคันยุบยิบอย่างบอกไม่ถูก มักรู้สึกว่าท่าทางอันสง่างามและหน้าตาสไตล์หนุ่มโบราณของถังเฟิง เวลาเต้นรำต้องงดงามมากแน่นอน…

 

ถังเฟิงเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนอยู่บนรถถังเถียนเถียนถึงดูอมทุกข์นัก หญิงสาวคนนี้เต้นรำไม่เป็นนี่เอง

ถังเฟิงที่ยืนมองอยู่ข้างๆ อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนเริ่มการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ ปาจิโน่ให้พวกเขาออกไปเต้นรำกับปาจิโน่ตามจังหวะเสียงเพลง ไม่มีท่าเต้นที่แน่นอน แค่ปล่อยใจไปกับความนุ่มนวลและเสน่ห์ของแทงโก้อาร์เจนตินาตามเสียงดนตรีและการเต้นนำของปาจิโน่

ถังเถียนเถียนที่มีท่าทางเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวโดนเรียกออกไปเป็นคนแรก เสียงดนตรีจังหวะละตินอันแสนโรแมนติกล่องลอยอยู่ในอากาศโอบล้อมรอบตัว ทุกการเคลื่อนไหวของปาจิโน่แฝงด้วยความเกียจคร้านและชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนคนที่ถูกเปรียบเทียบกับปาจิโน่อย่างรุนแรงก็คือถังเถียนเถียน

ทั้งที่เป็นดนตรีจังหวะเนิบช้าและงามสง่า และเห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีปรมาจารย์แทงโก้อย่างปาจิโน่คอยเต้นนำ แต่ถังเถียนเถียนกลับเต้นแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ หรือควรกล่าวว่าถังเถียนเถียนไม่ได้เต้นรำ แต่น่าจะเรียกว่าศพเดินได้จะเหมาะกว่า แทงโก้…โดยเฉพาะแทงโก้อาร์เจนตินาเป็นการเต้นรำที่สามารถทำให้คนสองคนที่เต้นคู่กันเกิดความรู้สึกอันลึกซึ้งต่อกันได้ ดุจดั่งพืชไม้เลื้อยที่เกี่ยวพันปมแล้วปมเล่า ร่างกายและจิตวิญญาณเชื่อมโยงถึงกันทั้งในยามทุกข์ยามสุข

แต่ถังเถียนเถียนกับปาจิโน่ไม่ได้สปาร์กกันเลยแม้แต่นิดเดียว คนเต้นดูทุกข์ทรมาน คนดูยิ่งรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ

“ไม่ ไม่ใช่แบบนี้” เพียงไม่นานปาจิโน่ก็ส่ายหัวแล้วปิดเพลง

“ฉันเต้นไม่เป็นนี่คะ” ถังเถียนเถียนแบมือทั้งสองข้างพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

“อย่าคิดว่ามันคือการเต้นรำ และอย่าคิดว่ามันคือหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จ ใช้ใจสัมผัสกับเสียงดนตรี สัมผัสกับลมหายใจและความอบอุ่นจากคู่เต้นของคุณ” ปาจิโน่เดินมาทางถังเฟิงอย่างช้าๆ แล้วหันหน้าไปบอกถังเถียนเถียน “ดนตรีก็เหมือนถนนคดเคี้ยวสายหนึ่ง คุณต้องพาคู่เต้นหรือคนรักของคุณเดินไปบนถนนสายนั้นพร้อมๆ กัน นี่ก็คือแทงโก้”

“มา คุณลองมาเต้นกับผม” เมื่อเดินมาอยู่ตรงหน้าถังเฟิง ปาจิโน่ส่งยิ้มให้และยื่นมือมาตรงหน้าชายหนุ่ม

ถังเถียนเถียนยืนกอดอกอยู่ด้านข้างพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ใช่การเต้นรำงั้นหรือ ทำไมพูดซะดูอัศจรรย์พันลึกขนาดนั้น ขณะดูปาจิโน่และถังเฟิง เส้นประสาทบางอย่างในตัวถังเถียนเถียนพลันสั่นสะท้าน ก่อนหน้านี้ก็มีนักเรียนชายคนอื่นเต้นคู่กับปาจิโน่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้เธอถึงตั้งตารอดูคู่นี้เหลือเกิน

“เอ๊ะ ทำไมประธานลู่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้” จู่ๆ เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูห้องเรียน

พลันเสียงดนตรีดังขึ้นอีกครั้ง

จังหวะดนตรีค่อยๆ บรรเลง เท้าก้าวตามจังหวะ ปลายเท้าจดลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา

โน้ตเพลงเปรียบเหมือนไม้เลื้อยที่พันโอบรอบขาของคนทั้งคู่ แตกต่างจากการเต้นรำอันแสนแห้งเหี่ยวของปาจิโน่กับถังเถียนเถียนเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่เสียงดนตรีดังขึ้นบรรยากาศภายในห้องเรียนเต้นรำก็เปลี่ยนไป จังหวะการก้าวเท้าที่สง่างามและทรงพลัง แทงโก้ระหว่างชายหนุ่มสองคน ทุกย่างก้าวและจังหวะการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ดูเปี่ยมด้วยพลังและแฝงการช่วงชิงอยู่กลายๆ

อยู่ใกล้กันขนาดนั้น หน้าอกแทบจะแนบชิดติดกัน แต่ทั้งคู่ดูราวกับเป็นคู่ปรับที่ต่างฝ่ายต่างถืออาวุธคมกริบพร้อมฟาดฟันคู่ต่อสู้ทุกเมื่อ ความขัดแย้งซุกซ่อนอยู่ในความผูกพันอันลึกซึ้ง ทำให้สายตาของผู้ชมจดจ่ออยู่บนร่างของถังเฟิง

นุ่มนวลอ่อนโยนแต่ไม่ยินยอมพร้อมใจ เปรียบดั่งเสือดาวที่กำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากโซ่ตรวน ส่วนปาจิโน่ดูราวกับนักล่าที่ตามพัวพันถังเฟิงทุกย่างก้าว เปี่ยมล้นด้วยอำนาจเหมือนอยากจะผูกมัดอีกฝ่ายให้อยู่กับตัวเองไปตลอดกาล

ความขัดแย้งนั้นดูราวกับเป็นเปลวไฟที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

ถังเถียนเถียนมองเห็นถังเฟิงที่แตกต่างไปจากถังเฟิงคนเดิม จิตใจอันละเอียดอ่อนถูกปกป้องซ่อนเร้นไว้หลายต่อหลายชั้น แต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ทอประกายนุ่มนวลคู่นั้นกำลังลอกออกมาให้ดูทีละชั้นเหมือนรังไหม

ถังเถียนเถียนมีรอยยิ้มแต่งแต้มที่มุมปาก ตอนนี้เธอหาเหตุผลในการตั้งใจเรียนแทงโก้ได้แล้ว ไม่ใช่แค่เพื่อภาพยนตร์เท่านั้น แต่เพื่อจะได้เต้นรำใต้แสงไฟสลัวอันไหวพลิ้วกับคู่เต้นที่สมบูรณ์แบบ

“ดีมาก ถ้าผมไม่ได้มีคนรักอยู่ก่อน ไม่แน่อาจจะตกหลุมรักคุณเข้าก็ได้” ปาจิโน่คลายมือจากถังเฟิง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมบอกตามตรง “นึกไม่ถึงว่าคนที่ยืนแข็งทื่ออย่างคุณ เวลาเต้นรำกลับทำให้ทุกคนมองเห็นเสน่ห์ในตัวได้”

นี่ถือว่าเป็นคำชม? ถังเฟิงยิ้มรับ

“โดยทั่วไปแทงโก้จะจับคู่ระหว่างชายกับหญิง แต่บางครั้งในภาพยนตร์ก็มีฉากเต้นรำระหว่างผู้ชายสองคน เวลาเต้นแทงโก้จึงต้องแบ่งจังหวะก้าวกันว่าใครเป็นฝ่ายชายใครเป็นฝ่ายหญิง จงจำไว้ว่าถึงจะเป็นจังหวะก้าวของฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย แต่พวกคุณยังคงเป็นผู้ชาย” ปาจิโน่ยิ้มและเดินขึ้นไปตบบ่าถังเฟิง “ต่อไปนี้ขอฝากสาวน้อยคนนั้นกับคุณเลยแล้วกัน”

ถังเถียนเถียนส่งเสียงกรี๊ดด้วยความดีใจ นักเรียนบางคนที่ดูการเต้นรำคู่กันของถังเฟิงกับปาจิโน่แล้วก็อดปรบมือชื่นชมไม่ได้ และมีหลายคนโวยวายว่าไม่ยุติธรรมเพราะพวกเขาก็อยากเป็นคู่เต้นของถังเฟิงเช่นกัน

ถังเถียนเถียนลุกขึ้นวางมาดเล็กน้อยก่อนพูดว่า “ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแย่งฉัน!” แล้วจู่ๆ เธอก็นึกถึงลู่เทียนเฉิน หากเมื่อหันกลับไปมองประตูห้องเรียน คนก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

แปลกจัง ลู่เทียนเฉินมาทำอะไรที่นี่กันนะ

 

 

บทที่ 33

 

คลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ในหนึ่งวันจะมีเรียนอย่างมากสองวิชา และนักเรียนสามารถจัดการกับเวลาที่เหลือเองได้ ถังเฟิงยังต้องไปถ่ายรายการเทปสุดท้ายที่สถานีโทรทัศน์

รายการเริ่มถ่ายทำแล้ว ดารารับเชิญอยู่ประจำตำแหน่ง เฉินหมิงซวี่ยังคงเป็นพิธีกรหลักเช่นเคย

“เสียวหว่านเจ๋งจริงๆ ที่สามารถโทรติดต่อกับ xxx ได้…”

พิธีกรและแขกรับเชิญพูดคุยกันอย่างครึกครื้น การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่น มีเพียงเสียวอวี่ซึ่งนั่งดูอยู่ด้านล่างที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ อีกสักครู่ก็จะถึงคิวถังเฟิงโทรติดต่อคนดังแล้วสินะ?

จริงอยู่ที่จางรุ่ยเฉิงเป็นดาราใหม่ของบริษัทซึ่งกำลังดังในช่วงนี้ แต่จะบอกว่าเป็นการโทรติดต่อ ‘คนดัง’ ก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย วงการบันเทิงมีดาราใหม่มากมายที่เปล่งแสงสะดุดตากลางท้องนภาราวกับดาวตก แต่อาจจะปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วหายลับไปได้ง่ายๆ เพราะดวงดาวที่สามารถลอยค้างอยู่กลางท้องฟ้าดำมืดได้นานกลับมีน้อยเหลือเกิน

‘ครืดๆๆ… เสียงโทรศัพท์สั่น

เสียวอวี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและรีบวิ่งออกไปนอกห้องส่งเพื่อรับสาย

“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ!”

“เอ๊ะ? อ๋อ…คุณ…คุณเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณจิโน่หรือคะ ค่ะ! ใช่ค่ะ! ถังเฟิงกำลังถ่ายรายการอยู่…”

“จริงหรือคะ! ได้จริงๆ ใช่ไหม ค่ะ! ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะคุณหลี่ ขอบคุณมากจริงๆ!” เสียวอวี่คุยโทรศัพท์เสร็จก็รีบพุ่งกลับเข้าไปในห้องถ่ายทำ

ในห้องตัดต่อทีมงานสองสามคนกำลังดูการบันทึกเทปรายการผ่านหน้าจอและคุยเล่นกัน

“เฉินหมิงซวี่นี่มีความแค้นอะไรกับถังเฟิงหรือเปล่า ทำไมฉันรู้สึกว่าถังเฟิงมาออกรายการของเฉินหมิงซวี่ทีไรโดนแกล้งทุกที” คนตัดต่อกดเปลี่ยนภาพบนจอ ขณะนี้ในห้องส่งถึงคิวที่เฉินหมิงซวี่เรียกถังเฟิงมาโทรติดต่อคนดังพอดี ก่อนจะเริ่มโทรถังเฟิงยังไม่วายถูกหลายๆ คนพูดล้อเลียนอีกตามเคย

คนตัดต่อเหลือบตามองผู้กำกับรายการที่อยู่ข้างๆ แล้วบ่น “ผู้กำกับ อย่าสูบบุหรี่ตรงนี้สิ”

ผู้กำกับไม่สนใจและยังสูบต่อไป พ่นควันออกมาหนึ่งที มองไปยังชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและสุภาพที่อยู่บนจอแล้วว่า “วงการบันเทิงซับซ้อนขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่าความจริงเป็นยังไง”

“แปลกจัง ถ้าหมิงซวี่ไม่ชอบถังเฟิง จะแบนเขาไปเลยก็ได้นี่นา” ทีมงานอีกคนกล่าวด้วยความข้องใจ

“เฮ้! ผู้กำกับจาง ดูเหมือนเมื่อก่อนถังเฟิงก็เคยออกรายการของหมิงซวี่นะ ตอนนั้นถังเฟิงกับเกอเฉินยังเป็นไอดอลกรุ๊ปกลุ่มเดียวกัน โด่งดังมากด้วย!” จะมีความโกรธแค้นกันมาตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่านะ

ผู้กำกับจางสูบบุหรี่แล้วด่ากราด “ทำงานไปเถอะน่า คุยเล่นกันอยู่ได้!”

ทุกคนต่างปิดปากเงียบ เมื่อกี้ผู้กำกับก็ร่วมวงด้วยชัดๆ

“เริ่มโทรแล้ว” ทีมงานได้ยินเสียงต่อสายโทรศัพท์ ‘ตู๊ดๆ ดังอยู่ในห้องส่ง “ฉันได้ยินเสียวอวี่ที่เป็นผู้ช่วยของถังเฟิงบอกว่าจะโทรหาดาราใหม่ในสังกัดของพวกเขา เดี๋ยวหมิงซวี่ต้องพูดฉีกหน้าถังเฟิงอีกแหงๆ”

“คนที่ถังเฟิงโทรหาจะเป็นดาราใหญ่อย่างเกอเฉินหรือเปล่านะ” เฉินหมิงซวี่ไม่โง่จนถึงขั้นโจมตีถังเฟิงกลางรายการด้วยตนเองแน่นอน

“ถังเฟิง นายคงไม่ได้โทรหาดาราเล็กๆ เพื่อหลอกพวกเราเล่นใช่ไหม ฮ่าๆ…” บทพูดโจมตีแบบนี้ย่อมมีพิธีกรร่วมที่ทำตัวเหมือนเป็น ‘สุนัขรับใช้’ อีกสองคนคอยรับผิดชอบ

เมื่อเสียงพูดคุยของทีมงานเงียบลง สายโทรศัพท์ในห้องส่งก็ติดต่อสำเร็จ มีคนรับสายแล้ว ถังเฟิงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่ในที่นั่งแถวหลัง ขณะที่ทุกคนรอดูถังเฟิงขายหน้า เสียงของชายหนุ่มทางปลายสายก็ดังขึ้น

[ฮัลโหล?]

เสียงนี้…ทำไมฟังแล้วคุ้นหูจังแฮะ

คนที่คิดแบบนี้ไม่ได้มีแค่ทีมงานในห้องตัดต่อ แม้แต่พิธีกรและแขกรับเชิญในห้องส่งก็คิดเช่นกัน

ตามขั้นตอนการถ่ายทำรายการคือให้ถังเฟิงโทรคุยกับอีกฝ่าย ขอร้องให้ ‘ดาราใหญ่’ ทำอะไรสักอย่างให้กับเขา ก่อนหน้านี้แขกรับเชิญบางคนขอให้ ‘คนดัง’ ออกมากินข้าวกับเขา บางคนก็ขอยืมเงินจาก ‘คนดัง’ แต่จะว่าไปแล้วคนดังที่ดังจริงๆ ก็มีอยู่ไม่กี่คน

“เอ่อ…” เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของจางรุ่ยเฉิงที่ถังเฟิงรู้จัก แม้แต่ถังเฟิงเองก็ประหลาดใจ หรือว่าจะกดเบอร์ผิด? หรือว่าคนที่รับสายเป็นเพื่อนของรุ่ยเฉิง?

[อ้อ ถังเฟิงหรือ! โทรหาฉันมีเรื่องอะไรหรือเปล่า] สำเนียงภาษาจีนปนภาษาอังกฤษที่ฟังค่อนข้างยากและไม่ค่อยรื่นหูทำให้ถังเฟิงรู้ทันทีว่าคนที่รับโทรศัพท์เป็นใคร

“จิโน่?” ถังเฟิงตกตะลึง หากผู้คนในห้องถ่ายรายการยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ …จิโน่? จิโน่ไหน

ถังเฟิงข้องใจมาก ทำไมคนที่รับโทรศัพท์ไม่ใช่จางรุ่ยเฉิง แต่กลับกลายเป็นจิโน่

ทำไมจิโน่ถึงมารับโทรศัพท์ ทำไมคนที่จะโทรหาถึงกลายเป็นจิโน่ไปได้

ถังเฟิงมีคำถามอยู่ในหัวเต็มไปหมด แต่ในเมื่ออยู่ระหว่างการถ่ายทำ จึงทำได้เพียงตามน้ำไปก่อน ในสมองเริ่มจัดระเบียบความคิดถึงสิ่งที่ต้องพูดต่อไป ถังเฟิงสื่อสารกับอีกฝ่ายด้วยภาษาอังกฤษ “อื้ม คืออย่างนี้ ช่วงนี้ฉันมีปัญหาเรื่องเงินนิดหน่อย ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องเดือนหน้า นายให้ฉันยืมก่อนได้ไหม เดี๋ยวพอ…”

…เดี๋ยวพอฉันมีเงินแล้วค่อยคืนให้นาย

น่าเสียดาย ถังเฟิงยังพูดไม่ทันจบประโยค จิโน่ที่อยู่ทางปลายสายก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

[นายกับฉันยังมีอะไรต้องเกรงใจกันอีก! จะยืมเงินทำไมกัน นายย้ายมาอยู่กับฉันซะเลยก็สิ้นเรื่อง คฤหาสน์ของฉันที่ซีแอตเทิลใหญ่มากกกก] จิโน่พล่ามยาว ถังเฟิงได้ยินไม่ชัดว่าตอนท้ายจิโน่พูดว่าอะไรบ้าง แค่รู้สึกว่ามีหลายคนกำลังมองเขา ราวกับไม่มีใครรู้ว่าทำไมจู่ๆ ถังเฟิงกับจิโน่ถึงมีความสัมพันธ์สนิทสนมแนบแน่นขนาดนี้

“ไกลเกินไป ต่อให้ฉันบินไปก็ต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะถึง” ถังเฟิงหยอกล้อกลับ

[ฮ่าๆ ขอแค่นายยอมมา นอกจากฉันจะยอมให้ตั๋วเครื่องบินให้ที่พักที่กินแล้ว ฉันยินดีแนะนำงานให้นายด้วยนะ ว่ายังไง เปลี่ยนใจไหม ถัง ฉันจะรอนายนะ!] น้ำเสียงของจิโน่ฟังดูเหมือนพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก ไม่ใช่แค่รู้จักกันแบบผิวเผิน

ความจริงแล้วตัวถังเฟิงเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์ของเขากับจิโน่ดีถึงขั้นนี้ ชาติก่อนขอเพียงเจอหน้าเป็นต้องพูดจาเสียดสีค่อนแคะใส่กันตลอด แต่ตอนนี้น่าประหลาดใจที่จิโน่ยอมรับโทรศัพท์เขา แถมยังแสดงความมีน้ำใจให้โดยไม่มีสาเหตุอีก

ถึงแม้จะ ‘เซอร์ไพรส์’ มาก แต่ถังเฟิงก็รู้สึกขอบคุณจิโน่อยู่บ้าง เท่าที่เขาจำความได้ จิโน่ออกรายการวาไรตี้โชว์พวกนี้น้อยกว่าน้อย การติดต่อผ่านโทรศัพท์ทางไกลแบบนี้ก็นับว่าเป็นครั้งแรก จิโน่เสนอตัวเข้ามาช่วยเขา สิ่งนี้ทำให้ถังเฟิงรู้สึกทั้งประหลาดใจและต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อชายหนุ่มผู้นี้เสียใหม่

“เสียวอวี่ ทำไมคนที่รับโทรศัพท์ถึงกลายเป็นจิโน่ล่ะ” หลังจากถ่ายรายการเสร็จ ถังเฟิงก็มองเห็นเสียวอวี่ที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านล่างจึงเดินเข้าไปหาแล้วกระซิบถาม

“คือว่า…” ขณะที่เสียวอวี่กำลังจะเล่าให้ฟังพลันเห็นแขกไม่ได้รับเชิญกำลังเดินเข้ามาจึงหยุดพูดไปเสียก่อน

“ถังเฟิง ดูไม่ออกเลยว่านายจะสนิทสนมคุ้นเคยกับจิโน่” คนที่เดินเข้ามาหาคือเฉินหมิงซวี่ ใบหน้าชายหนุ่มมีรอยยิ้มน่าหลงใหลประดับอยู่ แต่ในสายตาของเสียวอวี่รอยยิ้มนั้นดูไม่จริงใจและเหมือนปั้นแต่งขึ้นมา แต่ในโลกใบนี้ดันมีคนชอบเรื่องหลอกลวงเช่นนี้อยู่เยอะมาก

ถังเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เคยเจอกันสองสามครั้งเท่านั้นแหละ”

รักษามารยาทพื้นฐานและระยะห่างเอาไว้ วิธีการปฏิบัติต่อคนอื่นชัดเจนมาก คนที่ไม่ชอบจะรักษาระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ ไม่ยั่วยุ และไม่เป็นฝ่ายลงมือโจมตีก่อน

“เคยเจอแค่สองสามครั้งก็ทำให้จิโน่ชวนไปอยู่บ้านเขาได้แล้ว รุ่นพี่สมแล้วที่เป็นรุ่นพี่ ผมล่ะนับถือจริงๆ หึๆ ผมมีธุระ คงต้องขอตัวก่อน แล้วเจอกัน” เฉินหมิงซวี่ทิ้งคำพูดแฝงความนัยกึ่งเสียดสีเอาไว้ แล้วเดินเฉียดด้านข้างถังเฟิงไปด้วยท่าทางเย่อหยิ่งราวกับนกยูง

“เฉินหมิงซวี่ ดูเหมือนนายจะรังเกียจฉันมาก ขอถามได้ไหมว่าทำไม” ถังเฟิงหมุนตัวพร้อมกับยื่นมือไปจับไหล่ของชายหนุ่ม

“ก็ไม่ทำไม รังเกียจก็คือรังเกียจ!” เฉินหมิงซวี่จ้องตาถังเฟิง ออกแรงสะบัดมือชายหนุ่มออกจากตัวก่อนเดินจากไป

เสียวอวี่อดไม่ได้ที่จะมองตามหลังเฉินหมิงซวี่ด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วบ่น “เขาคิดว่าเขาเป็นใครกัน”

“เสียวอวี่!” ถังเฟิงดึงแขนเสื้อเสียวอวี่เบาๆ “ช่างเถอะ คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมคนรับโทรศัพท์ถึงเป็นจิโน่”

“ผู้จัดการส่วนตัวของเขาโทรศัพท์มาหาฉันเองค่ะ” เสียวอวี่กะพริบตาปริบๆ มองถังเฟิงด้วยความแปลกใจ เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมจิโน่ถึงยอมช่วยถังเฟิง

“อย่ามองผมแบบนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ถังเฟิงฝืนยิ้ม ตอนนี้เขาเองก็แปลกใจ และรู้สึกว่าพอได้เจอจิโน่หลังจากเกิดใหม่คราวนี้ เจ้าหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว

เฉินหมิงซวี่เดินไปแล้ว ผู้กำกับและทีมงานต่างก็กรูเข้ามารุมล้อมถังเฟิง หลายคนถามด้วยความแปลกใจว่าทำไมถังเฟิงถึงรู้จักกับดาราใหญ่ระดับโลกอย่างไมเคิล จิโน่ ดาราเล็กๆ หลายคนที่เมื่อก่อนเคยดูแคลนและเย็นชากับถังเฟิงก็เข้ามาห้อมล้อมกันอย่างคับคั่ง

ผู้ผลิตรายการรู้สึกดีใจมาก ตัดสินใจจะตัดต่อช่วงที่ถังเฟิงโทรหาจิโน่มาทำเป็นโฆษณารายการ เรตติ้งรายการต้องพุ่งกระฉูดแน่นอน ก่อนหน้านี้ถังเฟิงจะออกจากรายการพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่มาตอนนี้ชักอยากให้ถังเฟิงอยู่ในรายการต่อแล้ว ถังเฟิงบอกปฏิเสธอย่างชาญฉลาด เป้าหมายของเขาคือนักแสดงภาพยนตร์ ไม่ใช่ดาราประจำรายการวาไรตี้โชว์

การปรากฏตัวของจิโน่ทำให้สามารถคาดเดาพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับวันพรุ่งนี้ล่วงหน้าได้เลย

 

 

บทที่ 34

 

สิบเจ้าเว็บไซต์ชื่อดังต่างก็เล่นข่าวของจิโน่กับถังเฟิงเป็นหลัก พาดหัวข่าวกันไปต่างๆ นานา

 

[จิโน่ใจกว้าง ชวนนักแสดงอย่างถังเฟิงไปอยู่ด้วย สงสัยว่าจะเป็นเพื่อนเกย์?]

[จิโน่ ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกยินดีผลักดันถังเฟิงเข้าสู่ฮอลลีวูด]

[ไมเคิล จิโน่! ยินดีให้ถังเฟิงไป อยู่บ้านเดียวกัน!]

[จิโน่ ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘หลงรัก’ ถังเฟิง หนุ่มรูปงามสไตล์โบราณอันดับหนึ่งของจีน]

 

อะไรคือสงสัยว่าจะเป็นเพื่อนเกย์ อะไรคืออยู่บ้านเดียวกัน แล้วทำไมคำว่าอยู่บ้านเดียวกันต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูดด้วย

จริงอย่างที่คิด วันถัดมาถังเฟิงก็ได้เห็นข่าวของเขากับจิโน่ บ้างก็ว่าทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ บ้างก็ว่าแค่เจอกันก็รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน ส่วนใหญ่จะหาว่าถังเฟิงเกาะความร่ำรวยและอิทธิพลของจิโน่ ตอนท้ายบทความของนักข่าวหลายคนยังกล่าวชมภาษาอังกฤษของถังเฟิงตอนโทรศัพท์ด้วย โดยบอกว่าสำเนียงดีกว่านักแสดงหลายคนในวงการบันเทิงเสียอีก

รายการที่บันทึกเทปไว้จะออกอากาศปลายสัปดาห์นี้ แต่เห็นได้ชัดว่ากำลังได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างล้นหลาม ฐานะที่แตกต่างกันมากระหว่างซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างจิโน่และดาราตกอับของจีนอย่างถังเฟิงสร้างความประหลาดใจอย่างมาก สถานีโทรทัศน์ที่ผลิตรายการนี้ยังจงใจปล่อยข่าวออกไปเพื่อกระตุ้นเรตติ้งรายการด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือ ถังเฟิงไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นหนุ่มรูปงามสไตล์โบราณอันดับหนึ่งของจีนไปตั้งแต่เมื่อไร ตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้เขาไม่กล้ารับหรอก ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มหน้าตาดีเกินไปจะไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริงได้ แต่บางครั้งคณะกรรมการในเทศกาลภาพยนตร์ก็จะมองคุณด้วยอคติ เมื่อรูปลักษณ์ภายนอกของคุณได้รับคำชื่นชมจนเกินเหตุก็มักจะทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าคุณก็เป็นแค่แจกันดอกไม้ที่ไร้ฝีมือการแสดงได้โดยง่าย

ในวงการบันเทิงมีหนุ่มหล่อสาวสวยจำนวนมหาศาลที่ต้องการให้ตัวเองเป็นที่รู้จักหรือได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการ จนถึงขั้นยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หมด ผู้ชายต้องไว้หนวดเครา ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีเสน่ห์ แต่แจกันดอกไม้ย่อมไร้ซึ่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม เพชรแท้ไม่ว่าภายนอกจะสวยงามหรืออัปลักษณ์ เมื่อเปิดออกดูย่อมเปล่งประกายงดงามเสมอ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเว็บไซต์กว่าครึ่งเลือกเล่นข่าวของ ‘ถังเฟิงกับจิโน่’ ส่วนเว็บไซต์อื่นอีกไม่ถึงครึ่งกลับตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ ไม่รู้ควรจะใช้คำว่าอริบนทางแคบ[1]ดีไหม ความจริงตอนแรกลู่เทียนเฉินตั้งใจจะเล่นข่าว ‘เกอเฉินเข้าร่วมคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์’ เพื่อจุดกระแสให้เรียลิตี้โชว์รายการใหม่

แต่หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้กระแสนั้นจุดติดแล้ว หากคนที่เป็นกระแสกลับไม่ใช่เกอเฉิน แต่เป็นถังเฟิง

ดาราที่มีชื่อเสียงแล้วอย่างเกอเฉินยินดีเข้าร่วมคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ หากตีพิมพ์ข่าวนี้ออกไปคงได้กระแสตอบรับอย่างครึกโครมจากผู้คนในสังคม แต่เสียดายที่เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์อย่างไมเคิล จิโน่แล้ว ดาราใหญ่ระดับประเทศย่อมสู้กับซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่กำลังมาแรงในขณะนี้ไม่ไหว

เกอเฉินไม่ได้แพ้ถังเฟิง เขาแค่แพ้จิโน่ เพียงแต่ผู้คนมักดูแค่ผลลัพธ์ และผลลัพธ์ที่เห็นในครั้งนี้ก็คือเกอเฉินพ่ายแพ้แก่ถังเฟิง

ถึงแม้บนเว็บไซต์จะมีข่าวเกอเฉินเข้าร่วมคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ แต่ในเว็บบอร์ดส่วนใหญ่ยังคงพูดคุยและคาดเดาถึงความสัมพันธ์ระหว่างถังเฟิงและจิโน่ ถังเฟิงคือใคร ทำไมจึงรู้จักกับจิโน่ ทั้งดูเหมือนจะสนิทกันมากด้วย ในเวยป๋อซึ่งเป็นแหล่งกระจายข่าวสารสำหรับยุคนี้ ถังเฟิงและจิโน่กลายเป็นคำค้นยอดฮิตอันดับหนึ่งของวันไปเรียบร้อยแล้ว

“เกอเฉินคงโมโหจนแทบคลั่งแล้ว” ถังเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ เขาไม่ใช่ผู้ทรงศีลที่ไหน ดังนั้น…ก็มีบ้างที่แอบดีใจกับความทุกข์ของคนอื่น

ถึงแม้จะมีข่าวออกมาแล้วว่าเกอเฉินจะเข้าร่วมการฝึกอบรมด้วย แต่ช่วงนี้เกอเฉินกำลังติดงานภาพยนตร์จึงหาเวลาออกมาปรากฏตัวไม่ได้ ภาพยนตร์ดังกล่าวก็คือเรื่องที่เกอเฉินกับถังเฟิงตกทะเลไปด้วยกันนั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องนั้นเป็นงานที่ซูฉี่เฉิงสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อผลักดันเกอเฉินโดยเฉพาะ ถังเฟิงรับบทเล็กๆ เหมือนเป็นตัวประกอบในเรื่อง ถังเฟิงเคยได้บทภาพยนตร์มาจากเสียวอวี่ ฉากหลังของเรื่องราวเกี่ยวพันกับพวกแก๊งอิทธิพลมืด เล่าถึงเรื่องของเด็กสองคนที่ถูกหัวหน้าแก๊งมาเฟียเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายกลับมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เด็กสองคนนี้ คนหนึ่งคือเกอเฉินที่มีภาพลักษณ์ราวเทวดาซึ่งเป็นคนที่ ‘ละทิ้งความชั่วและกลับตัวกลับใจเป็นคนดี’  ส่วนอีกคนหนึ่งคือบทตัวประกอบที่เป็นคนเลวจนถึงที่สุดซึ่งรับบทโดยถังเฟิง ถึงแม้เค้าโครงเรื่องโดยรวมจะมีตัวละครหลักสองคน แต่บทของเกอเฉินมีเยอะกว่าถังเฟิงอย่างเห็นได้ชัด บทด้านมืดที่รับบทโดยถังเฟิงจะมีบทบาทมากแค่ในช่วงท้ายเรื่อง และมีฉากที่ต้องประจันหน้ากับเกอเฉินซึ่งเป็นด้านสว่างบนเรือยอชต์เพื่อตัดสินผลแพ้ชนะ สุดท้ายถังเฟิงก็พบจุดจบโดนเกอเฉินยิงตกลงไปในทะเล

ไม่รู้ว่าตอนจบของภาพยนตร์ต้องถ่ายใหม่หรือไม่ ถังเฟิงไม่มีสิทธิ์เลือกเพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลู่เทียนเฉิน

หลังจากบอกลารายการของเฉินหมิงซวี่แล้ว อีกไม่กี่วันก็ต้องไปบันทึกเทปรายการ ‘คนรักในฝัน’ ผู้ชายจีบผู้ชาย ต้องชื่นชมสถานีโทรทัศน์ที่คิดคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมาได้ เนื้อหาแปลกใหม่และคนทำก็ใจกล้ามาก นอกจากสร้างกระแสครึกโครมในสังคมแล้วยังได้เรตติ้งไม่เลวด้วย ได้ยินเสียวอวี่บอกว่ารายการยังไม่ทันเริ่มถ่ายทำก็ขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศได้แล้ว โดยเฉพาะทางทวีปยุโรปตะวันตกที่เป็นสังคมเปิดกว้าง ชาวยุโรปเหล่านั้นคงนึกไม่ถึงว่าคนจีนที่พวกเขามองว่าเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึจะทำรายการแนวนี้นำหน้าพวกเขาไปก่อน

ฟังดูแล้วก็ไม่เลวเลย ถังเฟิงแค่หวังว่าตัวเองจะไม่ถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกเท่านั้นเอง ไม่งั้นคงขายหน้าน่าดู!

ตอนกลางวันเข้าคลาสฝึกอบรม ตอนเย็นกลับไปพักผ่อนที่คอนโด แต่เนื่องจากเพื่อนร่วมชั้นอย่างถังเถียนเถียนมีทักษะการเต้นแย่มาก ช่วงหัวค่ำถังเฟิงจึงอยู่ซ้อมให้อีกฝ่ายในห้องเรียนเต้นรำ สาวน้อยช่างนินทาและชอบเพ้อฝันอย่างถังเถียนเถียนเอาแต่ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างถังเฟิงกับจิโน่ แต่สุดท้ายถูกถังเฟิงพูดปัดไป จากนั้นก็ลากถังเถียนเถียนออกไปเต้นรำจนหญิงสาวไม่มีทั้งเวลาและหมดแรงจะพูดอะไรได้อีก

เกือบสองทุ่มแล้ว ถังเถียนเถียนเหนื่อยแทบขาดใจ

“ฉันไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้ค่อยฝึกต่อเถอะ ฉัน…ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!” ถังเถียนเถียนโอดครวญก่อนโบกมือให้แล้วเผ่นหนีไป ภายในห้องเรียนเต้นรำอันโล่งว่างจึงเหลือถังเฟิงอยู่เพียงคนเดียว

คลาสฝึกอบรมจัดขึ้นในคฤหาสน์ที่เตรียมไว้เป็นสถานที่ฝึกอบรมโดยเฉพาะ หลังจากเต้นรำเสร็จ คุณสามารถไปอาบน้ำหรือพักผ่อนในห้องพักที่อยู่ด้านข้าง ที่นี่มีกล้องติดตั้งอยู่ทุกแห่ง ยกเว้นในห้องน้ำ

เต้นรำจนเหงื่อท่วมตัว เสียงดนตรีสูงๆ ต่ำๆ ของจังหวะแทงโก้สะท้อนกังวานปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ อยู่ภายในห้อง เขาถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าไปยังหน้าต่างก่อนเปิดหน้าต่างออก ลมเย็นยามค่ำทำให้รู้สึกดีมาก เขาหลับตาลงและสูดลมหายใจเข้าลึก กางแขนสองข้างออกราวกับกำลังโบยบินอย่างอิสระอยู่กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างไร้จุดสิ้นสุด

ความรู้สึกที่ยังมีลมหายใจอยู่มันช่างดีจริงๆ รสชาติของการมีอยู่ชีวิตอยู่

แสงจันทร์นุ่มนวลส่องเข้ามาทางหน้าต่างตกกระทบลงบนพื้นสีขาว ขณะที่ลู่เทียนเฉินเดินเข้ามาก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกางแขนเงยหน้ารับลมอยู่ใต้แสงจันทร์ ดูราวกับไม่ใช่ความจริง และโรแมนติกเหมือนในหนัง ประหนึ่งภาพวาดสีน้ำมันที่สะท้อนความเงียบสงบและงดงาม ถึงแม้จะเป็นยามค่ำคืนคุณยังสามารถสัมผัสได้ถึงความหวังและพลังชีวิตที่อยู่ในร่างของผู้ชายคนนั้น

“นายเต้นแทงโก้ได้ดีมาก ฉันว่าปาจิโน่คงไม่มีอะไรต้องสอนนายแล้วล่ะ” ลู่เทียนเฉินเดินเข้ามาในห้องเรียนเต้นรำ

ถังเฟิงไม่ได้หันไปมอง เขาลืมตาแล้ววางมือทั้งสองลงบนขอบหน้าต่าง “ผมชอบเต้นรำ ใช้ร่างกายแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาตามจังหวะดนตรี เหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดในใจออกมา ช่วยให้ลืมเรื่องราวมากมายและความยุ่งยากวุ่นวายต่างๆ ได้”

 

 

บทที่ 35

 

คนเราจะทำความรู้จักกันได้อย่างไร ในพจนานุกรมของถังเฟิงมีอยู่สี่คำคือ ‘รู้จักวางตัว’

ดาราเล็กๆ ที่ไม่มีคนหนุนหลัง เมื่อพบหน้าประธานใหญ่มักจะแสดงท่าทีเหมือนตัวเองต่ำต้อยมาก ส่วนดาราที่มีคนหนุนหลังเวลาพบเจอคนอื่นก็มักจะวางท่าหยิ่งผยองราวกับนกยูง ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ยากที่จะได้รับการยอมรับหรือความรู้สึกดีๆ จากคนอื่น คนสองคนต้องการคบหากันด้วยความจริงใจก็จำเป็นต้องวางตัวสบายๆ ผ่อนคลายกันทั้งสองฝ่าย

ความจริงแล้ว แค่เป็นตัวของตัวเองก็พอ

แป๊ก… ถังเฟิงเปิดเบียร์กระป๋องที่แช่เย็นไว้แล้วยื่นส่งให้ลู่เทียนเฉินซึ่งยืนอยู่ข้างๆ  ตัวเองก็เปิดอีกกระป๋องหนึ่งแล้วเงยหน้าดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ของเหลวเย็นๆ ตลบอบอวลอยู่ในโพรงปาก กลิ่นเบียร์หลอมรวมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ในอากาศ เสียงดนตรียังคงดังอ้อยอิ่ง โรแมนติกและนุ่มนวลตามแบบฉบับของแทงโก้อาร์เจนตินา

“ถังเฟิง ฉันขอถามนายสักคำถามสิ” ลู่เทียนเฉินยืนอยู่ข้างชายหนุ่ม ยกเบียร์ขึ้นดื่มหนึ่งอึกแล้วเอ่ยถามออกมา “ตอนแรกถึงแม้นายจะยินยอมทำสัญญาอยู่กับชาลส์หนึ่งเดือนเอง แต่นายเกลียดฉันบ้างไหม”

“หึๆ” ถังเฟิงเพียงแค่หัวเราะ หรี่ตามองความมืดอันเลือนรางภายนอกหน้าต่าง สายลมเย็นฉ่ำพัดเข้ามาจากหน้าต่าง ชายหนุ่มเหมือนกำลังเมา มัวเมาหลงใหลในแสงจันทร์จนมองเห็นแสงที่สะท้อนออกมาเป็นระลอกคลื่น

เขายักไหล่ เบียร์กระป๋องในมือมีไอเย็นลอยกรุ่น “ไม่ได้เกลียดหรือไม่เกลียดหรอกครับ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมแปลกใจมากกว่าว่าทำไมคุณถึงถามคำถามนี้”

ถังเฟิงหันไปมองชายหนุ่มข้างตัวอย่างพินิจ แววตาเปล่งประกายตามรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนเอ่ยถาม “ผมเรียกชื่อคุณได้ไหม”

เรียกแต่ประธานลู่ๆ ทั้งวัน บางทีถังเฟิงก็รู้สึกขัดหูเหมือนกัน

ลู่เทียนเฉินมองถังเฟิงแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า “ได้”

“ลู่เทียนเฉิน ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมาผมก็จำเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย ตอนนั้นที่ผมกับเกอเฉินตกทะเลไปพร้อมกัน คุณบอกผมได้ไหมว่าทำไมถึงเลือกช่วยเกอเฉิน” เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องถามออกไป

“ข้อหนึ่ง ไม่ว่าตอนนั้นเกอเฉินจะพูดอะไร แต่นายเป็นคนลงมือก่อน ข้อสอง ในหนังนายต้องตกทะเลอยู่แล้ว และนายว่ายน้ำเป็น ข้อสาม มีบางเรื่องที่ฉันบอกนายไม่ได้” คำตอบแบบนี้จะเรียกว่าจริงใจได้หรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรก็พอจะได้คำตอบอยู่บ้าง ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ไม่ว่าตอนนั้นใครเป็นคนผิด ไม่ว่าถังเฟิงในตอนนั้นจะทำอะไรให้ลู่เทียนเฉินไม่พอใจจนถึงกับส่งชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปสู่ความตาย แต่ตอนนี้เขาได้ครอบครองร่างนี้ ถังเฟิงในตอนนี้อยากจะลงโทษลู่เทียนเฉินสักเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องใครผิดใครถูก แต่คนเราย่อมมีเหตุผลที่จะเข้าข้างตัวเอง

ดังนั้นจึงต้องพิจารณาในมุมมองของ ‘ถังเฟิง’ ไม่ใช่พิจารณาในมุมมองของลู่เทียนเฉินเพื่อเข้าข้างลู่เทียนเฉิน

“ตอนนั้นนายฆ่าตัวตายเอง” ลู่เทียนเฉินหลุบตาลงต่ำ แสงไฟส่องไม่ถึงทำให้มองไม่เห็นแววตาของเขา ถังเฟิงจึงดูไม่ออกว่าตอนนี้ในดวงตาของชายหนุ่มสะท้อนความรู้สึกใด แล้วทำไมถึงพูดประโยคนี้ออกมา

“ลู่เทียนเฉิน ผมยอมรับว่าคุณเป็นคนเด็ดขาด มีความคิดเป็นของตัวเองและรู้ว่าจะทำยังไงให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด เรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องมนุษยธรรมแล้วกลับทำตัวเหมือนเด็ก เด็กที่ไม่รู้ความมักจะโหดเหี้ยมเสมอ เพราะพวกเขาชอบคิดว่าตัวเองถูก” ถังเฟิงหัวเราะแล้วหมุนตัวพิงราวจับ จากนั้นระบายความอัดอั้นต่อ “ในเมื่อคุณรู้ว่าผมฆ่าตัวตาย แล้วก็รู้ว่าหลังออกจากโรงพยาบาลผมจำหลายๆ เรื่องไม่ได้ แต่ยังให้คนพาผมไปส่งที่บ้านของชาลส์”

ยังดีที่ถังเฟิงในตอนนั้นคือตัวเขา ถ้าเป็นถังเฟิงคนก่อน เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าเด็กหนุ่มเลือดร้อนคนนั้นจะสะเทือนใจมากแค่ไหน และคนอย่างชาลส์ก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก

ลู่เทียนเฉินราวกับถูกทิ่มแทงด้วยคำพูดของถังเฟิง เขาขมวดคิ้ว อ้าปากทำท่าจะพูดแต่กลับไม่ได้กล่าวอะไรออกมาสักคำ

ถังเฟิงไม่คิดจะหยุดแค่นี้ เขายังคงพูดต่อ “คุณเคยนึกบ้างไหมว่าผมอาจจะตายเพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวของคุณ หรือไม่ก็อาจจะตายทั้งเป็น?”

“พูดแบบนี้เท่ากับนายไม่พอใจฉันใช่ไหม” จู่ๆ ลู่เทียนเฉินก็ยื่นมือมาจับไหล่ถังเฟิง ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด “แต่ตอนนี้นายยังมีชีวิตอยู่ แถมมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมด้วย ถ้าคนคนหนึ่งตกทะเลและจมน้ำ นอนอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนๆ แล้วนิสัยใจคอกลับเปลี่ยนไปเยอะมาก จากที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้กลับกลายเป็นใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่านักเรียนนอกเสียอีก กลายเป็น…นายในตอนนี้ ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่เสียใจกับการตัดสินใจครั้งนั้นเลย”

ลู่เทียนเฉินพูดรวดเดียวยาวเหยียด ถังเฟิงได้ฟังเช่นนั้นก็ตะลึงงัน

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยืนยันกับนายได้ ครั้งหน้าต่อให้นายยินยอม ฉันก็ไม่มีทางส่งนายไปให้ใครอีก” ลู่เทียนเฉินยกมุมปากพร้อมเขย่ากระป๋องในมือ “จำเอาไว้ นายเป็นคนของลู่เทียนเฉิน เป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคตที่เทียนเฉินกรุ๊ปต้องดูแลอย่างดี”

ลู่เทียนเฉินกล่าวจบก็ถือเบียร์เดินจากไป

ถังเฟิงยืนพิงกำแพงอยู่ข้างหน้าต่างเพียงลำพัง จนกระทั่งลู่เทียนเฉินเดินออกไปแล้วถึงค่อยเผยยิ้มออกมา เขาส่ายหัว ก่อนจะพูดออกมาอย่างทอดถอนใจ “ลู่เทียนเฉินก็ยังคงเป็นลู่เทียนเฉินวันยังค่ำ”

ถ้าไม่ชอบใครก็จะทำตัวเย็นชาเลือดเย็นได้อย่างโหดเหี้ยม

 

เกอเฉินจะเข้าร่วมคลาสฝึกอบรมซูเปอร์สตาร์ในสัปดาห์ที่สอง นั่นก็แปลว่าในสัปดาห์แรกเกอเฉินจะไม่มาปรากฏตัว

จากคำโฆษณา ‘ถังเฟิงร่วมรายการเป็นเทปสุดท้าย’ ‘ถังเฟิงโทรคุยกับจิโน่’ ทำให้รายการที่เฉินหมิงซวี่เป็นพิธีกรมีเรตติ้งสูงสุดในช่วงเวลาที่ออกอากาศ โดยเฉพาะช่วงที่ถังเฟิงโทรคุยกับจิโน่

ถังเฟิงไม่เคยนึกมาก่อนว่าชื่อเสียงของเขาจะมีจุดเริ่มต้นจากจิโน่

วันนั้นเขาโทรศัพท์หาผู้จัดการส่วนตัวของจิโน่ น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ยอมให้เบอร์โทรศัพท์ของจิโน่แก่เขา บอกแค่ว่าจิโน่รอโอกาสที่ทั้งสองคนจะได้เจอกันอีกครั้ง ตอนหลังถึงมารู้จากเสียวอวี่ว่าโทรศัพท์ที่ติดต่อในรายการวันก่อน ลู่เทียนเฉินเป็นคนติดต่อกับจิโน่ และจิโน่ก็รับปาก

เอาเถอะ ยังไงเขาควรจะรู้สึกดีใจที่ลู่เทียนเฉินคิดจะผลักดันเขาจริงๆ

 

วันสุดท้ายของการฝึกอบรมในสัปดาห์นี้เป็นวิชาการแสดง ทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง สำหรับนักแสดงแล้วการพัฒนาฝีมือการแสดงย่อมเป็นเป้าหมายสูงสุดของพวกเขา

และในครั้งนี้พวกเขาก็มีโอกาสได้เจอกับแลร์รี่นักแสดงระดับโลกที่เคยได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ชื่อดังมาแล้วทั่วโลก และยังเป็นอาจารย์ที่ซูเปอร์สตาร์ไฟนส์ ถังซึ่งเสียชีวิตไปแล้วรู้สึกขอบคุณมากที่สุดด้วย

ยากจะอธิบายความรู้สึกของถังเฟิงในตอนนี้ เขารู้สึกหวั่นใจนิดๆ และตื่นเต้นหน่อยๆ  เขาและนักเรียนคนอื่นยืนรอการมาถึงของแลร์รี่อยู่ด้วยกัน พวกเขาดูไม่แตกต่างกัน ล้วนเป็นเหมือนแฟนคลับตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

แต่สำหรับถังเฟิง เขาไม่ได้เป็นแค่แฟนคลับตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น

ประตูห้องเรียนเปิดออก คนที่ก้าวเข้ามาคือชายชราผมขาวคนหนึ่ง ใบหน้ามีริ้วรอยไม่น้อย แต่เวลาเขายิ้มคุณจะรู้สึกว่าริ้วรอยเหล่านั้นช่างน่ารักจริงๆ  แลร์รี่ดูอ่อนโยนมาก พวกนักเรียนที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นต่างก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย

ถังเฟิงไม่ได้เบียดเข้าไปยืนอยู่แถวหน้า แต่ยืนมองเงียบๆ อยู่ด้านหลัง มองตาเฒ่าสมควรตายคนนี้แล้วหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบาง

ราวกับรู้สึกได้ว่าถูกจับจ้อง แลร์รี่ที่โดนรุมล้อมอยู่สบตากับถังเฟิงแวบหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ยังคงใสกระจ่างเช่นเดิมคู่นั้นฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย หากยังแฝงด้วยความสงสัยและรอยยิ้ม

แลร์รี่สอนวิชาการแสดงต่างจากคนอื่น ไม่มีหลักทฤษฎีซึ่งเป็นข้อบังคับแบบที่สอนกันในประเทศจีน ทั้งแลร์รี่ยังแนะนำให้นักเรียนทั้งหลายใช้ใจไปสัมผัส ไปเรียนรู้ และไปแสดง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดของการแสดงคืออะไร โอเค สมมุติว่าคุณเป็นคนขับแท็กซี่ คุณก็ต้องมีลักษณะท่าทางแบบคนขับแท็กซี่ ต้องมีความไร้สาระ ช่างคุย แล้วอะไรอีก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องเอาเสน่ห์ของตัวเองผนวกรวมกับฝีมือการแสดง หากทำได้คุณจะไม่ได้เป็นแค่คนขับแท็กซี่ แต่คุณจะเป็นคนขับแท็กซี่ที่ไม่มีใครเหมือน” แลร์รี่ที่อายุเกือบเจ็ดสิบปีแต่สามารถอธิบายในชั้นเรียนได้อย่างมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม

แทนที่จะบอกว่าแนะนำนักเรียนว่าควรแสดงอย่างไร ต้องศึกษาเทคนิคการแสดงอะไรบ้าง เขาอยากถ่ายทอดแนวคิดในการแสดงที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครให้ทุกคนได้รับรู้มากกว่า

เมื่อถึงช่วงท้ายแลร์รี่มองนักเรียนทุกคนพร้อมรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ผมเคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในศตวรรษนี้ เมื่อการแสดงของคนคนหนึ่งสามารถชนะใจคนต่างสีผิวและต่างถิ่นได้ นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

“การแสดงเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และศิลปะไม่เคยมีขอบเขต” แลร์รี่กล่าว “ผมหวังว่าพวกคุณจะไปหาภาพยนตร์ของไฟนส์มาดู การจากไปของเขาเป็นการสูญเสียของโลกใบนี้ แต่ผมคิดว่าเขาไม่ใช่นักแสดงคนสุดท้ายที่มีพรสวรรค์และมีความสามารถ ผมหวังว่าในบรรดาพวกคุณ จะมีคนที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าเขา”

เมื่อกล่าวประโยคสุดท้ายจบแลร์รี่ก็สบตากับถังเฟิงพอดีโดยไม่ได้ตั้งใจ

คิดว่าแค่นี้คงจบวิชาแล้วใช่ไหม

ไม่ใช่แน่นอน

“นี่เป็นคาบเรียนแรกที่ผมได้สอนพวกคุณ และขณะเดียวกันก็เป็นคาบสุดท้ายด้วย วิชาการแสดงในครั้งต่อไปพวกคุณต้องเตรียมตัวสอบ ในห้องว่างเปล่า ไม่มีภาษากายรวมทั้งบทพูดใดๆ พวกคุณทำได้แค่เดินไปเดินมา ใช้การแสดงและสายตาของพวกคุณถ่ายทอดความหมายของเพลง ขอให้ทุกคนโชคดี”

นี่แหละนิสัยของแลร์รี่ เวลาพูดดูเคร่งขรึมและมีหลักการ แต่ความจริงแล้วตาเฒ่านี่เป็นคนเกียจคร้านมาก!

ความรู้สึกเศร้าใจอย่างเบาบางที่เจอเพื่อนแต่แสดงออกว่ารู้จักกันไม่ได้ในตอนแรกกลับถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม ถังเฟิงแอบบ่นตาเฒ่าที่แสร้งทำเป็นมีหลักมีการอยู่ในใจ แต่เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าตอนแลร์รี่เอ่ยชื่อของเขา เขารู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย

เมื่อก่อนพวกเขาเป็นเพื่อนกัน และในอนาคตก็จะเป็นเช่นนั้น

การแสดงในคาบสุดท้ายเขาจะทุ่มเทจนสุดกำลัง

 

[1] เป็นสำนวนหมายถึงโลกกลม ศัตรูที่ยิ่งอยากหลีกเลี่ยงให้ไกลกลับมีเหตุให้ต้องเจอกันบ่อยๆ

Leave a Reply